ปลูกผักกาดหัว แบบง่ายๆไว้รับประทานในครัวเรือน

ปลูกผักกาดหัว แบบง่ายๆไว้รับประทานในครัวเรือน

ปลูกผักกาดหัว

ปลูกผักกาดหัว


ผักกาดหัว มีชื่อเรียกอื่นว่า ไช่เท้า ไช่โป๊ หัวไชเท้า หัวไช้เท้า หัวผักกาด หัวผักกาดขาว (ทั่วไป), ผักกาดจีน(ลำปาง), ผักขี้หูด ผักเปิ๊กหัว (ภาคเหนือ), ผักกาดหัว (ภาคกลาง) เป็นต้น

ผักกาดหัวมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศจีน โดยทั่วไปแล้วเจ้าหัวผักกาดนี้จะมีอยู่ด้วยกันหลายสี ไม่ว่าจะเป็นสีขาว สีแดง สีม่วง สีชมพู และขนาดก็จะแตกต่างกันออกไปตามสายพันธุ์แยกย่อย (Subspecies)





พืชผักที่ปลูกเพื่อบริโภคส่วนของรากที่ขยายใหญ่ขึ้น เนื้อในสีขาว ใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารประเภทแกงจืด

ระยะ ปลูกผักกาดหัว

หว่านโดยใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 2-3 กิโลกรัม/ไร่ ระยะปลูกที่เหมาะสม คือ ระยะระหว่างหลุมห่างกันประมาณ ๒๕เซนติเมตร ระยะระหว่างแถวห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร

การเตรียมดิน

ไถดินให้ลึก 30-40 เซนติเมตร ตากดินไว้ 1-2 อาทิตย์ แล้วย่อยดินให้ละเอียด หว่านปูนขาว ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกคลุกเคล้าให้ทั่ว ยกแปลงให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง 120 เซนติเมตร

การปลูก

วิธีหยอดเมล็ด หลังจากเตรียมดินแล้วให้ทำหลุมเล็กๆตามระยะปลูกที่กำหนดไว้ หยอดเมล็ดในหลุม หลุมละ 3 เมล็ด กลบดินหนาประมาณ 1.5 เซนติเมตร รดน้ำไห้ 2-3 ใบ ให้ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น

การให้น้ำ

ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และเพียงพอทั้งเช้าและเย็น

การใส่ปุ๋ย

รดด้วยน้ำสกัดชีวภาพ ในอัตรา 15-20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก 5-7 วัน

การป้องกันกำจัดศัตรูพืช

วัชพืช การพรวนดินกำจัดวัชพืช ควรทำในขณะที่วัชพืชยังมีน้อย และต้นผักกาดหัวยังเล็กอยู่ ควรทำด้วยความระมัดระวังอย่าให้ใกล้ต้นเกินไป อาจทำอันตรายต่อต้นได้

การเก็บเกี่ยว

มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 42-60 วัน ถ้าถึงอายุการเก็บเกี่ยวแล้วให้รีบเก็บเกี่ยวทันที อย่าปล่อยให้เกินอายุเพราะจะทำให้คุณภาพของหัวลดลง

ที่มา : Sarakaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

เลี้ยงผึ้งโพรงไทย แบบพื้นบ้าน เลี้ยงง่าย ต้นทุนต่ำ

เลี้ยงผึ้งโพรงไทย แบบพื้นบ้าน เลี้ยงง่าย ต้นทุนต่ำ

เลี้ยงผึ้งโพรงไทย

เลี้ยงผึ้งโพรงไทย


ผึ้งโพรงไทย (Indian honey bee) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Apis Cerana

ผึ้งโพรงไทย เป็นแมลงที่มีคุณค่าต่อมวลมนุษย์และช่วยรักษาความสมดุลของสภาพแวดล้อมในทางธรรมชาติช่วยผสมเกสรพืชเศรษฐกิจมากมายหลายชนิด เช่น ลำไย ลิ้นจี่เงาะโรงเรียน ส้ม มะพร้าว มะม่วง กาแฟ ท้อ สตรอว์เบอร์รี่ทานตะวัน มะม่วงหิมพานต์ พืชตระกูลแตง พริก พืชผักที่ต้องการผลิตเมล็ดพันธุ์ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว เป็นต้น



นอกจากนี้ สมัยบราณได้กล่าวไว้ว่า นำผึ้งเป็นยาอายุวัฒนะสามารถบำรุงร่างกาย ไขผึ้งนำมาทำเทียนจุดให้แสงสว่าง นำ้ผึ้งและไขผึ้งสามารถนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย

ผึ้งโพรงไทย เป็นผึ้งพื้นเมืองอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทยชอบอาศัยในที่มืด สร้างรวงผึ้งเรียงกันตั้งแต่ 5 – 15 รวง มีประชากรผึ้งประมาณ 5,000 – 30,000 ตัวต่อรัง ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและความอุดมสมบูรณ์ของอาหารผึ้ง ได้แก่ น้ำผึ้งและเกสรดอกไม้ ผึ้ง 1 รังให้น้ำผึ้งเฉลี่ย 5 – 6 กิโลกรัมต่อปี ผึ้งโพรงไทยมีนิสัยอพยพย้ายรังไปตามแหล่งอาหารหรือมีศัตรูรบกวน การเลี้ยงผึ้งโพรงไทยผู้เลี้ยงจะต้องเข้าใจพฤติกรรมและสภาพความเป็นอยู่ของผึ้งจะต้องอดทน ช่างสังเกต เมื่อมีประสบการณ์และมีการจัดการรังผึ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้การเลี้ยงผึ้งโพรงประสบความสำเร็จ

เลี้ยงผึ้งโพรงไทย

ชีวิตและพฤติกรรมของผึ้ง

  • นางพญา (Queen) ภายในรังจะมีนางพญา 1 ตัวหลังจากบินขึ้นไปผสมพันธุ์กับตัวผู้เรียบร้อยแล้วก็จะมีหน้าที่วางไข่และควบคุมรัง
  • ผึ้งตัวผู้ (Drone) มีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือผสมพันธุ์กับนางพญาผึ้งพรหมจรรย์เท่านั้น
  • ผึ้งงาน (Worker) เป็นผึ้งเพศเมียซึ่งถูกสารของนางพญาผึ้งควบคุมไม่ให้ผสมพันธุ์และวางไข่ จะมีหน้าที่ตามอายุของผึ้งงาน ได้แก่ ทำความสะอาดรัง ดูแลและผลิตอาหารป้อนให้แก่นางพญาผึ้งและตัวหนอน ผลิตไขผึ้งเพื่อสร้างรัง ป้องกันรังและออกไปหาอาหาร (น้ำหวานและเกสร) ยางไม้ และน้ำ

การเลี้ยงผึ้งโพรง สามารถทำได้ 3 วิธี

  • วิธีการซื้อผึ้ง เป็นวิธีการที่ไม่นิยม เนื่องจากผึ้งโพรงไทยมีนิสัยไม่ชอบการรบกวนหรือขนย้ายรังจากที่อื่นมาตั้งในสภาพแวดล้อมที่อาจไม่เหมาะสม ผึ้งที่ซื้อมาก็จะอพยพย้ายรัง
  • วิธีการล่อ ธรรมชาติของผึ้งโพรงไทยจะมีการแยกขยายพันธุ์เมื่อภายในรังมีประชากรหนาแน่นและอพยพย้ายรังผึ้งโพรงไทยจะอพยพย้ายรังไปตามแหล่งอาหารผึ้งในธรรมชาติแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกันตามชนิดพืชและปริมาณการจัดทำรังล่อแล้วไปวางในสถานที่ที่จะมีผึ้งโพรงไทยอพยพเข้าไปอาศัยในรังล่อที่เตรียมไว้ก็คือช่วงที่เริ่มหมดฤดูฝนและพืชกำลังออกดอก รังล่อผึ้งโพรงไทยอาจทำจากไม้หรือวัสดุอื่นก็ได้รังล่อจะทาด้วยไขผึ้งให้มีกลิ่นไขผึ้ง ด้านหน้ามีรูให้ผึ้งเข้าออกได้ควรตั้งให้สูงจากพื้นดินประมาณ 50 เชนติเมตร – 1 เมตรเพื่อป้องกันศัตรูผึ้ง หมั่นตรวจสอบรังทุก 7 – 10 วัน
  • วิธีการจับผึ้งเข้าคอน
    • สำรวจพบรังผึ้งที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติหรือในรังล่อควรทำการจับผึ้งเข้าคอนในตอนที่เก็บน้ำผึ้ง
    • ใช้กระป้องพ่นควันเตือนผึ้ง แล้วเปิดรังผึ้งโพรงให้เห็นรวงรังตัดรวงผึ้งทีละรวง พร้อมจับนางพญาผึ้งใส่ที่ขัง
    • นำรวงผึ้งตัวอ่อนและดักแด้ และรวงอาหาร 1 รวงมาทาบกับคอนที่ขึงลวดไว้ แล้วใช้มีดบากร่อง ประมาณครึ่งหนึ่งของความหนาของรวงตามเส้นลวด และดันเส้นลวดเข้าไป เสร็จแล้วใช้เชือกหรือหนังยางรัดเพื่อป้องกันรวงผึ้งหลุดออกมา
    • นำนางพญาผึ้งที่ขังไว้มาแขวนให้อยู่ระหว่างคอนหนอนกับคอนดักแด้ภายในกล่อง แล้วทำการกอบผึ้งใส่รังใหมให้มากที่สุด แล้วตั้งรังใหม่ให้อยู่ใกล้หรือตำแหน่งเดิมของรังเก่า ผึ้งงานจากรังเก่าที่เหลือจะตามเข้าไปอยู่ในรังใหม่ ประมาณ 1 – 2 วัน ผึ้งงานจะซ่อมรวงที่ชำรุดให้ติดกับคอนและคุมเส้นลวดแล้วก็ให้แกะหนังยางที่รัดไว้
    • ถ้าต้องการย้ายรังต้องปิดผึ้งเวลากลางคืนและย้ายไปเลี้ยงในที่ต้องการแล้วเปิดรังเลี้ยงหลังจากขังนางพญาผึ้งประมาณ 2 – 3 วัน ก็จะต้องปล่อยนางพญาผึ้งออกจากที่ขังเพื่อทำหน้าที่วางไข่ต่อไป



การเก็บน้ำผึ้ง

การเก็บน้ำผึ้งควรเก็บในช่วงที่มีน้ำผึ้งปริมาณมากๆ น้ำผึ้งที่ได้ต้องมีความชื้นไม่เกิน ร้อยละ 21

  • การเก็บน้ำผึ้งจากรังล่อ ผึ้งจะสร้างรวงอยู่ใต้ฝารังหงายฝารัง ตัดเอาเฉพาะรวงน้ำผึ้ง ส่วนรวงตัวอ่อนและดักแด้ให้นำเข้าคอนแล้วเก็บไว้ในรัง นำส่วนที่เป็นน้ำผึ้งมาสับลงบนตะแกรงกรองสแตนเลส เพื่อให้น้ำผึ้งไหลออกมาแล้วกรองน้ำผึ้งให้สะอาด
  • การเก็บน้ำผึ้งจากรังที่นำรวงผึ้งใส่คอน
    • ตัดเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำผึ้งแล้วนำไปสับบนตะแกรงเพื่อให้น้ำผึ้งไหลออกมา แล้วกรองน้ำผึ้งให้สะอาด
    • ในกรณีมีถังสลัด นำรวงที่มีน้ำผึ้งมาปาดไขผึ้งที่ปิดหลอดรวงออกทั้งสองด้านแล้วนำไปใส่ถังสลัดน้ำผึ้งแรงเหวี่ยงจะทำให้น้ำผึ้งกระเด็นออกมา กรองด้วยที่กรองสแตนเลส

หมายเหตุ : ควรกรองด้วยผ้ากรองอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ได้น้ำผึ้งที่สะอาดปราศจากสิ่งเจือปน แล้วนำไปบรรจุในภาชนะที่สะอาด มีฉลากที่บ่งบอกครบถ้วนและสวยงาม

การเก็บไขผึ้ง

นำรวงผึ้งที่เอาน้ำผึ้งออกหมดแล้วหรือรวงเก่าที่ผึ้งย้ายรังไปแล้ว ใส่ในภาชนะต้ม ควรใช้ภาชนะสแตนเลสหรืออะลูมิเนียมโดยใส่น้ำลงไปพอประมาณ เมื่อไขผึ้งหลอมละลาย แล้วนำไปกรองด้วยตะแกรงหรือผ้ากรอง ไขผึ้งจะลงไปอยู่ในภาชนะที่รองรับไว้ด้านล่างเมื่อเย็นแล้วไขผึ้งก็จะแข็งตัว

การป้องกันผึ้งต่อย

  • ใช้กระป้องพ่นควัน ควันช่วยลดความดุของผึ้งลงได้วัสดุที่ใช้ เช่น แกลบ ขี้เลื่อย หรือกาบมะพร้าว เป็นต้น
  • ใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ถุงมือยาง และหมวกตาข่ายผึ้งก็ไม่สามารถต่อยได้

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ www.doae.go.th, www.sarakaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีการปลูกฝรั่ง และการดูแลรักษาโรค

วิธีการปลูกฝรั่ง และการดูแลรักษาโรค

วิธีการปลูกฝรั่ง

วิธีการปลูกฝรั่ง


ฝรั่ง ป็นผลไม้ที่ค่อนข้างจะคุ้นเคยกับชีวิตประจำวันของคนไทยและเป็นผลไม้ที่มีขายตลอดทั้งปี มีรสชาติดี ราคาไม่แพงมีคุณค่าทางอาหารสูง โดยเฉพาะวิตามินซีและวิตามินเอ สามารถนำมาใช้รับประทานผลสด หรือนำมาแปรรูปเป็นน้ำฝรั่ง เยลลี่ฝรั่ง แยมฝรั่ง เป็นต้น




ฝรั่งจัดเป็นไม้ผลขนาดกลาง มีกิ่งเหนียว แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปกว้าง สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ถ้าปลูกในดินร่วนชุยมีอินทรีย์วัตถุมาก และมีการระบายน้ำดี ก็ยิ่งจะได้ผลผลิตตี ฝรั่งมีความต้านทานต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี จึงนิยมปลูกกันอยู่ทั่วไปปัจจุบันพื้นที่ที่มีการปลูกกันมากได้แก่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี และบริเวณจังหวัดใกล้เคียงกับกรุงเทพมหานคร และเริ่มขยายแหล่งปลูกไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

พันธุ์ฝรั่ง

ฝรั่งที่ปลูกในประเทศไทยมีหลายพันธุ์ แต่ที่นิยมใช้รับประทานผลสด ได้แก่ ฝรั่งพันธุ์ที่มีผลใหญ่ ผลดก รสอร่อย เช่น พันธุ์กมลสาลี่ แป้นสีทอง ทูลเกล้า นอกจากนี้ยังมีพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ พันธุ์อินเดีย พันธุ์จีน เป็นต้นสำหรับฝรั่งที่นำมาใช้แปรรูป ได้แก่ พันธุ์บังมองท์ และพันธุ์คาฮังคล่า เนื่องจากทั้งสองพันธุ์นี้มีเนื้อมา สีชมพู มีกลิ่นหอม รสกลมกล่อม

การขยายพันธุ์ฝรั่ง

การขยายพันธุ์ฝรั่งสามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมใช้และได้ผลดี คือ

1. การตอน

วิธีการเหมือนการตอนกิ่งทั่วไป โดยใช้มีดควั่นกิ่งให้รอยควั่นอยู่ใต้ข้อเล็กน้อย รอยควั่นล่างห่างจากรอยควั่นบนเท่ากับเส้นรอบวงของกิ่งลอกเปลือกไม้แล้วขูดเยื่อเจริญออกให้หมด จากนั้นนำตุ้มตอนที่บรรจุด้วยขุยมะพร้าวหุ้มให้รอบรอยควั่นแล้วมัดด้วยเชือกฟางให้แน่น

การตัดกิ่งตอน

  • หลังจากทำการตอนแล้วประาณ 1 เดือน รากจะเริ่มงอก อย่าเพิ่งรับตัดควรปล่อยให้รากเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลก่อน
  • กิ่งฝรั่งที่ตัดออกจากตัน ควรตัดใบและกึ่งที่มีมากเกินไปทิ้งบ้างเพื่อป้องกันการคายน้ำ แล้วนำกิ่งตอนไปแช่ในน้ำให้ท่วมตุ้มตอนประมาณ 1 -2 ชั่วโมง แล้วจึงนำไปชำต่อไป โดยนำกิ่งตอนที่ได้ชำในถุงพลาสติกที่บรรจุดินผสม เมื่อตันแข็งแรงแล้วจึงนำไปปลูกในแปลงต่อไป

2. การติดตา

วิธีการติดตานี้จะต้องใช้ต้นตอ และยอดพันธุ์ที่มีความแข็งแรง หลังจากติดตาแล้วให้นำไปชำต่อประมาณ 4-5 เดือน ก่อนจะนำไปปลูกนอกจากนี้ยังมีการขยายพันธุ์แบบทาบกิ่ง การปักชำ

การปลูกฝรั่ง

หลังจากที่เลือกพื้นที่ปลูกได้แล้ว ถ้าต้องการจะปลูกเป็นสวนก็ควรจะจัดระยะปลูกระหว่างแถวและระหว่างตันประมาณ 3 x 3 เมตรในเนื้อที่ 1 ไร่ จะปลูกไต้ประมาณ 160 ต้น

การเตรียมดิน

การปลูกฝรั่งในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึงควรทำการยกร่องปลูก โดยยกร่องให้มีขนาดความกว้างของหลังร่องประมาณ 6 เมตร มีคูน้ำกว้างประมาณ 1.5 เมตร ความยาวของสันร่องแล้วแต่พื้นที่ ความสูงไม่จำกัด แต่ถ้าเป็นที่ตอนไม่จำเป็นต้องยกร่อง จากนั้นก็ปรับปรุงดินโดยการตากดินเพื่อฆ่าเชื้อโรคและเมล็ดวัชพืช ใส่ปุ๋ยคอกและปุยหมักในปริมาณเท่าๆ กัน อัตราปุ๋ย 1 ส่วนต่อดิน 2 ส่วน เพื่อให้ดินร่วนซุย




การเตรียมหลุมปลูก

ขนาดของหลุมปลูกควรกว้าง 0.5 เมตร ยาว 0.5 เมตร และลึก 0.5 เมตร ที่จำเป็นต้องขุดหลุมกว้างเพื่อเปลี่ยนสภาพดินในหลุมให้ดีขึ้น ดังนี้

  •  ควรขุดดินโดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ดินบนและดินล่าง ดินบน เป็นส่วนที่มีอินทรีย์วัตถุมากอยู่แล้ว ให้แยกไว้ส่วนหนึ่ง ดินล่าง คือดินที่เมื่อขุดลึกลงไปแล้วพบว่าดินมีสีจางลงเป็นชั้นที่ไม่มีอินทรีย์วัตถุ
  • ตากดินไว้ 10- 15 วัน เพื่อให้แสงแดดส่องฆ่าเชื้อโรคในหลุมปลูกและในดิน กลบดินบนลงในหลุม
  • ผสมปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมัก 1 ส่วนต่อดินล่าง 2 ส่วน และรองกันหลุมด้วยปุ๋ยร้อคฟอสเฟ่ต0.50 กิโลกรัม แล้วจึงกลบลงไปในหลุมทับชั้นดินบนจนมีระดับสูงกว่าระดับพื้นดินธรรมดา ประมาณ 10 เซนติเมตร

การที่ต้องกลบดินให้สูงกว่าระดับดินเดิมนั้น เพื่อที่เมื่อเวลาปลูกแล้วดินจะยุบตัวลงเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้พอดีกับระดับดินเดิมถ้าไม่เผื่อไว้จะเป็นแองและมีน้ำขังทำให้รากเน่าตายได้

วิธีปลูกฝรั่ง

หลังจากเตรียมหลุมปลูกเรียบร้อยแล้ว ให้นำกิ่งพันธุ์ที่ชำไปปลูกลงในหลุม กลบดินให้แน่นพอสมควร แล้วใช้ไม้ปักเป็นหลักผูกกันลมโยกและรดน้ำทันที จากนั้นใช้ทางมะพร้าวมาคลุมพรางแสงแดดให้แก่ตันฝรั่งจนกว่าตันฝรั่งจะตั้งตัวได้

การปฏิบัติดูแลรักษาฝรั่ง

การให้น้ำ

หลังจากปลูกฝรั่งแล้วต้องหมั่นคอยรดน้ำในช่วงระยะแรกจนกว่าตันฝรั่งจะตั้งตัวไต้หลังจากนั้นก็ต้องสังเกตดูความชุ่มขึ้นของดินถ้าดินแห้งมากต้องรีบให้น้ำ และถ้ามีฝนตกหนักก็ควรระบายน้ำออกบ้างการให้น้ำจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามความต้องการของตันฝรั่งปริมาณความชื้นของดินในระหว่างการออกผลมีความสำคัญ เพราะจะก่อให้เกิดการร่วง การแตก และขนาดของผล

การใส่ปุ๋ย

โดยปกติการปลูกพืชทุกชนิดควรมีการใส่ปุ๋ยทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี สูตรที่แนะนำ คือ 15-15-15 หรือ 13 – 13-21 ฝรั่งเมื่อออกดอกแล้วจำเป็นต้องให้น้ำและปุ๋ยไนโตรเจนเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงขึ้นทุก ๆ ปี ควรให้ปุ๋ยประมาณ 2 กิโลกรัม/ตัน/ปี หรือมากกว่านี้ขึ้นอยู่กับอายุของตันและปริมาณผลผลิตและหากจะให้ฝรั่งมีรสหวานยิ่งขึ้นให้ใช้ปุ๋ยเกร็ดสูตร 5-30-30 พ่นก่อนเก็บผล 1 เดือน โดยนำปุ๋ยเกร็ดมาผสมน้ำฉีดพ่น ฉีดอาทิตย์ละครั้ง ประมาณ 2 ครั้ง จากนั้นประมาณ 15 วัน จึงเก็บผล

การพรวนดิน

ไม่ควรพรวนดินลึก เพราะจะทำให้รากของตันฝรั่งขาดได้

การกำจัดวัชพืช

ควรทำอย่างสม่ำเสมอ อาจใช่วิธีการถาง ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชหรือปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น เซนโตรซึม เพอราเรีย เป็นพืชคลุมดิน

การปักไม้ค้ำกันลม

ในระหว่างที่ต้นฝรั่งยังเล็กอยู่ ควรปักไม่ค้ำกันลมเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นโยก เพราะอาจกระทบกระเทือน ทำให้ต้นฝรั่งไม่โต การปักไม้ค้ำกันลม ควรใช้ไม้รวกหรือแขนงไม้ไผ่ยาว 1 เมตร ค้ากิ่งต้นละ 1 -2 อัน และใช้เชือกพลาสติกผูกติดกับกิ่งแต่อย่าผูกให้แน่นมากเพราะกิ่งอาจเจริญเติบโตช้า

การตัดแต่งกิ่งฝรั่ง

การตัดแต่งกิ่งจะช่วยให้ฝรั่งเกิดกิ่งอ่อน และมีช่อดอกออกมาด้วยทำให้ทรงพุ่มโปร่ง ได้สัดส่วนอากาศถ่ายเทได้สะดวก แสงแดดส่องได้ทั่วถึง สะดวกในการเก็บผลและการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคและแมลง นอกจากนี้ ยังทำให้ได้ผลผลิตที่แน่นนอน ผลมีขนาดใหญ่ สำหรับส่วนใหม่ ควรมีการตัดแต่งกิ่งทุกปี เพื่อกระตุ้นการเจริญและการสร้างตาดอก โดยทั่วไปต้นที่สมบรูณ์จะตัดกิ่งก้านออก 25 – 30% สำหรับตันที่ไม่แข็งแรงให้ตัดกึ่งก้านออกประมาณ 20 ช นอกจากการตัดแต่งกิ่งแล้วการทำให้ใบร่วงจะทำให้ระยะการเก็บเกี่ยวสั้นลงและการปลิดผลทิ้งให้เหลือประมาณ 2 – 6 ผล ต่อกิ่ง จะจำเป็นในสวนที่ผลิต เพื่อบริโภคผลสด แต่ถ้าจะให้ได้ผล ที่มีขนาดใหญ่และมีคุณภาพดี ควรให้เหลือเพียง 1 ผล เท่านั้น



การบังคับให้ฝรั่งออกดอก

โดยทั่วไปฝรั่งจะให้ผลเร็วถ้าเป็นฝรั่งที่ได้จากกิ่งตอน จะให้เก็บผลครั้งแรกเมื่ออายุได้ประมาณ 1 ปี หรือถ้าเป็นตันที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะเก็บผลไต้ช้ากว่า คือ เมื่ออายุ 1 ปี -2 ปี แล้วแต่สายพันธุ์ฝรั่งจะออกดอก ในส่วนยอดที่เกิดใหม่ตรงโคนก้านใบคู่ที่ 3 -4 บนกิ่งอ่อน กิ่งหนึ่งมีดอก 1-6 ดอก แล้วแต่พันธุ์ ดอกเป็นชนิดที่สมบูรณ์เพศ ทำให้ติดผลง่าย ดังนั้น ถ้าปลูกฝรั่งแล้วไม่ค่อยออกดอกออกผล อาจจะใช้การบังคับให้ฝรั่งออกดอก โดยวิธีการ ดังต่อไปนี้

  • การโน้มกิ่ง ฝรั่งมีช่อดอกที่กึ่งอ่อน ดังนั้นการทำให้เกิดกึ่งอ่อนก็จะซักนำให้เกิดตาดอกได้การโน้มกิ่งฝรั่งให้อยู่ในแนวระดับแล้วใช้ไม้รวกยึดปักไว้ เร่งใส่ปุ๋ย รดน้ำ ฝรั่งก็จะแตกกิ่งจากกิ่งที่โน้มพร้อมทั้งมีช่อดอกออกมาด้วย
  • การตัดแต่งกิ่ง ตามที่ด้กล่าวมาแล้วว่าตาดอกจะเกิดจากกิ่งอ่อน ดังนั้น การตัดแต่งจะทำให้เกิดการแตกกิ่งอ่อนและช่อดอกได้กิ่งที่จะตัดแต่ง คือ กิ่งที่อ่อนแอ กิ่งที่เป็นโรคและกิ่งที่ไม่ได้รับแสง
  • การทำให้ใบร่วง โดยใช้ปุ๋ยพวกยูเรียหรือสารเคมีละลายน้ำให้เข้มข้น 25% พ่นให้ทั่วทั้งตันเพื่อให้ใบฝรั่งร่วงหมด ระยะนี้จะต้องให้น้ำและปุยบำรุงตัน หลังจากนั้นประมาณ 5 สัปดาห์ จะเห็นช่อดอกเจริญออกมาพร้อมกิ่งอ่อนที่แตกขึ้นใหม่และจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในอีก 5 เดือนต่อมา
  • การเด็ดยอดฝรั่ง โดยนับใบจากปลายกิ่งเข้าไปถึงใบคู่ที่ 4 แล้วจึงเด็ดยอดทิ้ง จากนั้นไม่กี่วันฝรั่งก็จะแทงดอกออกมา

อนึ่ง การบังคับให้ฝรั่งออกดอกนั้นทำได้ไม่ยากนัก ถ้าต้นฝรั่งสมบูรณ์แข็งแรง และปลูกในที่ๆ มีแสงแดดเพียงพอ แต่ควรคำนึงด้วยว่าการให้ฝรั่งมีผลมากผลก็จะเล็กลงดังนั้นจึงต้องให้ปุ๊ยและน้ำแก่ตันฝรั่งที่บังคับการออกดอกให้มากกว่าปกติ การบังคับให้ฝรั่งออกดอกจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ใช้เวลาประมาณ 9 เดือน คือใช้เวลาในการบังคับให้ฝรั่งออกดอกจนกระทั่งติดผล 7 เดือน และมีช่วงเก็บเกี่ยวผลอีก 2 เดือน

การห่อผลฝรั่ง

ประโยชน์ของการห่อผลนอกจากจะช่วยป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูฝรั่งแล้ว ยังทำให้ผลฝรั่งมีผิวสวยน่ารับประทานวิธีการห่อผลฝรั่งโดยส่วนใหญ่จะใช้ถุงพลาสติกหรือใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อก่อนแล้วจึงสวมถุงพลาสติกทับอีกชั้นหนึ่ง โดยจะเริ่มห่อผลฝรั่งเมื่อมีขนาดเท่าลูกมะนาวหรือหลังดอกบานแล้ว 1 เดือน ก่อนห่อควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราและแมลงที่ผลฝรั่งเสียก่อน

การป้องกันและกำจัดโรคแมลง

โรคที่สำคัญของฝรั่ง

1. โรคจุดสนิม เกิดจากเชื้อราเข้าทำลายใบ โดยจะเห็นจุดขนาดเล็ก เริ่มจากจุดสีเขียวแล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีสนิมเหล็กและเป็นขุยคล้ายกำมะหยี่ ถ้าเป็นที่กิ่งจะทำให้เป็นขุยและกิ่งแตกแห้งตาย

การป้องกัน ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น มาแนบและชีแนบ หากเป็นที่กึ่งอาจใช้สาร เคมีดังกล่าวผสมในปูนแดงขันๆ ทาบริเวณที่เป็นโรค





2. โรคแอนแทรคโนส เกิดจากเชื้อราเข้าทำลายผลอ่อน ผลสุกและใบ อาการบนใบจะเห็นเป็นจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ แผลอาจทะลุ ถ้าเป็นที่ผลอ่อนจะทำให้มีสีน้ำตาลและเน่าแห้งไปในที่สุด แต่ถ้าเป็นระยะผลสุกหรือใกล้สุกจะเกิดแผลเน่าสีน้ำตาล อาการจะลุกลาม แผลจะบุ๋มลงเล็กน้อยมีจ้ำสีคล้ำและเมือกสีแสดปรากฎให้เห็น

การป้องกัน ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น บีโนมิล แคปแทน โดยพ่นสารเคมีก่อนเก็บผล 1 เดือน

แมลงศัตรูฝรั่ง

1. แมลงวันทอง การทำลายเกิดจากแมลงวันทองวางไข่ที่ใต้ผิวฝรั่งสุก (หรือระยะที่ผิวอ่อน)ตัวอ่อนที่ฟักจากไข่จะเจริญกินเนื้อฝรั่งเป็นอาหารทำให้ฝรั่งอ่อนนิ่มและเละในที่สุด

การป้องกัน ห่อผลในขณะที่ผิวยังแข็ง มีสีเขียว ขนาดเล็ก การห่ออาจห่อด้วยถุงพลาสติกชั้นเดียว หรือ 2 ชั้น โดยต้องเจาะรูกระดาษห่อชั้นในกันถุงให้น้ำไหลออกด้วย หรือใช้สารเคมีมาลาไทออนผสมโปรตีนไฮโตรไลเซท เป็นเหยื่อพิษฉีดพ่นในตอนเช้าตรู่เป็นจุด ๆ บนใบแก่เท่านั้น ตันละ 1-4 จุดแต่ละจุดใช้น้ำยาประมาณ 50 ซีชี. พ่นแค่ให้ใบเปียกและพ่นทุก ๆ 7 วัน ติดต่อกัน 4-5 ครั้งก่อนเก็บเกี่ยว หากพ่นก่อนการระบาด 1 เดือน จะได้ผลดีกว่าพ่นหลังแมลงระบาดแล้ว

2. เพลี้ยแป้ง จะดูดกินน้ำเลี้ยงตามใบอ่อน กิ่งอ่อน และช่อดอกทำให้แห้งเฉาหรือใบผิดรูปร่างและผลผลิตลดลง

การป้องกัน พ่นด้วยสารละลายอโซดริน 20 ชีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วต้น ใบ กิ่งอ่อนและผลทุก ๆ 7 วัน ประมาณ 2-3 ครั้ง และหยุดพ่นสารเคมีอย่างน้อย 7 วัน ก่อนเก็บเกี่ยวผล

การเก็บเกี่ยว

ฝรั่ง นับจากดอกบานจนถึงผลแก่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้จะใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ฝรั่งที่ยังอ่อน ผิวจะมีสีเขียวเข้ม เมื่อเริ่มแก่สีเขียวจะจางลงและเต่งตึงเป็นมันไม่ควรเก็บผลที่ยังไม่แก่เต็มที่เพราะยังมีการสร้างแป้งและไม่เต็มที่ ผลจะนิ่ม การเก็บเกี่ยวควรใช้กรรไกรตัดขั้วผลมาด้วยโดยไม่ต้องเอาถุงพลาสติกที่หุ้มผลฝรั่งออกเพื่อประหยัดเวลา ถ้าหากไม่มีขั้วติดผลจะทำให้ฝรั่งเสื่อมคุณภาพเร็วและอาจถูกเชื้อโรคเข้าทำลายได้ง่าย

ลักษณะผลฝรั่งที่เหมาะสมต่อการส่งออกไปขายในตลาดต่างประเทศ 

  •  ผลสมบูรณ์ รูปร่างตรงตามพันธุ์ น้ำหนักประมาณ 200-300 กรัม เนื้อสีขาว รสชาติหวานอมเปรี้ยว เนื้อกรอบ
  • มีความสุกแก่ตามความต้องการของตลาด เมื่อขนส่งถึงปลายทาง
  • สะอาดปราศจากร่องรอยหรือตำหนิจากการเข้าทำลายของโรคและแมลง

ข้อควรปฏิบัติสำหรับการผลิตฝรั่งไปขายในตลาดต่างประเทศ 

  • เก็บฝรั่งที่มีอายุพอเหมาะ
  • ผลฝรั่งต้องล้างทำความสะอาด
  • เช็ดผิวผลให้แห้งแล้วบรรจุในโฟมตาข่าย
  • บรรจุในภาชนะกล่องกระดาษขนาด 40x30x10 เซนติเมตร นำหนักบรรจุ 5 กิโลกรัม

ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก | Facebook Sai Nuttidar


เอกสารอ้างอิง

  • พิชัย สราญรมย์ และเบญจพร ตั้งสุขเกษมสันต์. 2527. ความก้าวหน้าของฝรั่งในเมืองไทย.ข่าวสารเกษตรศาสตร์ ฉบับเดือนธันวาคม-มกราคม.
  • ไพโรจน์ ผลประสิทธิ์. 2531. การปลูกฝรั่งเพื่ออุตสาหกรรม. ห้างหุ้นส่วนจำกัดฟันนี่พลับบลิชซิ่ง กรุงเทพฯ.
  • วิจิตร วังใน. 2531. ฝรั่ง. วารสารสมาคมพืชสวน ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน.
  • สุรพล จารุพงศ์. 2531. การปลูกฝรั่ง. คำแนะนำที่ 73 กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
  • ศุภลักษณ์ กลับน่วม และจุไรรัตน์ แสงสวัสดิ์. 25 36. การปลูกฝรั่ง. คำแนะนำที่ 73กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.



บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเลี้ยงปูนาในบ่อซีเมนต์

การเลี้ยงปูนาในบ่อซีเมนต์

การเลี้ยงปูนาในบ่อซีเมนต์

ปูนา เป็นปูน้ำจืด มักอาศัยอยู่ในนาข้าว พบได้ในบริเวณที่ลุ่มน้ำขัง กระดองมีลักษณะโค้งนูน ผิวเรียบมัน ขอบกระดองด้านหน้ามีรอยหยักเป็นฟันเลื่อย ส่วนใหญ่กระดองมีสีม่วงดำและเหลือง ชอบขุดรูอยู่ตามแปลงนา คันนา รูปูจะมีลักษณะกลมรีตามขนาดลำตัว ชาวนาถือว่าปูนาเป็นศัตรูพืชของข้าว เพราะปูนาจะกัดกินต้นข้าวที่ปักดำใหม่ๆ ทำให้ชาวนาต้องปักดำซ้ำหลายครั้ง ปูนาเป็นอาหารราคาถูกโดยเฉพาะเหมาะกับวิถีชีวิตผู้คนในชนบท และยังพบได้เกือบทุกภาคของประเทศไทย ส่วนใหญ่นิยมนำมาทำ หลนปูเค็ม แกงอ่อมปูนา น้ำปู๋ ปูนาดองน้ำปลา แกงส้ม อ่องปูนา และส้มตำ





โดยธรรมชาติของปูนาแล้ว ในช่วงฤดูฝนใหม่ปูก็จะออกมาจับคู่ หากินในท้องนา สะสมอาหาร ตัวเมียก็จะเริ่มตั้งท้องประมาณเดือนพฤษภาคม ถึงเดือน กรกฎาคม ปูตัวเมียจะมีไข่ในท้องประมาณ 500-1,000 ฟอง ช่วงนี้หากเรานำแม่ปูมาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ที่เตรียมไว้ มันก็จะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และเติบโตให้เรานำไปจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้

การสร้างบ่อซีเมนต์เพื่อเลี้ยงปูนา

ในการทำบ่อซีเมนต์สำหรับเลี้ยงปูนาแล้วแต่ความสะดวกของเกษตร โดยส่วนใหญ่แล้วนิยมทำขนาด 2×3 เมตรจะทำเป็นแบบเทพื้นปูน หรือจะเลี้ยงแบบพื้นดินก็ได้ แต่แนะนำให้ทำแบบพื้นปูนแล้วใส่ดินหน้าประมาณ 20 – 30 เชนติเมตร เพื่อให้ปูได้ขุดรู โดยการใส่ดินเข้าไปในบ่อนั้น เทดินแบบลาดเอียง อีกข้างหนึ่งมีน้ำ เลียนแบบบ่อธรรมชาตินั่นเอง หรือจะเทดินทั้งหมด แล้วใส่น้ำในกะละมังก็ได้ แล้วแต่สะดวก

การเลี้ยงปูนาในบ่อซีเมนต์

ปลูกพืชพรรณไม้น้ำเพื่อให้เป็นแหล่งอาศัยและเป็นแหล่งอาหารของปูนา อาทิ ผักบุ้ง ผักตบชวา ทำการต่อสปริงเกอร์ หรือ ถ้าไม่มีก็สามารถใช้สายยางธรรมดาเตรียมไว้คอยฉีดน้ำให้บ่อชุ่มชื่นอยู่เสมอ ห าเศษไม้ขอนไม้ หรือทางมะพร้าวมาวางในบ่อ เพื่อให้ปูได้อยู่อาศัยหลบช่อน จากนั้นเราก็ปล่อยปูนาลงเลี้ยง (หาได้จากธรรมชาติหรือซื้อมาก็ได้) 1 กิโลกรัม/1 บ่อ (อัตราส่วนปูตัวผู้และตัวเมียอย่างละเท่าๆกัน)

อาหารสำหรับเลี้ยงปูนา

การให้อาหารโดยใช้อาหารปลาดุกเม็ดเล็กเสริมด้วยข้าวสวยหุงสุกคลุกเคล้าให้เข้ากัน หว่านประมาณ 1 กำมือ ในช่วงเย็นเนื่องจากปูนาจะออกหากินตอนกลางคืน และหมั่นดูแลบริเวณที่อยู่ของปูให้สะอาดโดยต้องเก็บเศษอาหารที่ปูกินไม่หมดทิ้ง และเก็บปูที่ก้ามหลุดออกเนื่องจากจะส่งผลให้โดนปูตัวอื่นมารุมทำร้ายและตายได้ และหากทิ้งอาหารหรือปูที่ตายไว้นานๆจะเกิดกลิ่นเหม็นเน่าและมีเชื้อราเกิดขึ้นทำให้ปูเกิดโรคได้ง่าย

การเลี้ยงปูนาในบ่อซีเมนต์

ที่มารูปภาพ : www.thaireportchannel.com

ปูนาจะขุดรูเพื่อจำศีล และใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวจากศัตรูธรรมชาติ เมื่อมีอาหารอุดมสมบูรณ์ปูจะออกมากินอาหารอย่างสม่ำเสมอ และจะผสมพันธุ์อีกครั้งในช่วงต้นฤดูฝนในปีถัดไป

การเพาะพันธุ์

ปูนาสามารถนำมาเพาะในโรงเพาะฟักเพื่อผลิตลูกปูวัยอ่อนได้เช่นเดียวกับปูม้า หรือปูทะเล บ่อที่ใช้จะเป็นบ่อซีเมนต์ ถังพลาสติก หรือ ตู้กระจก ก็ได้ ขนาดของบ่อก็ไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการจัดการของแต่ละท่าน





พ่อแม่พันธุ์

พ่อแม่พันธุ์ ในระยะแรกก็คงต้องรวบรวมจากธรรมชาติ จะเริ่มเพาะจากพ่อแม่พันธุ์ก็ได้ หรือจะใช้แม่ปูที่มีไข่ที่จับปิ้งและมีลูกปูวัยอ่อนที่ติดกระดองอยู่แล้วมา อนุบาล ก็จะประหยัดเวลาและต้นทุนในการผลิตได้มาก

การอนุบาลลูกปูนา

ในช่วง15วันแรก ควรให้ ไรแดง หนอนแดง เท หรือไข่ตุ๋น กินเป็นอาหาร หลังจากนั้นควรให้ปลาหรือกุ้งสับอาหารเม็ดที่ใช้เลี้ยงลูกปลาดุกก็ใช้ได้ เมื่อมีอายุประมาณ30วันก็สามารถนำไปปล่อยเลี้ยงในบ่อดินหรือบ่อซีเมนต์เพื่อให้มีขนาดโตเต็มวัยได้ความหนาแน่นที่ปล่อยเลี้ยง ลูกปูในระยะนี้ควรปล่อยเลี้ยงในปริมาณ 10,000 ตัว/เนื้อที่ 1 ตารางเมตร

การเจริญเติบโต

ปูนามีการเจริญเติบโตโดยการลอกคราบเช่นเดียวกับปูชนิดอื่น ๆ หลังจากฟักเป็นตัวแล้วปูนาจะลอกคราบ ประมาณ 13-15 ครั้งก็จะโตเป็นปูเต็มวัย ได้ขนาดตามที่ตลาดการ ต้องใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือน

การลอกคราบ

ปูที่จะลอกคราบสังกตได้จากรอยต่อทางส่วนท้ายของกระดองจะกว้างมากกว่าปกติ เมื่อใกล้จะลอกคราบปูจะนิ่งและเหยียดขาออกไปทั้งสองข้าง จากนั้นรอยต่อทางส่วนท้ายของกระดองก็จะเปิดออก ส่วนท้ายพร้อมกับขาเดินคู่สุดท้ายจะออกมาก่อน ขาคู่ถัดมาจะค่อย ๆ โผล่ออกมาตามลำดับ ส่วนก้ามคู่แรกจะโผล่ออกมาเป็นอันดับสุดท้ายระยะเวลาที่ใช้เวลาลอกคราบทั้งหมดประมาณ 1ชั่วโม


บทความอื่นที่น่าสนใจ

อะโวคาโด ไม้ผลพืชเศรษฐกิจสร้างความยั่งยืนบนพื้นที่สูง

อะโวคาโด ไม้ผลพืชเศรษฐกิจสร้างความยั่งยืนบนพื้นที่สูง

อะโวคาโด

อะโวคาโด


    อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะเป็นพืชที่มีความสำคัญมากในด้านอาหารสุขภาพ เนื่องจากปัจจุบัน ผู้บริโภคในประเทศไทยได้หันมาสนใจด้านอาหารสุขภาพเป็นอย่างมากและที่สำคัญในด้านการผลิตอะโวคาโดเป็นไม้ยืนต้นที่มีใบเขียวตลอดทั้งปี สามารถเป็นป่าทดแทนได้ดี




ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไทยภูเขาปลูกเป็นอาชีพ จนกระทั่งเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนสูงในระยะยาว ทดแทนพืชเชิงเดี่ยว และลดการเผาในพื้นที่ทำการเกษตรบนพื้นที่สูง ซึ่งได้มีการวิจัยและพัฒนาการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง โดยการศึกษาคัดเลือกพันธุ์ที่ เหมาะสมสำหรับปลูกเป็นการค้าในประเทศไทย การพัฒนาเทคนิคการขยายพันธุ์การปลูก การปฏิบัติดูแลรักษา การเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูปผลิตภัณฑ์ ตลอดจนประชาสัมพันธ์และส่งเสริมด้านการตลาดให้อะโวคาโดเป็นที่รู้จัก และนิยมบริโภคของคนไทย

ลักษณะประจำพันธุ์ / ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ตัน : มีความสูงประมาณ 20 เมตร เปลือกของต้นสีน้ำตาลอ่อน ผิวขรุขระ
  • ใบ : ใหญ่ยาวรี จับดูสากมือ ใบมีเส้นลายลึกชัดเจนสีเขียวสด
  • ดอก : สีเขียวอมเหลือง มีขนาดเล็ก ออกเป็นช่อๆ ที่ปลายกิ่ง
  • ผล : มีทั้งผลกลม ผลกลมรี เปลือกผลมีทั้งหนาและบาง เนื้อสีเหลืองอ่อนถึงเหลืองเข้ม รสซาติมัน เนื้อละเอียดไม่มีกลิ่น

ลักษณะพันธุ์อะโวคาโคที่ดี

ลักษณะที่ตรงกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน มีลักษณะดังนี้

  1. มีคุณภาพเนื้อดี มีเปอร์เซ็นตีไขมันสูง เนื้อนิ่มแต่แน่น ไม่เละ ไม่มีเสี้ยนหรือไม่เป็นสีน้ำตาลง่ายเมื่อผ่า ไม่มีรสชื่นและกลิ่นฉุน
  2. เป็นพันธุ์ที่มีช่วงระยะเวลาการเก็บเกี่ยว เมื่อผลแก่แล้วสามารถยืดอายุเก็บเกี่ยวได้โดยอยู่บนต้นได้นานไม่หล่นเสียหาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการกระจายปริมาณผลผลิตที่ออกจำหน่าย
  3. เป็นพันธุ์ที่เปลือกผลหนาพอสมควร ทำให้ทนต่อการขนส่งได้ดีผลมีขนาดไม่ใหญ่เกินไป

ประโยชน์ของอะไวคาโด

ผลรับประทานสดได้ มีสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงประกอบด้วยสารสำคัญหลายชนิด เช่น สาร Antioxidant, กรดอะมิโน 18 ชนิดมีเส้นใยอาหารสูงเป็นประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย มีวิตามินอีช่วยบำรุงผิววิตามินเอ (เบต้าแคโรทีน) ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันรักษาโรคหัวใจที่เกิดจากไขมันในลิ่มเลือดอุดตัน ช่วยลดความอ้วน เพราะปริมาณคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลน้อยเมื่อเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น

นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ไอศกรีมน้ำอะโวคาโดพร้อมดื่ม สบู่ แชมพูสระผม ครีมนวดผม ครีมบำรุงผิว เป็นตัน

พันธุ์ที่แนะนำปลูกเป็นการค้า

1. พันธุ์ปีเตอร์สัน (Peterson) ลักษณะค่อนข้างกลม ผลมีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง น้ำหนักผล 200-300 กรัม เนื้อผลสีเหลืองอมเขียว รสชาติดี เป็นพันธุ์เบา

2. พันธุ์รูเฮิล (Rueh le) ลักษณะผลค่อนข้างกลมทรงสูงเล็กน้อยผลมีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง น้ำหนักผล 200-300 กรัม เนื้อผลสีเหลืองอมเขียว รสชาติดี เป็นพันธุ์เบา

3. พันธุ์บัคคาเนียร์ (Buccanear) มีทรงพุ่มแผ่กว้าง ลักษณะผลค่อนข้างกลมรี มีขนาดกลาง น้ำหนักผล 300-500 กรัม ผิวผลสีเขียว ผิวขรุขระ เปลือกหนา เนื้อสีเหลืองอ่อน รสชาติดี มีไขมัน 12 เปอร์เซ็นต์

4. พันธุ์เฟอร์ออเท่ (Fuerte) ลักษณะผลทรงยาว มีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง น้ำหนักผล 200-350 กรัม ผิวผลสีเขียว ผิวขรุขระเล็กน้อย เนื้อสีเหลืองครีม

5. พันธุ์บูธ 7 (Booth-7) มีทรงพุ่มกว้าง ผลลักษณะค่อนข้างกลมมีขนาดกลาง น้ำหนักผล 300-500 กรัม ผิวผลสีเขียว ผิวขรุขระเล็กน้อยเปลือกหนา เนื้อสีเหลืองอ่อน รสชาติดี มีไขมัน 7-14 เปอร์เซ็นต์

6. พันธุ์บูธ 8 (Booth-8) ลักษณะผลรูปไข่ ขนาดเล็กถึงขนาดกลางน้ำหนักผล 270-400 กรัม ผิวผลสีเขียว ผิวขรุขระเล็กน้อย เปลือกหนาเนื้อสีครีมอ่อน รสชาติพอใช้ มีไขมัน 6-12 เปอร์เซ็นต์

7. พันธุ์ฮอลล์ (Hall) เป็นลูกผสมระหว่างเผ่ากัวเตทาลันและเวสต์อินเดียน ลักษณะผลคล้ายหลอดไฟ น้ำหนักผล 400-500 กรัม บางครั้งน้ำหนักมากถึง 600 กรัม ถ้าติดผลไม่ดก มีไขมัน 10-16 เปอร์เซ็นต์

8. พันธุ์แฮส (Hass) ลักษณะผลรูปไข่ ผิวผลสีเขียวเข้ม ผิวขรุขระมากเมื่อสุกเป็นสีม่วงเข้ม ผลมีขนาดเล็ก น้ำหนัก 200-300 กรัม เนื้อผลสีเหลือง มีไขมันประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ พันธุ์นี้เป็นพันธุ์การค้าที่สำคัญของโลก เพราะคุณภาพผลดีมาก




การขยายพันธุ์และการผลิตต้นกล้าอะโวคาโด

อะโวคาโด สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ดการติดตา การต่อกิ่ง และการเสียบยอด เป็นต้น แต่การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ไม่นิยมใช้ปลูกเพื่อให้ผลผลิต เนื่องจากให้ผลช้าอย่างน้อย 6-7 ปี จึงให้ผลและจะกลายพันธุ์

สำหรับวิธีการขยายพันธุ์ที่นิยมใช้ในการปลูกอะโวคาโดเป็นการค้า คือ การเสียบยอดพันธุ์ดีบนต้นตอเพาะเมล็ด

การปลูกอะโวคาโด

ระยะปลูก

ระยะปลูกที่เหมาะสมของอะโวคาโด ขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ใช้ปลูก และความอุดมสมบูรณ์ของดินเพราะเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้นอะโวคาโดเจริญเติบโตได้ต่างกัน โดยทั่วไปใช้ระยะปลูกระหว่างต้นและระหว่างแถว 8-12 เมตร

การเตรียมแปลงปลูก

เตรียมหลุมปลูกมีความกว้างยาว 80 เซนติเมตร ลึก 80 เซนติเมตรผสมปุ๋ยคอกประมาณ 1-2 ปุ้งกี้ คลุกเคล้ากับดินที่ขุดขึ้นมาแล้วใส่ลงไปในหลุม เตรียมไม้ปักผูกยึดต้นกันลมโยก เตรียมวัสดุคลุมผิวหน้าดินบริเวณหลุมปลูกไว้ซึ่งอาจใช้ฟางข้าว เศษหญ้าแห้ง แกลบ ขี้เลื่อย หรือเปลือกถั่วก็ได้

ฤดูปลูก

ปลูกได้ทุกฤดูถ้ามีน้ำพียงพอ ในประเทศไทยนิยมปลูกช่วงตันฤดูฝนแต่ถ้ามีฝนตกชุกมาก ต้องระวังไม่ให้น้ำขัง ปลูกในช่วงฤดูร้อนก็ต้องเตรียมป้องกันแสงแดดเผาส่วนของเปลือกลำต้น หรือกิ่งก้าน

การปลูก

นำต้นลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ให้รอยต่อกิ่ง หรือรอยแผลติดตาหรือรอยแผลเสียบยอด อยู่เหนือระดับผิวดิน กลบดินรอบๆโคนต้นให้แน่น และรดน้ำให้ชุ่มแล้วทำการคลุมดินด้วยวัสดุคลุมดินที่เตรียมไว้ปักไม้หลักผูกเชือกยึดติดแน่นป้องกันลมโยก รดน้ำให้สม่ำเสมอจนกว่าต้นจะตั้งตัวได้ ควรตรวจดูอยู่เสมอ ถ้าฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานก็ควรให้น้ำ สำหรับในช่วงฤดูร้อนของปีแรกหลังจากหมดฤดูฝนแล้ว ควรให้น้ำต้นอะโวคาโดทุกสัปดาห์ จนกว่าต้นอะโวคาโดจะมีอายุ 1 ปีหลังจากปลูก

การดูแลรักษาอะโวคาโด

การใส่ปุ๋ย

  • ครั้งแรก หลังจากปลูก 1 เดือน ใส่ในโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม อัตราส่วน 3:1:1 ทั้งนี้อาจใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ผสมกับยูเรีย (46-0-0) อัตราส่วน 1:1 คลุกเคล้ากันให้ดีแล้วใส่ต้นละ 200 กรัม แบ่งใส่ประมาณ 3 ครั้งต่อปี
  • ปีที่ 2 จะใส่ปุ๋ยผสมดังกล่าวข้างต้น ในอัตราต้นละ 300 กรัมแบ่งใส่ประมาณ 4 ครั้งต่อปี
  • ปีที่ 3 จะเริ่มให้ผลผลิต ใส่ปุ๋ยเหมือนปีที่ 2 แต่ปริมาณปุ๋ยเพิ่มขึ้นเป็นต้นละ 400 กรัม ใส่ 2 ครั้งในช่วงต้นและกลางฤดูฝนพอถึงปลายฤดูฝนเดือนตุลาคม จะเปลี่ยนเป็นปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัส หรือโพแทสเชียมสูง เช่น 8-24-24 หรือ 9-24-24 ในดินร่วนปนทราย หรือดินทราย ส่วนดินร่วนเหนียวควรใช้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา500 กรัมต่อต้น และเมื่อติดผลแล้วจึงใส่ปุ๊ยอัตราส่วน 3:1:1 ใหม่ เพื่อให้ผลเจริญเติบโตดีและติดผลได้มาก โดยอาจใส่ปุ๋ยยูเรียผสมปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตราส่วน 1:1 เพิ่มขึ้นอีกต้นละ 500 กรัม

การให้น้ำ

ในระยะที่ปลูกอะโวคาโดใหม่ๆ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอให้ดินซุ่มแต่อย่าให้น้ำขัง เมื่อต้นมีขนาดโตขึ้นก็ต้องการปริมาณน้ำมากขึ้นหรืออาจเลือกวิธีการให้น้ำเป็นระบบน้ำหยด หรือมินิสปริงเกลอร์บริเวณโคนต้นก็ได้ ระยะที่จะออกดอกควรงดให้น้ำ

การจัดทรงต้นและตัดแต่งกิ่ง

อะโวคาโด ไม่มีระบบการจัดทรงต้นและตัดแต่งกิ่งที่แน่นอนต้นอะโวคาโดที่ปลูกใหม่ จนถึงระยะก่อนออกดอกและติดผลจะตัดแต่งกิ่งเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่ต้องตัดแต่งกิ่งเลย

การเก็บเกี่ยว

โดยพิจารณาถึงระยะเวลาที่เก็บเกี่ยวของอะโวคาโดแต่ละพันธุ์จากนั้นทดลองเก็บผลบนต้นในระดับต่างๆประมาณ 6-8 ผล เพื่อผ่าดูเยื่อหุ้มเมล็ด หากเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นสีน้ำตาลทั้งหมดก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ในการเก็บเกี่ยวต้องให้มีขั้วผลติดอยู่กับผล หากขั้วผลหลุดออกจากผลจะทำให้ผลเสียหายได้ง่ายขณะบ่มให้สุก

วิธีการเก็บเกี่ยวทำได้โดยเด็ดหรือใช้กรรไกรตัดขั้วผลหลุดออกจากกิ่งเมื่อเก็บแล้วให้ใส่ลงในภาชนะที่รองด้วยกระดาษหรือฟองน้ำที่ป้องกันความเสียหายได้

แมลงศัตรู อะโวคาโด

1. ด้วงงวงกัดกินใบ การป้องกันกำจัด ใช้ดีลคริน 50% (W.P.)ความเข้มข้น 0.1-0.5% ฉีดพ่นตามใบ

2. หนอนผีเสื้อ การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นสารเคมีโดยใช้คาร์บาริล85 อัตรา 30-40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

3. เพลี้ยไฟ การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นสารเคมีโมโนโครโตรฟอสอัตรา 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร

4. เพลี้ยแป้ง การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมีชนิดดูดซึมผสมไวท์ออยล์ฉีดพ่น

5. หนอนเจาะกิ่ง การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นสารเคมีเข้ารูที่เจาะด้วยคาร์บอนไดซัลไฟล์

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ www.doae.go.th, www.sarakaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

สูตรอาหารไก่ทำมือ ลดต้นทุนและสุขภาพไก่แข็งแรง

สูตรอาหารไก่ทำมือ ลดต้นทุนและสุขภาพไก่แข็งแรง

สูตรอาหารไก่ทำมือ

อาหารที่ใช้เลี้ยงไก่ สำหรับผู้เลี้ยงไก่พื้นบ้านหรือไก่พันธุ์ทั่วไปในท้องถิ่นชนบทจะเลี้ยงแบบปล่อยให้ไก่หากินตามธรรมชาติ หรือให้อาหาร คือ ข้าวเปลือก ปลายข้าว และรำ เป็นหลัก ข้าวนอกจาก จะเป็นอาหารคนแล้ว บางส่วนยังเป็นอาหารไก่ด้วย ดังนั้นในทุก 1 ส่วนของกระบวนการผลิตข้าวจึงถูกใช้อย่างคุ้มคำไม่มีส่วนใดเหลือทิ้ง อย่างไรก็ตามปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ส่วนหนึ่งได้หันมาซื้ออาหารสำเร็จรูปให้ไก่กินเพราะเห็นว่าให้คุณคำทางอาหารดีกว่าและสะดวก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงกว่า ทำให้เกษตรารบางกลุ่ม ได้พยายามคิดค้นสูตรอาหารไก่ขึ้นมาเอง และให้สามารถคงคุณภาพอาหาร ที่มีไขมันคาร์โบไฮเดรต โปรตีน แร่ธาตุ และวิตามินเหมือนอาหารไก่สำเร็จรูป หรือดีกว่าที่มีขายตามร้านขายอาหารสัตว์อีกด้วย




การคิดค้นสูตรอาหารไก่ ผู้พัฒนาสูตรมีหลักการว่าต้องปรับให้เหมาะสมกับพันธุ์ไก่ ลักษณะสถานที่ วัตถุดิบหาง่ายในท้องถิ่น ส่วนผสมสามารถให้คุณคำทางอาหารครบถ้วน อีกทั้งยังป้องกันและรักษาโรคได้และที่สำคัญ คือ ต้องลดต้นทุน สูตรอาหารไก่ที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นการเผยสูตรครั้งแรก ในเวทีเสวนา การเลี้ยงสัตว์และผลิตอาหารสัตว์ งานมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้านจังหวัดขอนแก่น สำหรับความรู้เรื่องสูตรอาหารต้องขอขอบคุณวิทยากรสองท่าน คือ คุณวีระยุทธ์ สุวัฒน์ และคุณก้องเกียรติ ถาดทอง แม้ทั้งสองท่านจะเลี้ยงพันไก่ที่แตกต่างกันและที่สำคัญคุณวีระยุทธ์ เลี้ยงไก่อยู่ในเขตพื้นที่ชนบท ส่วนคุณก้องเกียรติ เลี้ยงไกในเขตเมือง แต่ทั้งสองคนนี้ก็มีความรู้ในบริบทของตนเองที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

คุณวีระยุทธ สุวัฒน์ จากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ต.หนองแคน อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ดกลุ่มเกษตรกรในชุมชนและตนเอง เลี้ยงไก่เนื้อ (ประดู่ดำ ไก่สามสายเลือด เป็นต้น) ไก่ไข่ โดยเฉพาะไก่ 3 สายเลือดซึ่งเป็นได้ทั้งไก่ไข่ และไก่เนื้อ มีตลาดเขียวเป็นพื้นที่รองรับ

สูตรอาหารไก่ทำมือ

สูตรที่ 1 ส่วนผสมและวิธีทำ

  1. หยวกกล้วย 3 กก.
  2. กากน้ำตาล 1 กก. (อาหารจุลินทรีย์)
  3. เอ็มร้อย 1 ขวด
  4. นมเปรี้ยว 1 ขวด

อาหารหมักจากหยวกกล้วย เหมาะสำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่จำกัด โดยการใช้หยวกกล้วยที่ลำต้นไม่แก่มาก ซอยให้เป็นแผ่นเล็ก ๆ ใส่ลงในถังหมักแล้วใส่ส่วนผสมที่เหลือ ปิดไว้ 1 อาทิตย์ สามารถให้ไก่กินได้เลย หรือว่าจะผสมอาหารอย่างอื่นร่วมก็ได้

สูตรที่ 2 ส่วนผสมและวิธีทำ

  1. แกลบ 5 กก.
  2. กากน้ำตาล 1 กก.
  3. รำ 1/2 กก.

หมักไว้ 5 วัน จะสังเกตว่ามีหนอนสีขาว (ใส่ถังปิดไว้) วัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดหนอน (สำหรับเลี้ยงไก่) โดย ไก่ 50 ตัว พื้นที่ประมาณ ครึ่งงาน (ปล่อยอิสระแต่ล้อมรั้ว) อัตราความเหมาะสมประมาณ 50 ตัว (เหมาะสม)

สูตรอาหารไก่ลดต้นทุน 

สูตรที่ 3 สูตรอาหารไก่ลดต้นทุน 

ส่วนผสม

  1. หยวกกล้วยสับ 2 กก.
  2. ปลายข้าวสาร 0.5 กก.
  3. รำละเอียด 0.5 กก.
  4. ข้าวเปลือก 1 กก.
  5. ขี้เค้กปาล์ม 1 กก.
  6. กากน้ำตาล 1 ลิตร
  7. EM จุลินทรีย์ 0.1ลิตร

อุปกรณ์

  • กระบะผสมอาหาร
  • พลั่ว

วิธีทำ

  • นำหยวกกล้วยสับใส่ลงในกระบะผสมอาหาร และตามด้วยข้าวเปลือกเพื่อเพื่มปริมาณโปรตีนแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้ว นำขี้เค้กปาล์มลงไปผสม เพื่อกลิ่นหอมจากนั้นให้นำกากน้ำตาลงไปผสม เพื่มความหวานคลุกเคล้าให้เข้ากัน รำและปลายข้าวสารลงไปผสมแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน สุดท้าก็นำ EM จุลินทรีย์ ใส่ลงไปแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน เพื่อป้องกันการป่วยของไก่ได้ อาหารสูตรนี้เมื่อผสมกันเสร็จแล้วก็สามารถนำไปให้ไก่กินได้ทันที




สูตรที่ 4 สูตรอาหารไก่ลดต้นทุน 

ส่วนผสม

  1. รำละเอียด 30 กก.
  2. ปลายข้าว 1  กก.
  3. น้ำตาลทรายแดง หรือ กากน้ำตาล 1 กก.
  4. เกลือแกง 2 ช้อนโต๊ะ
  5. ขี้วัวแห้ง 4 กก.
  6. ดินนาบด  2  กก.
  7. ต้นกล้วยสับ 30  กก.

วิธีทำ

นำส่วนผสมทั้งหมดตามสัดส่วนมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำไปให้ไก่กินได้เลยหรือบรรจุในถัง ปิดฝาให้สนิท  หรือ  ใส่ถุงพลาสติกมัดปากให้สนิท  หมักไว้จำนวน 5 วันจะมีตัวหนอน (มีหนอนจะดีมาก)

การนำไปใช้งาน

  1. กรณีไก่พร้อมจะไข่ นำมาผสมกับอาหารไก่สำเร็จรูปในอัตราส่วน 1:3 (อาหารที่ทำเอง 1 ส่วน ต่อ อาหารสำเร็จรูป 3 ส่วน)
  1. กรณีไก่สาว ผสมกับอาหารไก่ 50:50 และลดปริมาณอาหารสำเร็จรูปลงเรื่อย ๆ

สูตรอาหารป้องกันและรักษาโรคไก่

สูตรยารักษา สูตรฟ้าประทาน (สมุนไพร) คนกินได้  โรค อหิวาต์/ นิวคาสเซิล/ ฝืดาษ ฯลฯ

  1. บอระเพ็ด 1 กก.
  2. ฟ้าทะลายโจร 1 กก.
  3. กระเทียม 12 กก.
  4. น้ำตาลทรายแดง 1 กก.

นำน้ำตาลทรายแดงเคี่ยว (ไม่ต้องใส่น้ำ) ครึ่งกิโลกรัมก่อนผสมกับส่วนผสมอื่น หมักไว้ 30 วัน สามารถให้ไก่กินประมาณ 1 ช้อน หรือผสมน้ำให้ไก่กินก็ได้ (อัตรา 5 ลิตรต่อยา 1 ช้อนแกง) กินได้ทั้งไก่ไข่ ไก่เนื้อ

ส่วน คุณก้องเกียรติ ถาดทอง ผู้มีใจรักเลี้ยงสัตว์ในเมืองกรุงจนได้ชื่อว่า “เจ้าชายสัตว์ “ไก่ที่เลี้ยงอาศัยอยู่แบบห้องพักเนื่องจากสถานที่คับแคบ การอาศัยของไก่ สามารถเกิดโรคได้ง่ายจึงคิดค้นสูตรอาหารไก่สมุนไพร ที่องกันและรักษาโรคได้ ปกติเน้นการเลี้ยงพันธุ์โรสไอแลนเรส ซึ่งเป็นไก่สายพันธุ์แท้ (ปลายหางดำ) และเล็กฮอร์นขาว และ บาร์พี เอ็ดร็อก

สูตรอาหารป้องกันและรักษาโรคไก่

ส่วนผสมและวิธีทำ

  1. ฟ้าทะลายโจร 1 กก.
  2. น้ำตาลทรายแดง 1 กก.
  3. โทงเทง 1 กก.
  4. น้ำเปล่า

หมักกับน้ำตาลทรายอัตรา 1:1:1 หมักไว้ประมาณ 1 เดือน นำส่วนผสมทั้ง 3 อย่างผสมให้เช้ากันแล้วเติมน้ำให้พอท่วม ใส่ภาชนะที่มีฝาปิด แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน ก็สามารถนำมาใช้ผสมกับอาหารให้ไก่กินได้จะทำให้ไก่มีสุขภาพดี ลดอัตราการเกิดโรค

แหล่งที่มา : คุณวีระยุทธ สุวัฒน์ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ต.หนองแคน อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด กลุ่มเกษตรกรในชุมชนและตนเอง, www.sarakaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีเลี้ยงปูนาในบ่อปูนซีเมนต์ จัดการง่ายสะอาด

วิธีเลี้ยงปูนาในบ่อปูนซีเมนต์ จัดการง่ายสะอาด

วิธีเลี้ยงปูนาในบ่อปูนซีเมนต์





สวัดดีครับ วันนี้จะมาพูดถึง วิธีเลี้ยงปูนาในบ่อปูนซีเมนต์  ในอดีตนั้นปูนากับนาข้าวเป็นของคู่กัน สมัยก่อนชาวนานิยมนำปูนามาใช้ประกอบอาหาร เพราะหาได้ง่ายมากตามธรรมชาติ แต่การทำนาสมัยนี้มักใช้สารเคมี ทำให้ปัจจุบันปูนาที่อาศัยอยู่ตามนานั้นใกล้จะสูญพันธ์แล้ว สังเกตได้จากการออกไปหาเก็บปูนาตามธรรมชาตินั้นจะหาได้ยากมาก หรือเราจะเห็นปูนาตายเป็นจำนวนมากในนาข้าว จึงเกิดเป็นการเพาะเลี้ยงปูนาไว้เป็นอาหาร พร้อมทั้งขายหรือจำหน่ายกันอย่างแพร่หลาย และเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ทำเงินให้เกษตรกรได้ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

มาทำความรู้จักกับ “ปูนา” ก่อนลงมือเลี้ยง

วิธีเลี้ยงปูนาในบ่อปูนซีเมนต์

                                                                  ทีมา Facebook/บ้านทิพยสุดา ปูนาฟาร์ม

“ปูนา” (Rice-field crabs) เป็นสัตว์น้ำจืดที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตชาวนาไทยมาช้านาน ไม่เพียงเป็นแหล่งอาหาร ปูนายังมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ การแพทย์ และวัฒนธรรม แต่ด้วยวิถีการทำนาที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ปริมาณปูนาลดลง จนต้องนำเข้าปูนาจากประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันได้เกิดการส่งเสริมให้เกษตรกรไทยเลี้ยงปูนาเป็นอาชีพเสริม ซึ่งไม่เพียงสร้างรายได้หากยังช่วยอนุรักษ์ปูนาให้อยู่คู่กับสังคมไทย การเริ่มต้นเลี้ยงปูนาเกษตรกรจำเป็นต้องมีความรู้และเข้าใจชีววิทยา และ วิถีชีวิตของปูนา และควรทดลองเลี้ยงในบ่อพลาสติก หรือบ่อซีเมนต์ สังเกตพฤติกรรม และทำความเข้าใจปูนาก่อนขยายการเลี้ยง

ในประเทศไทยพบสายพันธุ์ปูนาหลากหลายชนิดตามแต่ละภูมิภาคเช่น ภาคกลาง กลุ่มปูนา Sayamia sp. ถิ่นกำเนิดที่ราบลุ่มภาคกลางสายพันธุ์กำแพงเพชร Sayamia germaini (Rathbun, 1902) สายพันธุ์สมเด็จพระเทพฯ Sayamia bangkokensis (Naiyanetr, 1982) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มปูนาสกุล Esanthelphusa sp. (Ng &Naiyanetr, 1993 (อีสานเทลพูซา) เป็นพันธุ์พื้นเมืองของภาคอีสาน เช่น สายพันธุ์สุรินทร์ สายพันธุ์เมืองบัว สายพันธุ์บ้านสำโรง เป็นต้น

วงจรชีวิตของปูนา

 

แม่ปูไข่ หลังผสมพันธุ์ประมาณ 2 ส้ปดาห์ แม่ปูจะตั้งท้องและให้ไข่ใต้ฝาท้องเฉลี่ย 200-500 ฟอง ไข่สีเหลืองอมส้ม “ช่วงนี้แม่ปูมักเก็บซ่อนตัวในรู เพื่อป้องกันอันตราย”

 

 

 

ลูกปู ไข่ปูนามีอายุ 3-5 สัปดาห์ จะพัฒนาเป็นตัวอ่อน อยู่ภายในผาท้องแม่ เรียกช่วงนี้ว่า “แม่ปูอุ้มท้อง”

 

 

 




วิธีเลี้ยงปูนาในบ่อปูนซีเมนต์

 

ปูอ่อน ประมาณ 3-4 สัปดาห์ ลอกคราบเป็นลูกปูวัยอ่อน เมื่อแข็งแรงพอแม่ปูจะใช้ก้ามเขี่ยลูกปูให้หลุดจากจับปิ้ง ลูกปูนาจะกินพืชน้ำ สาหร่าย ตัวอ่อนแมลงอินทรีย์สารในดิน ชากพืช ซากสัตว์ หรือแพลงก์ตอน “ช่วงนี้ลูกปูมีอัตราการลอกคราบถี่มาก ทำให้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว”

 

 

ปูวัยเจริญเติบโต  อายุประมาณ 1 เดือนครึ่ง อัตราการลอกคราบจะลดลง “การลอกคราบแต่ละครั้ง ปูขยายขนาดลำตัวเพื่อเจริญเติบโตเต็มที่ มีขนาดใหญ่กว่าเดิมขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำ สารละลายแร่ธาตุในน้ำออกซิเจนในน้ำ และแสงที่สร้างให้กระดองแข็งแรง”

 

วิธีเลี้ยงปูนาในบ่อปูนซีเมนต์

 

ปูตัวเต็มวัย อายุประมาณ 4-8 เดือน เริ่มจับคู่ผสมพันธุ์ “ปูนามีอายุเฉลี่ย 2 ปี”

 

 

 

เตรียมบ่อปูนซีเมนต์เลี้ยงปูนา

เริ่มต้นจากการเตรียมบ่อ การเลี้ยงปูนาในบ่อซีเมนต์นั้นมีข้อดีคือ ดูแลง่าย ปูไม่ไต่หนีใช้พื้นที่น้อย ลงทุนน้อย ( สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อปูนขนาดใหญ่ และ วงบ่อปูนขนาดเล็ก แต่การทำวงบ่อปูนขนาดเล็กจะใช้ต้นทุนในการทำบ่อที่ต่ำกว่า เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อ ยากเริ่มต้นเลี้ยงจากน้อยๆก่อน ) นำวงบ่อปูนมาตั้ง แนะนำให้ตั้งในที่ร่ม เพราะปูไม่ชอบอากาศร้อน แล้วต่อท่อระบายน้ำออกด้านล่าง เทปูนปิดที่ฐานบ่อ ปล่อยทิ้งไว้ 3 วันรอให้ปูนเซ็ตตัวและแห้งสนิท

วิธีเลี้ยงปูนาในบ่อปูนซีเมนต์

เมื่อปูนเซ็ตตัวจนแห้งแล้วเติมน้ำใส่บ่อจนเต็มบ่อ ใส่ต้นกล้วยและเกลือสินเทา ลงไปแช่ทั้งไว้ 7-15 วัน ( ต้นกล้วยช่วยชะล้างฝุ่นผงปูนที่เคลือบอยู่ตามผิวของวงบ่อปูนออกและกำจัดปรับค่า pH ในบ่อให้สมดุล ส่วนเกลือนั้นในบ่อ เป็นวิธีการทำความสะอาดบ่อที่มีประสิทธิภาพสูง )

วิธีเลี้ยงปูนาในบ่อปูนซีเมนต์

เมื่อแช่น้ำทิ้งไว้ครบตามที่กำหนดไว้แล้วให้ถ่ายน้ำทิ้ง ล้างทำความสะอาดซ้ำอีกรอบหลังจากนั้นให้นำ ดินเหนียว หรือดินโคลน มาใส่ลงในบ่อให้หนาประมาณ 20 เซนติเมตร หากะละมังหรือภาชนะที่ก้นไม่ลึกมากมาใส่น้ำแล้วฝังลงไปในพื้นดิน หรือทำพื้นดินให้ลาดเอียงลงไปหาแอ่งน้ำในบ่อ เป็นบ่อน้ำไว้ให้ปูได้ลงไปแช่น้ำเล่น หาหลังคากระเบื้อง อิฐบล็อก มาวางไว้ในบ่อปูน ไว้สำหรับเป็นบ้านของปูหรือไว้ให้ปูหนีเข้าไปหลบเมื่อตกใจ แล้วถ้ามีอะไรที่เป็นรูขนาดพอดีตัว ปูจะเข้าใจว่าเป็นบ้าน ทำให้เข้าไปอยู่อาศัยตามสัญชาตญาณ เป็นการเลียนแบบสภาพแวดล้อมให้ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด ช่วยลดความตึงเครียดเพิ่มโอกาสให้ปูอยู่รอดได้มากขึ้น

พ่อแม่พันธุ์ปูนา

พ่อแม่พันธุ์ ในระยะแรกก็คงต้องรวบรวมจากธรรมชาติ จะเริ่มเพาะจากพ่อแม่พันธุ์ก็ได้ หรือจะใช้แม่ปูที่มีไข่ที่ จับปิ้งและมีลูกปูวัยอ่อนที่ติดกระดองอยู่แล้วมา อนุบาล ก็จะประหยัดเวลาและต้นทุนในการผลิตได้มาก




วิธีการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ปูนา

ทำการคัดเลือกพ่อปูหนุ่มและแม่ปูหนุ่ม ขนาดตัวกลางๆ เส้นผ่าศูนย์กลางไม่ใหญ่มากขนาดตัวประมาณ 1.5 นิ้ว สีของเปลือกกระดองต้องไม่เข้มจัด กระดองต้องไม่แข็งเกิน เพราะปูสีเข้ม กระดองแข็งคือปูแก่ หากนำมาผสมพันธุ์ในกรณีพ่อปูแก่ แม่ปูจะไม่ยอมรับที่จะให้พ่อปูผสมพันธุ์ กรณีปูเพศเมียแก่ แม่ปูก็จะให้ลูกไม่ดกเท่าที่ควร เนื่องจากตลอดชีวิตปูจะให้ลูกได้เพียง 2-3 ครั้ง มีเพียงปูสาวคลอกแรกเท่านั้นที่ให้ลูกดกที่สุดคือประมาณ 500-1,000 ตัว สำหรับแม่ปูท้องที่สองหรือท้องที่สามจะให้ลูกปูเพียง 200- 500 ตัว ซึ่งวิธีสังเกตแม่ปูนาที่มีไข่แล้ว แม่ปูจะยืนเขย่งอยู่บนบก ไม่ชอบลงน้ำ เกษตรกรจะต้องแยกแม่ปูออกมาให้อยู่ในน้ำตื้น มีการวางสิ่งหลบซ่อน เช่นอิฐบล็อกหรือท่อ PVC ตัดสั้นเป็นท่อน ๆ เพื่อให้แม่ปูใช้หลบซ่อน และระดับความสูงของน้ำที่เหมาะสมของแม่ปูท้องควรอยู่ที่ระดับ 3-5 เซนติเมตร แม่ปูท้องต้องการอากาศเย็นสบายและความเงียบสงบ จะชอบหลบซ่อนตัวในที่แคบ ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงจากการถูกทำร้ายจากปูเกเรตัวอื่น ๆ และผู้เลี้ยงต้องไม่รบกวน ห้ามหยิบจับแม่ปูมาเปิดท้องเพื่อดูไข่ หรือห้ามไล่แม่ปูลงน้ำเป็นอันขาด เพราะจะทำให้แม่ปูเครียด สลัดไข่ทิ้งก่อนกำหนดคลอด หรือแม่ปูอาจเครียดจนตายได้

อาหารสำหรับเลี้ยงปูนา

การให้อาหารโดยใช้อาหารปลาดุกเม็ดเล็กเสริมด้วยข้าวสวยหุงสุกคลุกเคล้าให้เข้ากันหว่านประมาณ 1 กำมือ ในช่วงเย็นเนื่องจากปูนาจะออกหากินตอนกลางคืน และหมั่นดูแลบริเวณที่อยู่ของปูให้สะอาดโดยต้องเก็บเศษอาหารที่ปู กินไม่หมดทิ้ง และเก็บปูที่ก้ามหลุดออกเนื่องจากจะส่งผลให้โดนปูตัวอื่นมารุมทำร้ายและตายได้ และหากทิ้งอาหารหรือ ปูที่ตายไว้นานๆจะเกิดกลิ่นเหม็นเน่าและมีเชื้อราเกิดขึ้นทำให้ปูเกิดโรคได้ง่ายปูนาจะขุดรูเพื่อจำศีล และใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวจากศัตรูธรรมชาติ เมื่อมีอาหารอุดมสมบูรณ์ปูจะออกมากินอาหารอย่างสม่ำเสมอ และจะผสมพันธุ์อีกครั้ง ในช่วงต้นฤดูฝนในปีถัดไป

วัยอ่อน (หลังออกจากจับปิ้งประมาณ 10 วัน) อายุ 1-2 สัปดาห์ เส้นฟางที่ผ่าซีกแล้ว ผักตบต้นอ่อน รากอ่อน สาหร่าย และเทาน้ำ กับก้อนดินเหนียวอินทรีย์สาร

วัยอนุบาล – วัยเจริญพันธุ์ อายุ 3 สัปดาห์ – 4 เดือน  เน้นโปรตีนจากไข่แดงต้มสุก (ช่วง 5 สัปดาห์แรก จากนั้นลดปริมาณลงไข่แดง 1 ฟอง ต่อลูกปูประมาณ 400 ตัว ต่อมื้อ)โคนรากผักตบอ่อนๆ ข้าวสุก เส้นฟางผ่าชีก (แต่ลดปริมาณลง)สาหร่ายกับก้อนดินเหนียวอินทรีย์สาร ในช่วงหลังจาก 1 เดือนนี้เพิ่มปลาเล็กปลาน้อย กุ้งฝอยสับละเอียด และอาหารเม็ดที่ใช้เลี้ยงลูกอ๊อด (โปรตีนประมาณ 38% – 42%) ยังคงก้อนดินเหนียว อินทรีย์สาร ต้นผักตบและสาหร่ายไว้

ปูตัวเต็มวัย อายุ 4 เดือนขึ้นไป ข้าวสุกหรือข้าวสีนิลสุก (ปริมาณข้าว 1 ช้อนโต๊ะต่อปูประมาณ 20 ตัว) ผสมปลาเล็กปลาน้อยกุ้งฝอย หมูสับ โครงไก่ อาหารหมัก ปลาดุกสับไส้เดือน กุ้งฝอยสับละเอียดผสมอาหารเม็ดที่ใช้เลี้ยงลูกอ๊อด (โปรตีนประมาณ 38% – 42%) สลับวนไปไม่ควรให้ชนิดเดียวซ้ำหลายวันเสริมด้วยผลไม้สุกเป็นบางครังยังคงก้อนดินเหนียวอินทรีย์สาร ต้นผักตบและสาหร่ายไว้

การเจริญเติบโต

ปูนามีการเจริญเติบโตโดยการลอกคราบเช่นเดียวกับปูชนิดอื่น ๆ หลังจากฟักเป็นตัวแล้วปูนาจะลอกคราบประมาณ 13-15 ครั้งก็จะโตเป็นปูเต็มวัย ได้ขนาดตามที่ตลาดการ ต้องใช้เวลา ประมาณ 6-8 เดือน

การลอกคราบของ ปูนา

ปูที่จะลอกคราบสังเกตได้จากรอยต่อทางส่วนท้ายของกระดองจะกว้างมากกว่าปกติเมื่อใกล้จะลอกคราบปูจะนิ่งและเหยียดขาออกไปทั้งสองข้าง จากนั้นรอยต่อทางส่วนท้ายของกระดองก็จะเปิดออก ส่วนท้ายพร้อมกับขาเดินคู่สุดท้ายจะออกมาก่อน ขาคู่ถัดมาจะค่อย ๆ โผล่ออกมาตามลำดับ ส่วนก้ามคู่แรกจะโผล่ออกมาเป็นอันดับสุดท้าย ระยะเวลาที่ใช้เวลาลอกคราบทั้งหมด ประมาณ1ชั่วโมง

ระยะเวลาในการจับปูนา ราคาในการจำหน่าย

ระยะเวลาในการจับปูนา จะอยู่ในช่วงประมาณ 2 เดือนครึ่งถึง 3 เดือน เพื่อที่จะจับขายเป็นปูจ๋าสำหรับทอด แต่ถ้าหากอายุ 6 เดือนเราสามารถเริ่มทำเป็นพ่อแม่ พันธุ์ปูนาได้ ให้ลูกประมาณ 700-800 ตัว โดยอัตราการรอดขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและการเลี้ยงดู ส่วนใหญ่มักจะรอด ประมาณ 450 ตัวถึง 500 ตัว

ตลาดปูนาหรือช่องทางจำหน่าย

ด้านการตลาดในปัจจุบันแต่ละจังหวัดจะมีพ่อค้า แม่ค้า คนกลาง โรงงานปูดอง พ่อค้าแม่ค้า ร้านส้มตำ พ่อค้า แม่ค้า ที่นำไปดองขาย ส่วนเรื่องของราคาก็จะมีการกำหนดเกณฑ์ราคาขั้นต่ำไว้ ถ้ามีการซื้อขายที่สูงกว่าราคาขั้นต่ำก็สามารถทำได้ แต่ห้ามขายต่ำกว่าราคาที่กำหนด

  • พ่อแม่พันธุ์ขายราคาคู่ละ 100 บาท เป็นปูที่คัดแล้วแข็งแรง สมบูรณ์ สีสันดี กระดองดี ขายาวก้ามยาว ส่วนลูกปูไม่แนะนำให้นำไปเลี้ยง เพราะมีโอกาสตายสูง ในส่วนของปูกิโล คือ ปูที่ไม่แข็งแรง ไม่สามารถทำพ่อแม่พันธุ์ได้ จะถูกคัดขายเป็นปูกิโลเพื่อนำไปทำอาหาร
  • ปูจ๋าช่วงนี้ราคาส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 100-120 บาท
  • ถ้าเป็นปูดอง จะมีดองเกลือ ดองน้ำปลา ดองซอสเกาหลี ญี่ปุ่น ราคาตั้งแต่ 150-500 บาท/กก.
  • ปูสด ราคาอยู่ที่ 100-180 บาท/กก. ราคาขึ้นอยู่กับขนาด ยิ่งขนาดใหญ่ แล้วปูที่มีอายุ 6 เดือน ขึ้นไป จะสามารถนำก้าม เนื้อ และมันปู มาแยกขายได้ต่างหาก
  • อย่างขาและส่วนอื่นๆ ที่เหลือจะนำมาทำเป็นน้ำหมักชีวภาพซึ่งเป็นไคโตซาน ฉีดพ่นในไร่นาสวน หรือปรับสภาพน้ำได้ด้วย
  • ตลาดออนไลน์ เช่น กลุ่ม Facebook,เว็บไชต์ต่างๆ เป็นต้น

ศัตรูที่ต้องระวัง

นกกระปูด นกแสก หนูนาและพังพอนแมงมุม (ช่วงปูวัยอ่อน)มดคันไฟหรือมดแดง (ช่วงปูลอกคราบ) หรือ เลี้ยงแบบน้ำปนดิน

ปรลิตในปูนา มีทั้งพยาชิไปไผัและปสิงชันหยุดผู้เลี้ยงปูต้องเข้าใจวงจรชีวิตปรสิตของปู เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงการนำสิ่งต่างๆที่อาจเป็นพาหะให้ปรสิตอยู่ในตัวปูเฝ้าระวังป้องกันโรคติดต่อจากปรสิตในปู เพื่อลดความเสี่ยงการติดต่อถึงคน รับประทานปูนาแบบปรุงสุก




บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีการผลิต จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ไว้ใช้งานเอง แบบง่ายๆ

วิธีการผลิต จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ไว้ใช้งานเอง แบบง่ายๆ มือใหม่ก็ทำได้

จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง


หลายคนคงจะพอนึกภาพออกถ้าเป็นคนที่เคยศึกษา เรื่องของจุลินทรีย์ มาบ้าง แต่ถ้าเป็นมือใหม่นั้น สำหรับคำว่า “จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง” นั้นคงเป็นเรื่องที่ไกลตัว แล้ว  จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง คืออะไร จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง (photosybthetic bacteria; PSB) เป็นแบคทีเรียพบกระจาย ทั่วไปในธรรมชาติ ตามแหล่งน้ำจืด น้ำเค็ม ทะเลสาบน้ำเค็ม น้ำทะเลสาบที่มีความเป็นด่าง น้ำที่มี ความเป็นกรด น้ำพุร้อน น้ำทะเลบริเวณขั้วโลกเหนือ นอกจากนี้ ยังพบตามแหล่งน้ำเสีย บ่อบำบัดน้ำเสีย



ความมหัศจรรย์ของแบคทีเรียชนิดนี้ อยู่ตรงกระบวนการที่อยู่ในเซลล์ เมื่ออยู่ในสภาวะที่มีแสงก็เกิดกระบวนการที่ใช้แสง ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่มีแสงก็เปลี่ยนมาใช้อีกกระบวนการที่ไม่ใช้แสงทำให้มี ชีวิตอยู่ได้ เพราะฉะนั้นเราก็ใช้ประโยชน์จากการกระบวนการดำรงชีวิตตรงนี้ ในแง่ของการเลี้ยงแง่ของการบำบัดน้ำเสีย เอามาใช้ในการบำบัดดินโดยไม่ต้องเอามาพักในบ่อซึ่งเป็นระบบบำบัด

ประโยชน์ของจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

  1. ช่วยตรึงไนโตเจนในดิน เพิ่มไนโตเจนให้กับพืช
  2. เร่งการเจริญเติบโต ทำให้พืชแข็งแรงแล้วโตเร็วเป็น 3 เท่า
  3. เมื่อใช้ทางดินทำให้รากพืชแข็งแรงและหาอาหารได้ดีขึ้น ใช้กับนาข้าวช่วยเร่งการแตกกอของข้าว
  4. ช่วยในการย่อยธาตุอาหารและวัตถุอินทรีย์ในดิน เพื่อให้พืชดูดซึมไปใช้ได้อย่างง่ายดาย
  5. ป้องกันพืชโดยการทำลายจุลินทรีย์ไม่ดีในดิน ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคพืช
  6. ช่วยลดก๊ซไฮโดรซัลไฟด์ (H2S) ในดินช่วยให้รากของพืชขยายได้ดีและทำให้พืชกินปุ้ยได้ดีขึ้น
  7. ช่วยลดตันทุนการใช้ปุยเคมีหรือปุ้ยหลักลง 50 %
  8. ช่วยให้ผลิตเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30 % เนื่องจากพืชมีความสามารถในการดูดกินปุ๋ยได้ดีขึ้น ช่วย ให้พืชมีความแข็งแรงและต้านทานโรคได้ดี
  9. เซลล์ของจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงจะประกอบด้วยโปรตีนประมาณร้อยละ 60 ซึ่งโปรตีนเหล่านี้ประกอบด้วย กรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วน และยังมีวิตามินและแร่ธาตุ เช่น B1 B2 B6 B12 กรดโฟลิค วิตามินซี วิตามินดีวิตามินอี วัตถุสีแดง และสารโคแฟคเตอร์ เช่น ยูบิควิโนน โคเอนไซม์คิวเท็น ไซโตไคนิน ซีเอติน ออกซิน กรดอินโดล -3- อะซิติ๊ก กรดอินโดล -3-บิวทีริก ซึ่งเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช

บทบาทของจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

มีความสำคัญในกระบวนการนำก๊ซคาร์บอนไดออกไชด์ไปใช้ (CO2 – assimilation)และการตรึงไนไตรเจน (nitrogen fixation) นอกจากนี้ยังมึบทบาท สำคัญในห่วงโซ่อาหารซึ่งสัตว์ขนาดเล็ก ปลา กุ้ง หอย และปู สามารถนำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมา ใช้เป็นอาหารได้ นอกจากนี้ในน้ำเสียจากบ้านเรือนและน้ำเสียจากการทำปศสัตว์สามารถนำบัดด้วย จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Kobayashi, 2000)

ขั้นตอนการทำ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

สำหรับขั้นตอนการทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง นั้น ง่ายมากๆ แค่นำน้ำที่มาจากแหล่งธรรมชาติที่สะอาด ไม่ขุ่นมาก กรองใส่ขวดลิตรชนิดใสเตรียมไว้ตามต้องการ ไม่ต้องใส่เต็มขวด ให้เหลือพื้นที่หายใจเล็กน้อย ให้สามารถเติมหัวเชื้ออีก 1-2 ช้อนโต๊ะลงไปได้ จะได้ไม่เต็มจนล้น ปิดฝาวางพักน้ำไว้ 2-3 วัน

เตรียมนำไข่ไก่ ไข่เป็ด หรือไข่อะไรก็ได้ ประมาณ 2-3 ฟองก็ทำได้เกือบ 10 ขวดแล้ว ส่วนประกอบอื่นๆ มีหรือไม่มีก็ได้ เช่น น้ำปลา ผงชูรส นมเปรี้ยว สารพัดสูตร แต่แนะนำ นมเปรี้ยวขวดเล็กๆ หรือน้ำปลา ซัก 1 ช้อนโต๊ะ ก็พอ

วิธีการทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงไว้ใช้งานเอง ง่ายมากๆ

เริ่มลงมือผสมจุลินทรีย์

  • ตอกไข่ใส่ถ้วย  ตีไข่เหมือนทำไข่เจียว เติมส่วนประกอบอื่นๆ เพียง 1 อย่างเป็นตัวเร่งเชื้อ เช่น น้ำปลา  เติมไป 1 ช้อนโต๊ะ ตีให้เข้ากัน นำไข่ที่ตีแล้วตักใส่ขวดน้ำ ตามสูตร ไข่ 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1.5-2 ลิตร (หรือน้ำ 1 ขวดลิตร ต่อไข่ 1 ช้อนโต๊ะ) กะดูว่าถ้าใส่ไข่ลงไปแล้วควรให้เหลือช่องอากาศซัก 2 นิ้ว ปิดฝา เขย่าให้เข้ากัน
  • นำขวดที่ผสมแล้ว  จะมีสีขาวขุ่น ตั้งไว้ในบริเวณกลางแจ้งที่มีแดดส่องถึงตลอดวัน ประมาณ 2-3 อาทิตย์ก็จะเห็นผล ถ้าเริ่มมีสีแดงๆ ก็เป็นอันว่าใช้ได้ คับ

สำหรับการขยายหัวเชื้อ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

ขั้นตอนแรก เตรียมอาหารให้หัวเชื้อ เป็นขั้นตอนไม่ยาก ให้นำโปรตีนที่เป็นอาหารของเชื้อ เหมือนกับการทำวิธีแรก แต่ใช้เวลาหมักน้อยกว่า คือ นำไข่สด 2-3 ฟอง ตอกใส่ถ้วย แล้วตีให้เข้ากันทั้งไข่แดงไข่ขาว แล้วผสมน้ำ ในอัตราส่วน ไข่ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร เหมือนเดิม สามารถเจือจางได้สูงสุดในอัตราส่วน ไข่ 1 ช้อนต่อน้ำ 2 ลิตร เทใส่ขวดใสแสงลอดผ่านได้ ไม่ต้องใส่เต็มขวด ให้เว้นช่องอากาศเอาไว้ประมาณ 3 นิ้ว เผื่อส่วนให้เติมหัวเชื้อลงไปขยายเชื้อเดิมได้ด้วย

ขั้นตอนที่ 2 เตรียมหัวเชื้อจุลินทรีย์ ที่ได้จากขั้นตอนหมักในตอนแรก หรือหากหัวเชื้อมีน้อย ก็ใช้สูตรผสม การผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง โดยอัตราส่วน หัวเชื้อ 1 ส่วนต่อน้ำ 3 ส่วน คือใช้วัสดุตวงที่เท่ากัน เช่น หัวเชื้อ 1 ช้อน ต่อน้ำ 3 ช้อน คนหัวเชื้อที่ผสมแล้วให้เข้ากัน จะได้หัวเชื้อพร้อมขยาย

นำหัวเชื้อที่ผสมน้ำแล้วตามอัตราส่วน มาเทใส่ลงในขวดอาหารที่ได้เตรียมไว้ ปิดฝาให้สนิทและเขย่าให้เข้ากัน ดูปริมาณให้มีช่องอากาศไว้เล็กน้อย แล้วนำไปตากแดดทิ้งไว้ 2 อาทิตย์ หรือตากไปจนกว่าหัวเชื้อในขวดจะกลายเป็นน้ำสีแดงเข้มข้น ก็สามารถนำไปใช้ต่อได้ จะตากไปเรื่อยๆ ก็ตามสะดวก แต่ระวังจะขึ้นราจนเน่าได้

ที่มา :  kasetorganic.com

Download เอกสารอ้างอิง ที่ http://www.pgs-organic.org/userfiles/file/vijai2.pdf




บทความอื่นที่น่าสนใจ

กระชาย สมุนไพรไทยก้นครัว สรรพคุณและประโยชน์มากกว่าที่คิด!

กระชาย สมุนไพรไทยก้นครัว สรรพคุณและประโยชน์มากกว่าที่คิด!

กระชาย

กระชาย เป็นพืชล้มลุก มีเหง้าหรือดำต้นอยู่ใต้ดิน ซึ่งมีลักษณะเรียวยาว อวบน้ำ ตรงกลางเหง้าจะพองคล้ำยกระสวย ออกเกาะกลุ่มกันเป็นกระจุก มีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลแกมส้ม กระชายมีอยู่สาม ชนิด คือ กระชายเหลือง กระชายดำ และกระชายแดง แต่คนนิยมให้กระชายเหลืองมากกว่าชนิดอื่น ใบกระชายเป็นใบเดี๋ยวออกสลับกัน สีก่อนข้างแดง ใบมีขนาดยาวรีรูปไข่ ปลายใบแหลมมีขนาดใหญ่สีเขียวอ่อน โคนใบเป็นกาบหุ้มซ้อนกัน ออกดอกเป็นช่อที่ยอด ดอกมีสีขาวหรือขาวปนชมพู ผลของกระชายเป็นผลแห้ง นิยมปลูกเป็นพืชสวนครัว ถิ่นกำเนิด กระชายมีถิ่นกำเนินในอินเดีย – มาเลเซีย




การปลูกและการขยายพันธุ์ กระชาย

กระชาย เป็นพืชผักประเภทเดียวกับ ขิง ข่า และขมิ้น ชนิดลำต้นใต้ดินซึ่งเรียกว่าเหง้าเป็นส่วนที่ใช้ในการขยายพันธุ์ โดยมีลักษณะตุ้มต่อจาก ส่วนหัวจะเป็นก้อนก่อนข้างจะกลม ติดกับลำต้นเป็นก้อนไม่ใหญ่นัก ต่อจากส่วนหัวมีลักษณะกลมยาวเป็นส่วนของรากซึ่งนำมาใช้ประกอบอาหาร

การเตรียมพันธุ์ เลือกกระชายที่ปราสจากโรคและแมลง อายุตั้งแต่ 10 เดือนขึ้นไป นำเหง้ามาแบ่งส่วนตัดแต่งให้เหลือรากติดลำต้น ประมาณ 2 ราก นำมาแช่สารเคมีเพื่อป้องกันเชื้อราที่อาจติดมากับเหง้า เช่น ไดเทนเอ็ม 45 พื้นที่ 1 ไร่ ใช้พันธุ์กระชาย จำนวน 400 กิโลกรัม

การเตรียมดิน ในการปลูกกระชายสาเหตุที่ทำให้คุ้มหรือรากสั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ดินให้ต้นกระชายแข็ง ตุ้มเจริญเดิบโตลงไปในดินไม่ได้ ดังนั้นจะต้องมีการเตรียมดินเป็นอย่างดี กระขายจะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราช มีการระบาน้ำดี เตรียมดิน โดยการพลิกดินค่อนข้างลึกอย่างน้อยดินจะต้องร่วนซุขลึกประมาณหนึ่งคืบเศษๆ พอที่รากหรือตุ้มจะแทงลงไปให้รากยาวตามต้องการ และย่อยดินตากไว้ประมาณ 7 วัน ยกเป็นแปลงหรือร่องสูงประมาณ 50 เซนดิเมตร ไม่ควรต่ำกว่านี้ เพราะเมื่อฝนตก น้ำจะชะล้างทำให้ร่องต่ำลงอีก หลังร่องควรเกลี่ยให้แบนๆ ไม่ควรให้เป็นสัน บริเวณใกล้ต้นจะได้มีปุ๋ยพอเลี้ยงลำต้น ทำหลุมปลูกลึกประมาณ 1 หน้ำจอบ ระยะปลูก 20 x 20 เซนติเมตร

การปลูก เลือกปลูกได้ 3 วิธี วิธีที่ 1 ปลูกโดยยกร่อง วิธีที่ 2 ปลูกเป็นแปลง วิธีที่ 3 ปลูกเป็นหลุม นำพันธุ์กระชายที่เตรียมไว้มาปลูกในหลุมปลูก กลบดิน

การให้ปุ๋ย ควรเร่งให้งามไปตั้งแต่เริ่มปลูก อย่ให้กระชายชะงักงัน รากหรือตุ้มจะแกร็นการเจริญเติบโตของลำต้นต้องเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ลำต้นต้องอวบ

การให้น้ำ ในหน้าฝน กรณีมีฝนตกทุกวันไม่จำเป็นต้องให้น้ำ ในหน้าแล้งควรให้น้ำ 2-3วัน/ครั้ง และเมื่อกระชายแตกขอดแล้วควรให้น้ำเวลาเย็น เพราะถ้าหากให้เวลาเช้า หรือกลางวันอาจทำให้ใบไหม้ได้

การเก็บเกี่ยว กระชายสามารถเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ ร-6 เดือน จนถึง 10-12 เดือน เก็บโดยใช้มือถอน หรือจอบขุด ถ้าดินแข็งให้รดน้ำก่อนเพื่อให้ดินนุ่ม กรณีที่กระชายมีอายุมากยังไม่เก็บเกี่ยวใบของกระชายจะเริ่มเหี่ยว เหลือง ลำต้นแห้งตายไป ในระยะนี้ไม่ต้องให้น้ำ เพราะจะทำให้กระชายงอกไม่ควรทิ้งกระชายข้ามปี เพราะรากจะเริ่มฝอ ผลผลิตเฉลี่ย 3,000 กิโลกรัม/ไร่




การใช้ประโยชน์ทางยาของ กระชาย

กระชาย

เหง้าและราก

  • แก้บิด ท้องร่วง ท้องเสีย นำรากกระชายย่างไฟให้สุก ตำให้ละเอียดผสมน้ำปูนใสในอัตราส่วน กระชายแก่ 4 หัว ต่อน้ำปูนใส 5 ช้อนแกง คนให้เข้ากันดีแล้วคั้นเอาแต่น้ำดื่มครั้งละ 3-5 ช้อนแกง ทุกครั้งที่ถ่าย เมื่ออาการดีขึ้นให้กินวันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น เมื่อหายแล้วกินต่ออีก 12 วัน วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
  • รักษาโรคริดสีดวงทวาร ต้มกระชายพร้อมมะขามเปียก เติมเกลือแกงเล็กน้อยรับประทานก่อนนอนทุกวัน
  • ช่วยบำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ ตำรากกระชาย ! กำมือให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับน้ำผึ้งในอัตราส่วนที่เท่ากัน รับประทานก่อนอาหารเย็น 1 ชั่วโมง ครั้งละประมาณ 1 ถ้วยชา
  • ช่วยบำรุงหัวใจ กระตุ้นให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอ นำรากกระชายแก่ ปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นเล็ก ตากแดดให้แห้ง บดให้เป็นผงเก็บไว้ละลายกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการเป็นลม
  • นำเหง้าแห้งประมาณครึ่งกำมือต้มเอาน้ำดื่ม รักษาอาการแน่นจุกเสียด

การใช้ประโยชน์อื่นๆ

  • ไล่แมลง ใช้รากกระชาย ตะใคร้ หอมแดง ข่า ใบสะเดาแก่ ตำผสมกัน ผสมน้ำฉีดในบริเวณที่มีแมลงรบกวน
  • ใช้ในการประกอบอาหาร รากกระชายเป็นส่วนผสมของเครื่องแกง ขนมจีนน้ำยาและเป็นส่วนประกอบของขนมอีกหลายชนิดเพื่อดับกลิ่นคาวเนื้อและปลา เช่น ผัดเผ็ดปลาคุก แกงเผ็ดเนื้อ แกงป่า หลนปลาร้า ฯลฯ



บทความอื่นที่น่าสนใจ

การปลูกขมิ้นชัน และการดูแลรักษาหลังการปลูก

การปลูกขมิ้นชัน และการดูแลรักษาหลังการปลูก

การปลูกขมิ้นชัน

การปลูกขมิ้นชัน


ขมิ้นชั้น เป็นพืชที่คนไทยรู้จักกันมาแต่โบราณโดยนามาใช้แต่งสี แต่งกลิ่น และรสของอาหารเช่น แกงเหลือง แกงไตปลา การใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร ขมิ้นผงเป็นแหล่งสีธรรมชาติให้ความปลอดภัยมากกว่าสีสังเคราะห์ตลอดจนี้เป็นสมุนไพรรักษาโรคต่าง ๆเช่น แผลในกระเพาะอาหาร อาการท้องอืด ท้องเฟ้อขับลม





ขมิ้นชั้น เป็นพืชปลูกง่ายสามารถปลูกขึ้นได้ทุกภาคของประเทศไทย เติบโตได้ดีในที่ดอนไม่ชอบน้ำท่วมขัง ปัญหาของโรคแมลงรบกวนน้อย อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 8-9 เดือน เกษตรกรส่วนใหญ่จะ ปลูกขมิ้นชั้นี้เป็นพืชสวนครัวหลังบ้านในปริมาณไม่มากนัก

การปลูกขมิ้นชัน

ฤดูกาลปลูกขมิ้น

การปลูกขมิ้นชันในประทศไทยเริ่มปลูกในช่วงตันฤดูฝนประมาณปลายเดือนเมษายน ถึงตันเดือนพฤษภาคมของทุก ๆ ปีและจะเก็บเกี่ยวหัวขมิ้นในช่วงฤดูหนาวหรือประมาณปลายเดือนธันวาคมถึงมกราคม ซึ่งช่วงนี้หัวขมิ้นชันจะแห้งสนิท

ดินและการเตรียมดิน

ขมิ้นชันสามารถขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด แต่ที่เหมาะสมควรเป็นดินที่ระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขังถ้าเป็นดินเหนียวควรใส่ปุ๋ยหมักหรือปุยคอกอัตรา 1 ตัน/ไร่ เพื่อปรับปรุงคุณภาพของดิน การเตรียมดินควรไถพรวนก่อนตันฤดูฝน และหลังจากพรวนดินให้มีขนาดเล็กลงแล้ว ก็ใช้ไถยกร่องปลูกระยะระหว่างแถว 75 เชนติเมตร ระยะระหว่างตัน 30 เชนติเมตร

การเตรียมหัวพันธุ์ขมิ้นชันสำหรับปลูก

การปลูกขมิ้นชันอาจใช้ท่อนพันธุ์ใต้ 2 ลักษณะคือใช้หัวแม่ และใช้แง่ง ถ้าปลูกโดยใช้หัวแม่ที่มีรูปร่างคล้ายรูปไข่ขนาดน้ำหนักประมาณ 15-50 กรัม/ หัว หัวแม่นี้สามารถให้ผลผลิตประมาณ 3,300กิโลกรัม/ไร่ ที่ระยะปลูก 75×30 เชนติมตร ถ้าใช้หัวแม่ขนาดเล็กลง จะลดลงไปตามสัดส่วน ถ้าปลูกด้วยแง่งขนาด 15 -30 กรัม/ชิ้น หรือ 7 -10 ปล้อง/ซิ้น จะให้ผลผลิตน้ำหนักสดประมาณ 2,800 กก./ไร่

ก่อนนำลงปลูกในแปลงควรแช่ด้วยยากันราและยาฆ่าเพลี้ย เพื่อป้องกันโรคหัวเน่าและกำจัดเพลี้ย ซึ่งอาจติดมากับท่อนพันธุ์และมักจะระบาดมากขึ้นในช่วงปีที่ 2-3 ของการปลูกหากมิได้รับการเอาใจใส่ป้องกันให้ดีก่อนปลูก โดยแช่นานประมาณ 30 นาที ควรระมัดระวังการใช้สารเคมีโดยสวมถุงมือยางที่มีสภาพเรียบร้อยไม่ขาด และควรสวมหน้ากากด้วย ก่อนปลูกขมิ้นชันควรรองกันหลุมด้วยปุ๊ยสูตร 13- 13-21อัตรา 50 กก./ไร่ และวางท่อนพันธุ์ลงในแปลง กลบดินหนาประมาณ 5-10 เซนติเมตร หลังจากนั้นขมิ้นชันจะใช้เวลาในการงอกประมาณ 30-70 วันหลังปลูก





การใส่ปุ๋ยและกำจัดวัชพืช

ขมิ้นชัน เมื่อเริ่มงอกยาวประมาณ 5- 10 เซนติเมตร ต้องรีบทำการกำจัดวัชพืช เนื่องจากขมิ้นชันหลังจากงอกจะเจริญเติบตแข่งกับวัชพืชไม่ได้ และใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 50 กก./ไเมื่อกำจัดวัชพืชครั้งที่ 2 ควรพรวนดินกลบโคนแถวขมิ้นชันด้วย หลังจากนั้นกำจัดวัชพืชอีก 2-3 ครั้ง ก็พอ

การให้น้ำ

แม้ว่าขมิ้นชันจะเป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมก็ตามในช่วงตันฤดูฝน อาจทิ้งช่วงไปขณะที่ขมิ้นชันยังมีขนาดเล็กอยู่ อาจมีอาการเหี่ยวเฉาบ้าง จึงควรให้น้ำชลประทานให้เพียงพอสำหรับความชุ่มขึ้น หรืออาจใช้วัตถุคลุมตินเพื่อลดการระเหยของน้ำ และเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนไม่จำเป็นต้องให้น้ำเลยแต่ต้องระมัดระวังน้ำท่วมขังในแปลงเป็นเวลานาน ๆทำให้ขมิ้นเน่าตายได้ ควรเตรียมแปลงให้มีทางระบายน้ำและต้องรีบจัดการระบายน้ำออกทันทีที่พบว่ามีน้ำท่วมขั

โรคและแมลงศัตรูพืช

โรคของขมิ้นชันเกิดจากการเน่ของหัวขมิ้นจากน้ำท่วมขังหรือการให้น้ำมากเกินไป หรือเกิดจากการปลูกช้ำที่เดิมหลาย ๆ ครั้ง ทำให้เกิดการสะสมโรค โรคที่พบได้แก่ โรคเหง้าและรากเน่าซึ่งเกิดจากเชื้อแบคที่เรีย โรคตันเหี่ยว และโรคใบจุด เกิดจากเชื้อรา โรคเหล่านี้เมื่อเกิดแล้วรักษายาก จึงควรป้องกันก่อนปลูก การป้องกันโรคที่ดีควรทำโดยการหมุนเวียนแปลงปลูกทุก ๆ ปี

การเก็บเกี่ยว

หลังจากปลูกขมิ้นชันเมื่อช่วงต้นฤดูฝนจนย่างเข้าสู่ฤดูหนาวประมาณปลายเตือนธันวาคม ลำตันเหนือดินเริ่มแสดงอาการเหี่ยวแห้งจนกระทั่งแห้งสนิทจึงเริ่มทำการเก็บเกี่ยว

ในการเก็บเกี่ยวหัวชมิ้นควรใช้เครื่องมือทุ่นแรง เช่น รถแทรคเตอร์ติดผานไถอันเดียว และคนงานเดินตามเก็บหัวขมิ้นชันจะช่วยให้ประหยัดต้นทุนค่าแรงงาน เนื่องจากการเก็บเกี่ยวเป็นช่วงฤดูแล้งในสภาพดินเหนียวดินจะแข็ง ทำให้เก็บเกี่ยวยากอาจให้น้ำพอดินขึ้น ทิ้งไว้ 1 สัปดาห์แล้วจึงเก็บเกี่ยวขมิ้น ในกรณีที่ใช้แรงงานคนขุดหัวขมิ้นในดินที่ไม่แข็งเกินไป มักจะขุดได้เฉลี่ยประมาณ 116 กก./วัน/คน

เมื่อทำการเก็บเกี่ยวแล้วต้องนำมาตัดแต่งราก ทำความสะอาดดินออกในกรณีที่ต้องการขมิ้นสดอาจจะขายส่วนที่เป็นแง่ง ส่วนหัวแม่ควรเก็บไว้เป็นพันธุ์ปลูกในฤดูกาลต่อไป ถ้าเตรียมขมิ้นแห้งเพื่อนำไปใช้ทำยารักษาโรคนั้น ต้องเป็นเมิ้นชันที่แก่เต็มที่ และต้องคำนึงถึงความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ รวมทั้งต้องมีปริมาณสารสำคัญ (เคอร์คูมิน) ไม่น้อยกว่า 8.64 เปอร์เซ็นต์

วิธีการต้องนำหัวเมิ้นชันล้างด้วยน้ำให้สะอาด ตัดแต่งรากออกให้หมด แล้วฝานเป็นชิ้นบาง ๆนำไปตากแดตในตู้อบแสงอาทิตย์ ที่สามารถป้องกันฝุ่นละอองได้ และเมื่อแห้งสนิทแล้วบรรจุถุงปิดให้สนิท

ขมิ้นสด 5 กิโลกรัมจะได้ขมิ้นแห้งประมาณ 1 กิโลกรัม นอกจากการเตรียมสำหรับทำยารักษาโรคแล้ว ยังสามารถเตรียมขมิ้นชันเพื่อใช้ในการแต่งสี และแต่งกลิ่นผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิด โดยการตัมแง่งขมิ้นในน้ำเดือดเป็นเวลา 30 นาที จะมีปริมาณเคอร์คูมิน 5.48 เปอร์เซ็นต์ แล้วหั่นก่อนอบแห้งในการตัมขมิ้นชันกับน้ำเดือดจะทำให้ประหยัดเวลาในการทำแห้งมากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับวิธีการฝานสดแล้วตากแห้งกับแสงแดดและขมิ้นได้ต้องนำไปบดเป็นผงต่อไป



สรุป

จากการปลูกขมิ้นชันจนถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวใช้เวลาประมาณ 8-9 เดือน เป็นพืชที่ไม่ยากต่อการปฏิบัติดูแลรักษา แต่สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรควรปฏิบัติไม่ควรปลูกช้ำแปลงเดิมติดต่อกัน ควรหมุนเวียนสลับกับพืชอื่นจะช่วยลดความเสียหายจากโรคและแมลงศัตรูพืช และควรปรับใช้เครื่องจักรกลการเกษตรในการกำจัดวัชพืชและการเก็บเกี่ยวขมิ้นเพื่อช่วยลดตันทุนการผลิต ลดความเสียหายจากโรคและแมลงศัตรูพืชและควรปรับใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ในการกำจัดวัชพืชและการเก็บเกี่ยวขมิ้นเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต

เกษตรกรสนใจพันธุ์ขมิ้นโปรดติดต่อ สถานีวิจัยปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา30130 โทรศัพท์ (044) 311796 หรือโทรสาร (044) 31 3797 ในระหว่างปลายเดือนมกราคมถึงตันเดือนพฤษภาคมทุกปี


บทความอื่นที่น่าสนใจ