10 วิธีปลูกผักสวนครัวในกระถาง

10 วิธีปลูกผักสวนครัวในกระถาง

วิธีปลูกผักสวนครัวในกระถาง

ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นทุกวัน การมีผักสวนครัวไว้กินเองที่บ้านกลายเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือคอนโด ก็สามารถปลูกผักไว้กินเองได้ง่าย ๆ เพียงแค่มีกระถาง ดินดี ๆ และแสงแดดพอเหมาะ ก็เริ่มต้นเป็นเกษตรกรตัวน้อย ๆ ได้แล้วค่ะ

การปลูกผักสวนครัวในกระถางไม่เพียงช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังทำให้เราได้กินผักสด สะอาด ปลอดภัยจากสารเคมี แถมยังเป็นกิจกรรมผ่อนคลายที่ช่วยเติมความสุขในแต่ละวันอีกด้วย บทความนี้ได้รวบรวม 10 วิธีปลูกผักสวนครัวในกระถาง ยอดนิยม ที่ปลูกง่าย โตไว เหมาะสำหรับมือใหม่ มาให้ลองทำตามกันแบบทีละขั้นตอนค่ะ

ปลูกผักชี

1. วิธีปลูกผักชี

เริ่มจากนำดินปลูกมาตากให้แห้ง แล้วเอาไปผสมกับปุ๋ยคอกที่เตรียมไว้ จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์ผักชีมาบดเบา ๆ ให้แตกออกเป็น 2 ส่วน แล้วแช่น้ำไว้ 3 ชั่วโมง นำมาผึ่งลมอีกครั้ง ก่อนคลุกเมล็ดกับทรายและขี้เถ้า แล้วปลูกลงในกระถาง คลุมหน้าดินด้วยฟาง ตามด้วยรดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะเกินไป

2. วิธีปลูกต้นหอม

ขั้นตอนแรกคือนำเปลือกถั่วลิสงบดและผสมกับดินร่วน จากนั้นนำดินใส่ในกระถางปลูก แล้วนำต้นหอมมาตัดตั้งแต่รากขึ้นไปยังลำต้นประมาณ 1.5-2 นิ้ว ให้เหลือท่อนเล็ก ๆ ก่อนปักชำลงในกระถางที่เตรียมไว้ รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หลังจากใบงอกแข็งแรงแล้ว ให้เปลี่ยนมารดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้งก็พอ

วิธีปลูกพริก

3. วิธีปลูกพริก

นำเมล็ดพริกไปแช่น้ำไว้ 1 วัน ผึ่งให้แห้ง แล้วหันไปผสมดินร่วน ทราย และปุ๋ยหมัก เพื่อเทลงในกระถางเพาะกล้า จากนั้นหย่อนเมล็ดพริกลงไปปลูกในดิน ดูแลรดน้ำให้ต้นโตสูงประมาณ 6 นิ้ว คัดเลือกเอาต้นกล้าที่แข็งแรงที่สุดไปปลูกในกระถางที่มีดินร่วนปนทรายและปุ๋ยหมัก รดน้ำเช้า-เย็น และตั้งให้โดนแดด

4. วิธีปลูกกะเพรา

หลังจากทำกับข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้ายังมีต้นกะเพราเหลืออยู่ อย่าเพิ่งทิ้งค่ะ ให้นำก้านมาลิดใบออกจนหมด และตัดฐานก้านออกเพียงเล็กน้อย จากนั้นนำไปปักลงในกระถางที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยคอก รดน้ำเช้า-เย็นให้ชุ่มแต่อย่าแฉะ และตั้งให้โดนแดด

5. วิธีปลูกมะนาว

ก่อนอื่นต้องนำเมล็ดมะนาวมาล้าง ตากให้แห้ง และแช่ในน้ำเย็นอีก 1 คืน จากนั้นห่อเมล็ดด้วยกระดาษทิชชู นำไปใส่กล่องที่มีฝาปิด คอยพรมน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ รอให้รากงอกภายใน 2-3 วัน แล้วค่อยย้ายเมล็ดมาปลูกในกระถางที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยคอก รดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะ และตั้งกระถางให้โดนแดดรำไร

6. วิธีปลูกผักบุ้ง

คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งที่สมบูรณ์ที่สุดมาปลูกลงในดินร่วนผสมปุ๋ยคอก แล้วรากจะงอกออกมาภายใน 2-3 วัน จากนั้นควรดูแลเรื่องความชื้นของดินเป็นพิเศษ เพราะผักบุ้งเป็นพืชที่ชอบความชื้นมาก อย่าปล่อยให้ขาดน้ำเด็ดขาด มิเช่นนั้นต้นจะตายได้ รออีกแค่ 1 เดือน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตมากินได้เลยค่ะ

7. วิธีปลูกแตงกวา

นำดินร่วนปนทรายมาผสมกับปุ๋ยหมักในอัตราส่วนที่เท่า ๆ กันในกระถางปลูก จากนั้นนำเมล็ดที่สมบูรณ์ลงไปปลูกในกระถางประมาณ 4-5 เมล็ด เมื่อต้นเริ่มโตเพียง 5-7 เซนติเมตร ให้เลือกต้นที่แข็งแรงเก็บไว้ แล้วถอนต้นที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไป หาไม้หลักมาปักให้ต้นเลื้อย รดน้ำที่โคนต้นให้ชุ่ม นำมาตากแดดวันละ 6 ชั่วโมง และใส่ปุ๋ยบำรุงดิน

8. วิธีปลูกมะกรูด

นำเมล็ดมะกรูดมาล้างน้ำแล้วตากให้แห้ง เพาะลงในกระถางที่มีดินร่วนปนทรายผสมปุ๋ยคอก เมื่อมีใบงอกออกมา 3-4 ใบ ให้ย้ายมาปลูกในถุงเพาะ รอให้ต้นแข็งแรงแล้วค่อยย้ายลงไปปลูกในกระถางที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยคอก รดน้ำแค่ตอนเช้าเท่านั้น และนำมาตั้งให้โดนแดดวันละ 8 ชั่วโมง

9. วิธีปลูกผักกวางตุ้ง

เริ่มจากการนำดินร่วมมาผสมปุ๋ยคอกในกระถางปลูกซะก่อน จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์กวางตุ้งที่สมบูรณ์ที่สุด มาหยอดลงในหลุมดินขนาด 1.5 เซนติเมตร กลบดินทับ และรดน้ำให้ชุ่ม และตั้งให้โดนแดด กวางตุ้งก็จะเจริญงอกงามพร้อมให้เก็บกิน

10. วิธีปลูกมะระ

มะระเป็นพืชรสขมที่ใคร ๆ ก็เบือนหน้าหนี แล้วรู้หรือไม่ว่ามะระนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าที่เราคิด แถมยังปลูกง่ายและโตไวอีกด้วย เพียงแค่นำเมล็ดพันธุ์ 1-2 เมล็ด มาปลูกลงในกระถางที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยคอก ดูแลรดน้ำวันละ 1 ครั้ง และเมื่อต้นเริ่มงอกก็อย่าลืมหาไม้หลักมาปักให้ต้นเลื้อยด้วยนะคะ

จะเห็นได้ว่า การปลูกผักสวนครัวในกระถางไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นผักชี ต้นหอม พริก กะเพรา หรือแม้แต่มะนาว มะกรูด และมะระ ก็สามารถปลูกเองได้ง่าย ๆ ขอแค่ใส่ใจเรื่องดิน น้ำ และแสงแดดอย่างเหมาะสม ผักก็จะเติบโตงอกงาม พร้อมให้เราเก็บมาปรุงอาหารสด ๆ จากหน้าบ้าน

นอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว ยังช่วยให้เรามั่นใจในคุณภาพอาหารที่กินเข้าไปทุกวันอีกด้วย ที่สำคัญคือได้ความภูมิใจเล็ก ๆ ทุกครั้งที่เห็นต้นไม้ค่อย ๆ โตจากฝีมือตัวเอง

ใครที่กำลังลังเลอยู่ ลองเริ่มจากผักง่าย ๆ สัก 1–2 ชนิดก่อนก็ได้ค่ะ แล้วคุณจะรู้ว่าการปลูกผักไว้กินเองนั้น ทั้งสนุก ทั้งคุ้มค่า และอาจกลายเป็นงานอดิเรกที่คุณหลงรักโดยไม่รู้ตัว

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://home.kapook.com/view153814.html


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เปิดรายละเอียดประกัน 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง คุ้มไหม ?

เปิดรายละเอียด ประกัน 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง คุ้มไหม ?

เปิดรายละเอียดประกัน 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง คุ้มไหม

หลายคนที่กำลังมองหาประกันรถยนต์คงเคยสงสัยว่า ประกัน 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง และแตกต่างจากประกันชั้นอื่น ๆ อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประกันชั้น 1 ที่คุ้มครองครอบคลุมมากกว่า แต่ก็มีค่าเบี้ยสูงกว่ามาก บทความนี้จะมาเปิดรายละเอียดประกัน 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง คุ้มไหม  กับการทำต่อหรือไม่ และเหมาะกับใครที่สุด

ประกัน 2+ คืออะไร ?

ประกันรถยนต์ประเภท 2+ จัดอยู่กึ่งกลางระหว่างประกันชั้น 1 และประกันชั้น 2 โดยให้ความคุ้มครองหลัก ๆ เกี่ยวกับอุบัติเหตุรถชนรถและภัยจากการสูญหายหรือไฟไหม้ จุดเด่นคือให้ความคุ้มครองที่มากกว่าประกันชั้น 2 หรือ 3+ แต่มีค่าเบี้ยที่ถูกกว่าประกันชั้น 1 ทำให้หลายคนมองว่าเป็นทางเลือกที่สมดุลทั้งด้านราคาและความคุ้มครอง

ประกัน 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง?

สำหรับผู้ที่อยากรู้รายละเอียดว่าประกัน 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง โดยทั่วไปแล้วจะครอบคลุมดังนี้

  • คุ้มครองความเสียหายต่อรถของผู้เอาประกัน ในกรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบก เช่น รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์
  • คุ้มครองคู่กรณี ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน หากผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิด
  • คุ้มครองการสูญหายหรือไฟไหม้ของรถ ซึ่งถือเป็นความคุ้มครองที่ประกัน 2 ธรรมดาไม่มี
  • คุ้มครองกรณีรถถูกโจรกรรม ไม่ว่าจะเป็นทั้งคันหรือบางส่วน
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้โดยสาร ตามวงเงินที่กำหนด
  • คุ้มครองความเสียหายจากภัยธรรมชาติบางกรณี เช่น น้ำท่วม ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบริษัทประกัน

ความแตกต่างจากประกันประเภทอื่น

แม้ความคุ้มครองจะดูใกล้เคียงกับประกันชั้น 1 แต่ประกัน 2+ ยังมีข้อจำกัดอยู่ โดยจะคุ้มครองความเสียหายก็ต่อเมื่อเกิดจากการชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น หากรถชนเสาไฟฟ้า ตกถนนหรือชนกำแพง ประกันจะไม่จ่าย ต่างจากประกันชั้น 1 ที่ครอบคลุมทุกกรณี ส่วนเมื่อเทียบกับประกัน 3+ ประกัน 2+ มีความได้เปรียบเพราะเพิ่มความคุ้มครองกรณีไฟไหม้และสูญหายเข้ามาด้วย

ประกัน 2+ เหมาะกับใคร ?

การเลือกทำประกันแต่ละประเภทควรพิจารณาตามการใช้งานจริง หากคุณขับรถในเมือง ใช้เส้นทางที่มีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุบนถนนร่วมกับยานพาหนะอื่น ๆ การทำประกัน 2+ อาจเพียงพอและคุ้มค่า อีกทั้งเหมาะสำหรับรถที่มีอายุการใช้งานหลายปี ซึ่งค่าเบี้ยประกันชั้น 1 อาจสูงเกินความจำเป็น แต่หากเป็นรถใหม่ป้ายแดงหรือยังมีมูลค่าสูง ประกันชั้น 1 อาจเป็นทางเลือกที่มั่นใจกว่า

ประกัน 2+ คุ้มไหม ?

คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ ประกัน 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง และคุ้มค่าหรือไม่ คำตอบขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของแต่ละคน หากต้องการความคุ้มครองที่ครอบคลุมพอสมควร แต่ไม่อยากจ่ายค่าเบี้ยสูงเหมือนประกันชั้น 1 ประกัน 2+ ถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะให้การคุ้มครองหลัก ๆ เกี่ยวกับอุบัติเหตุรถชนรถ สูญหาย และไฟไหม้ในราคาที่เข้าถึงง่าย

ประกัน 2+ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ใช้รถที่ต้องการความคุ้มครองครอบคลุมในราคาประหยัด เมื่อเข้าใจแล้วว่าประกัน 2+ ก็จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรทำต่อหรือเปลี่ยนไปใช้ประกันชั้นอื่น โดยรวมแล้ว หากคุณมองหาความคุ้มค่าระหว่างราคาและการคุ้มครอง ประกัน 2+ ก็ถือเป็นคำตอบที่ไม่ควรมองข้าม


บทความอื่นที่น่าสนใจ

รู้หรือเปล่าว่า “ปลาร้า” เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่?

รู้หรือเปล่าว่า “ปลาร้า” เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่?

ปลาร้า

         ปลาร้า หรือ ปลาแดก ในภาษาอีสาน เป็นอาหารท้องถิ่นภาคอีสาน ของไทย และ ลาว รวมถึง บางส่วนของเวียดนาม โดยมักทำจากปลาน้ำจืดขนาดเล็ก เช่น ปลาสร้อยขาว ปลากระดี่มาหมักกับรำข้าวและเกลือ แล้วบรรจุใส่ไห โดยทั่วไปจะหมักไว้ 7-8 เดือน และนำมารับประทานได้ หรือ นำไปปรุงอาหารอย่างอื่น เช่น ส้มตำ เป็นต้น โดยส้มตำที่ใส่ปลาร้า นั้นจะเรียกว่า ส้มตำลาว หรือ ส้มตำ ปลาร้าโดยในบางที่มีค่านิยมว่า หมักให้เกิดหนอนจะยิ่งเพิ่มรสชาติยิ่งขึ้นจากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่าปลาร้า เป็นอาหารของวัฒนธรรมอีสานมานานกว่า4,000 ปีแล้ว โดยพบวัสดุที่คล้ายกับไหหมักปลาร้า

         ปัจจุบัน การทำปลาร้าได้พัฒนาขึ้นไปสู่ระดับสากลมากขึ้น มีปลาร้าพาสเจอร์ไรซ์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนด้วย หรือปลาร้าอนามัย แต่ส่วนใหญ่ ปลาร้าก็ยังนิยมทำแบบเดิม โดยตักขายเป็นน้ำหนักตามตลาดสดต่าง ๆ

“ปลาร้า” เป็นอาหารที่แพร่หลายในเอเชียอาคเนย์มีกินกันทุกแห่งในดินแดนที่วัฒนธรรมมอญ-เขมร ได้เคยผ่านเข้าไป เมื่อ 2,000 ปี หรือ 3,000 ปีมาแล้ว

ทำไมคนโบราณจึงเกิดทำปล้าร้ากินกันขึ้นมา?

ตอบว่า เพราะธรรมชาติในหลายประเทศในเอเชียอาคเนย์อำนวยหรือบังคับให้ทำปลาร้า

ภูมิภาคนี้ตกอยู่ในเขตมรสุม ในระหว่างต้นฝนก็มีน้ำมาก แต่พอเข้าต้นหน้าแล้ง น้ำก็เริ่มลด ระยะนี้เป็นเวลาที่ปลาเล็กปลาน้อยขึ้นมากตมแก่งต่างๆ หรือตามแม่น้ำลำคลอง คนก็จับปลาเอามากิน แต่ปลามันมากเกินกว่าที่จะกินหมดได้ทัน จะทิ้งก็เสียดาย จึงเอาใส่เกลือเก็บไว้กินได้ตลอดปีแต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังใส่เกลือไม่ทัน ปลาเริ่มจะขึ้นและมีกลิ่นถึงจะมีกลิ่น ก็ยังใส่เกลือเก็บไว้กินจนได้เลยอร่อยเพราะกลิ่นปลา ต่อมาจะเอาปลามาทำปลาร้าจึงปล่อยให้ปลาขึ้นและเริ่มมีกลิ่น แล้วจึงเอามาใส่เกลือทำปลาร้ากลายเป็นวิธีทำปลาร้าที่ถูกต้องไป

ที่ผมว่าปลาร้าเป็นเรื่องของวัฒนธรรมมอญ-เขมรนั้น พิสูจน์ได้ด้วยความจริง เพราะมอญ-เขมรทุกวันนี้ก็ยังกินปลาร้ากันอย่างเอกอุ คือเข้ากับข้าวเกือบทุกอย่างใช้กินเป็นประจำเหมือนคนไทยใช้น้ำปลายำแตงกวาเมืองเขมรเขายังใส่ปลาร้า นอกจากนั้นก็ยังใส่แกงใส่ผัดอื่นๆอีกมากในเมืองไทย แถวๆอำเภอชั้นนอกของสุพรรณบุรีและตามอำเภอของอยุธยาที่ใกล้กับสุพรรณ คนไทยก็ยังใช้ทำกับข้าวแบบนี้ คือเจือปนไปทั่ว เพราะสุพรรณนั้นได้ตกอยู่ใต้อิทธพลวัฒนธรรมของมอญ ที่เรียกว่าทวาราวดีนั้นมาก

แกงบอน, แกงบวน, แกงขี้เหล็ก

เป็นกับข้าวมอญ เพราะเข้ากับปลาร้าทั้งนั้น ดินแดนอื่นๆ ที่เคยอยู่ใต้วัฒนธรรมมอญ-เขมร นั้นได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา and ลาว 

เวียดนามนั้นมีปลาร้า ถึงจะผสมสับประรดลงไปแบบเค็ม หมากนัสก็ยังเป็นปลาร้า ดังที่ได้กล่าวมาแล้วลาวเรียกปลาร้าว่า”ปลาแดก” ทำไม?

ตอบว่า “แดก”นั้น เป็นกิริยาอย่างหนึ่งในภาษาไทยแปลว่า อัดหรือยัดอะไรเข้าไปในภาชนะ เช่น ไห จนแน่นที่สุดเท่าที่จะอัดเข้าไปได้ คนที่ใช้กิริยาอย่างนี้ในการกินอาหาร จึงเรียกในภาษไทยว่า แดก อีกเช่นเดียวกันพม่านั้นก็ยังมีมอญอยู่ จึงมีปลาร้ากินส่วนมาเลเซียนั้นวัฒนธรรมมอญ-เขมร เฉียดๆไป แต่ก็มีอะไรคล้ายๆปลาร้ากินเหมือนกันปลาร้านั้นมีกลิ่น เพราะทำด้วยปลาที่เริ่มเน่า ปลาร้าจึงมีชื่อว่า เหม็น

ปลาร้าพันห่อด้วย ใบคาคาก็เหม็นคาวปลา คละคลุ้ง นอกจากนั้น หากอะไรที่กลิ่นไม่ดี เราก็พูดกันว่า “มีกลิ่นทะแม่งๆ”

“ทะแม่ง” เป็นภาษามอญ แปลว่า ปลาร้าทางด้านโบราณคดี ปลาร้าจึงเป็นสิ่งกำหนดขอบเขตของวัฒนธรรมมอญ-เขมรปลาร้าอยู่ที่ไหน วัฒนธรรมมอญ-เขมร เคยอยู่ที่นั่นและวัฒนธรรมมอญ-เขม่ร นั้น ยังมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงเหนือชีวิตของคนจำนวนมากในเอเซียอาคเนย์การกินหมากที่เคยแพร่หลายไปทั่ว ก็เนื่องอยู่ในวัฒนธรรมนี้ มีขนบธรรมเนียมและประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการกินหมากอยู่มากภาษาเวียดนามปัจุบัน ก็เป็นภาษาที่อยู่ในกลุ่มภาษามอญ-เขมรและอื่นๆอีกมากอย่าไปดูถูกปลาร้า

ปลาร้ามีประโยชน์มากในทางโภชนาการ เพราะมีโปรตีนสูง เป็นประโยชน์แก่ผู้ยากไร้ หาแหล่งโปรตีนจากอื่น เช่น ทีโบนสเต็คไม่ได้

นอกจากนั้นก็ยังมีวิตามิน K ซึ่งได้จากปลาเน่าหรือเริ่มจะเน่า

ที่มา :  ที่นี่.คอม


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย เรียบหรู อบอุ่น อยู่สบาย ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่

บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย เรียบหรู อบอุ่น อยู่สบาย ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่

บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย

บ้าน…ไม่จำเป็นต้องหรูหราจนเอื้อมไม่ถึง แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ทำให้เรา “อยากกลับมาอยู่” ทุกวัน
บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย จึงกลายเป็นคำตอบของคนยุคใหม่ที่มองหาความลงตัวระหว่างความทันสมัย ความเรียบง่าย และความอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

ด้วยดีไซน์ที่ผสมผสานเส้นสายโมเดิร์นเข้ากับวัสดุและโทนสีที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ บ้านสไตล์นี้จึงดูเรียบหรูแบบไม่เยอะ อยู่ได้นานไม่ตกเทรนด์ และยังตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเล็ก คนทำงาน หรือผู้สูงอายุ ตัวบ้านเน้นความโปร่ง โล่ง แสงธรรมชาติเข้าถึงง่าย ช่วยให้บ้านเย็นสบายและประหยัดพลังงานไปในตัว

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักเสน่ห์ของ บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย ว่าทำไมถึงเป็นบ้านในฝันของใครหลายคน ตั้งแต่แนวคิดการออกแบบ รูปแบบการตกแต่ง ไปจนถึงเหตุผลที่ทำให้บ้านสไตล์นี้ “อยู่สบายจริง” และเหมาะกับการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันอย่างแท้จริงรับสร้างบ้าน

สำหรับบ้านหลังนี้ออกแบบ โดย : แกลง กิดากร ก่อสร้าง

บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย

บ้านหลังนี้เป็น บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย ที่ให้ความรู้สึกเรียบหรูตั้งแต่แรกเห็น ตัวบ้านออกแบบให้มีเส้นสายที่ชัดเจน แต่ไม่แข็งกระด้าง ด้วยการผสมผสานโทนสีขาว ครีม และน้ำตาลไม้ ช่วยเพิ่มความอบอุ่น ทำให้บ้านดูน่าอยู่และเป็นมิตรกับผู้อยู่อาศัยทุกวัย

หลังคาทรงปั้นหยาซ้อนระดับ มุงด้วยกระเบื้องสีเทาเข้ม ช่วยเพิ่มมิติให้ตัวบ้านและยังเหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย ระบายน้ำฝนได้ดี พร้อมชายคาที่ยื่นออกมาอย่างพอดี ช่วยบังแดดและฝน ทำให้ภายในบ้านเย็นสบายมากขึ้น ตัวผนังภายนอกตกแต่งด้วยไม้ระแนงแนวตั้ง สลับกับผนังปูนเรียบ เพิ่มลูกเล่นให้บ้านดูทันสมัย แต่ยังคงความอบอุ่นแบบบ้านร่วมสมัย

บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย

หลังคาทรงปั้นหยาซ้อนระดับ มุงด้วยกระเบื้องสีเทาเข้ม ช่วยเพิ่มมิติให้ตัวบ้านและยังเหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย ระบายน้ำฝนได้ดี พร้อมชายคาที่ยื่นออกมาอย่างพอดี ช่วยบังแดดและฝน ทำให้ภายในบ้านเย็นสบายมากขึ้น ตัวผนังภายนอกตกแต่งด้วยไม้ระแนงแนวตั้ง สลับกับผนังปูนเรียบ เพิ่มลูกเล่นให้บ้านดูทันสมัย แต่ยังคงความอบอุ่นแบบบ้านร่วมสมัย

บริเวณหน้าบ้านออกแบบให้โปร่งโล่ง มีเฉลียงและบันไดทางเข้าใช้งานสะดวก ประตูบานเลื่อนกระจกขนาดใหญ่ช่วยเปิดรับแสงธรรมชาติ ทำให้ภายในบ้านสว่าง ไม่อึดอัด และยังเชื่อมต่อพื้นที่ภายนอกกับภายในได้อย่างลงตัว หน้าต่างกระจกทรงสูงบริเวณด้านข้างช่วยเพิ่มการระบายอากาศ ทำให้บ้านถ่ายเทลมได้ดี อยู่สบายตลอดทั้งวัน

บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย

อีกหนึ่งจุดเด่นคือการออกแบบช่องลมและผนังบล็อกช่องแสง ที่ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัว แต่ยังคงให้แสงและลมผ่านเข้ามาได้อย่างพอเหมาะ เหมาะกับการอยู่อาศัยจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเล็ก คู่รัก หรือผู้สูงอายุ

บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย

ภายในบ้านออกแบบในสไตล์ โมเดิร์นร่วมสมัย ที่เน้นความโปร่ง โล่ง และใช้งานได้จริงตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป โถงกลางเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ขนาดกว้าง เชื่อมต่อระหว่างห้องนั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร และทางเดินไปยังห้องต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว ทำให้บ้านดูไม่อึดอัด เหมาะกับการใช้ชีวิตของครอบครัวยุคใหม่

พื้นบ้านปูด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้แผ่นใหญ่ ผิวเรียบมัน โทนสีอ่อน ช่วยสะท้อนแสงให้ภายในดูสว่างและสะอาดตา ดูแลรักษาง่าย เหมาะทั้งบ้านที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือเลี้ยงสัตว์ ผนังทาสีขาวเรียบ ช่วยให้บ้านดูโล่ง โปร่ง และสามารถตกแต่งเพิ่มเติมได้หลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้ โทนอบอุ่น หรือของตกแต่งสไตล์มินิมอล

ฝ้าเพดานเป็นแบบเรียบ ติดตั้งไฟดาวน์ไลต์อย่างเป็นระยะ ให้แสงสว่างกระจายทั่วทั้งห้อง เพิ่มความรู้สึกอบอุ่นในช่วงกลางคืน และยังดูทันสมัยในตอนกลางวัน ประตูและวงกบเลือกใช้โทนสีไม้ ช่วยตัดกับผนังสีขาวได้อย่างพอดี เพิ่มความรู้สึกอบอุ่นแบบบ้านร่วมสมัย ไม่ดูแข็งจนเกินไป

ห้องครัวของบ้านหลังนี้ออกแบบในสไตล์ โมเดิร์นร่วมสมัย ที่เน้นความเรียบ สะอาด และใช้งานได้จริงเป็นหลัก พื้นที่ครัวเป็นรูปตัวแอล (L-shape) ช่วยให้การจัดวางอุปกรณ์เป็นสัดส่วน เดินทำอาหารสะดวก ไม่อึดอัด เหมาะทั้งการทำอาหารทุกวันและการใช้งานครัวแบบจริงจัง

เคาน์เตอร์ครัวใช้ท็อปสีดำเรียบ ช่วยตัดกับผนังกรุด้วยกระเบื้องสีขาว ทำให้ครัวดูสะอาดตาและดูแลรักษาง่าย บริเวณผนังด้านหลังเคาน์เตอร์ตกแต่งด้วยกระเบื้องซับเวย์สีขาว เรียงแนวนอน เพิ่มลูกเล่นให้ครัวดูทันสมัย แต่ยังคงความคลาสสิก ไม่ตกเทรนด์

ตู้ครัวเลือกใช้โทนลายไม้ธรรมชาติ ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับพื้นที่ครัว ตัดกับโทนสีขาวของผนังได้อย่างลงตัว ทั้งตู้ล่างและตู้แขวนถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย มีพื้นที่จัดเก็บเพียงพอ ช่วยให้ครัวเป็นระเบียบ ไม่รกตา

โดยรวมแล้ว บ้านหลังนี้สะท้อนแนวคิดของ บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย ได้อย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของดีไซน์ที่เรียบง่าย แต่ดูดี มีความอบอุ่น อยู่สบาย และตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ได้อย่างลงตัว เป็นบ้านที่ไม่เน้นความหรูหราเกินจำเป็น แต่ให้ความรู้สึก “อยู่แล้วสบายใจ” ในทุกมุมของบ้าน

“รับสร้างบ้าน ออกแบบ ต่อเติมงานทุกชนิด by แกลง กิดากร ก่อสร้าง”


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เขาช่องลม จ.นครนายก ดินแดนกรีนโซนที่อยากชวนไปสูดบรรยากาศดีๆ

เขาช่องลม จ.นครนายก ดินแดนกรีนโซนที่อยากชวนไปสูดบรรยากาศดีๆ

เขาช่องลม จ.นครนายก

เที่ยวใกล้กรุง ชมธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ “เขาช่องลม” สถานที่ท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติที่เขียวขจีของจังหวัดนครนายก ชมลำธารและสายน้ำสุดชิล วันเดียวก็เที่ยวได้

เขาช่องลม จ.นครนายก  เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่ซ่อนตัวอยู่ภายในพื้นที่ของ เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก หลายคนอาจเคยมาเที่ยวเขื่อนแห่งนี้แล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าด้านในยังมีหุบเขาและลำธารสวย ๆ ที่ต้องนั่งเรือเข้าไปถึงจะได้สัมผัส

เขาช่องลม จ.นครนายก

จุดเด่นของเขาช่องลม คือทิวทัศน์ของภูเขาสูงสลับซับซ้อน ทุ่งหญ้าเขียวขจี และลำธารน้ำใสที่ไหลผ่านกลางหุบเขา บรรยากาศโดยรวมให้ความรู้สึกเหมือนหลุดออกจากเมืองใหญ่ เข้าไปอยู่ในโลกของธรรมชาติแบบแท้จริง

ถ้าช่วงไหนรู้สึกเหนื่อย เบื่อรถติด เบื่อเสียงแจ้งเตือนมือถือ เขาช่องลมคือสถานที่ที่พาเรา “ช้าลง” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ที่นี่ไม่มีห้าง ไม่มีร้านกาแฟหรู ไม่มีความวุ่นวาย มีแค่เสียงน้ำไหล เสียงลมพัด และสีเขียวที่สบายตา การได้เดินเล่น สูดอากาศสดชื่น และปล่อยใจให้ว่างสักพัก ช่วยรีเซ็ตพลังใจได้ดีแบบไม่ต้องพยายามอะไรเลย

ช่วงที่สวยที่สุดของเขาช่องลมคือ ฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว (ประมาณมิถุนายน–พฤศจิกายน)

เขาช่องลม จ.นครนายก

การเดินทางไปเขาช่องลมไม่ยากอย่างที่คิด

  • จากกรุงเทพฯ ขับรถประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง ก็ถึงเขื่อนขุนด่านปราการชล จากนั้นต้อง นั่งเรือของเขื่อน เข้าไปยังจุดเขาช่องลม ใช้เวลาประมาณ 10–15 นาที
  • การนั่งเรือถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ เพราะระหว่างทางจะได้ชมวิวเขื่อน น้ำกว้าง และภูเขาที่โอบล้อม ให้ฟีลเหมือนเริ่มต้นผจญภัยเบา ๆ ก่อนถึงจุดหมาย

ถ้าคุณกำลังมองหาที่เที่ยวธรรมชาติใกล้กรุงเทพฯ ที่ไปง่าย ใช้เวลาไม่นาน แต่ได้พักใจแบบเต็ม ๆ เขาช่องลม นครนายก คือคำตอบที่ไม่ควรมองข้าม วันหยุดหน้า ลองเก็บกระเป๋า ปิดแจ้งเตือนมือถือ แล้วปล่อยใจให้ธรรมชาติดูแลคุณสักวัน รับรองว่าคุ้มค่ากับการเดินทางแน่นอน


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เขาค้อ เพชรบูรณ์ กับสถานที่ท่องเที่ยวที่ห้ามพลาด ดินแดนแห่งสายหมอก ความทรงจำ

เขาค้อ เพชรบูรณ์ กับสถานที่ท่องเที่ยวที่ห้ามพลาด ดินแดนแห่งสายหมอก ความทรงจำ

เขาค้อ เพชรบูรณ์
บางสถานที่ไม่ได้มีดีแค่ความสวยงาม แต่มีพลังบางอย่างที่ทำให้เราอยากกลับไปซ้ำอีกครั้ง “เขาค้อ” จังหวัดเพชรบูรณ์ คือหนึ่งในนั้น ดินแดนแห่งสายหมอกยามเช้า อากาศเย็นสบายตลอดปี และวิวภูเขาสลับซับซ้อนที่มองกี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อ ที่นี่เหมาะกับการหยุดเวลาไว้ชั่วคราว หยุดความวุ่นวาย แล้วปล่อยใจให้ลอยไปกับหมอกขาว ๆ ที่ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านตรงหน้า
เขาค้อไม่ได้เป็นแค่จุดเช็กอินยอดฮิตของนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ความทรงจำ และบรรยากาศเรียบง่ายที่ชวนให้คิดถึงการเดินทางแบบสโลว์ไลฟ์ ไม่ว่าจะเป็นการตื่นเช้ามาดูทะเลหมอก จิบกาแฟอุ่น ๆ ท่ามกลางอากาศหนาวเบา ๆ หรือการขับรถชมวิวตามไหล่เขา ทุกช่วงเวลาที่เขาค้อ ล้วนกลายเป็นความทรงจำดี ๆ ที่อยากเก็บไว้ให้นานที่สุด
บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ “เขาค้อ เพชรบูรณ์ กับสถานที่ท่องเที่ยวที่ห้ามพลาด ดินแดนแห่งสายหมอก ความทรงจำ” รวมจุดเที่ยวสำคัญที่มาแล้วไม่ควรพลาด พร้อมบรรยากาศชิล ๆ ที่เหมาะกับการพักใจ เติมพลังชีวิต และสร้างความทรงจำใหม่ ๆ ให้กับตัวเองและคนที่คุณรัก
1. วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว
เขาค้อ เพชรบูรณ์

ภาพประกอบจาก : Facebook วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเขาค้อ ที่ใครมาเยือนก็ต้องแวะอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ตัววัดตั้งอยู่บนเนินเขาสูง มองเห็นวิวภูเขาสลับซับซ้อนแบบพาโนรามา โดดเด่นด้วยพระเจดีย์และอาคารที่ประดับด้วยกระเบื้องสี ลูกปัด และถ้วยชามนับล้านชิ้น ทำให้เกิดลวดลายงดงามไม่เหมือนที่ไหน
วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

ภาพประกอบจาก : Facebook วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

ช่วงเช้าและช่วงหน้าหนาว วัดมักถูกโอบล้อมด้วยสายหมอกบาง ๆ เพิ่มความสงบและศักดิ์สิทธิ์ เหมาะกับการมาไหว้พระ ทำบุญ ขอพร และเดินชมสถาปัตยกรรมอย่างช้า ๆ เป็นสถานที่ที่ทั้งอิ่มใจและอิ่มตาในเวลาเดียวกัน
2. จุดชมวิวทะเลหมอกเขาค้อ (ทางหลวงหมายเลข 12)
หนึ่งในจุดชมทะเลหมอกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของเขาค้อ ตั้งอยู่ริมถนนทางหลวงหมายเลข 12 สามารถแวะจอดชมวิวได้สะดวก จุดเด่นคือสามารถมองเห็นหมอกลอยปกคลุมหุบเขาได้กว้างสุดสายตา โดยเฉพาะช่วงเช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
บรรยากาศในช่วงเช้าเงียบสงบ อากาศเย็นสบาย เหมาะกับการถ่ายรูป นั่งจิบกาแฟอุ่น ๆ หรือแค่นั่งมองหมอกเคลื่อนไปช้า ๆ ก็รู้สึกผ่อนคลาย เป็นจุดที่สะท้อนเสน่ห์ของเขาค้อได้อย่างชัดเจนที่สุด
3. ภูทับเบิก
ภูทับเบิกคือยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดเพชรบูรณ์ และเป็นจุดหมายในฝันของสายทะเลหมอก ด้วยความสูงและอากาศเย็นตลอดปี ทำให้ที่นี่มีทะเลหมอกให้ชมแทบทุกเช้า โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวและหน้าฝน
ภูทับเบิก

ภาพประกอบจาก : เพจ บ้านฅนรักเขา ภูทับเบิก

นอกจากทะเลหมอกแล้ว ภูทับเบิกยังมีไร่กะหล่ำปลีเรียงรายสุดลูกหูลูกตา วิถีชีวิตชาวเขาที่เรียบง่าย และวิวพระอาทิตย์ขึ้น–ตกที่สวยงาม นักท่องเที่ยวสามารถเลือกพักรีสอร์ทหรือกางเต็นท์ เพื่อสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติอย่างใกล้ชิด
4. พระตำหนักเขาค้อ
พระตำหนักเขาค้อเป็นสถานที่ที่เงียบสงบและร่มรื่น รายล้อมด้วยต้นไม้และธรรมชาติ เหมาะกับการมาเดินเล่น สูดอากาศบริสุทธิ์ และพักผ่อนแบบไม่เร่งรีบ นอกจากนี้ยังเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทิวเขาและท้องฟ้าได้อย่างสวยงาม
พระตำหนักเขาค้อ
ที่นี่มีความเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความขรึมและความสงบ ทำให้หลายคนเลือกแวะมาพักใจ ก่อนเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ในเขาค้อ
5. พิพิธภัณฑ์อาวุธเขาค้อ (ฐานอิทธิ)
 
เขาค้อ เพชรบูรณ์
สำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์อาวุธเขาค้อเป็นอีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาด ภายในจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องบิน รถถัง และข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญในอดีตของพื้นที่เขาค้อ
พิพิธภัณฑ์อาวุธเขาค้อ (ฐานอิทธิ)
นอกจากการเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์แล้ว พื้นที่โดยรอบยังมีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นภูเขาและธรรมชาติได้สวยงาม ทำให้การเที่ยวที่นี่ได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินไปพร้อมกัน
6. จุดชมวิวกังหันลมเขาค้อ
กังหันลมเขาค้อเป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปยอดนิยม ด้วยกังหันลมขนาดใหญ่ที่ตั้งเรียงรายบนเนินเขา ท่ามกลางทุ่งหญ้าและภูเขา บรรยากาศเปิดโล่ง ให้ความรู้สึกคล้ายอยู่ต่างประเทศ
 
จุดชมวิวกังหันลมเขาค้อ
ช่วงเย็นเป็นเวลาที่เหมาะกับการมาเยือน เพราะแสงแดดอ่อน ๆ จะช่วยให้ภาพถ่ายสวยเป็นพิเศษ เหมาะกับการเดินเล่น ถ่ายรูป และนั่งชมวิวแบบชิล ๆ
7. น้ำตกศรีดิษฐ์
น้ำตกศรีดิษฐ์

ภาพประกอบจาก : Facebook คอข่าวเพชรบูรณ์

 

น้ำตกศรีดิษฐ์เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าเขียวขจี เหมาะกับการพักผ่อนในช่วงหน้าฝนและปลายฝนต้นหนาว เส้นทางเดินไม่ยากมาก สามารถเดินเล่นชมธรรมชาติได้สบาย ๆ
 
บรรยากาศร่มรื่น เย็นสดชื่น เหมาะกับการหนีความร้อนและความวุ่นวาย ใครที่ชอบธรรมชาติและเสียงน้ำไหลเบา ๆ จะหลงรักที่นี่ได้ไม่ยาก
เขาค้ออาจไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่หวือหวา แต่กลับเป็นจุดหมายที่ทำให้หลายคนตกหลุมรักอย่างไม่รู้ตัว ด้วยสายหมอกที่มาเยือนแทบทุกเช้า อากาศบริสุทธิ์ และธรรมชาติที่ยังคงความเรียบง่าย ทุกสถานที่บนเขาค้อมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง และพร้อมมอบความสุขเล็ก ๆ ให้กับผู้มาเยือนเสมอ
หากคุณกำลังมองหาทริปพักผ่อนที่ได้มากกว่าการถ่ายรูป เขาค้อคือสถานที่ที่เหมาะกับการชะลอชีวิต ใช้เวลากับธรรมชาติ และเก็บเกี่ยวความทรงจำดี ๆ กลับไป ไม่ว่าคุณจะเดินทางคนเดียว มากับคนรัก หรือมากับครอบครัว เขาค้อจะต้อนรับคุณด้วยหมอกบาง ๆ และความรู้สึกอบอุ่นที่ยังคงอยู่ในใจไปอีกนานแน่นอน

บทความอื่นที่น่าสนใจ