พาเที่ยว! ภูทอก เชียงคาน จุดชมวิว 360 องศา ทะเลหมอกสุดอลังการ

พาเที่ยว! ภูทอก เชียงคาน จุดชมวิว 360 องศา ทะเลหมอกสุดอลังการ ที่ต้องไปสักครั้งในชีวิต

ภูทอก เชียงคาน

บางครั้งความสุขของการเดินทาง อาจไม่ได้อยู่ที่ปลายทางอันหรูหรา แต่อยู่ที่ช่วงเวลาสั้น ๆ ยามเช้าตรู่ ขณะที่แสงแรกของวันค่อย ๆ สาดส่องผ่านผืนหมอกสีขาวนวลที่ลอยปกคลุมเหนือขุนเขาและลำน้ำโขง หากคุณกำลังมองหาสถานที่ที่ทำให้หัวใจได้พักจากความวุ่นวาย และได้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติอย่างแท้จริง “ภูทอก” อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย คือจุดหมายที่ไม่ควรพลาด

ที่นี่เป็นจุดชมวิวชื่อดังที่นักท่องเที่ยวต่างยกให้เป็นหนึ่งในสถานที่ชมทะเลหมอกที่สวยที่สุดของภาคอีสาน ด้วยทัศนียภาพแบบ 360 องศา ที่สามารถมองเห็นทั้งแม่น้ำโขง เมืองเชียงคาน และทิวเขาสลับซับซ้อนสุดสายตา โดยเฉพาะในช่วงเช้าตรู่ที่ทะเลหมอกปกคลุมทั่วหุบเขา กลายเป็นภาพสวยราวกับดินแดนในฝัน จนทำให้ใครหลายคนยอมตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อมาสัมผัสด้วยตาตัวเองสักครั้ง

ภูทอก เชียงคาน

ภูทอก เป็นภูเขาขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ใช้เวลาเดินทางจากถนนคนเดินเชียงคานเพียงประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น ปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้เป็นจุดชมวิวและจุดชมทะเลหมอกยอดนิยมของจังหวัด

ความโดดเด่นของภูทอกคือสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้รอบทิศทาง ทั้งแม่น้ำโขงที่กั้นพรมแดนไทย-ลาว บ้านเรือนของชาวเชียงคาน และแนวภูเขาสูงต่ำที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา

การเดินทาง

การเดินทางมาภูทอกไม่อนุญาตให้นำรถส่วนตัวขึ้นไปยังจุดชมวิว เนื่องจากมีปริมาณพื้นที่จอดรถค่อนข้างจำกัด นักท่องเที่ยวสามารถนำรถส่วนตัวมาจอดไว้ที่ลานจอดรถภูทอก เสียค่าบริการจอดรถคันละ 20 บาท จากนั้นใช้บริการรถท้องถิ่นขึ้นไปยังจุดชมวิว ค่าบริการไปกลับคนละ 25 บาท ใช้เวลาเดินทาง 15 นาที

เริ่มต้นขึ้นภูทอกได้ตั้งแต่เวลาตี 5 เป็นต้นไป พระอาทิตย์จะขึ้นประมาณ 6 โมงครึ่ง มาถึงลานจอดรถซัก 6 โมง กำลังดี แต่ถ้าช่วงฤดูหนาวในวันเสาร์ อาทิตย์ นักท่องเที่ยวเยอะให้มาถึงก่อนเวลาหน่อย เพราะคิวขึ้นรถยาวมาก

ทะเลหมอก

การเดินทาง จากตัวอำเภอเมืองเชียงคาน ใช้ทางหลวงหมายเลข 211 ไปทาง อ.ปากชม เมื่อผ่านทางแยกเข้าแก่งคุดคู้ไปไม่ไกล จะพบทางแยกขวามือ ปากทางมีป้ายสถานีโทรคมนาคม เชียงคาน ตรงเข้าไปประมาณ​ 5 กิโลเมตร ก็จะถึงตีนภูทอก จุดจอดรถ จากนั้นนั่งรถบริการขึ้นไป รวมระยะทางประมาณ 7.5 กิโลเมตร

ที่ตั้ง ภูทอก อ.เชียงคาน จ.เลย
GPS 17.869296, 101.682067

ภูทอก

หากมีสถานที่สักแห่งที่สามารถทำให้คุณหลงรักเชียงคานได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่มองเห็นภูทอกคงเป็นหนึ่งในนั้น ด้วยภาพทะเลหมอกสุดอลังการ วิว 360 องศาที่เปิดกว้างสุดสายตา และแสงอาทิตย์ยามเช้าที่แต่งแต้มท้องฟ้าให้สวยงามเกินคำบรรยาย ทำให้ภูทอกกลายเป็นจุดหมายในฝันของนักเดินทางหลายคน ไม่ว่าคุณจะเป็นสายถ่ายภาพ สายธรรมชาติ หรือเพียงแค่อยากหาสถานที่พักใจสักครั้ง ภูทอกคือจุดหมายที่ควรหาโอกาสไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ประเพณีบุญบั้งไฟ ประเพณีแห่งศรัทธา และความสามัคคีแห่งอีสาน

ประเพณีบุญบั้งไฟ ประเพณีแห่งศรัทธา และความสามัคคีแห่งอีสาน

ประเพณีบุญบั้งไฟ

ประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีหนึ่งภาคอีสานของไทยรวมไปถึงลาว โดยมีตำนานมาจากนิทานพื้นบ้านของภาคอีสานเรื่องพระยาคันคากเรื่องผาแดงนางไอ่ ซึ่งในนิทานพื้นบ้านดังกล่าวถึง การที่ชาวบ้านได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชา พระยาแถน หรือเทพวัสสกาลเทพบุตร ซึ่งชาวบ้านมีความเชื่อว่า พระยาแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาลและมีความชื่นชอบไฟเป็นอย่างมากหากหมู่บ้านใดไม่จัดทำการจัดงานบุญบั้งไฟบูชา ฝนก็จะไม่ตกถูกต้องตามฤดูกาล อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้านได้

งานประเพณีบุญบั้งไฟ เทศบาลตำบลตลิ่งชัน ร่วมกับหมู่บ้าน ที่มีชาวอีสานอพยพ เข้ามาอาศัยทำมาหากิน โดยมีขึ้นในเดือนพฤาภาคมของทุกปี ณ หมู่ที่ 4 บ้านด่านลานหอย หมู่ที่ 6 บ้านหนองเตาปูน และหมู่ที่ 9 บ้านลานกระบือใต้ ตำบลตลิ่งชัน โดยเป็นมติของหมู่บ้านที่จะจัดในหมู่ใหน โดยมีความเชื่อว่า เมื่อจัดงานนี้แล้ว เทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จะดลบันดาลให้มีฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ กิจกรรมที่สำคัญในงานประกอบด้วย

  • วันแรก จะมีการจัดขบวนแห่บั้งไฟตกแต่ง ไปตามถนนภายในเขตเทศบาล การประกวดธิดาบั้งไฟโก้ การจัดงานเลี้ยงพาข้าวแลง และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง
  • วันที่สอง มีการแข่งขันการจุดบั้งไฟ

พิธีกรรม งานประเพณีบุญบั้งไฟ

        บั้งไฟแต่ละอันที่มาเข้าขบวนแห่ จะถูกตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม ด้วยลวดลายไทยสีทอง ว่ากันว่า ศิลปะการตกแต่งบั้งไฟนี้ นายช่างจะต้องสับและตัดลวดลายต่างๆ นี้ไว้เป็นเวลาแรมเดือน แล้วจึงนำมาทากาวติดกับลูกบั้งไฟ ส่วนหัวบั้งไฟนั้น จะทำเป็นรูปต่างๆ ส่วนมากนิยมทำเป็นรูปหัวพญานาคอ้าปากแลบลิ้น พ่นน้ำได้ บ้างก็ทำเป็นรูปอื่นๆ แต่ก็มีความหมายเข้ากับตำนานในการขอฝนทั้งสิ้น ตัวบั้งไฟจะนำไปตั้งบนฐาน ใช้รถหรือเกวียนเป็นพาหนะนำมาเดินแห่ตามประเพณี

        ประเพณีบุญบั้งไฟตามตำนานเล่าว่า เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าถือชาติกำเนิดเป็นพญาคางคก ได้อาศัยอยู่ใต้ร่มโพธิ์ใหญ่ในเมืองพันทุมวดี ด้วยเหตุใดไม่แจ้ง พญาแถนเทพเจ้าแห่งฝนโกรธเคืองโลกมนุษย์มาก จึงแกล้งไม่ให้ฝนตกนานถึง 7 เดือน ทำให้เกิดความลำบากยากแค้นอย่างแสนสาหัสแก่มวลมนุษย์ สัตว์และพืช จนกระทั่งพากันล้มตายเป็นจำนวนมาก พวกที่แข็งแรงก็รอดตายและได้พากันมารวมกลุ่มใต้ต้นโพธิ์ใหญ่กับพญาคางคก สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงได้หารือกันเพื่อจะหาวิธีการปราบพญาแถน ที่ประชุมได้ตกลงกันให้พญานาคียกทัพไปรบกับพญาแถน แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ จากนั้นจึงให้พญาต่อแตนยกทัพไปปราบแต่ก็ต้องพ่ายแพ้อีกเช่นกัน ทำให้พวกสรรพสัตว์ทั้งหลายเกิดความท้อถอย หมดกำลังใจและสิ้นหวัง ได้แต่รอวันตายในที่สุด พญาคางคกจึงขออาสาที่จะไปรบกับพญาแถน จึงได้วางแผนในการรบโดยปลวกทั้งหลายก่อจอมปลวกขึ้นไปจนถึงเมืองพญาแถน เพื่อเป็นเส้นทางให้บรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายได้เดินทางไปสู่เมืองพญาแถน ซึ่งมีมอด แมลงป่อง ตะขาบ สำหรับมอดได้รับหน้าที่ให้ทำการกัดเจาะด้ามอาวุธที่ทำด้วยไม้ทุกชนิด ส่วนแมลงป่องและตะขาบให้ซ่อนตัวอยู่ตามกองฟืนที่ใช้หุงต้มอาหาร และอยู่ตามเสื้อผ้าของไพร่พลพญาแถนทำหน้าที่กัดต่อย หลังจากวางแผนเรียบร้อย กองทัพพญาคางคกก็เดินทางเพื่อปฏิบัติหน้าที่การรบ มอดทำหน้าที่กัดเจาะด้ามอาวุธ แมลงป่องและตะขาบกัดต่อยไพร่พลของพญาแถนจนเจ็บปวด ร้องระงมจนกองทัพระส่ำระสาย ในที่สุดพญาแถนจึงได้ยอมแพ้และตกลงทำสัญญาสงบศึกกับพญาคางคก ดังนี้

  • ถ้ามวลมนุษย์จุดบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าเมื่อใด ให้พญาแถนสั่งให้ฝนตกในโลกมนุษย์
  • ถ้าได้ยินเสียงกบ เขียดร้อง ให้รับรู้ว่าฝนได้ตกลงมาแล้ว
  • ถ้าได้ยินเสียงสนู (เสียงธนูหวายของว่าว) หรือเสียงโหวด ให้ฝนหยุดตกเพราะจะเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าว หลังจากที่ได้สัญญากันแล้ว พญาแถนจึงได้ถูกปล่อยตัวไปและได้ปฏิบัติตามสัญญามาจนบัดนี้

บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์ร่วมสมัย โทนสีครีมละมุน เรียบง่ายแต่ดูดีทุกมุม

บ้านสไตล์ร่วมสมัย โทนสีครีมละมุน เรียบง่ายแต่ดูดีทุกมุม

บ้านสไตล์ร่วมสมัย

ในยุคที่การสร้างบ้านไม่ได้เน้นเพียงแค่ความสวยงาม แต่ยังต้องตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง “บ้านสไตล์ร่วมสมัย” จึงกลายเป็นอีกหนึ่งแบบบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะผสมผสานความทันสมัยเข้ากับความเรียบง่ายได้อย่างลงตัว เหมาะทั้งสำหรับครอบครัวขนาดเล็ก ไปจนถึงคนที่อยากมีบ้านพักอาศัยท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบต่างจังหวัด

สำหรับบ้านหลังนี้ มีขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องเก็บของ 1 โรงจอดรถ+เฉลียงข้างบ้าน ห้องโถง+ครัวในตัว พื้นที่ใช้สอยไม่รวมชายคา 112 ตรม. โดดเด่นด้วยโทนสีครีมละมุน ตัดด้วยขอบสีแดงเข้ม ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายตา ดูเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ในทุกมุม มาพร้อมหลังคาทรงจั่วที่ช่วยระบายอากาศได้ดี และยังมีพื้นที่ใช้สอยรอบบ้านกว้างขวาง เหมาะกับการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย อยู่สบาย และใกล้ชิดธรรมชาติอย่างแท้จริง

ที่มา : สมหวังสร้างบ้าน รับสร้างบ้านเชียงรายพะเยา

บ้านสไตล์ร่วมสมัย

บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียวสไตล์ร่วมสมัย ออกแบบเน้นความเรียบง่าย แต่แฝงด้วยความทันสมัยอย่างลงตัว ตัวบ้านเลือกใช้โทนสีครีมอ่อน ช่วยให้บ้านดูสว่าง สบายตา และเข้ากับบรรยากาศโดยรอบได้ดี ตัดด้วยขอบฐานบ้านและเชิงชายสีแดงเข้ม เพิ่มมิติให้ตัวบ้านดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

หลังคาทรงจั่วมุงกระเบื้องสีเข้ม ช่วยเพิ่มความหรูหราให้บ้าน อีกทั้งยังเหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย เพราะช่วยระบายความร้อนได้ดี ทำให้ภายในบ้านเย็นสบายตลอดวัน

บ้านสไตล์ร่วมสมัย

บ้านสไตล์ร่วมสมัย

บริเวณด้านหน้าบ้านออกแบบให้มีประตูทางเข้ากระจกบานใหญ่ ช่วยเปิดรับแสงธรรมชาติและเพิ่มความโปร่งโล่งให้ตัวบ้าน ส่วนหน้าต่างรอบบ้านติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม ช่วยให้อากาศถ่ายเทสะดวก ลดความอับชื้นภายในบ้านได้เป็นอย่างดี

อีกหนึ่งจุดเด่นคือพื้นที่ด้านข้างบ้านที่ต่อเติมหลังคาเป็นลานอเนกประสงค์และโรงจอดรถ สามารถใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นจอดรถ นั่งพักผ่อน หรือจัดกิจกรรมภายในครอบครัวก็สะดวกสบาย นอกจากนี้พื้นที่รอบบ้านยังกว้างขวาง เหมาะสำหรับจัดสวน ปลูกต้นไม้ หรือทำมุมพักผ่อนในอนาคตได้อีกด้วย

ห้องโถงภายในบ้านตกแต่งในสไตล์ร่วมสมัย เรียบง่ายแต่ดูทันสมัย โดดเด่นด้วยผนังปูนลอฟท์โทนสีเทาเข้มที่ช่วยเพิ่มความเท่และมีเอกลักษณ์ให้กับตัวบ้าน ตัดกับพื้นลายไม้โทนอ่อนที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายตา ทำให้บรรยากาศภายในดูโปร่งโล่งและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

พื้นที่ห้องโถงถูกออกแบบให้กว้างขวาง สามารถจัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นมุมรับแขก มุมพักผ่อน หรือพื้นที่ทำกิจกรรมภายในครอบครัว อีกทั้งยังมีประตูบานกระจกและหน้าต่างขนาดพอเหมาะ ช่วยเปิดรับแสงธรรมชาติและระบายอากาศได้ดี ทำให้ภายในบ้านดูสว่างและเย็นสบายตลอดวัน

ห้องครัวบ้านสไตล์ร่วมสมัย

ห้องครัวออกแบบในสไตล์ร่วมสมัย ดูเรียบหรูและใช้งานได้จริง โดดเด่นด้วยชุดเคาน์เตอร์ครัวสีขาวตัดกับท็อปลายหินสีเข้ม ช่วยเพิ่มความทันสมัยและดูสะอาดตา พื้นลายไม้โทนอุ่นช่วยให้บรรยากาศภายในครัวดูอบอุ่นและน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีหน้าต่างขนาดใหญ่ช่วยเปิดรับแสงธรรมชาติและระบายอากาศได้ดี ทำให้ห้องครัวโปร่งโล่ง ไม่อับชื้น เหมาะทั้งสำหรับทำอาหารและใช้เป็นมุมใช้งานภายในบ้านได้อย่างลงตัว

หากใครกำลังมองหาแบบบ้านที่ทั้งสวย เรียบง่าย และใช้งานได้จริง บ้านสไตล์ร่วมสมัยโทนสีครีมหลังนี้ถือเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่น่าสนใจมาก ด้วยดีไซน์ที่ดูอบอุ่นทันสมัย พร้อมพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง และบรรยากาศโปร่งสบาย จึงเหมาะทั้งสำหรับสร้างเป็นบ้านพักอาศัย บ้านสวน หรือบ้านต่างจังหวัดในฝันของหลายคน

แม้จะไม่ได้ตกแต่งหวือหวา แต่ความเรียบง่ายนี่เองที่ทำให้บ้านหลังนี้ดูน่าอยู่ และสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมได้ตามไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้านในอนาคต ใครที่ชอบบ้านสไตล์อบอุ่น ดูดีทุกมุม บ้านหลังนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจดี ๆ สำหรับการสร้างบ้านในฝันของคุณก็ได้


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เสน่ห์อาหารเหนือ มาทำความรู้จัก “ขนมจีนน้ำเงี้ยว” พร้อมวิธีทำ

เสน่ห์อาหารเหนือ มาทำความรู้จัก “ขนมจีนน้ำเงี้ยว” พร้อมวิธีทำ

ขนมจีนน้ำเงี้ยว

เสน่ห์ของอาหารเหนือไม่ได้มีเพียงแค่รสชาติที่กลมกล่อมเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยเรื่องราวทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น “ขนมจีนน้ำเงี้ยว” คือหนึ่งในเมนูเอกลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นล้านนาได้อย่างชัดเจน ด้วยน้ำซุปสีแดงเข้มจากพริกแห้งและมะเขือเทศ ผสานกลิ่นหอมเฉพาะตัวของเครื่องเทศและส่วนผสมพื้นบ้าน ทำให้เกิดรสชาติที่ทั้งเข้มข้น เปรี้ยว เค็ม และเผ็ดอย่างลงตัว

ไม่เพียงแค่ความอร่อย ขนมจีนน้ำเงี้ยวยังเป็นอาหารที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวเหนือมายาวนาน นิยมรับประทานในงานบุญ งานเลี้ยง และโอกาสพิเศษต่าง ๆ จนกลายเป็นเมนูที่หลายคนหลงรัก และอยากลิ้มลองสักครั้ง

ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับขนมจีนน้ำเงี้ยวให้มากขึ้น ทั้งที่มา เอกลักษณ์ของรสชาติ และวิธีการทำแบบง่าย ๆ ที่คุณสามารถนำไปลองทำเองได้ที่บ้าน

ส่วนผสม

  •  ขนมจีน 1 กิโลกรัม
  • เนื้อหมูบดหยาบ ½ กิโลกรัม
  • ซี่โครงหมู ½ กิโลกรัม
  • เลือดไก่ต้ม 3 ก้อน
  • มะเขือเทศลูกเล็ก ½ กิโลกรัม
  • ดอกงิ้วแห้ง 10 ดอก
  • เต้าเจี้ยว 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช ½ ถ้วยตวง

ส่วนผสมหมูย่าง

  • พริกแห้ง 10 เม็ด
  • รากผักชี 10 ต้น
  • กระเทียม 10 กลีบ
  • หอมหัวแดง 10 ลูก
  • กะปิ 3 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ

เครื่องเคียงขนมจีนน้ำเงี้ยว ได้แก่ กระเทียมเจียว, ต้นหอมผักชีหั่นหยาบ, พริกขี้หนูแห้งทอด, มะนาว,ถั่วงอก, ผักกาดดอง

วิธีการทำ

  • ต้มน้ำพอเดือด ใส่ซี่โครงหมูลงต้มจนนุ่มดี
  • โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด
  • ผัดเครื่องแกงกับน้ำมันจนหอม ใส่เต้าเจี้ยวลงผัด คนให้เข้ากันใส่หมูบด ผัดจนหมูสุก
  • ใส่เครื่องแกงที่ผัดแล้วลงในหม้อน้ำต้มซี่โครงหมู ต้ม่จนเดือด ใส่ดอกงิ้ว ต้มต่อประมาณ 10 นาที ใส่เลือดไก่ที่หั่นแล้ว ตามด้วยมะเขือเทศ ตั้งไฟก่อประมาณ 5 นาที จึงยกลง เวลารับประทาน นำขนมจีนใส่จาน ราดด้วยน้ำเงี้ยว รับประทานกับเครื่องเคียง

ขนมจีนน้ำเงี้ยวไม่ใช่เพียงแค่อาหารจานหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และขั้นตอนการปรุงที่พิถีพิถัน ทำให้เมนูนี้ยังคงครองใจผู้คนจากรุ่นสู่รุ่น

การได้ลองทำขนมจีนน้ำเงี้ยวด้วยตัวเอง ไม่เพียงช่วยให้เราได้ลิ้มรสความอร่อยแบบต้นตำรับ แต่ยังเป็นการเปิดประสบการณ์เรียนรู้วัฒนธรรมอาหารเหนืออย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือคนรักการทำอาหาร เมนูนี้ก็สามารถสร้างความประทับใจได้ไม่ยาก

สุดท้ายนี้ หากมีโอกาส อย่าลืมลองทำและแบ่งปันขนมจีนน้ำเงี้ยวให้คนรอบข้างได้ลิ้มลอง เพราะอาหารที่ดี ไม่ได้มีแค่รสชาติอร่อย แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวและความสุขที่ส่งต่อถึงกันได้ในทุกคำ


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ไส้เดือนแดง ยอดนักรีไซเคิลที่มากด้วยคุณประโยชน์ต่อการเกษตร

ไส้เดือนแดง ยอดนักรีไซเคิลที่มากด้วยคุณประโยชน์ต่อการเกษตร

ไส้เดือนแดง

ไส้เดือนแดง

เนื่องจาก ไส้เดือน มีคุณประโยชน์ต่อการเกษตรอย่างยิ่ง ไส้เดือน เป็นดัชนีวัดความอุดมสมบูรณ์ของดินบริเวณใดมีไส้เดือน ดังที่เราได้ทราบกันแล้วว่ามี ก๊าซชนิดหนึ่งที่หากการปล่อยออกมาในปริมาณมากจะเป็นตัวการ สำคัญที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก และภาวะโลกร้อน คือ ก๊าซมีเทน ก๊าซที่เกิดขึ้นจากขยะ อินทรีย์ที่บูดเน่าทับถมกัน ซึ่งหากนำไปฝั่งกลบก็จะปล่อยก๊าซมีเทน แต่ขยะอินทรีย์ที่ว่ามานี้ คืออาหารชั้นดีและเป็นเมนูสุดโปรดสำหรับไส้เดือนดิน โดยไส้เดือนดินสีแดงหลายสายพันธุ์มีความสามารถในการย่อยอินทรียวัตถุได้อย่างรวดเร็ว โดยไส้เดือนดิน สายพันธุ์ขี้ตาแร่ สามารถย่อยขยะอินทรีย์ได้รวดเร็ว คือ 5-7 วัน ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จึงเป็นที่ต้องการสำหรับแวดวงเกษตรกร รวมถึงผู้ที่ใส่ใจกับปัญหาการจัดการขยะ ด้วยการเลี้ยงไส้เดือนดินสีแดงเหล่านี้เพื่อใช้ย่อยขยะอินทรีย์ให้เป็นปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินและน้ำหมักมูลไส้เดือนดิน ที่อุดมด้วยธาตุอาหารเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของพืช อีกทั้งการปล่อยให้ไส้เดือนดินชอนไชในชั้นดินก็ยังเป็นการช่วยพรวนดิน ให้ดินร่วนซุยเหมาะแก่การเพาะปลูก

นอกจากนี้ ไส้เดือนดิน ยังเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของดิน และเครื่องมือชี้วัดการปนเปื้อนของสารพิษในดินได้อีกด้วยเพราะไส้เดือนดินมีไขมันที่สามารถดูดซับสารเคมีที่ใช้ในการกำจัดศัตรูพืชบางชนิด จึงสามารถนำมันมาวิเคราะห์หาสารปนเปื้อนในดินได้

ประโยชน์ของไส้เดือน

  • ไส้เดือนช่วยพลิกกลับดิน โดยการกินดินแล้วถ่ายมูล
  • ช่วยให้การย่อยสลายสารอินทรีย์ในดิน ซากพืชสัตว์และอินทรียวัตถุต่าง ๆ
  • ส่งเสริมการละลายธาตุอาหารพืชที่อยู่ในรูปอนินทรีย์สารที่พืชใช้ประโยชน์ ไม่ได้ไปอยู่ในรูปที่พืชนำมาใช้ประโยชน์ได้
  • ช่วยในการปรับปรุงโครงสร้างของดิน
  • ใช้เลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ เนื่องจากไส้เดือนมีโปรตีนสูงอาจสามารถใช้เลี้ยงปลา เป็ด, กบ และปลาตู้ได้

ลักษณะของไส้เดือนแดง

ไส้เดือนแดง สายพันธุ์ ลัมบริคัส รูเบลคัส เป็นสายพันธุ์ที่ถูกนำมาให้เป็นการค้า เนื่องจากมีลูกดกลำตัวมีสีแดงไม่มีกลิ่นเหม็น ทนทานต่ออากาศที่หนาวจัดได้ดีมีสีสม่ำเสมอตลอดทั้งตัวมีความยาวช่วงตัว2-5นิ้ว นิยมใช้เป็นเหยื่อตกปลา ย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้รวดเร็ว ชอบอยู่ในที่มีอินทรีย์วัตถุสูงลักษณะของไส้เดือนแดงคล้ายไม้ขีด 2 ก้านต่อกัน เป็นสัตว์ที่มี 2 เพศในตัวเดียวกันแต่เวลาขยายพันธุ์ต้องเกิดจากการผสมพันธุ์โดยไส้เดือน 2 ตัว การติดลูกเริ่มจากการเป็นไข่ ประมาณ 1 สัปดาห์แล้วจะเป็นตัว การผสมพันธุ์ไส้เดือนแต่ละครั้งไข่ประมาณ 3-4 ฟอง ภายใน 1 ฟองให้ลูกตั้งแต่ 20-30 ตัว
การย่อยสลายขยะของไส้เดือนแดง

โดยปกติการย่อยสลายขยะต้องใช้เวลานานหลายวัน แต่เมื่อ นำไส้เดือน ปล่อยลงไปในอัตรา 100 ตัวต่อเศษพืช 50 กิโลกรัม ไส้เดือนตัวหนึ่งใช้เวลาในการกินอาหาร 48- 96 ชั่วโมง แล้วแต่ลักษณะของขยะ

วิธีการเลี้ยงไส้เดือนแดง

  • เตรียมวงบ่อซีเมนต์หรือกระบะวางเรียงกันในที่ที่ค่อนข้างร่มโดยอาจมีหลังคา
  • นำดินร่วนผสมกับมูลสัตว์แห้งผสมกับเศษผัก ใบไม้แห้ง คลุกเคล้าให้เข้ากันใส่น้ำผสมลงไปอีกเล็กน้อย นำไส้เดือนใส่ลงไปแล้วถ้าให้ดีควรใส่เปลือกสับปะรดหรือ เศษข้าวลงไปด้วย ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน ไส้เดือนจะย่อยสลายขยะต่าง ๆ จนหมดกอง พร้อมทั้งทำการขยายพันธุ์

วัสดุอุปกรณ์

1. วงบ่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร
2. มูลสัตว์สด
3. เศษผลไม้หรือพืชผัก
4. ดินที่มีความชื้น

จะเห็นได้ว่า วิธีการเลี้ยงไส้เดือนนั้น ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย ขอเพียงแต่การจัดเตรียมที่ถูกต้อง และมีเวลาให้บ้าง และที่สำคัญคือต้องรู้ว่าเขาต้องการอะุไร แล้ว จะได้รับประโยชน์จาก ไส้เดือนแดง อย่างเต็มที่และประหยัดต้นทุนในการทำปุ๋ยจากไส้เดือน ไปได้อีกมากโขทีเดียว


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เกษตรพอเพียง กับพื้นที่ 1 ไร่ คุณควรปลูกอะไรดี

เกษตรพอเพียงกับพื้นที่ 1 ไร่

เกษตรพอเพียง

ถ้าหากมีพื้นที่ 1 ไร่ คุณควรปลูกอะไรดี

ตัวอย่างของ เกษตรพอเพียง ที่มีชื่อว่า พ่อผาย สร้อยสระกลาง ที่สามารถทำเกษตรประณีตเพียงเนื้อที่แค่ 1 ไร่ และได้ผลดี โดยมีหลักการคือ วิจัยให้รู้ทุกเรื่องที่ทำอยู่ใน 1 ไร่

ผสมผสานกิจกรรมการเกษตรเพื่อเลี้ยงตัวเอง ได้ให้ขั้นตอนของการทำเกษตรประณีต เกษตรพอเพียง 1 ไร่ ต้องกำหนดเป้าหมายโดยไม่เอาเงินเป็นที่ตั้ง เอาความสุขใจเป็นที่ตั้ง เอาความมีเป็นตัววัด มีในสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิต มีการรวมพลังคนในหมู่บ้านและชุมชนเพื่อสร้างอาหารให้พลังแก่ตนเองและคนในแผ่นดิน รู้จักตัวเอง รู้จักสิ่งแวดล้อมเพื่อเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตน ตั้งใจทำมาหากินเพื่อให้มีอยู่มีกิน พึ่งพาตัวเอง (เหมือนอิทธิบาท 4) ประเด็นเรื่องการปรับทัศนคิตและความคิดเกษตรพอเพียง 1 ไร่ ต้องเน้นคนเป็นหลัก (เหมือนผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์) ต้องไม่ล้มเลิกเพราะท้อแท้ (สำคัญมาก)

ต้องปรับจิตใจตัวเองก่อน รู้จักตัวเองและเอาชนะตัวเองให้ได้ ถ้ารักครอบครัว รักตัวเอง ต้องให้ตัวเองและครอบครัวอยู่ดีมีสุข มีสุขภาวะที่ดีต้องประกอบไปด้ย ตัวเราดี มีอาหารดี ความเป็นอยู่ดี คนในครอบครัวมีความรัก ไม่ต้องวิ่งไปหาเงิน ให้เงินวิ่งเข้ามาหาเราเอง สะสมเงินให้รูปแบบของธรรมชาติในพื้นที่ ทำกินทุกอย่าง อุดรูรั่วค่าใช้จ่าย

สิ่งทีคำนึงถึงในการทำเกษตรพอเพียง ต้องมีกิจกรรมต่างๆ ในสวนเกษตรพอเพียง 1 ไร่หมุนเวียนตลอดปี ต้องดูสภาพภูมิศาสตร์, ปริมาณน้ำที่มีและหาได้, รูปแบบการให้น้ำ, ความต้องการของพืช, ระยะเวลาเก็บเกี่ยว, สัตว์ที่เลี้ยง, ระยะเวลาการเลี้ยง, ฯลฯ ต้องรู้ราคาขาย พืช, สัตว์ และเขียนออกมาเป็นตาราง ถ้ารู้รายละเอียดในส่วนต่างๆทั้งหมด ก็สามารถมากำหนดแผนได้ ดังนั้นควรรู้ทุกอย่างในพื้นที่ีของเรา รวมถึงปัญหาด้วย


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ลุงไกร เกษตรศิลปิน ปราชญ์ชาวบ้านแห่งวังน้ำเขียว

ลุงไกร เกษตรศิลปิน ปราชญ์ชาวบ้านแห่งวังน้ำเขียว

ลุงไกร เกษตรศิลปิน

ลุงไกร เกษตรศิลปิน ปราชญ์แห่งวังน้ำเขียวคือใคร

สำหรับผู้ที่อยู่ในวงการของเรื่องการปลูกผักหรือการเกษตรมานาน โดยเฉพาะเรื่องผักปลอดสารพิษแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นหูกับชื่อ ลุงไกร เกษตรศิลปิน ปราชญ์ชาวบ้านแห่งวังน้ำเขียว ไม่มากก็น้อย ด้วยความโด่ดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ของเกษตรกรมากความรู้และเป็นเกษตรกรผู้อยู่เบื้องหลังผักปลอดสารพิษที่ออกสู่ตลาดมากมายหลายชนิด

บทความนี้เราจะพาทุกท่านมาดทำความรู้จักกับ ลุงไกร ปราชญ์ชาวบ้านแห่งวังน้ำเขียว ที่ฟันฝ่าอุปสรรคนานาประการจากในยุคหนึ่งที่ผักปลอดสารพิษมีราคาแพงและจับต้องได้ยาก สู่การเป็นนักเกษตรที่ทำให้ผักปลอดสารพิษในสวน สามารถเข้าถึงผู้คน และทุกคนสามารถจับต้องได้ อีกทั้งยังเป็นวิทยากรให้ความรู้ด้านการปลูกผักมามากมาย

ลุงไกร หรือ นายไกร ชมน้อย เป็นเกษตรกรผู้มีหัวใจศิลปินและได้รับยกย่องให้เป็น ปราชญ์ชาวบ้านแห่งวังน้ำเขียว ท่านเป็นผู้บุกเบิกการทำเกษตรอินทรีย์และปลูกผักเมืองหนาวในพื้นที่จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ

ลุงไกร เกษตรศิลปิน ปราชญ์ชาวบ้านแห่งวังน้ำเขียว

สวนแห่งนี้ตั้งอยู่ในอำเภอวังน้ำเขียวซึ่ง มีที่พักบริการแบบฟาร์มสเตย์และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ห่างออกไปจากตัวอาคารสำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นแปลงผักเมืองหนาวนานาชนิด การปลูกผักจะให้ผลผลิตผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันออกมาจำหน่ายตลอดทั้งปี อีกมุมหนึ่งของสวนเป็นพื้นที่สำหรับเพาะต้นกล้าสำหรับย้ายลงแปลงใหญ่ ทำให้รู้สึกสบายใจกับบรรยากาศที่กำลังซึมซับอย่างบอกไม่ถูก

แนวคิดการปลูกผักของลุงไกร

สำหรับการปลูกผักของลุงไกรนั้น มีแนวคิดที่แตกต่างจากเกษตรกรทั่วไป คือปลูกผักตามที่ตลาดต้องการ หรือให้ตลาดต้องการผักที่ปลูก เดินทางมาหาลุงไกรคือต้องมาซื้อผัก และต้องได้ผักกลับไป จะไม่ปลูกผักตามกระแสที่สำคุญปลอดสารพิษ ด้วยแนวคิดที่ไม่เหมือนใคร จึงทำให้ลุงไกร มีจุดเด่นที่ตลาดหรือลูกค้าต้องวิ่งเข้าหาร แทนที่จะหาตลาดเอง จึงไม่แปลกที่จะประสบผลสำเร็จในการทำเกษตร

เคล็ดลับการปลูกผักของลุงไกร ให้รอดจากแมลงศัตรูพืช

การทำเกษตรอินทรีย์ นั้นวิธีการรับมือกับศัตรูพืช นั้นสำคัณมากโดยเฉพาะ เพลี้ย, หนอน, โรคต่างๆ สำหรับลุงไกร นั้นมีวิธีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ กระจายการปลูกผักออกจากกัน คือจะไม่ปลูกผักชนิดเดียวกันใกล้กันมาก โดยลุงไกรเป็นคนช่างสังเกต จึงปรับวิธีแบ่งโซนปลูกผัก เช่น อาทิตย์หนึ่งทำผัก 10 แปลง โดยจะปลูกให้อยู่ตรงโน้น 5 แปลง ปลูกตรงนั้นอีก 3 แปลง ตรงนี้อีก 2 แปลง แมลงลงก็กินยังไงก็ได้ไม่หมด

ดังนั้น การจัดโซนนิ่งให้ผักจึงเป็นสิ่งสำคัญ การวางผักต้องสร้างความแตกต่าง ถ้าคนบอกว่ายังเลือกกิน แมลงก็เลือกกินเหมือนกันสมแล้วที่ ลุงไกร คือปราชญ์ชาวบ้านด้านผักปลอดสารพิษ แห่งวังน้ำเขียว

การแบ่งปันและสร้างเครือข่าย

ลุงไกรใช้วิธีจ้างชาวบ้านมาทำงานในสวนเพื่อเรียนรู้เทคนิคการปลูกจนเชี่ยวชาญ ก่อนจะสนับสนุนให้คนเหล่านั้นกลับไปทำสวนของตัวเอง เพื่อสร้างชุมชนเกษตรอินทรีย์ที่เข้มแข็ง อีกทั้งยังมุ่งเน้นการขายผลิตผลในสวนโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เพื่อให้เกษตรกรได้รับกำไรเต็มที่และนักท่องเที่ยวได้ผักที่สดใหม่ในราคาที่เป็นธรรม

แนวคิดของลุงไกรพิสูจน์ให้เห็นว่าการทำเกษตรให้สำเร็จไม่ได้อยู่ที่ความรู้ทางวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย ความช่างสังเกต ความรักในอาชีพ และหัวใจที่พอเพียง ครับ

ที่มาแหล่งข้อมูลและรูปภาพ : https://www.kasetorganic.com, https://www.navanurak.in.th, เพจสวนลุงไกร


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เที่ยวระนอง อ่าวเขาควาย เกาะกำตก หาดสวย น้ำใส ฝั่งอันดามัน

เที่ยวระนอง อ่าวเขาควาย เกาะกำตก หาดสวย น้ำใส ฝั่งอันดามัน

อ่าวเขาควาย เกาะกำตก

ถ้าคุณกำลังมองหาทะเลที่ยังคงความเงียบสงบ หาดทรายขาวสะอาด และน้ำทะเลสีฟ้าใสจนแทบมองเห็นพื้นทรายใต้ผิวน้ำได้อย่างชัดเจน ลองปักหมุดมาที่ อ่าวเขาควาย บนเกาะกำตก จังหวัด ระนอง จุดหมายปลายทางเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางทะเลอันดามัน และยังไม่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากนัก จึงยังคงเสน่ห์ของธรรมชาติแบบดิบ ๆ เอาไว้อย่างครบถ้วน

ที่นี่ไม่ได้มีเพียงความสวยของทะเลเท่านั้น แต่ยังมีเอกลักษณ์ของแนวชายหาดที่โค้งเว้าเป็นรูปคล้าย “เขาควาย” จนกลายมาเป็นที่มาของชื่ออ่าวแห่งนี้ ยามน้ำทะเลกระทบหาดทรายขาวละเอียด ตัดกับสีฟ้าใสของท้องทะเล และฉากหลังของป่าธรรมชาติสีเขียวเข้ม ภาพตรงหน้าชวนให้รู้สึกราวกับได้ค้นพบสวรรค์เล็ก ๆ กลางอันดามัน

บทความนี้จะพาคุณออกเดินทางไปทำความรู้จักกับ อ่าวเขาควาย เกาะกำตก พิกัดทะเลสวยแบบ Unseen ของระนอง ที่เหมาะทั้งกับการพักผ่อน เล่นน้ำ เดินชมวิว หรือหลบหนีความวุ่นวายไปใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง รับรองว่าเมื่อได้รู้จักสถานที่แห่งนี้แล้ว คุณอาจอยากเก็บกระเป๋าออกไปสัมผัสความงดงามของทะเลเงียบสงบแห่งนี้ด้วยตัวเองสักครั้ง

อ่าวเขาควาย เกาะกำตก

อ่าวเขาควาย เป็นเวิ้งอ่าวที่อยู่บนเกาะกำตก ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของเกาะกำใหญ่ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง เป็นโค้งอ่าวครึ่งวงกลมคล้ายกับเขาควาย จึงเป็นที่มาของชื่อ อ่าวเขาควาย บริเวณ อ่าวเขาควาย มีชายหาดที่ขาวสะอาด เนื้อทรายเนียนละเอียด ประหนึ่งเดินอยู่บนปุยเมฆ น้ำทะเลโดยรอบก็ยังเป็นสีฟ้า และใส และสามารถลงไปว่ายน้ำ ดำน้ำ ชมปะการังใต้ท้องทะเลได้อีกด้วย

อ่าวเขาควาย เกาะกำตก

ตามแนวชายหาดของอ่าวเขาควาย ก็มีต้นหูกวาง และต้นจิกทะเล ที่คอยให้ร่มเงา สร้างความสบาย และร่มรื่นให้กับหาดแห่งนี้อย่างมาก ที่สำคัญ เงียบสงบมากๆ เพราะ ไม่มีร้านค้า ร้านอาหาร และที่พัก หรือสถานบันเทิงใดๆ ที่นี่จึงเหมาะสำหรับการมาเที่ยวพักผ่อนอย่างแท้จริงๆ

การเดินทางไปเที่ยวอ่าวเขาควาย นักท่องเที่ยวต้องโทรศัพท์จองเรือล่วงหน้า และสามารถมาขึ้นเรือได้บริเวณท่าเรือของที่ทำการอุทยานแห่งชาติแหลมสน บ้านบางเบน ตำบลม่วงกลวง อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง โดยจะมีบริการเรือทั้งของชาวบ้านและบริษัททัวร์ ซึ่งจะเป็นการพาเที่ยวในลักษณะวันเดย์ทริป เพราะบนเกาะกำตกยังไม่มีที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร ไว้ให้บริการ

*** แต่หากท่านจะพักแรมก็สามารถจองบ้านพักบนฝั่งบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติแหลมสนก็ได้นะครับ เพราะมีทั้งบ้าน และสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เลี้ยงกบมือใหม่ เริ่มยังไงดี? สรุปครบในบทความเดียว เข้าใจง่าย

เลี้ยงกบมือใหม่ เริ่มยังไงดี? สรุปครบในบทความเดียว เข้าใจง่าย

เลี้ยงกบมือใหม่

ช่วงนี้หลายคนเริ่มหันมาสนใจการเลี้ยงสัตว์ไว้กินเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร หนึ่งในสัตว์ที่น่าสนใจ เลี้ยงง่าย โตไว และใช้พื้นที่ไม่มาก ก็คือ “กบ” นั่นเอง

หลายคนอาจคิดว่าเลี้ยงกบต้องมีบ่อใหญ่ ต้องลงทุนเยอะ หรือดูแลยาก แต่ความจริงแล้ว มือใหม่ก็เริ่มได้ แค่มีบ่อปูนเล็ก ๆ พื้นที่ว่างข้างบ้าน และความตั้งใจจริง คุณก็สามารถเลี้ยงกบไว้ทำต้มยำ ผัดเผ็ด หรือทอดกระเทียมกินเองได้แล้ว การเลี้ยงกบไม่ได้ยากอย่างที่คิด” และสามารถเริ่มต้นได้ทันทีแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องลงทุนหนัก

ทำไมกบจึงเป็นสัตว์ที่น่าเลี้ยง

กบเป็นสัตว์ที่น่าเลี้ยงด้วยเหตุผลหลายประการดังต่อไปนี้

  • กบเป็นอาหารที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย ทั่วทุกภาคของไทยนิยมบริโภคโปรตีนสูง รสชาติดี ทำอาหารได้หลายรูปแบบ
  • กบธรรมชาติลดปริมาณลงมาก ทำให้ปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องตลาดหรือการจำหน่าย โดยเราสามารถจำหน่ายกบที่โตเต็มที่(ประมาณ 4-6 ตัว ต่อกิโลกรัม) ได้ประมาณกิโลกรัมละ 60-80 บาท) และปัจจุบันประเทศไทยสามารถส่งกบออกไปจำหน่ายต่างประเทศทั้งฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม เป็นต้น ซึ่งจะได้ราคาสูงกว่านี้มาก และในปัจจุบันการเลี้ยงกบส่วนใหญ่ยังอยู่ในมือของผู้เกษตรกรรายย่อย ยังไม่มีผู้ผลิตรายใหญ่เข้ามาผูกขาดการเลี้ยงทำให้ผู้เลี้ยงรายย่อยยังมีอำนาจต่อรองในตลาดพอสมควร เมื่อเปรียบเทียบการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจบางชนิดเช่น สุกร และไก่ และไม่ต้องกังวลเรื่องการนำกบจากต่างประเทศมาตีตลาดยกเว้นกบธรรมชาติจากลาว และเขมร ซึ่งมีปริมาณไม่มากนัก
  • กบช่วยจับแมลงกินเป็นอาหาร จึงช่วยลดปริมาณแมลงศัตรูพืชได้อีกทางหนึ่ง
  • เศษส่วนเหลือจากการชำแหละและแปรรูปสามารถนำไปทำเป็นเครื่องใช้ได้หลายชนิด เช่น รองเท้า กระเป๋า เครื่องดนตรี เครื่องในกบสามารถนำไปทำอาหารสัตว์เลี้ยง หรือปุ๋ยได้
  • สามารถเลี้ยงได้หลากหลายรูปแบบตามความเหมาะสมของเกษตรกรแต่ละราย เป็นได้ทั้งอาชีพหลัก อาชีพรอง อาชีพเสริม หรือเลี้ยงไว้บริโภคในครัวเรือนเพื่อประหยัดรายจ่าย

รูปแบบการเลี้ยงกบ

  • การเลี้ยงกบแบบไม่ครบวงจร
         เป็นการเลี้ยงกบโดยการนำลูกกบที่มีอวัยวะครบสมบูรณ์ (มีขาครบสี่ขาแล้ว) อายุเริ่มจากวันฟักออกจากไข่ประมาณ 1 เดือน ที่ได้จากธรรมชาติหรือจากฟาร์มเลี้ยงกบมาปล่อยลงบ่อเลี้ยง แล้วจัดการเลี้ยงดูไปประมาณ 4-6 เดือนก่อนจะจับขาย รูปแบบนี้เหมาะสำหรับเกษตรกรที่เริ่มต้นเลี้ยงหรือเลี้ยงปริมาณเล็กน้อย เพราะไม่ต้องใช้ต้นทุนสูงมาก คืนทุนเร็ว และไม่ต้องใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์มากนัก เป็นการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ ก่อนที่จะลงทุนในรูปแบบครบวงจรต่อไป
  • การเลี้ยงกบแบบครบวงจร
    เป็นการเพาะพันธุ์กบเลี้ยงเอง โดยการจัดการเลี้ยงดูพ่อแม่พันธุ์ นำมาผสมพันธุ์เพื่อเพาะลูกกบ แล้วนำลูกกบมาเลี้ยงดูเองจนกระทั่งจับขาย เป็นรูปแบบการเลี้ยงที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ใช้ทุนสูงขึ้น ใช้ความชำนาญมากขึ้น เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ผ่านการเลี้ยงในรูปแบบแรกมาแล้ว และมีความมั่นใจว่าจะเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องมีการลงทุนด้านสิ่งก่อสร้างเพิ่มขึ้น หากทำไม่นานแล้วเลิก ก็ไม่คุ้มกับการลงทุนด้านสิ่งก่อสร้าง

กบที่พบในประเทศไทยนั้นมีถึง 34 ชนิด และในต่างประเทศอีกหลายชนิด ซึ่งรวมแล้วไม่น้อยกว่า 100 ชนิด กบบางชนิดมีขนาดที่ใหญ่มาก บางชนิดมีขนาดปานกลาง และบางชนิดก็มีขนาดเล็ก แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ สำหรับผู้ที่สนใจควรเสาะหาพันธุ์เพี่อนำมาเลี้ยงกันหลาย ๆ ชนิด พันธุ์กบที่จะแนะนำต่อไปนี้สามารถเลี้ยงได้ในเมืองไทย ซึ่งมีทั้ง กบพันธุ์พื้นเมือง และกบจากต่างประเทศที่มีคุณสมบัติเหมาะกับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศในบ้านเรา ดังต่อไปนี้

1.กบจาน ( Rana tigerina Daudin)

เป็นกบขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ ตัวที่โตเต็มที่ยาวประมาณ 5 นิ้ว ขนาด ประมาณ 4 ตัวต่อกิโลกรัม ผิวมีสีน้ำตาลปนเขียว อาจจะแตกต่างกันบ้างตามแหล่งที่ อยู่อาศัย ลักษณะโดยทั่วๆ ไปสังเกตได้คือ ขาหน้าสั้นอยู่ระหว่างไหล่กับตา ปุ่มกระดูกเท้าล่างไม่แหลมคม มีสีคล้ำและมีลายพาดสีจาง ๆ ตรงริมฝีปาก ใต้คางอาจมีจุดหรือลายริ้วตรงคอหอย ด้านหลังมีสีเขียวอมน้ำตาล มีจุดสีดำเป็นจำนวนมาก

2.กบนา (Rana rugulosa Wiegmann)

เป็นกบขนาดกลางตัวที่โตเต็มที่ยาวประมาณ 5 นิ้ว ขนาดประมาณ 6 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม ผิวสีน้ำตาลปนดำ อาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยตามแหล่งที่อยู่อาศัย ลักษณะโดยทั่ว ๆ ไปที่สังเกตได้คือ ขาหน้าและขาหลังมีขนาดยาวปานกลาง ส่วนนิ้วมีแผ่นหนัง ระหว่างนิ้วเกือบสุดปลาย ปลายนิ้วไม่มีแผ่นยึดเกาะ ปลายนิ้วเท้ามีปุ่มเล็กน้อย ไม่มีปุ่มที่กระดูก ฝ่าเท้า ด้านหลังมีแถบสีดำขาดเป็นตอน ๆ ประมาณ 10 แถว ขอบในดวงตาแคบกว่าเปลือก ตาบน บริเวณหัวและลำตัวส่วนหลังมีสีน้ำตาล ขามีลายพาดขวาง มีสีน้ำตาลตลอด ใต้คางมีจุดเด่นสีเทา

3.กบภูเขา หรือเขียดแลว (Rana bythii Boulenaer)

เป็นกับพื้นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัวที่โตเต็มที่ขนาดประมาณ 3 กิโลกรัม ขึ้นไป ชาวบ้านเรียกกันอีกชี่อหนึ่งว่า กบคลอง ตามแหล่งอาศัย ลักษณะโดยทั่ว ๆ ไป ที่สังเกตได้คือ ปลายนิ้วโป้งนิ้วขาหน้าแยกออกจากกัน ผิวหนังด้านข้างไม่นูนโป่ง ไม่มีถุงลม ไม่มีแผ่นหนังที่นิ้วขาหน้าอันแรก ซึ่งยาวกว่านิ้วอันที่สอง แก้วหูห่างจากตาเป็นระยะทาง มากกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของตา กบเพศผู้จะมีเขี้ยวออกจากขากรรไกรล่างยืนยาว ส่วนเพศเมียจะสั้นกว่า มีตาโต ในบางท้องที่อาจมีเส้นพาดกลางหลัง จากริมฝีปากถึงส่วนก้น บางแหล่งไม่มี ที่ขามีลายพาดสีน้ำตาลเข้มตลอด ลำตัวมีสีน้ำตาลแดงหรือดำ ใต้คาง ใต้ท้องมีสีขาว-เหลือง ริมฝีปากบนและล่างมีจุดสีดำ พบมากแถบภาคเหนือและภาคใต้

4.กบบูลฟรอค (Rana catesbeiana show)

เป็นกบที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เข้าใจว่าใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา โตเต็มที่มีน้ำหนักมากกว่า 1 กิโลกรัมขึ้นไป ตัวที่โตมีความยาวถึง 8 นิ้ว ลำตัวกว้าง ส่วนหัวสีเขียว ส่วนหลังมีสีน้ำตาลเขียว ส่วนท้องมีสีขาวเหลือง ผิวหนังขรุขระมีปุ่มขนาดเล็กๆ อยู่ที่ส่วนหลัง ไม่มีสันข้างตัวแต่จะมีสันตรงด้านหลังของแก้วหู ที่ขามีจุดสีน้ำตาลประปราย บางท้องที่อาจมีสีคล้ำหรือดำ

เลี้ยงกบมือใหม่

การเลือกสถานที่เลี้ยงกบ

ถึงแม้ว่าเราจะสามารถเลี้ยงกบได้ในแทบทุนสถานที่ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดควรเลือกสถานที่ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

  • ควรอยู่ใกล้บ้านที่พักอาศัย เพื่อความสะดวกในการดูแล และลดปัญหาการลักขโมย
  • ควรอยู่บนพื้นที่ดอนสูงพอที่จะป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก ซึ่งจะทำให้กบหลบหนีออกจากบ่อเลี้ยงได้
  • ควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำสะอาดและมีปริมาณมากเพียงพอ เนื่องจากต้องมีการถ่ายน้ำบ่อเลี้ยงกบบ่อยๆ
  • ควรอยู่ที่ที่มีความสงบเงียบพอสมควร ถ้ามีเสียงดังมากจะทำให้กบตกใจกลัว ไม่ยอมออกจากที่หลบซ่อนเพื่อออกมากินอาหาร อาจทำให้อดอาหารตายได้
  • ในกรณีที่ไม่ได้เพาะพันธุ์ลูกกบเลี้ยงเอง ควรอยู่ใกล้แหล่งเพาะพันธุ์ลูกกบจำหน่าย เพื่อความสะดวกในการจัดหาลูกกบมาเลี้ยง
  • ควรอยู่ใกล้แหล่งที่สามารถหาอาหารเลี้ยงกบได้ง่าย หรือมีสถานที่จำหน่ายอาหารเลี้ยงกบ
  • ควรอยู่สถานที่ที่มีกบในธรรมชาติเหลืออยู่ไม่มากและอยู่ใกล้ชุมชนที่นิยมบริโภคกบโดยไม่เลือกว่าเป็นกบธรรมชาติหรือกบเลี้ยง เพราะโดยธรรมชาติของคนไทยจะนิยมเลือกบริโภคที่มาจากธรรมชาติมากกว่าถ้าเลือกได้
  • ควรอยู่ในสถานที่ที่ประชาชนมีอัธยาศัยไมตรีดี ไม่มีการลักเล็กขโมยน้อย ปลอดภัยจากมิจฉาชีพ ซึ่งจะเป็นปัญหาบั่นทอนจิตใจของผู้เลี้ยงทำให้เกิดความท้อแท้ได้

รูปแบบของบ่อและการสร้างบ่อ

เราสามารถเลี้ยงกบได้ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ ซึ่งมีวิธีการทำและข้อดีข้อเสียต่างกันดังต่อไปนี้

1. บ่อดิน

นิยมใช้แต่เดิมมา ขนาดของบ่อตามความเหมาะสม โดยสร้างผนังบ่อสูงประมาณ 1.20-1.50 เมตร ด้วยอิฐบล็อก คอนกรีต กระเบื้อง สังกะสีหรือไม้ไผ่ผ่าซีก ขุดบ่อน้ำตรงกลาง ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้กบกระโดดลงเมื่อตื่นตกใจ และใส่พืชน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำในร่องร้อนเกินไป และจัดหาวัสดุให้กบได้ใช้หลบซ่อน เช่น ยางรถยนต์ กระเบื้องลอน อิฐบล็อก ท่อน้ำ และกระบอกไม้ไผ่ และควรปลูกพืชผักสวนครัวเช่น ตะไคร้ กระเพรา โหระพา เพื่อให้เป็นร่มเงาป้องกันความร้อน และใช้เป็นเครื่องปรุงอาหารได้

ข้อเสียของบ่อแบบนี้คืออาจมีการรั่วซึมของบ่อน้ำ กบหลบซ่อนอยู่ในรูหรือจำศีลโดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวต่อหน้าฝน บางครั้งอาจทับกันทำให้ตายได้ จึงมีการพัฒนาเป็นแบบบ่อคอนกรีตซึ่งสามารถป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้

2.บ่อคอนกรีต

บ่อเลี้ยงกบควรจะสร้างด้วยคอนกรีต หรือวัสดุอี่น ๆ ที่มีความแข็งแรงพอสมควร สามารถป้องกันไม่ให้กบหนี และป้องกันศัตรูจากภายนอกไม่ให้เข้าไปทำลายกบได้ บ่อเลี้ยง กบที่ดีควรมีลักษณะดังนี้คือ

  • บ่อรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ควรมีความกว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร ส่วนบ่อกลม ควรมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 เมตร
  • บ่อรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทำชานบ่อทางด้านกว้างทั้ง 2 ด้านให้ชานบ่อยาว 30 เชนติเมตร กว้าง 1.5 เมตร โดยให้ชานลาดเอียงสู่กลางบ่อ ส่วนทางด้านยาวทำลาดเอียงสู่ท่อระบายน้ำ ส่าหรับบ่อกลมพื้นบ่อควรลาดเอียงสู่จุดศูนย์กลางของบ่อซึ่งเป็นที่ระบายน้ำทิ้งมีดวามลึกประมาณ 12 เชนติเมตร
  • คันบ่อ ควรสูงอย่างน้อย 60 เซนติเมตร และกั้นด้วยตาข่ายเพื่อป้องกันกบกระโดดออกจากบ่อเลี้ยง
  • หลังคาควรมีหลังคาคลุมบ่อเลี้ยงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเนื้อที่บ่อหลังคาจะช่วยบดบังแสงแดดและป้องกันมิให้กบตกใจด้วย

สำหรับการสร้างบ่อเลียงกบด้วยคอนกรีตนั้น หลังจากการสร้างบ่อเสร็จน้ำในบ่อจะมีสภาพเป็นด่างมากยังไม่เหมาะที่จะใช้เลี้ยงกบ ให้แก้ไขโดยใช้สารส้มหนัก 1 กิโลกรัม ต่อน้ำในบ่อ 1 ลูกบาศก์เมตร แช่ทิ้งไว้ 3-4 วัน จึงถ่ายน้ำทิ้งแล้วขัดให้สะอาดด้วยแปรง ตากบ่อให้แห้งเติมน้ำใหม่ลงไปก็เริ่มใช้เลี้ยงกบได้ ข้อควรระวังดืออย่าตากบ่อคอนกรีต ไว้นานจะทำให้บ่อแตกร้าวได้

อาหารและการให้อาหาร

  • ใช้อาหารปลาดุก ให้อาหารกบช่วง เช้า-เย็น โดยวางไปบนพลาสติกด้านล่างคอนโด เสริมผักบุ้งหั่นฝอย ทุก 2-3 วัน ต่อครั้ง ใส่น้ำ 2 คอนโด (ชั้นที่ 1 และ 2) เปลี่ยนถ่ายน้ำทุก 2-3 วัน
  • ล้างคอนโดให้สะอาดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์
  • ใช้ไฟส่องล่อแมลงให้กบกินเป็นอาหารเสริม เลี้ยงประมาณ 20 วัน แยกคัดขนาดกบ

เลี้ยงกบมือใหม่

การจับและการตลาด

 1. การจับ

การจับกบทำได้หลายวิธี เช่น ใช้สวิงคลุมกันกบกระโดดหนี แล้วทยอยจับจนหมด และใช้ไซดักบนลานบ่อ กบจะเข้าไชในเวลากลางคืน ตอนเช้าจึงเลือกกบ ที่ได้ขนาดออกจำหน่าย

2. การลำเลียง

ก่อนการบรรจุกบเพื่อลำเลียงจำหน่าย ควรให้กบอดอาหารเสียก่อน จะช่วยลด อัตราการตายได้มาก ลำเลียงโดยใช้กล่องกระดาษเจาะรูด้านข้างและด้านบนให้มีขนาดพอที่อากาศ ผ่านได้ ภายในบรรจุกบช้อนกันไม่เกิน 2 ชั้น ปิดฝามัดให้แน่น ในระหว่างการลำเลียงควรรักษา อุณหภูมิ หรือใช้รถปรับอากาศ และควรมีฟองน้ำชุบน้ำพอชื้นใส่ลงรวมกับกบด้วย

การจำหน่าย

การซื้อขายกบในประเทศไทยราคาจะขึ้นกับสถานที่และฤดูกาล ในฤดูฝนที่มีกบจากธรรมชาติออกสู่ตลาดมาก ราคาก็จะตกลงบ้างและจะแพงขึ้นในฤดูหนาวและฤดูแล้วที่มีกบออกสู่ตลาดน้อยแต่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 60-100 บาท ส่วนตลาดต่างประเทศในปัจจุบันมีการส่งออกทั้งในรูปกบมีชีวิตและชิ้นส่วนแช่แข็ง โดยส่วนใหญ่จะส่งออกไปที่ฮ่องกง

เลี้ยงกบมือใหม่  ไม่จำเป็นต้องเริ่มใหญ่ ไม่ต้องทำฟาร์ม ไม่ต้องเสี่ยงลงทุนหลักหมื่น แค่เริ่มจากบ่อเล็ก ๆ ทดลองเลี้ยงดูสักรุ่นหนึ่ง เรียนรู้ไปพร้อมกับประสบการณ์จริง คุณจะค่อย ๆ เข้าใจธรรมชาติของกบ และปรับวิธีเลี้ยงให้เหมาะกับบ้านของตัวเอง


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน (Vermicompost) หมายถึง เศษซากอินทรีย์วัตถุต่างๆ รวมทั้งดินและจุลินทรีย์ที่ไส้เดือนดินกินเข้าไป แล้วผ่านกระบวนการย่อยสลายอินทรียวัตถุเหล่านั้น ภายในลำไส้ของไส้เดือนดิน แล้วจึงขับถ่ายเป็นมูลออกมาทางรูทวาร ซึ่งมูลที่ได้จะมีลักษณะเป็นเม็ดสีดำ มีธาตุอาหารพืชอยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ในปริมาณที่สูงและมีจุลินทรีย์จำนวนมาก ซึ้งในกระบวนการผลิตปุ๋ยหมักโดยใช้ไส้เดือนดินขยะอินทรีย์ที่ไส้เดือนดินกินเข้าไป และผ่านการย่อยสลายในลำไส้แล้วขับถ่ายออกมา มูลไส้เดือนดินที่ได้เรียกว่า “ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน”

คุณสมบัติของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

ลักษณะโครงสร้างทางกายภาพของ ปุ๋ยหมักไส้เดือนดิน มีลักษณะเป็นเม็ดร่วนละเอียด มีสีดำออกน้ำตาล โปร่งเบา มีความพรุนระบายน้ำและอากาศได้ดีมาก มีความจุความชื้นสูงและมีประมาณอินทรียวัตถุสูงมาก ซึ่งผลจากการย่อยสลายขยะอินทรีย์ที่ไส้เดือนดินดูดกินเข้าไปภายในลำไส้ และด้วยกิจกรรมของจุลินทรีย์ ที่อยู่ในลำไส้และน้ำย่อยของไส้เดือนดินจะช่วยให้ธาตุอาหารหลายๆ ชนิดที่อยู่ในเศษอินทรียวัตถุเหล่านั้นถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ เช่น เปลี่ยนไนโตรเจน ให้อยู่ในรูป ไนเตรท หรือ แอมโมเนีย ฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ โพแทสเซียมในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ และนอกจากนี้ยังมี ส่วนประกอบของธาตุอาหารพืชชนิดอื่น และจุลินทรีย์หลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อดิน รวมทั้งสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหลายชนิด ที่เกิดจากกิจกรรมของจุลินทรีย์ในลำไส้ของไส้เดือนดินอีกด้วย

การใช้ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินและน้ำหมักมูลไส้เดือนดิน

ในการปลูกพืชจะส่งผลให้ดินมีโครงสร้างดีขึ้น คือทำให้ดินกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น มีความโปร่งร่วนซุย รากพืชสามารถชอนไชและแพร่กระจายได้กว้าง ดินมีการระบายน้ำและอากาศได้ดี ทำให้จุลินทรีย์ดินที่เป็นประโยชน์บริเวณรากพืชสามารถสร้างเอนโซม์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้เพิ่มชึ้น นอกจากนี้จุลินทรีย์ดินที่ปนออกมากับมูลของไส้เดือนดินยังสามารถสร้างเอ็นไซม์ฟอสฟาเตสได้อีกด้วย ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มประมาณฟอสฟอรัสในดินให้สูงขึ้นได้

ประโยชน์และความสำคัญของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

  1. ส่งเสริมการเกิดเม็ดดิน
  2. เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุแก่ดิน
  3. เพิ่มช่องว่างในดินให้การระบายน้ำและอากาศดียิ่งขึ้น
  4. ส่งเสริมความพรุนของผิวหน้าดิน ลดการจับตัวเป็นแผ่นแข็งของหน้าดิน
  5. ช่วยให้ระบบรากพืชสามารถแดร่กระจายตัวในดินได้กว้าง
  6. เพิ่มขีดความสามารถในการดูดซับน้ำในดิน ทำให้ดินชุ่มขึ้น
  7. เพิ่มธาตุอาหารพืชให้แก่ดินโดยตรงและเป็นแหล่งอาหารของสัตว์และจุลินทรีย์ดิน
  8. เพิ่มศักยภาพการแลกเปลี่ยนประจุบวกของดิน
  9. ช่วยลดความเป็นพิษของธาตุอาหารพืชบางชนิดที่มีปริมาณมาเกินไป เช่น อลูมินัม และแมงกานีส
  10. ช่วยเพิ่มความต้านทานในการเปลี่ยนแปลงระดับความเป็นกรด-เบส (Buffer capacity) ทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่เร็วเกินไปจนเป็นอันตรายต่อพืช
  11. ช่วยควบคุมปริมาณไส้เดือนฝอยในดิน เนื่องจากการใส่ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินจะทำให้มีปริมาณจุลินทรีย์ที่สามารถขับสารพวกอับคาลอยด์และกรดไขมันที่เป็นพิษต่อไส้เดือนฝอยได้เพิ่มขึ้น

การใช้ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินเป็นส่วนผสมของวัสดุปลูกและวัสดุเพาะกล้าพืช

นอกจากการนำปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินไปใช้เป็นปุ๋ยแล้ว ยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมของวัสดุปลูกและวัสดุเพาะกล้าพืชได้ วัสดุปลูกพืชหรือสัสดุเพาะกล้าพืชทีมีส่วนผสมของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินจะมีธาตุอาหารพืชอยู่ในปริมาณที่เจือจางและอยู่ในรูปพร้อมใช้ ซึ่งจะค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับต้นกล้าพืชในการเจริญเติบโตระยะแรกได้อย่างเหมาะสม ประกอบกับปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินมีโครงสร้างที่โปร่งเบาระบายน้ำและอากาศได้ดี และจุความชื้นได้มาก ดังนั้นต้นกล้าพืชจะสามารถเจริญเติบโตออกรากและชอนไชได้ดีมาก ในการนำมาปลูกพืชจำพวกได้ประดับจะส่งเสริมให้พืชออกดอกได้ดีมากเนื่องจากจุลินทรีย์ในปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินสามารถสร้างเอนไซม์ฟอสฟาเตสได้ จึงทำให้วัสดุปลูกนั้นมีปริมาณของฟอสฟอรัสเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้พืชออกดอกได้ดียิ่งขึ้น
คุณสมบัติของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน ที่นำมาใช้เป็นวัสดุปลูกพืชจะแตกต่างกันตามวัสดุที่นำมาใช้ผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน แต่โดยทั่วไปแล้วโครงสร้างของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินที่ได้จะมีลักษณะที่คล้ายกัน คือจะมีส่วนประกอบของธาตุอาหารพืชอยู่ในรูปที่พืชสามารถดูดไปใช้ได้ มีส่วนประกอบของธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมเกือบทุกชนิดที่พืชต้องการในการนำปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินมาใช้เป็นวัสดุปลูก ควรจะนำมาผสมกับวัสดุปลูกชนิดอื่นๆ ก่อน เนื่องจากปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินจะประกอบด้วยอินทรียวัตถุเป็นส่วนใหญ่ และมีอนุภาคของดินอยู่น้อย ดังนั้นในการนำปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินที่ได้มาผสมกับวัสดุปลูกชนิดอื่นๆ จะได้ผลดีกว่าและสิ้นเปลืองน้อยกว่าการใช้ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินเพียงอย่างเดียว ซึ่งในการปลูกพืชสวนประดับสามารถนำปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินมาเจือจากได้หลายระดับ

ข้อดีของวัสดุปลูกที่มีส่วนผสมของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

  • ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินสามารถช่วยเก็บความชื้นและปลดปล่อยออกมาให้พืชอย่างช้าๆ เมื่อพืชต้องการยืดระยะเวลาการให้น้ำแก่พืชได้นานขึ้น
  • กรณีใช้ผสมดินที่เป็นดินเหนียวจะช่วยเพิ่มอากาศในดิน ทำให้ดินร่วนซุย และช่วยในการถ่ายเทน้ำและอากาศได้สะดวก
  • กรณีผสมดินที่เป็นดินทรายจะช่วยเพิ่มเนื้อดิน ช่วยให้ดินเก็บรักษาความชื้น และธาตุอาหารในดิน ลดการชะล้างธาตุอาหารของน้ำ
  • ลดปัญหาการสลายตัวของธาตุอาหาร เป็นตัวปลดปล่อยธาตุอาหารอย่างช้าๆ ทำให้ประหยัดปุ๋ย
  • ปกป้องดินไม่ให้มีสภาพโครงร้างแน่นเข็งและช่วยเติมอินทรียวัตถุในเนื้อดิน ช่วยให้ดินร่วนซุย รากพืชสามารถแพร่ขยายได้กว้าง
ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินจะมีสาวนประกอบของกรดฮิวมิคซึ่งเป็นตัวกักเก็บธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชหลายชนิด เช่น ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) เหล็ก (Fe) และทองแดง (Cu) ซึ่งธาตุอาหารเหล่านี้จะถูกเก็บอยู่ในโมเลกุลของกรดฮิวมิค อยู่ในรูปพร้อมใช้ และจะถูกปลดปล่อยออกมาเมื่อพืชต้องการ

Source: oknation.net


บทความอื่นที่น่าสนใจ