ปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 สำหรับเลี้ยงสัตว์

ปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1  สำหรับเลี้ยงสัตว์

หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1

หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เป็นพืชอาหารสัตว์ที่มีการเจริญเติบโตเร็ว ตอบสนองต่อการให้น้ำและปุยดี แตกกอดี แก่ช้า ทนแล้ง ใบและลำต้นอ่อนนุ่ม ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี มีผลผลิตต่อไร่สูง ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้นานถึง 6-7 ปี อีกทั้งมีคุณค่าทางอาหารสัตว์ที่ดีตามที่สัตว์ต้องการ เหมาะสำหรับใช้เลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้องเช่น โคนม โคเนื้อ กระบือ แพะ และแกะ นอกจากหญ้าเนปียร์จะให้ผลผลิตต่อไร่ สูงแล้ว ผลผลิตหญ้าสดที่เหลือจากการเลี้ยงสัตว์ สามารถนำมาเก็บถนอมไว้เลี้ยงสัตว์ได้ในยามขาดแคลนหรือช่วงหน้าแล้ง โดยวิธีการทำหญ้าหมักเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการเน่าเสีย



การแปรรูปหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ให้เป็นหญ้าหมัก เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์สำรองในยามที่ขาดแคลนพืชอาหารสัตว์ ทำให้เกษตรกรมีอาหารเลี้ยงสัตว์เพียงพอสำหรับการเลี้ยงสัตว์ตลอดทั้งปี และสามารถลดต้นทุนในการเลี้ยงสัตว์ได้เป็นอย่างดี

ลักษณะทั่วไปของหญ้าเนเปียร์

หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เป็นสายพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ใบและลำต้นอ่อนนุ่ม ขอบใบไม่คมและไม่มีขน ตอบสนองต่อการให้น้ำและปุ๋ยดี แตกกอดี แก่ช้า ปรับตัวได้ดีในดินหลายสภาพ ไม่ว่าจะเป็นดินร่วนปนทราย ดินเหนียว หรือดินลูกรัง ชอบดินที่มีการระบายน้ำดี และมีความอุดมสมบูรณ์ ทนแล้ง แต่ไม่ทนน้ำท่วมขัง ต้องการปริมาณน้ำฝน ประมาณ 1,000 มิลลิเมตรต่อปี เมื่อเทียบกับอ้อยที่ต้องการน้ำฝน 1,200-1,500 มิลลิเมตรต่อปี ไม่มีโรคและแมลงรบกวน เก็บเกี่ยวง่าย ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้นานถึง 6-7 ปี เหมาะสำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่จำกัด

การเตรียมดินปลูก

ระยะเวลาที่เหมาะต่อการเตรียมดินคือช่วงปลายฝนต้นหนาว ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมถึงปลายเดือนพฤศจิกายน ดินมีความชื้นพอเหมาะง่ายกับการใช้อุปกรณ์การเตรียมดินและไม่เสี่ยงกับฝนตกในขณะปฏิบัติงาน การเตรียมดินที่ดีถูกต้องเหมาะสมควรปฏิบัติดังนี้

  • ก่อนไถเตรียมดิน ควรเก็บกรวด หิน ตอไม้ ออกจากแปลงปลูกให้หมด เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเครื่องจักรกลการเกษตรและอุปกรณ์ต่างๆ ขณะเข้าทำงานในแปลง
  • ควรประเมินความหนาแน่นรวมของดินหรือชั้นดินดาน เกษตรกรต้องเก็บตัวอย่างดินส่งให้ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินของกรมพัฒนาที่ดินเขตใกล้บ้าน
  • การปรับหน้าดินแปลงปลูกให้ราบเรียบสม่ำเสมอ ช่วยให้พื้นที่มีการระบายน้ำได้ดี การเข้าทำงานในแปลงง่ายและสะดวกขึ้น

ในกรณีที่แปลงปลูกเป็นดินเหนียวให้ใช้เครื่องพรวนโรตรี่มินิคอมบายหรือพรวนเพาเวอร์แฮโร่ส์ ซึ่งติดกับรถแทรกเตอร์ที่มีระบบไฮดรอลิกแบบ 3 จุด ซึ่งพรวนแบบอื่นๆ ไม่สามารถทำให้ดินแตกละเอียดพอที่จะหุ้มตาท่อนพันธุ์หญ้าได้ จึงจำเป็นต้องใช้พรวนแบบนี้มีลักษณะคล้ายจอบหลายๆ อัน ดินอยู่รอบเพลาหมุนและสับดินเป็นก้อนเล็กๆ การเตรียมดินให้ดีละเอียดร่วนชุยตลอดทั้งแปลง ทำให้ท่อนพันธุ์ที่ปลูกมีเปอร์เซ็นต์ความงอกดี ถ้าไม่พรวนเปอร์เซ็นต์ความงอกจะต่ำ  เนื่องจากหน่อหญ้าจากท่อนพันธุ์ไม่สามารถแทงรากลงพื้นดินได้

การเตรียมพันธุ์สำหรับปลูก

  • กรณีที่จะปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่นั้น ควรจัดทำแปลงพันธุ์เอง เพื่อลดต้นทุนการซื้อท่อนพันธุ์และการขนส่งจากแหล่งอื่นพื่อนำมาปลูก สามารถทำให้เราประหยัดต้นทุนได้
  • ควรใช้ท่อนพันธุ์หญ้าเนเปีร์ปากช่อง จากแหล่งที่เชื่อถือได้ ที่มีการจัดการดูแลแปลงอย่างถูกต้อง อายุของท่อนพันธุ์อยู่ในช่วงประมาณ 90-110 วัน
  • ช่วงหญ้าอายุ 1-90 วัน ควรสำรวจดูแลรักษาแปลงพันธุ์อย่างสม่ำเสมอให้มีการเจริญเติบโตดี ปราศจากโรคแมลง
  • อายุของท่อนพันธุ์ที่ผลิตจากแปลงพันธุ์ที่เหมาะสม อยู่ในช่วงประมาณ 90-110 วัน ท่อนพันธุ์จะเริ่มงอกรากออกมาก่อนและงอกตาตามที่หลัง ระบบรากที่แข็งแรงจะปลูกขึ้นดี ถ้ามีการจัดการดูแลอย่างดีแปลงพันธุ์ 1 ไร่ ตัดแต่ละครั้งให้ผลผลิตได้ประมาณ 15,000 กิโลกรัมต่อไร่
  • เมื่อตัดท่อนพันธุ์แล้ว ต้องปลูกให้เสร็จภายใน 4-5 วัน ถ้าทิ้งไว้จะทำให้ จุดเจริญของรากและตาเสียไป

หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1

ฤดูปลูกและวิธีการปลูก

ฤดูปลูก แบ่งเป็น 2 ฤดู คือ

  • เขตชลประทานหรือเขตที่ให้น้ำได้ ปลูกต้นฤดูฝนระหว่างเดือน เมษายน-พฤษภาคม
  • เขตอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ ปลูกปลายฤดูแล้ง เป็นการปลูกข้ามแล้งระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนปนทราย

การดูแลรักษาหญ้ามีการเจริญเติบโต 3 ระยะ คือ

  • ระยะที่ 1 ระยะงอก เริ่มปลูก – 1 เดือน (1 – 4 สัปดาห์) หญ้าใช้อาหารจากท่อนพันธุ์ และความชื้นในดิน ปุ๋ยรองพื้นช่วยให้รากแข็งแรง
  • ระยะที่ 2 ระยะแตกกอ หญ้าอายุ 1 – 1 เดือนครึ่ง (4 – 6 สัปดาห์) ต้องการน้ำและปุยไนโตรเจนมากเพื่อช่วยให้แตกกอและการเจริญเติบโตของหน่อ
  • ระยะที่ 3 ระยะย่างปล้องและสุกแก่ หญ้าอายุ 1 เดือนครึ่ง – 2 เดือน(6 – 8 สัปดาห์) ระยะที่กำหนดขนาดและน้ำหนักของใบและลำต้น เป็นช่วงที่หญ้าเจริญเติบโตเร็วที่สุด ถึงเก็บเกี่ยวจะเป็นระยะสะสมน้ำตาลจึงต้องการปัจจัยต่างๆ เพื่อการเจริญเติบโต ทั้งแสงแดด อุณหภูมิ น้ำและปุ๋ย

การเก็บเกี่ยว

เพื่อให้ระบบรากของหญ้าที่ปลูกใหม่มีระยะเวลาเจริญเติบโตแข็งแรง และยึดติดกับดินแน่นหนาพอที่จะไม่ทำให้กอหญ้าถูกถอนขึ้นเมื่อเก็บเกี่ยว ควรเก็บเกี่ยวหญ้าครั้งแรกที่อายุ 3 เดือนหลังปลูกถ้าเป็นหญ้าตอให้เก็บเกี่ยวทุกๆ อายุ 45-60 วัน วิธีการเก็บเกี่ยว ในปัจจุบันมี 2 วิธี คือ ใช้เครื่องเก็บเกี่ยวและใช้แรงงานคน

การทำหญ้าหมัก

หญ้าหมัก หมายถึง พืชอาหารสัตว์ต่างๆ ที่เก็บรักษาไว้ในสภาพความชื้นสูงในที่ไม่มีอากาศ หรือในภาชนะปิดที่ป้องกันอากาศ ซึ่งจะช่วยทำให้คุณค่าทางอาหารของพืชเหล่านั้นคงอยู่ การทำหญ้าหมักจากหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เพื่อเป็นอาหารสำรองในยามที่ขาดแคลนพืชอาหารสัตว์

การทำหญ้าหมัก

ประเภทของหญ้าหมัก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ หญ้าหมัดสดและหญ้าหมักแห้ง

  • หญ้าหมัดสด คือ หญ้าหมักที่ได้จากการใช้พืชสด มีความชื้นสูงจากการตัดโดยตรงแล้วนำมาหมัก
  • หญ้าหมักแห้ง คือ หญ้าหมักที่ได้จากการใช้พืชสดนำมาผึ่งแดดระยะสั้นเพื่อไล่ความชื้นออกให้เหลือความชื้น แล้วจึงนำมาบรรจุหลุมหมักและต้องสับให้สั้นกว่าชนิดแรกเพื่อให้การอัดแน่นเป็นไปด้วยดี เนื่องจากความชื้นต่ำกิจกรรมจุลินทรีย์ 

การเตรียมการก่อนทำหญ้าหมัก

  • การเลือกพันธุ์หญ้า ควรเลือกพันธุ์หญ้าที่มีแป้งและน้ำตาลมาก เช่น ต้นข้าวฟางข้าวโพด นอกจากนั้นอาจใช้หญ้าเนเปียร์หญ้ามอริชัส หรือหญ้าอื่นๆ ที่มีลักษณะอวบน้ำ แต่การใช้ต้นหญ้าเหล่านี้จำเป็นจะต้องเติมกากน้ำตาลด้วย เพราะหญ้าเหล่านี้มีแป้งเป็นส่วนประกอบน้อย การหมักอาจได้ผลไม่ดีพอ
  • การเตรียมอุปกรณ์ อุปกรณ์ทำหญ้าหมักประกอบด้วยอุปกรณ์การตัด การหั่นหลุมหมัก วัสดุคลุมปิดหลุม เช่น แผ่นผ้าพลาสติกหรือดิน กากน้ำตาล และอุปกรณ์สำหรับขนหญ้าลงหลุมหมักอุปกรณ์การตัดและหั่นหญ้า
  • การเตรียมหลุมหญ้าหมัก หลุมหญ้าหมักมีหลายแบบ เช่น แบบปล่อง ก่อด้วยคอนกรีตสูง 2-3 เมตร หรือมากกว่า แบบหลุมแบบร่องในดินเป็นแบบที่ต้องขุดร่องลึกตามที่ต้องการ แบบหลุมแบบรางบนผิวดินมีลักษณะเช่นเดียวกับแบบร่องในดิน แต่สร้างบนผิวดินแทน ปัจจุบันนิยมทำแบบรางบนผิวดิน เพราะสะดวกต่อการทำงาน




อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำหญ้าหมัก

  • มีดสำหรับสับหญ้า
  • ถุงดำหรือถุงพลาสติก เพื่อบรรจุหญ้าสำหรับหมัก
  • สารเสริมที่ทำให้การหมักดีขึ้น เช่น กากน้ำตาล เกลือ เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพของหญ้าหมัก
  • กระสอบยางรัดของ

วิธีการหมัก

  • เริ่มจากการหั่นหรือสับหญ้าสดให้มีขนาด 2-3 เซนติเมตร
  • บรรจุหญ้าสดที่หั่นแล้วลงในถุงพลาสติก อัดให้แน่นเพื่อไล่อากาศออกให้หมด
  • ในขณะที่บรรจุหญ้าลงในถุง ให้ใส่กากน้ำตาลเกลือ ลงไปด้วย โดยแบ่งใส่เป็นชั้นๆ เพื่อช่วยให้การหมักดียิ่งขึ้น
  • ใช้ยางรัดปิดปากถุง ที่บรรจุหญ้าให้สนิท เพื่อป้องกันอากาศและน้ำเข้านำไปเก็บไว้ในที่ร่ม ระวังอย่าให้ถุงมีรอยรั่วซึม
  • หมักไว้ 3-4 สัปดาห์ หญ้าเหล่านั้นจะกลายเป็นหญ้าหมัก นำมาใช้เลี้ยงสัตว์ได้ กรณีเริ่มใช้หญ้าหมัก เลี้ยงควรแบ่งให้วันละน้อยและเพิ่มขึ้นเมื่อสัตว์เคยชิน

ข้อควรระวังในการทำหญ้าหมัก

  • การอัดหญ้าลงในภาชนะที่ใช้หมักต้องอัดให้แน่นเพื่อไล่อากาศที่มีอยู่ในภาชนะออกให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้การหมักเกิดได้ดีและหญ้าหมักเสียน้อยที่สุด
  • การปิดภาชนะที่บรรจุต้องทำให้มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศจากภายนอกเข้าไปในกองหญ้าหมัก
  • เมื่อเปิดภาชนะควรใช้ให้หมดในระยะเวลาอันสั้น และเปิดภาชนะอย่าให้กว้างมาก เพื่อช่วยให้หญ้าหมักเสื่อมช้าลง
  • หญ้าที่มาใช้หมักไม่ควรจะมีความขึ้นสูงมากเพราะจะทำให้เกิดน้ำในภาชนะหมักมากเกินไป และหญ้าหมักเก็บได้ไม่นาน
  • ระมัดระวังหนูหรือแมลงสาบที่จะมากัดภาชนะหรือพลาสติกที่ปิดให้เป็นรู อากาศจะเข้าไปทำให้หญ้าหมักเสียได้

ข้อดีของหญ้าหมัก

  • สามารถทำได้ทุกฤดูกาลและใช้ทุกส่วนของต้นพืชให้เป็นประโยชน์
  • ใช้พื้นที่ในการเก็บรักษาน้อย
  • หญ้าหมักมีลักษณะอวบน้ำสัตว์ชอบกิน
  • ลดอันตรายจากอัคคีภัยและสามารถเก็บรักษาได้นาน

ที่มา : ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เอกสารอ้างอิง

  • กรมปศุสัตว์. (2554). หญ้าหมัก, เอกสารแนะนำ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ISBN 974-7608-81-2.(พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์ซุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
  • กรมส่งเสริมการเกษตร. (2543). การขยายพันธุ์พืช.กรมส่งเสริมการเกษตร (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก : http://www.sevicelink.doae.go.th/webpage/book%20PDF/innovation/n008.pdf (20 ธันวาคม 2561).
  • ไกรทอง เขียวทอง. (ม.ป.ป.). คู่มือการปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1.ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นครราชสีมา. (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก :http://www.dpo.go.th/wp-content/uploads/2015/01.pdf.(20 ธันวาคม 2561).
  • www.sarakaset.com

บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเพาะเลี้ยงไรแดง ในบ่อดินและบ่อซีเมนต์

การเพาะเลี้ยงไรแดง ในบ่อดินและบ่อซีเมนต์

การเพาะเลี้ยงไรแดง

การเพาะเลี้ยงไรแดง


ไรแดง เป็นอาหารธรรมชาติที่ดีสำหรับการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนโดยเฉพาะสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ทั้งปลาสวยงาม และ ปลาเศรษฐกิจ เช่น ปลาปอมปาดัวร์ ปลากัด กุ้งก้ามกราม ปลากะพง ปลาบึก ปลาเทโพ ปลาเทพา และ ปลาดุกอุย เป็นต้น ในอดีตไรแดงส่วนใหญ่รวบรวมได้จากแหล่งน้ำโสโครกตามบ้านเรือน โรงฆ่าสัตว์ หรือ โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีปริมาณไม่แน่นอน ปัจจุบันไรแดง จากธรรมชาติมีปริมาณลดลง เพราะสภาพสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เปลี่ยนไปในขณะที่ความต้องการไรแดงกลับเพิ่มขึ้น ทำให้ประสบปัญหาการขาดแคลนไรแดงในการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนมากขึ้น ซึ่งมีผลโดยตรงกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกรมประมงได้ศึกษาวิจัยและประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงไรแดง ซึ่งเป็นการลดปัญหาการขาดแคลนไรแดง และช่วยส่งเสริมการพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงไรแดง และการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ



ปัจจัยสำคัญต่างๆ ในการเพาะไรแดง

การเพิ่มผลผลิตของไรแดงในบ่อนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการพลังงานจากแสงแดดเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ที่ทำให้ขบวนการต่าง ๆ ในภาพ ดำเนินไปด้วยดี ปุ๋ยและอาหารต่างๆ จะถูกย่อยสลายโดยบักเตรี ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อการแพร่ขยายของน้ำเขียว อีกทั้งยังทำให้เกิดขบวนการสังเคราะห์แสง ซึ่งจะใช้ของเสียต่างๆจำพวกแอมโมเนีย คาร์บอนไดออกไซด์ และอื่น ๆ ที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต ทำให้คุณสมบัติของน้ำดีขึ้น การหมุนเวียนของน้ำจะเพิ่มปริมาณ ออกซิเจนในน้ำซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อไรแดง การเพิ่มปริมาณน้ำเขียวมากขึ้นและการใส่ยีสต์ก็สามารถช่วยในการเพิ่มผลผลิตของไรแดงได้อย่างมหาศาล เช่นเดียวกัน

ประเภทของไรแดง

ไรแดงมีการสืบพันธุ์ 2 แบบ คือ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศและการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยไรแดงจะมีการสืบพันธุ์แบบใดนั้นจะขึ้นกับสภาพแวดล้อมในขณะนั้นเป็นตัวแปรสำคัญ ดังนี้

  • การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ คือ การที่ไรแดงเพศเมียไข่ แล้วฟักเป็นตัวโดยไม่ต้องผสมกับไรแดงเพศผู้ จะเกิดในกรณีที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม โดยปกติไรแดงจะมีอายุอยู่ได้ 4-6 วัน ในระหว่างที่มีชีวิตอยู่สามารถแพร่พันธุ์ได้ 1-5 ครั้ง หรือเฉลี่ย 3 ครั้งๆ ละ 19-23 ตัว
  • การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เป็นการสืบพันธุ์ที่เกิดขึ้นในสภาวะที่ผิดปกติ เช่น อุณหภูมิสูงหรือต่ำ ความเป็นกรดด่าง หรือสภาวะขาดแคลนอาหารในสภาพเหล่านี้ ไรแดงจะเพิ่มปริมาณเพศผู้มากขึ้น และไรแดงเพศเมียจะสร้างไข่อีกชนิดหนึ่งขึ้น ซึ่งต้องได้รับการผสมพันธุ์จากเพศผู้ แล้วสร้างเปลือกหุ้มหนา แม่ 1 ตัว จะให้ไข่ ประเภทนี้ 2 ฟอง หลังจากนั้นตัวเมียจะตาย เนื่องจากสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมไข่จะถูกทิ้งไว้บริเวณกันบ่อ ไข่เปลือกที่เข็งแรงหนาแบบนี้จะช่วยให้ทนต่อสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้นาน และไข่จะฟักออกเป็นตัว ต่อเมื่อมีสภาวะที่เหมาะสมและอาหารที่อุดมสมบูรณ์แล้ว

วิธีการเพาะเลี้ยงไรแดง

การเพาะไรแดงไม่ว่าเป็นรูปแบบใดต้องเริ่มต้นจากการเตรียมอาหารที่ดีสำหรับไรแดง คือขั้นตอนการเตรียมน้ำเขียว ซึ่งประกอบไปด้วยแพลงก์ตอนพืชที่เป็นอาหารสำคัญของไรแดง การเลี้ยงไรแดงสามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบ คือ การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงในบ่อดิน  ซึ่งแต่ละรูปแบบมีขั้นตอนและวิธีการเลี้ยง ดังนี้

การเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อซีเมนต์

วิธีการเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อซีเมนต์ มี 5 ขั้นตอน ซึ่งแต่ละขั้นตอน ในการปฏิบัติจะมีผลต่อปริมาณ และระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ยาวนานขึ้น ดังต่อไปนี้

  • ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมบ่อผลิต กรณีบ่อใหม่ (บ่อซีเมนต์ ขนาด 3×3 และ 3×4 เมตร) จะต้องล้างบ่อให้อยู่ โดยแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 1-3 สัปดาห์ แล้วระบายน้ำทิ้ง ถ้าต้องการลดระยะเวลาให้ใช้กรดน้ำส้มเทียมผสมน้ำในบ่อดินให้เต็ม แช่ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 วัน แล้วระบายน้ำทิ้ง และเปิดน้ำใหม่แช่ทิ้งไว้อีก 24 ชั่วโมง ส่วนบ่อเก่าต้องล้างบ่อแล้วตากบ่อให้แห้ง พื้นก้นบ่อของบ่อไรแดงควรฉาบและขัดมันเพื่อความสะดวกในการหมุนเวียนของน้ำ เพื่อป้องกันการตกตะกอนของน้ำเขียว บ่อซีเมนต์ควรมีทางน้ำเข้าและน้ำออกเพื่อความสะดวกในการเพาะ การล้าง และการเก็บเกี่ยวไรแดง ทั้งนี้การสร้างบ่อซีเมนต์ต้องอยู่กลางแจ้งไม่มีหลังคา
  • ขั้นตอนที่ 2  การระบายน้ำ ระดับน้ำที่ใช้ประมาณ 20-30 เซนติเมตร (เมื่อน้ำเริ่มเขียว หรือลงอาหารไปแล้ว จึงเพิ่มน้ำให้ได้ 60 ซนติเมตร)
  • ขั้นตอนที่ 3  การเตรียมอาหาร น้ำปูนขาวละลายน้ำสาดลงบ่อเพาะไรแดง ปล่อยทิ้ง 1 วัน น้ำปุ๋ย รำ กากน้ำตาล ผสม สาดลงบ่อ เพาะไรแดงแล้วจึงค่อยๆ กวนน้ำในบ่อเพาะทุกวัน เพื่อป้องกันตกตะกอน ประมาณ 3-5 วัน น้ำจึงเริ่มออกสีเขียว
  • ขั้นตอนที่ 4  การลงพันธุ์ไรแดง เติมพันธุ์ไรแดง ไรแดง 30-40 กรัมต่อตารางเมตร
  • ขั้นตอนที่ 5  การเก็บเกี่ยวผลผลิต การเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เก็บเกี่ยวเพียงวันละครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งหมดคือ ครั้งแรก วันที่ 3 หรือ 5 หลังจากเติมแม่พันธุ์ไรแดงการเติมอาหาร ให้เติมอาหารหมักที่แล้ว 1 ใน 3 ของครั้งแรกทุกวันโดยสังเกตุปริมาณผลผลิตไรแดงในบ่อ
การเพาะเลี้ยงไรแดง

ที่มา : facebook หัวเชื้อน้ำเขียว – Chlorella สำหรับเพาะไรแดง

การเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อดิน

บ่อดินที่จะใช้เพาะเลี้ยงไรแดง ควรมีขนาดประมาณ 200-800 ตารางเมตร โดยวิธีดำเนินการดังนี้

  • กำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการภายในบริเวณบ่อและศัตรูต่างๆ ของไรแดงประมาณ 2 วัน
  • กรองน้ำลงบ่อให้มีระดับน้ำสูงจากพื้นบ่อประมาณ 25 40 เซนติเมตร พร้อมกับเติมปุ๋ยและอาหารลงไป สูตรอาหารที่ใช้มีดังนี้

ถ้าไม่มีอามิ-อามิ ให้ใช้ มูลไก่ประมาณ 80 กก./800 ตารางเมตร แล้วใส่น้ำเขียวประมาณ 2 ตัน ถ้าไม่มีน้ำเขียวก็หมักทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน

  • เมื่อน้ำในบ่อมีสีเขียวแล้วให้เติมเชื้อไรแดงอย่างดีประมาณ 2 กิโลกรัม
  • เริ่มเก็บเกี่ยวไรแดงได้ใน วันที่ 4-7 ควรเก็บเกี่ยวไรแดงให้ได้มากที่สุด (ควรเก็บเกี่ยวในช่วงเข้าก่อนพระอาทิตย์จะขึ้นจะเก็บเกี่ยวได้สะดวกและได้ปริมาณมาก)  หลังจากนั้นไรแดงจะเริ่มลดลง จึงควรเติมอาหารลงไป อาหารที่ควรเดิมในระยะนี้วรจะเป็นพวกย่อยสลายเร็ว เช่น น้ำถั่วเหลือง น้ำเขียว รำ เลือดสัตว์ ปุ๋ยคอกเป็นต้น โดยเติมอาหารลดไปจากเดิมครึ่งหนึ่ง ไรแดงจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นอีกภายใน2-3 วัน และจะกลับลดลงไปอีกก็ให้เติมอาหารลงไปเท่ากับครั้งที่ 2 ในกรณีนี้การเกิดไรแดงจะลดจำนวนลงมากถึงจะเติมลงไปอีก




วิธีการทำน้ำเขียวสำหรับเลี้ยงไรแดง

หัวเชื้อน้ำเขียวเกิดจาก น้ำไปโดนแสงแดดจัด เช่นน้ำที่เลี้ยงปลาที่เกิดจากการตากแดด สามารถนำมาเป็นหัวเชื้อน้ำเขียวได้ครับ หลังจากหาได้แล้วมาเริ่มขั้นตอนการทำหัวเชื้อน้ำเขียว สำหรับเลี้ยงไรแดง

  •  อามิอามิ (กากผงชูรส) หรือ กากน้ำตาล สามารถใช้อย่างใดอย่างหนึ่งทดแทนกันได้
  • ปุ๋ยยูเรีย
  • ปุ๋ยนา สูตร -15-15-15 ถ้าไม่มีปุ๋ยนาสูตรทั่วไปสามารถทดแทนกันได้
  • อาหารปลาดุก หรือ รำละเอียด หรือ ปลาป่น อย่างใดอย่างหนึ่งสามารถทดแทนกันได้ (ปูนขาว ใส่ก็ได้ ไม่ใสก็ได้)

ขั้นตอนการทำน้ำเขียว

นำส่วนผสมทั้งหมด อย่างละเท่าๆกัน 1 แก้ว ประกอบไปด้วย

  • กากน้ำตาล 1 แก้ว
  • ปุ๋ยยูเรีย 1 แก้ว
  • ปุ๋ยนา 1 แก้ว
  • รำละเอียด 1 แก้ว
  • ปูนขาว 1 แก้ว

นำทั้งหมด ผสมให้เข้ากัน หลังจากนั้น เตรียมน้ำที่จะทำน้ำเขียว พยายามเอาบ่อไว้กลางแดดจัดๆ เตรียมน้ำ เปล่าสะอาดไว้ 1/4 ของบ่อ  แล้วนำส่วนผสมทั้งหมดที่เตรียมไว้ กรองผ่านที่ตักปลาหรือกระช้อนลงบน บ่อที่เตรียมจะทำน้ำเขียว

หลังจากนี้ รอประมาณ 2-3 วัน น้ำจะเริ่ม เขียว ระหว่างนี้ พยายามขนน้ำปล่อยๆ ตามเวลาที่ว่างครับพอน้ำเริ่มเขียวได้ที่มีกลิ่นแอมโมเนียฉุนๆ ให้เติ่มน้ำให้เต็มบ่อที่ทำน้ำเขียว หรือ 3/4 ของบ่อ หลังจากนั้นรออีกประมาณ 1-2 วัน กลิ่น แอมโมเนียจะเริ่มหายหาหัวเชื้อไรแดง มาปล่อยลงได้เลย มีเท่าไร ใส่เท่านั้นไม่ต้องใส่เยอะก็ได้  ใช้เวลาหลังจากที่ปล่อยหัวเชื้อไรแดงลงไปในบ่อที่ทำน้ำเขียวไว้ 2-3 วัน ไรแดงจะเต็มบ่อครับ น้ำจะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาล

การนำไรแดงมาใช้ประโยชน์

การนำไรแดงมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไรแดงที่ได้จากบ่อผลิตในลักษณะนี้จะมีเชื้อโรคที่ทำอันตรายกับสัตว์น้ำน้อยกว่าไรแดงที่ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติแต่เพื่อความมั่นใจจึงควรล้างด้วยสารละลายด่างทับทิม 0.1 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ซึ่งจะได้สารละลายสีชมพูอ่อน สารละลายนี้จะเพิ่มออกชิเจนให้กับไรแดงและน้ำด้วย เพราะด่างทับทิมเมื่อละลายน้ำจะให้ออกซิเจนในน้ำ

ที่มา : facebook หัวเชื้อน้ำเขียว – Chlorella สำหรับเพาะไรแดง

สำหรับปริมาณไรแดงที่ใช้ในการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน ให้ใช้ในปริมาณ 500-800 กรัม/ลูกปลา จำนวน 100,000 ตัว/วัน โดยแบ่งอาหารให้ 4-5 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 4-6 ชั่วโมง ระวังอย่าให้มีลูกไรแดงเหลือลอยอยู่เพราะลูกไรแดงส่วนมากจะตาย หมักหมมอยู่บริเวณพื้นบ่อ การอนุบาลลูกปลาตั้งแต่ไข่แดงยุบในระยะเวลา 2 สัปดาห์ จะทำให้ได้ลูกปลาดุกอุยขนาดเฉลี่ย 2 เชนติเมตร ในการอนุบาลปลา อาจใช้อาหารสำเร็จรูป เมื่อลูกปลามีอายุได้ 8-10 วัน โดยให้พร้อมกับไรแดงแล้วค่อยๆ ลดปริมาณไรแดงลงและเพิ่มปริมาณอาหารสำเร็จรูป จนกระทั่งลูกปลาสามารถกินอาหารสำเร็จรูปได้ทั้งหมด

ต้นทุนและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของการเลี้ยงไรแดง

ไรแดงสดที่มีชีวิตจะมีราคาสูง ก็โลกรัมละ 80 – 100 บาท ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและไรแดงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่มีปริมาณน้อยลง เนื่องจากแหล่งเกิดไรแดงตามธรรมชาติลดลง แต่ความต้องการไรแดงเพิ่มขึ้น คาดว่าการผลิตไรแดง เพื่อจำหน่ายเป็นอาชีพที่สามารถทำรายได้ให้เกษตรกรได้ดีอีกอาชีพหนึ่ง

เอกสารอ้างอิง

  • จิรศักดิ์ ตั้งตรงไพโรจน์. 2542. คลีนิคสัตว์น้ำ : การผลิตไรแดงเพื่อนุบาลสัตว์น้ำ
  • วัย อ่อน (จบ ). มติชนบท เทคโนโลยีชาวบ้าน ปีที่ 11 ฉบับที่ 219. หน้า 75-76.
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดนราธิวาส. 2559. การเพาะเลี้ยงไร แดง.
  • ศุภชัย นิลวานิช. 2541. เทคโนโลยีการประมง. เพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อดิน งานเสริมรายได้ของเฮีย ตี๋ นครชัยศรี. มติชนบท เทคนโลยีชาวบ้าน ปีที่ 11 ฉบับที่ 203. หน้า 71-72.
  • สำรวจ เสร็จกิจ. 253 1. การทดลองผลิตไขไรแดง. วารสารการประมง ปีที่ 41 ฉบับที่ 5. หน้า 481- 483.
  • สันทนา ดวงสวัสดิ์. 2529. ชีวประวัไรแดง. วารสารการประมง ปีที่ 34 ฉบับที่ 5. หน้า 553-557
  • เอกสารเผยแพร่ศูนย์เรียนรู้ด้านการประมง.2549. การเพาะเลี้ยงไรแดง. กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • http://www.lovebettafish.com/วิธีการทำน้ำเขียวสำหรับเลี้ยงไรแดง และการเพาะขยายพันธุ์ไรแดง
  • www.sarakaset.com



บทความอื่นที่น่าสนใจ

10 เทคนิคพิชิตความเครียดจากการทำงาน

10 เทคนิคพิชิตความเครียดจากการทำงาน

เทคนิคพิชิตความเครียดจากการทำงาน

เทคนิคพิชิตความเครียดจากการทำงาน ความเครียดเป็นสภาวะของอารมณ์ของคนที่ต้องเจอกับปัญหาต่างๆ เกิดความไม่สบายใจ วิตกกังวล รู้สึกกดดันหลายครั้งที่หลายคนมักจะเครียดโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะคนเรามักจะแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดไม่เหมือนกัน บางคนหงุดหงิดง่าย บางคนป่วยง่าย บางคนนอนไม่หลับ หากเรารู้วิธีจัดการ และบรรเทาความเครียดต่างๆ มาดูวิธีจัดการความเครียดง่ายๆ กันว่ามีอะไรบ้าง

1. หาสาเหตุของความเครียด

ลองถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เครียด อาจเป็นงานหนัก เวลาทำงานที่ยาวนาน ปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน หรือปัญหาส่วนตัว เมื่อทราบสาเหตุแล้ว จะสามารถหาวิธีแก้ไขได้ตรงจุด

2. จัดการเวลาให้มีประสิทธิภาพ

วางแผนการทำงานล่วงหน้า แบ่งงานใหญ่ๆ ออกเป็นงานย่อยๆ ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และจัดลำดับความสำคัญของงาน จะช่วยให้ทำงานเสร็จทันเวลา ลดความเครียดจากงานที่กองโต

3. พักผ่อนให้เพียงพอ

นอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน ช่วยให้ร่างกายและสมองได้ฟื้นฟู ลดความอ่อนเพลีย และช่วยให้มีสมาธิในการทำงาน

4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายช่วยปลดปล่อยฮอร์โมนเอนดอร์ฟิน ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด และช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

5. หากิจกรรมผ่อนคลายทำ

หากิจกรรมที่ชื่นชอบ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ ดูหนัง เล่นกีฬา หรือทำสวน ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด

6. พูดคุยกับคนที่ไว้ใจได้

ระบายความเครียดให้เพื่อน ครอบครัว หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และได้รับคำแนะนำในการแก้ไขปัญหา

7. ปรับเปลี่ยนความคิด

มองโลกในแง่ดี คิดบวก หาข้อดีจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก ช่วยให้รู้สึกเครียดน้อยลง

8. ดูแลสุขภาพ

ทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ งดสูบบุหรี่ และลดการดื่มแอลกอฮอล์ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพจิตที่ดี

9. รักษาสมดุลของชีวิต

แบ่งเวลาให้กับงาน ครอบครัว เพื่อนฝูง และกิจกรรมส่วนตัว ช่วยให้ชีวิตมีความสุข ลดความเครียด

10. ฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย

ฝึกหายใจเข้าลึกๆ ฝึกสมาธิ หรือโยคะ ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด

จำไว้ว่า: ความเครียดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เราสามารถจัดการกับมันได้ ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ หาสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง และปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณ





บทความอื่นที่น่าสนใจ

สูตรน้ำหมักเร่งกระตุ้นดอกเห็ดฟาง

สูตรน้ำหมักเร่งกระตุ้นดอกเห็ดฟาง

สูตรน้ำหมักเร่งกระตุ้นดอกเห็ดฟาง

ปัจจุบันเกษตรกรนิยมเพาะเห็ดฟางกันมากขึ้น โดยเฉพาะการเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน เพราะให้ผลผลิตเร็ว สามารถเพาะได้ทุกพื้นที่ มีวิธีการเพาะหลายรูปแบบ สามารถใช้วัสดุเพาะที่หลากหลาย เกษตรกรสามารถเลือกใช้วิธีการผลิตและวัสดุเพาะให้เหมาะกับพื้นที่ที่แตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น ทั้งการเพาะเห็ดฟาง แบบกองเตี้ย แบบโรงเรือน และการเพาะเห็ดฟางในตะกร้า ช่วงนี้เกษตรกรที่ทําการเพาะเห็ดชนิดต่างๆ โดยเฉพาะเห็ดฟางน่าจะดีใจได้เพราะอากาศร้อนชื้นแบบนี้แหละที่เห็ดฟางจะให้ผลผลิตได้อย่างเต็มที่ มองไปในท้องตลาดเห็ดฟางก็เริ่มจะมีมากขึ้น แต่ราคาก็ยังคงทรงตัวระหว่างกิโลกรัมละ 80-100 บาท

โดยทําการเพาะเห็ดฟางจากทลายปาล์มซึ่งได้ศึกษาการเพาะเห็ดฟางมาจากหลายๆพื้นที่ และประสบความสําเร็จ สามารถทํารายได้เสริมหาเลี้ยงครอบครัวได้

การเพาะเห็ดฟางนั้น โดยปกติแล้วเห็ดฟางจะออกผลผลิตให้เกษตรกรในชุดแรกของการเก็บผลผลิต แต่เมื่อออกผลผลิตชุดที่สองและชุดที่สาม ดอกเห็ดก็จะเล็กลงและให้ผลผลิตน้อยลง

นี่ก็ถือว่า เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทําให้เกษตรกรผู้เพาะเห็ดฟางได้ทําการคิดค้นสูตรน้ำหมักเพื่อใช้ในการเร่งดอกเห็ดฟาง ในการออกดอกชุดที่สองและสาม ซึ่งได้มีการนําวัตถุดิบเหลือใช้มาทําน้ำหมักสูตรดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้

สูตรนํ้าหมักเร่งและกระตุ้นการเกิดดอกเห็ดฟาง

  • เศษเห็ดฟางที่เหลือใช้จํานวน 10 กิโลกรัม
  • กากนํ้าตาล จํานวน 5 ลิตร
  • พด.2 จํานวน 1 ซอง
  • นํ้า จํานวน 20 ลิตร

วิธีการทํา

นำส่วนผสมทั้งหมดมาหมักรวมกัน โดยหมักไว้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน จึงสามารถนําไปใช้งานได้

วิธีการนําไปใช้

เก็บดอกเห็ดชุดที่หนึ่งเสร็จ รดนํ้าชั้นเพาะเห็ดให้เปียก จากนั้นก็นํานํ้าหมักมาฉีด ในอัตรา นํ้าหมัก 2 ช้อนโต๊ะ ต่อ นํ้า 20 ลิตร(โรงเพาะเห็ด 1 โรง ) ควรจะทําการฉีดในชวงเช้ามืด
หมายเหตุ : สําหรับดอกเห็ดฟางที่นำมาใช้ในการทํานํ้าหมักนั้นจะต้องเลือกดอกเห็ดที่ดีๆ และเลือกดอกที่สมบูรณ์

แหล่งอ้างอิงข้อมูล : จันทร์ ธงศรี. หมู่ที่ 9 ตำบลพัฒนา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี….

10 เคล็ดลับพิชิตใจคนรัก

10 เคล็ดลับพิชิตใจคนรัก

10 เคล็ดลับพิชิตใจคนรัก

ความรักเป็นสิ่งสวยงามที่ทุกคนปรารถนา แต่การจะทำให้คนรักมีความสุขนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ทั้งความเข้าใจ การดูแลเอาใจใส่ และการกระทำที่แสดงออกถึงความรักอย่างจริงใจ

ต่อไปนี้เป็น 10 เคล็ดลับพิชิตใจคนรักที่จะช่วยให้คุณมีความรักที่หวานชื่นและยั่งยืน

1. แสดงความห่วงใยและใส่ใจ

การแสดงความห่วงใยและใส่ใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการครองรัก แสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าคุณคิดถึงและแคร์เขาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการโทรหา ส่งข้อความ หรือทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ เช่น เตรียมอาหารเช้าให้ ซื้อของขวัญให้ หรือช่วยงานบ้าน เป็นต้น

2. พูดคุยกันด้วยความจริงใจ

การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญในการครองรัก พูดคุยกันด้วยความจริงใจ บอกความรู้สึกต่อกัน แบ่งปันความคิดและความรู้สึกให้อีกฝ่ายรับรู้ จะช่วยให้ความสัมพันธ์ของคุณแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

3. ชื่นชมและสนับสนุนกัน

ให้กำลังใจและชื่นชมกันและกัน ชื่นชมในสิ่งที่อีกฝ่ายทำดี สนับสนุนให้อีกฝ่ายทำในสิ่งที่เขาต้องการ จะช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกดีและมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

4. ปล่อยวางบ้าง

ทุกคนต่างก็มีข้อบกพร่องของตัวเอง พยายามยอมรับและเข้าใจในความแตกต่างของกันและกัน อย่าพยายามเปลี่ยนอีกฝ่ายให้เป็นคนตามที่คุณต้องการ ปล่อยวางบ้างเพื่อให้ความสัมพันธ์ของคุณมีความสุขยิ่งขึ้น

5. ใช้เวลาร่วมกัน

หาเวลาว่างมาใช้เวลาร่วมกัน ออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน จะช่วยให้คุณใกล้ชิดกันมากขึ้นและเข้าใจกันมากขึ้น

6. รักษาคำพูด

เมื่อคุณสัญญาอะไรกับอีกฝ่ายแล้ว พยายามรักษาคำพูดของคุณ จะช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกไว้ใจและเชื่อใจคุณมากขึ้น

7. ให้อภัยกัน

ทุกคนต่างก็ทำผิดพลาดกันได้ พยายามให้อภัยกันและกันเมื่ออีกฝ่ายทำผิดพลาด จะช่วยให้ความสัมพันธ์ของคุณยืนยาวยิ่งขึ้น

8. สนุกไปด้วยกัน

อย่าเอาแต่เครียดกับเรื่องงานหรือเรื่องอื่น ๆ หาเวลาสนุกสนานไปด้วยกัน หัวเราะและยิ้มให้กันบ่อย ๆ จะช่วยให้ความสัมพันธ์ของคุณสดใสและมีความสุขยิ่งขึ้น

9. รักษาความโรแมนติก

อย่าปล่อยให้ความโรแมนติกจางหายไป หาวิธีสร้างบรรยากาศโรแมนติกให้อีกฝ่ายรู้สึกพิเศษอยู่เสมอ เช่น พาไปดินเนอร์ ไปเที่ยวด้วยกัน หรือให้ของขวัญชิ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ

10. รักษาความซื่อสัตย์

ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในความรัก จงซื่อสัตย์ต่ออีกฝ่ายทั้งกายและใจ จะช่วยให้ความสัมพันธ์ของคุณมั่นคงและยั่งยืน

เคล็ดลับเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางคร่าว ๆ เท่านั้น คุณสามารถปรับใช้ให้เหมาะสมกับความสัมพันธ์ของคุณและอีกฝ่าย สิ่งสำคัญที่สุดคือการแสดงความรักอย่างจริงใจและใส่ใจอยู่เสมอ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

เด็กจบใหม่ กับปัญหาการเงินในยุคค่าครองชีพสูง

เด็กจบใหม่ กับปัญหาการเงินในยุคค่าครองชีพสูง

เด็กจบใหม่ กับปัญหาการเงินในยุคค่าครองชีพสูง

เด็กจบใหม่ กับปัญหาการเงินในยุคค่าครองชีพสูง ชีวิตหลังรั้วมหาวิทยาลัย เสียงโห่ร้องแห่งความดีใจดังก้อง บัณฑิตนักศึกษาต่างยิ้มแย้มเปี่ยมไปด้วยความหวัง อนาคตอันสดใสรออยู่ข้างหน้า หลายคนใฝ่ฝันถึงงานดี เงินเดือนสูง ชีวิตที่มั่นคง แต่ทว่า ม่านบังตาแห่งความฝันกลับถูกฉีกออกอย่างรวดเร็ว เมื่อพวกเขาต้องเผชิญกับปัญหา “การเงิน” อันโหดร้ายในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงเสียดฟ้า

  • เงินเดือนน้อย จ่ายไม่พอ : บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากต้องเผชิญกับความจริงอันน่าเจ็บปวด เงินเดือนเริ่มต้นที่ได้นั้นน้อยนิด ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค สิ่งเหล่านี้ล้วนกดดันให้พวกเขาต้องหางานเสริม หรือพึ่งพาเงินจากครอบครัว
  • ภาระหนี้สินก้อนโต : หลายคนต้องแบกภาระหนี้สินจากค่าเทอมที่สูงลิ่ว เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา กลายเป็นเงาตามตัวที่สร้างความกังวลและความเครียด พวกเขาต้องหาวิธีผ่อนชำระหนี้
  • กับดักวัตถุนิยม : สังคมบริโภคนิยม ล่อตาล่อใจให้เด็กจบใหม่ใช้จ่ายเกินตัว กลยุทธ์ทางการตลาดที่ยั่วยุ โปรโมชั่นสุดล่อใจ ล้วนเป็นกับดักที่ทำให้พวกเขาตกเป็นทาสของวัตถุนิยม
  • ความกดดันจากครอบครัว : ครอบครัวหลายครอบครัวคาดหวังให้เด็กจบใหม่มีงานทำ มีรายได้ ส่งเงินให้ครอบครัว สร้างความกดดันให้พวกเขาต้องหางานทำโดยเร็ว
  • อนาคตที่มืดมน : เด็กจบใหม่หลายคนรู้สึกสิ้นหวัง มองไม่เห็นอนาคต กลัวความล้มเหลว กลัวความยากจน



แนวทางการหาทางออกแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

1. ทักษะการจัดการเงิน : เด็กจบใหม่ควรเรียนรู้ทักษะการจัดการเงิน วางแผนการใช้จ่าย เก็บออม ลงทุน

2. หางานเสริม : หางานเสริมเพื่อเพิ่มรายได้

3. พัฒนาทักษะตัวเอง : พัฒนาทักษะความรู้ เพิ่มศักยภาพ

4. สนับสนุนจากภาครัฐ : ภาครัฐควรมีนโยบายสนับสนุนเด็กจบใหม่

5. เปลี่ยนมุมมอง : เปลี่ยนมุมมองต่อวัตถุนิยม

ปัญหาการเงินของเด็กจบใหม่ในยุคค่าครองชีพสูง เป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันหาทางแก้ไข เด็กจบใหม่ต้องปรับตัว พัฒนาทักษะ ภาครัฐควรมีนโยบายสนับสนุน ครอบครัวควรให้กำลังใจ

ที่มา : sarakaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เที่ยวราชบุรี !! กับ 5 จุดเช็คอินสุดชิลล์ วิวสวยๆ บรรยากาศดี

เที่ยวราชบุรี !! กับ 5 จุดเช็คอินสุดชิลล์ วิวสวยๆ บรรยากาศดี

เที่ยวราชบุรี

เที่ยวราชบุรี


สำหรับใครที่กำลังมองหา สถานที่ท่องเที่ยวราชบุรี กับ 5 จุดเช็คอินสุดชิลล์ วิวสวยๆ บรรยากาศดี บอกเลยว่ามีวันนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวครบทุกสไตล์ ไม่ว่าจะเป็น ที่เที่ยวธรรมชาติ และ ที่เที่ยวเชิงวัฒนธรรม วิถีชีวิตชาวพื้นเมืองได้เป็นอย่างดี แถมอากาศก็ยังดีสุดๆ จะมีที่ไหนบ้างไปดูพร้อมๆ กันเลย



1  อุทยานหินเขางู

อุทยานหินเขางู อยู่ห่างจากตัวจังหวัดราชบุรีประมาณ 8 กิโลเมตร ตำบลเกาะพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี แต่เดิมเป็นแหล่งระเบิดและย่อยหินที่สำคัญของไทยตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ เนื่องจากเป็นปูนที่มีคุณภาพดี ต่อมาทั้งภาครัฐและประชาชนได้เล็งเห็นถึงความเสื่อมโทรมของสภาพภูมิประเทศ และวิวทิวทัศน์ อีกทั้งที่เขางูนี้ยังเป็นศาสนสถานอันเก่าแก่ จึงได้มีการยกเลิกสัมปทานการระเบิดและย่อยหินที่บริเวณนี้ไป หลังจากยกเลิกสัมปทาน เขางูกลายเป็นเหมืองร้าง มีสภาพทรุดโทรม ทางจังหวัดราชบุรีจึงได้พัฒนาเขางูให้เป็นสวนสาธารณะและสถานที่ท่องเที่ยว ทางโบราณคดี ได้สร้างพระพุทธรูปหินขนาดใหญ่ เต็มพื้นที่หน้าผา สร้างจากการยิงแสงเลเซอร์ลงหน้าผาหิน ภายในอุทยานหินเขางูแห่งนี้ มีสถานที่ท่องเที่ยวทางโบราณคดีอยู่หลายแห่ง ซึ่งจะเป็นถ้ำที่อยู่บนภูเขามีถ้ำฤๅษี ถ้ำฝาโถและถ้ำจีน-จาม แต่ละถ้ำอยู่ไม่ไกลกัน แต่ต้องเดินขึ้นบันไดไต่เขาไปค่อนข้างสูง บริเวณรอบๆก็จะมีฝูงลิงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากอุทยานหินเขางูภายในอุทยานหินเขางูแห่งนี้ มีสถานที่ท่องเที่ยวทางโบราณคดีอยู่หลายแห่ง ซึ่งจะเป็นถ้ำที่อยู่บนภูเขามีถ้ำฤๅษี ถ้ำฝาโถและถ้ำจีน-จาม แต่ละถ้ำอยู่ไม่ไกลกัน แต่ต้องเดินขึ้นบันไดไต่เขาไปค่อนข้างสูง บริเวณรอบๆก็จะมีฝูงลิงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก


ที่ตั้ง : อุทยานหินเขางู ตำบล เกาะพลับพลา อำเภอเมืองราชบุรี จ.ราชบุรี
ขอบคุณรูปภาพจาก :
เพจ เที่ยวทั่วไทย ไปไหนดี

2 ตลาดน้ำดำเนิน

สะดวกตลาดน้ำที่ได้รับความนิยมในพื้นที่คือตลาดน้ำดำเนินสะดวก ซึ่งเป็นตลาดน้ำที่มีชื่อเสียงและโด่งดังกันอย่างแพร่หลาย นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเดินชมและสัมผัสกับบรรยากาศของตลาดน้ำที่มีสินค้าหลากหลายและอร่อยมากมาย เช่น ขนมไทย ขนมจีน อาหารพื้นเมือง และของที่ระลึก

ตลาดน้ำดำเนินสะดวก

นอกจากนี้ยังมีตลาดขนาดเล็ก 3 แห่ง คือ ต้นเข็ม เฮียกุ่ย และขุนพิทักษ์ โดยต้นเข็มเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในคลองดำเนินสะดวก เฮียกุ่ยตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของคลองและมีร้านขายของที่ระลึกริมคลองเพื่อขายสินค้าให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ส่วนขุนพิทักษ์อยู่ทางใต้ของเฮียกุ่ยประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งเป็นตลาดที่พลุกพล่านน้อยที่สุดและมีขนาดเล็กที่สุด หากคุณเดินทางไปเยือนตลาดน้ำดำเนินสะดวก อย่าลืมสัมผัสกับบรรยากาศของตลาดน้ำที่เต็มไปด้วยความสดชื่น และอาหารท้องถิ่นที่มีมากมาย

เวลาเปิด-ปิด: 07:00-17:00 น.
ราคาค่าเข้าชม: ไม่มีค่าเข้าชม
ขอบคุณภาพจาก baansiriporn.com

3 ถ้ำเขาบิน

ถ้ำเขาบินเป็นถ้ำธรรมชาติที่ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ราชบุรี ซึ่งมีความสวยงามอยู่ทั้งภายในและภายนอกถ้ำ ตั้งอยู่ที่ตำบลหินกอง ในเทือกเขาบิน มีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่เศษ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีความลึกจากปากถ้ำถึงบริเวณลึกสุดประมาณ 300 เมตร ลักษณะหินงอกหินย้อยวิจิตรตระการตา ภายในถ้ำแบ่งออกเป็น 8 คูหา ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยที่สวยงามและหลอดหินย้อยที่เกิดใหม่ได้อย่างชัดเจน

ถ้ำเขาบิน
ภายในถ้ำยังมีบ่อน้ำแร่เล็ก ๆ ที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ด้วย ถ้าคุณกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามและน่าสนใจเพื่อเดินทางมาพักผ่อนอย่างสมบูรณ์ ถ้ำเขาบินเป็นที่แนะนำอย่างยิ่งเวลา เปิด-ปิด: 08:00-16:00 น.

ขอบคุณภาพจาก trueid.net

4  สวนผึ้งเดอะ ซีนเนอรี่ วินเทจ ฟาร์ม (The Scenery Vintage Farm)

ฟาร์มแกะ สวนผึ้ง ที่เป็นทั้ง ที่พัก ร้านอาหารสไตล์ฟาร์มคาวบอย และสวนสนุกขนาดย่อมๆ ที่มีกิจกรรมสนุกๆ ให้ได้ทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นให้อาหารแกะ ขี่ม้า นั่งรถม้า เครื่องเล่นต่างๆ ยิงธนู ประลองความแม่น โชว์ความน่ารักของสุนัขต้อนแกะ และยังมีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปเล่นสไตล์ฟาร์มคาวบอย
The Scenery Vintage Farm สวนผึ้งที่อยู่ : หมู่ 7 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
เปิดให้บริการ : 09.00-17.30 น. โทร : 08-1000-6677
เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/SceneryVintageFarm
ขอบคุณภาพจาก https://www.agilenttours.com

5 CORO Field

เปลี่ยนบรรยากาศเป็นหนุ่มสาวชาวไร่กันบ้าง ตามเราไปเที่ยวกันที่ CORO Field ที่เที่ยวเชิงเกษตร ฟาร์มสไตล์ญี่ปุ่นแห่งแรกในประเทศไทยที่สวนผึ้ง การมาเที่ยวที่นี่เราจะได้เห็นกระบวนการปลูกพืชชนิดต่างๆ แบบไฮเทคโดยใช้นวัตกรรมควบคุมการเพาะปลูกด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เรียกได้ว่าล้ำมากๆ


นอกจากนี้ ยังมีคาเฟ่ให้เราได้อิ่มอร่อยกับผัก ผลไม้สดจากฟาร์ม อีกทั้งยังปลอดสารพิษอีกด้วย แน่นอนว่าในแต่ละฤดูกาล ทางฟาร์มจะมีผัก ผลไม้ที่แตกต่างกันออกไปตลอดทั้งปี ทำให้มาเที่ยวทีไรก็ได้อร่อยไม่ซ้ำกันเลย

  • ที่อยู่ : ตำบลท่าเคย อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
  • เปิดให้เข้าชม : วันจันทร์-อาทิตย์ 09.00-17.00 น. (ปิดวันพุธ)
  • โทร : 08-5592-4954
  • เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/corofieldTH



บทความอื่นที่น่าสนใจ

เลี้ยงกบคอนโด สร้างรายได้เสริม ประหยัดพื้นที่ดูแลง่าย

เลี้ยงกบคอนโด สร้างรายได้เสริม ประหยัดพื้นที่ดูแลง่าย

เลี้ยงกบคอนโด

เลี้ยงกบคอนโด


เลี้ยงกบคอนโด นั้นเป็นอีกหนึ่งรูปแบบในการเลี้ยงกบเพื่อบริโภคหรือจำหน่าย และเป็นที่สนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากกบเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ลงทุนน้อยดูแลง่าย และราคาจำหน่ายคุ้มค่ากับการลงทุน การเลี้ยงกบคอนโด หรือเรียกอีกอย่าว่า การเลี้ยงกบในล้อรถยนต์เก่า (กบคอนโด) เป็นการนำเอายางรถยนต์เก่ามาวางเรียงซ้อนกันประมาณ 3 ชั้น แล้วใส่น้ำด้านในล้อเล็กน้อย เพื่อที่กบจะได้เข้าไปอาศัยทำให้ประหยัดเนื้อที่และงบประมาณมากกว่าการสร้างบ่อซีเมนต์



วัสดุอุปกรณ์ในการเลี้ยงกบคอนโด

  • ยางรถ (ขนาดของยางรถต่อจำนวนกบที่เลี้ยง รถแทรกเตอร์ เลี้ยงได้ 100 ตัว,ขนาด รถ 10 ล้อ เลี้ยงได้ 50 ตัว,ขนาด 6 ล้อ เลี้ยงได้ 30 ตัว,ขนาด 4 ล้อเลี้ยงได้ 20 ตัว)
  • ทรายหยาบ
  • ตะแกรง  ตะแกรงขนาดที่สามารถปิดด้านบนยางรถได้ เพื่อป้องกันกบกระโดดออก
  • ปูนขาว
  • พันธุ์กบ ควรเลือกกบนาเพราะเจริญเติบโตเร็ว และเป็นที่นิยมของผู้บริโภค
  • อาหารปลาดุก และ ถาดวางอาหาร

ขั้นตอนการเตรียมบ่อ

  • จัดเตรียมพื้นที่ในการวางยางรถเก่า ควรเป็นพื้นที่ราบเสมอ มีแสงแดดส่องรำไร เมื่อได้พื้นที่แล้วให้เกษตรกรทำการปรับพื้นที่ โดยการนำทรายหยาบถมหนาประมาณ 3 นิ้ว
  • เมื่อเตรียมพื้นที่เสร็จเรียบร้อยให้นำยางรถจำนวน 3 เส้น วางซ้อนกันขึ้นไปเป็นคอนโด ใส่น้ำด้านในยางรถชั้นที่ 1 และ 2 และควรถ่ายน้ำทุก 3 วัน
  • ปล่อยกบลงในยางรถ อัตราการปล่อยขึ้นอยู่กับขนาดยางรถยนต์ (ต่อ 3 เส้น) ยางรถแทรกเตอร์ : 100 ตัว ยางรถสิบล้อ : 50 ตัว ยางรถหกล้อ : 30 ตัว ยางรถสี่ล้อ : 20 ตัว
  • นำตะแกรงมาปิดด้านบนคอนโด เพื่อป้องกันกบกระโดดออก
  • การให้อาหารกบ ควรให้วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น อาหารที่ให้ ได้แก่ ปลาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆปูนา (ที่เด็ดขาเด็ดก้ามแล้ว) หอยโข่ง (ทุบเปลือกออกให้เฉพาะเนื้อใน) อาหารเม็ดสำเร็จรูปที่ใช้เลี้ยงปลาดุกโดยวางภาชนะใส่อาหารไว้ในถาดด้านล่างคอนโด

ข้อควรระวัง

  • การปล่อยกบเพื่อเลี้ยง จำเป็นต้องคอยคัดขนาดของกบให้มีขนาดเท่า ๆ กัน เนื่องจากกบขนาดใหญ่จะรังแกและกัดกินกบเล็ก
  • แนะนำให้ปล่อยในช่วงเช้าตรู่ หรือช่วงเย็นเนื่องจากอากาศไม่ร้อนเกินไป
  • ปริมาณของอาหารที่ให้ เกษตรกรควรสังเกตการกินของกบ โดยปกติกบจะกินอาหารหมดภายใน 20 นาที หากนานกว่านั้นแปลว่าให้อาหาร ในปริมาณที่มากเกินความต้องการ และให้ในภาชนะที่จัดเตรียมไว้ในกระชัง ไม่โยนให้ทั่วกระชัง เนื่องจากจะทำให้กระชังสกปรก และควรทำความสะอาดภาชนะทุกครั้ง
  • ใช้ไฟส่องล่อแมลง เพื่อให้เป็นอาหารเสริมของกบ
  • หมั่นสังเกตสภาพของกบที่เลี้ยง หากกบมีแผลท้องบวม เบื่ออาหาร ควรจับแยกออกมาเลี้ยง เพื่อสังเกตอาการ และรักษาตามอาการ

การใช้ประโยชน์

ภายหลังจากการลงลูกพันธุ์กบนา เกษตรกรใช้ระยะเวลาในการเลี้ยง 3-4 เดือน จะได้กบที่มีขนาดประมาณ 200-250 กรัม/ตัวซึ่งเป็นขนาดที่สามารถจับขายได้ ถือเป็นการสร้างรายได้เสริม และเพิ่มอาชีพให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง

ระยะเวลาการเลี้ยงกบ

จะอยู่ที่ประมาณ 60 วันหรือมากน้อยขึ้นอยู่กับการดูแลของเกษตรเอง โดยทั่วไปแล้วการเลี้ยงกบจะใช้เวลา 2 เดือนเท่านั้น

ข้อดีและข้อเสียของการเลี้ยงกบคอนโด

ข้อดี
  • เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่จำกัดได้ดี และดีกว่าการเลี้ยงแบบใส่ขวดพลาสติก
  • ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูน
  • ให้อาหารกบได้ง่ายและทั่วถึง ไม่เปลืองอาหาร
  • ควบคุมโรคได้ง่าย ถ่ายน้ำสะดวก และใช้น้ำน้อยกว่า
  • เหมาะกับผู้เริ่มทดลองเลี้ยงเพื่อศึกษา ไม่หวังผลกำไร
ข้อเสีย
  • ยากต่อการสังเกตและดูแล หากเลี้ยงในปริมาณมากๆ
  • ไม่เหมาะกับการเลี้ยงจริงจังเชิงพาณิชย์ ที่ต้องมีปริมาณผลผลิตต่อเดือนสูง

ต้นทุนในการผลิตและผลตอบแทน/1 คอนโด (ประมาณการ)

การเลี้ยงกบ 1 คอนโด จำนวน 100 ตัว จะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 800 บาท และถ้าเกษตรกรมีการเลี้ยงดูที่ถูกต้องจะสามารถผลิตกบนาใน 1 คอนโด ได้น้ำหนักกบ 25 กิโลกรัมขายสู่ตลาดเฉลี่ยกิโลกรัมละ 60 บาท จะมีรายได้จากการเลี้ยงกบประมาณ 1,500 บาท ต่อ 1 คอนโด แสดงให้เห็นว่า เลี้ยงกบ 1 คอนโด มีกำไร 700 บาท




บทความอื่นที่น่าสนใจ

เขาสันหนอกวัว ความท้าทาย ที่นักผจญภัยต้องลอง จังหวัดกาญจนบุรี

พาเที่ยว! เขาสันหนอกวัว ความท้าทาย ที่นักผจญภัยต้องลอง จังหวัดกาญจนบุรี

เขาสันหนอกวัว

เขาสันหนอกวัว






เขาเขียว-เขาใหญ่ เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในอุทยานแห่งชาติเขาแหลม อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือของที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลม พิกัด UTM WGS1984 ที่ 463520E 1668531N สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,767 เมตร อยู่ในแนวเทือกเขาตะนาวศรี ป่ฝั่งตะวันตกของพื้นที่อุทยานฯ มีส่วนที่ติดต่อกับพื้นที่ป่าในเขตทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก จึงมีความเป็นธรรมชาติค่อนข้างสมบูรณ์สภาพป่ามีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น และยังคงมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ คำว่า “สันหนอกวัว” มาจากลักษณะของยอดเขาที่นูนออกมา รูปร่างคล้ายกับส่วนที่เป็นสันนูนบนหลังของวัว ที่เรียกว่า”โหนก” หรือ “หนอก” อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี สามารถมองเห็นทัศนียภาพความงามของผืนป่าตะวันตก อ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณและเกาะแก่งต่างๆ รวมทั้งยังสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยงาม ชมทะเลหมอกในตอนเช้า

เขาสันหนอกวัว

สิ่งดึงดูดอีกอย่างสำหรับนักท่องเที่ยว คือการได้มาชมความงามของดอกเอนอ้า เอื้องเงินหลวงและดอกกุหลาบพันปี ที่ขึ้นบนยอดเขา ซึ่งจะออกดอกบานสะพรั่ง ประมาณช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เดือนมีนาคม ของทุกปี เป็นต้น ทั้งนี้ยังสามารถประกอบกิจกรรมส่องสัตว์ ดูนก ได้อีกด้วย

เขาสันหนอกวัว

สันหนอกวัว สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ 150 คน/วัน การเดินทางไปยังสันหนอกวัว ใช้การเดินเท้าขึ้นไปบนยอดเขา โดยมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ นำทางไปเท่านั้น ระยะทางจากจุดเริ่มเดินเท้าไปยังจุดพักแรมประมาณ 9 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 6-7 ชั่วโมง ไม่สามารถเดินทางไปกลับได้ภายในวันเดียวจะต้องพักค้างแรม กางเต็นท์นอนบนเขา ตลอดเส้นทางเดิน จะพบสังคมพืชป่าเบญจพรรณและป่าดิบเขาบรรยากาศโดยรอบ ร่มรื่น อากาศชุ่มชื่น เย็นสบาย โดยจะเปิดให้ชมความงามของผืนป่าตะวันตกช่วง เดือนพฤศจิกายน – เดือนกุมภาพันธ์ ของทุก

นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ได้จัดอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นและจัดทำห้องสุขาชั่วคราวเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวบริเวณจุดพักแรมอีกด้วย

ขอบคุณภาพสวยๆจาก Micky momo
ติดตามเรื่องราวอื่นๆของเราเพิ่มเติมได้ที่
FAN PAGE | https://www.facebook.com/poorunway




บทความอื่นที่น่าสนใจ

พาเที่ยว! หินสามวาฬ หินยักษ์รูปวาฬที่เที่ยวสุดอันซีน จังหวัดบึงกาฬ

พาเที่ยว! หินสามวาฬ หินยักษ์รูปวาฬที่เที่ยวสุดอันซีน จังหวัดบึงกาฬ

หินสามวาฬ

หินสามวาฬ




หินสามวาฬ เป็นอีกหนึ่งจุดสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจใน จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นเขตพื้นที่อนุรักษ์เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงดิบกะลา ป่าภูสิงห์ และป่าดงสีชมพู เต็มไปด้วยก้อนหินรูปทรงต่าง ๆ มากมาย ทั้งเล็กและฬหญ่ สวยงามแปลกตา อีกทั้งยังมีถ้ำกระจายอยู่ทั่วทั้งทุกพื้นที่ ซึ่งบทความนี้เราจะพามาชม ความสวยงามของ หินสามวาฬ ที่มีลักษณะเป็นหินขนาดใหญ่ติดหน้าผาสูง เป็นจุดชมวิวนี้เป็นก้อนหินขนาดใหญ่ 3 ก้อน ซึ่งมีรูปร่างคล้ายปลาวาฬเรียงกันยื่นออกไปสู่หน้าผา หากมองในมุมสูงจะเหมือนกลุ่มวาฬที่มีพ่อ แม่ ลูก จึงเรียกกันว่า หินสามวาฬ ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยงามโดดเด่นของภูสิงห์ สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า

หินสามวาฬ

หินสามวาฬ

การเดินทางเราสามารถมาจอดรถแล้วลงทะเบียนขึ้นได้เลย ไม่ต้องจองล่วงหน้า ค่าชมคนละ 20 บาท ใช้รถเจ้าหน้าที่พาขึ้นคันละ 500 บาท นั่งได้ไม่เกิน 10 คน(ไม่สามารถขับรถขึ้นเองได้) เจ้าหน้าที่มีบริการบินโดรนถ่ายรูป สามารถเลือกแพ็กเกจได้ราคาเริ่มต้นที่ 700 บาท ใครบินเองเตียมเอกสารให้ครบ ค่าบำรุง 50 บาท

ข้อมูล หินสามวาฬ บึงกาฬ

  • ที่อยู่ : บ้านนนไทรทอง ตำบลโคกก่อง อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ
  • พิกัด : https://goo.gl/maps/Z3XXMjuXUZ9b61an7
  • เปิดให้เข้าชม : 05.30-17.00 น.

ขอบคุณที่มารูปภาพสวยๆ : แพลนทริปเที่ยว : Travel Trip




บทความอื่นที่น่าสนใจ