การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์

สวัดดีครับ ในบทความนี้เราจะมาพูดถึง การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ กันครับ ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ ปลาดุกในประเทศไทยที่นิยมนำมาเพาะเลี้ยงในอดีตนั้นแต่เดิมมี ๒ ชนิด แต่ที่นิยมในการเพาะเลี้ยงอย่างมากได้แก่ ปลาดุกอุย (Clarias macrocephalus) เป็นปลาพื้นบ้านของไทยชนิดไม่มีเกล็ด รูปร่างเรียวยาว มีหนวด 4 เส้นที่ริมฝีปาก ผิวหนังมีสีน้ำตาล เนื้อมีสีเหลือง รสชาติอร่อยนุ่มนวล สามารถนำมาปรุงแต่งเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ได้มากมาย




ปลาดุก นั้นสามารถเจริญเติบโตได้ดีทั้งในบ่อดิน บ่อพลาสติก และบ่อชีเมนต์ ส่วนชนิดปลาดุกที่เหมาะสมในการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์นั้น ปลาดุกเทศ และปลาดุกเทศอุยเทศ (ลูกผสมระหว่างแม่ปลาดุกอุยกับพ่อปลาดุกเทศ) เหมาะสมมากที่สุด โดยใช้ระยะเวลา ประมาณ 2-3 เดือน (แล้วแต่ขนาดลูกปลาที่ปล่อย) ก็สามารถจำหน่ายได้แล้ว

ขั้นตอนการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์

ที่มา | http://การเลี้ยงปลาดุก.blogspot.com

  • อัตราปล่อยปลาดุก
    ควรปรับสภาพของน้ำในบ่อที่เลี้ยงให้มีสภาพเป็นกลางหรือเป็นด่างเล็กน้อย แต่ต้องแน่ใจว่าบ่อซีเมนต์จะต้องหมดฤทธิ์ของปูน ลูกปลาขนาด 2-3 ชม. ควรปล่อยในอัตราประมาณ 100ตัว/ตรม. เพื่อป้องกันโรคซึ่งอาจจะติดมากับลูกปลา ใช้น้ำยาฟอร์มาลินใส่ในบ่อเลี้ยง อัตราความเข้มข้นประมาณ 30 ส่วนในล้าน (30 มิลลิลิตร/น้ำ 1 ตัน ในวันที่ปล่อยลูกปลาไม่จำเป็นต้องให้อาหารควรเริ่มให้อาหารในวันรุ่งขึ้น )
  • การให้อาหาร
    เมื่อปล่อยลูกปลาดุกลงในบ่อแล้ว อาหารที่ให้ในช่วงที่ลูกปลาดุกมีขนาดเล็ก (2-3 ซม) ควรให้อาหารผสมคลุกน้ำปั้นเป็นก้อนให้ลูกปลากิน โดยให้กินวันละ 2 ครั้ง หว่านให้กินทั่วบ่อโดยเฉพาะในบริเวณขอบบ่อ เมื่อลูกปลามีขนาดโตขึ้นความยาวประมาณ 5-7 ชม. สามารถฝึกให้กินอาหารเม็ดได้หลังจากนั้นเมื่อปลาโตขึ้นจนมีความยาว 15 ซม. ขึ้นไป จะให้อาหารเม็ดเพียงอย่างเดียวหรืออาหารเสริมชนิดต่างๆ ได้ เช่น ปลาเป็ดผสมรำละเอียดอัตรา 9 : 1 หรือให้อาหารที่ลดต้นทุน เช่น อาหารผสมบดจากส่วนผสมต่างๆ เช่นกระดูกไก่ ไส้ไก่ เศษขนมปัง เศษเส้นหมี่ เศษเลือดหมู เลือดไก่เศษเกี้ยว หรือเศษอาหารเท่าที่สามารถหาได้ นำมาบดรวมกันแล้วผสมให้ปลากิน แต่การให้อาหารประเภทนี้จะต้องระวัง เรื่องคุณภาพของน้ำในบ่อเลี้ยงให้ดี เมื่อเลี้ยงปลาได้ประมาณ 2 เดือนปลาจะมีขนาดประมาณ 125 กรัม/ตัว ซึ่งผลผลิตที่ได้จะประมาณ 10 กก./บ่อ อัตรารอดตายประมาณ 80%
  • การถ่ายเทน้ำ
    เมื่อตอนเริ่มเลี้ยงใหม่ๆ ระดับความลึกของน้ำในบ่อควรมีค่าประมาณ 30-40 ชม. เมื่อลูกปลาเจริญเติบโตขึ้นในเดือนแรกจึงเพิ่มระดับน้ำสูงเป็นประมาณ 50 ชม.การถ่ายเทน้ำควรเริ่มตั้งแต่การเลี้ยงผ่านไปประมาณ 1 เดือนโดยถ่ายน้ำประมาณ 20 %ของน้ำในบ่อ ๆ วัน/ครั้ง หรือถ้าน้ำในบ่อเริ่มเสียจะต้องถ่ายน้ำมากกว่าปกติ
  • การป้องกันโรค
    การเกิดโรคของปลาดุกที่เลี้ยงมักจะเกิดจากปัญหาคุณภาพของน้ำในบ่อเลี้ยงไม่ดี ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุของการให้อาหารมากเกินไปจนอาหารเหลือเน่าเสีย เราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้โดยต้องหมั่นสังเกตว่าเมื่อปลาหยุดกินอาหารจะต้องหยุดให้อาหารทันที เพราะปลาดุกลูกผสมมีนิสัยชอบกินอาหารที่ให้ใหม่ โดยถึงแม้จะกินอิ่มแล้ว ถ้าให้อาหารใหม่อีกก็จะคายหรือสำรอกอาหารเก่าทิ้งแล้วกินอาหารให้ใหม่อีก ซึ่งปริมาณอาหารที่ให้ไม่ควรเกิน 4-5 % ของน้ำหนักตัวปลา
  • โรคของปลาดุก
    ในกรณีที่มีการป้องกันอย่างดีแล้วแต่ปลาก็ยังป่วยเป็นโรค ซึ่งมักจะแสดงอาการ ให้เห็น โดยแบ่งอาการของโรคเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

    • การติดเชื้อจากแบคทีเรีย จะมีการตกเลือด มีแผลตามลำตัว และครีบกร่อน ตาขุ่น หนวดหงิก กกหูบวม ท้องบวม มีน้ำในช่องท้อง กินอาหารน้อยลงหรือไม่กิน อาหาร ลอยตัว
    • อาการจากปรสิตเข้าเกาะตัวปลา จะมีเมือกมาก มีแผลตามลำตัว ตกเลือด ครีบเปื่อย จุดสีขาวตามลำตัว สีตามลำตัวซีดหรือเข้มผิดปกติเหงือกซีดว่ายน้ำทุรน ทุราย ควงสว่านหรือไม่ตรงทิศทาง
    • อาการจากอาหารมีคุณภาพไม่เหมาะสม คือ ขาดวิตามินบีกระโหลกร้าว บริเวณใต้คางจะมีการตกเลือด ตัวคด กินอาหารน้อยลง ถ้าขาดวิตามินบีปลาจะ ว่ายน้ำตัวเกร็งและชักกระตุก
    • อาการจากคุณภาพน้ำในบ่อไม่ดี ปลาจะว่ายน้ำขึ้นลงเร็วกว่าปกติครีบ กร่อนเปื่อย หนวดหงิก เหงือกซีดและบวม ลำตัวซีด ไม่กินอาหาร ท้องบวม มีแผล ตามตัว
      อนึ่ง ในการรักษาโรคปลาควรจะได้พิจารณาให้รอบคอบก่อนการตัดสินใจเลือก ใช้ยาหรือสารเคมีสาเหตุของโรค ระยะรักษา ค่าใช้จ่ายในการรักษา




วิธีการป้องกันเกิดโรคในปลาดุกลูกผสมที่เลี้ยง

  • ควรเตรียมบ่อและน้ำตามวิธีการที่เหมาะสมก่อนปล่อยลูกปลา
  • ซื้อพันธุ์ปลาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าแข็งแรงและปราศจากโรค
  • หมั่นตรวจดูอาการของปลาอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเห็นอาการผิดปกติต้องรีบหา สาเหตุและแก้ไขโดยเร็ว
  • หลังจากปล่อยปลาลงเลี้ยงแล้ว 3-4 วัน ควรสาดน้ำยาฟอร์มาลิน 2-3 ลิตร/ปริมาตร น้ำ 100 ตัน และหากปลาที่เลี้ยงเกิดโรคพยาธิภายนอกให้แก้ไขโดย สาดน้ำยาฟอร์มาลินในอัตรา 4-5 ลิตร/ปริมาตรน้ำ 100 ตัน
  • เปลี่ยนถ่ายน้ำจากระดับก้นบ่ออย่างสม่ำเสมอ
  • อย่าให้อาหารจนเหลือ

สูตรอาหารปลาดุกลดต้นทุนแบบธรรมชาติ

สูตรที่ 1 : รำละเอียด, กากถั่วเหลือง และ ปลาป่น

สูตรเป็นของ คุณ ประหยัด เนียมเกตุ จาก บ้านสระไคร อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ได้ให้สัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่ของ Farmer info. แนะสูตรอาหารปลาลดต้นทุนลงว่า ตนเองเลี้ยงปลาดุกเป็นอาชีพ เสริมมาประมาณ 2-3 ปีแล้ว แรกๆก็ขาดทุนบ้าง ได้กำไรน้อยบ้าง แต่พอหันมาทำอาหารปลาดุกเองสามารถลดต้นทุนลงได้เยอะ

ส่วนผสม

  • รำละเอียด 2 กระสอบ
  • กากถั่วเหลือง 10 กก.
  • ปลาป่น 10 กก.
  • EM 1 ลิตร
  • กากนํ้าตาล 1 กก.
  • เครื่องอัดเม็ด
  • น้ำ 20 ลิตร

วิธีการทำ
ผสม EM กับกากน้ำตาลและน้ำ 20 ลิตร แล้วนำไปคลุกเคล้ากับกากถั่วเหลือง,ปลาป่นและรำละเอียด 1 กระสอบให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง จากนั้นนำส่วนผสมที่ผ่านการหมักจนครบเวลาแล้ว ไปผสมกับรำละเอียดอีก 1 กระสอบ ที่เหลือให้เข้ากัน ปั้นเป็นก้อน แล้วนำไปใช้เลี้ยงปลาดุกเช้า-เย็นได้ทุกวัน หากมีเครื่องอัดเม็ดการสามารถ นำเข้าเครื่องอัดแล้ว ตากแดดประมาณ 2 วัน จะสามารถเก็บไว้ใช้ได้นานประมาณ 2 เดือน เลยที่เดียว

ขอบคุณข้อมูลความรู้จาก : คุณ ประหยัด เนียมเกตุ แหล่งอ้างอิงข้อมูล : พรชนก อุสส่าห์กิจ. เจ้าหน้าที่ Farmer info. สถานีนครศรีธรรมราช.

สูตรที่ 2 : วัสดุที่หาได้ง่ายในทุกท้องถิ่น

สูตรนี้เป็น สูตรของ คุณ จำเนียร ชูเวช เกษตรกร ชาวตำบลปากน้ำ อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งได้แนะนำให้ใช้วัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่น ซึ่งได้แนะนำ

ส่วนผสม

  • ขี้วัว หรือ ขี้ควายแห้ง ประมาณ 2 กิโลกรัม
  • กากมะพร้าว หรือ กากถั่วเหลือง 2 กิโลกรัม
  • รำละเอียดหรือรำอ่อน 2 กิโลกรัม
  • ไส้ปลา หรือ ไส้ไก่ หรือ ปลาบด หรือ ไข่ไก่ ไข่เป็ด หรือ หอยเชอรี่ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ประมาณ 2 กิโลกรัม
  • ใบกระถิน หรือ ผักตบชวา หรือ ผักบุ้งหั่นละเอียดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ประมาณ 1 กิโลกรัม
  • ข้าวจ้าว หรือ ปลายข้าวที่นึ่งสุกแล้วประมาณ 1 กิโลกรัม
  • น้ำหมักจุลินทรีย์สูตรขยายสูตรใดสูตรหนึ่งก็ได้ใช้ประมาณ 3-5 ลิตร

วิธีการทำ
นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใช้น้ำหมักจุลินทรีย์เทราดผสมจนได้ความชื้นเหมาะสมพอที่จะสามารถปั้นก้อนได้ โดยไม่มีน้ำไหลออกมาตามง่ามนิ้วมือ เมื่อได้ความชื้นเหมาะสมให้นำเข้าเครื่องบดเนื้อ เพื่อบดออกมาให้เป็นเส้นแล้วนำไปตากแห้งบนแผ่นสังกะสีซึ่งจะเก็บไว้ได้นาน 1 เดือน หรือ จะให้ปลากินสดๆ เลยก็ได้เช่นกัน

หมายเหตุ : การให้อาหาร

  • ตั้งแต่เริ่มเลี้ยงจนปลามีอายุ 1 เดือน ควรให้อาหารสด
  • เมื่อปลาอายุ 1 เดือนขึ้นไป จึงเปลี่ยนเป็นให้อาหารแห้ง

ขอบคุณข้อมูลความรู้จาก : คุณ จำเนียร ชูเวช แหล่งอ้างอิงข้อมูล : มินยดา อนุกานนท์


ที่มา  :

    • สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)
    • ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร
    • www.sarakaset.com



บทความอื่นที่น่าสนใจ

ผัดผักบุ้งไฟแดง

 ผัดผักบุ้งไฟแดง

ผัดผักบุ้งไฟแดง

    สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเมนูอาหารที่ทำง่าย ๆ วัตถุดิบไม่เยอะ และอร่อยอีกด้วย มาให้ลองทำกันค่ะ เมนูที่ว่านั้นก็คือ ผัดผักบุ้งไฟแดง นั่นเอง เป็นเมนูผัดผักบุ้งไฟแดง ใช้ผักบุ้งจีนในการทำ เพราะมีขนาดต้นที่พอดีไม่ใหญ่จนเกินไป และที่สำคัญของผักบุ้งจีนคือความกรอบไม่เหนียวนั่นเองและราคาไม่แพง จึงเป็นที่นิยมในการนำมาทำอาหารนั่นเอง  เมนูผัดผักบุ้งไฟแดง ที่ไม่ว่าจะทานกับข้าวสวยกับน้ำพริก หรือ ข้าวต้ม ก็เข้ากันได้อย่างดี เป็นเมนูผัดผักบุ้งไฟแดง ที่หาทานได้ทุกที่ เรามาดูประโยชน์ของผักบุ้งกันก่อนนะคะ

   ผักบุ้ง หรือ ผักทอดยอด เป็นผักเพื่อสุขภาพที่รู้จักกันดี เพราะผักบุ้งมีส่วนช่วยในการบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี แต่จริงๆ แล้วผักชนิดนี้ยังมีประโยชน์มากกว่านั้น เพราะผักบุ้งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญมากมาย ผักบุ้งแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลักๆ คือผักบุ้งไทยและผักบุ้งจีน สำหรับผักบุ้งไทยจะเป็นผักบุ้งสายพันธุ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามแม่น้ำลำคลอง จึงมียางมากกว่าผักบุ้งจีน ส่วนผักบุ้งจีนจะเป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยส่วนมากที่นิยมปลูกขายก็คือผักบุ้งจีน เพราะจะมีลำต้นค่อนข้างขาวอวบ ใบเขียวอ่อน ดอกขาว มียางน้อยกว่าผักบุ้งไทย จึงเป็นที่นิยมในการรับประทานมากกว่าผักบุ้งไทย

ประโยชน์ของผักบุ้ง

ผักบุ้งช่วยบำรุงสายตา รักษาอาการสายตาสั้น ตาต้อ ตาฝ้าฟาง ตาแดง และอาการคันตาบ่อยๆ มีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล ช่วยป้องกันและลดโอกาสในการเป็นโรคมะเร็ง เพิ่มศักยภาพในการบำรุงสมองและเพิ่มความสามารถในการจดจำ มีกากใยมาก ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันการท้องผูก บำรุงโลหิตและช่วยรักษาโรคโลหิตจาง สามารถลดน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคเบาหวาน ช่วยให้เจริญอาหา ช่วยบำรุงหัวใจ ลดการเกิดไขมันอุดตันเส้นเลือดและหัวใจวาย มีแคลอรีต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ช่วยบำรุงธาตุ ยอดผักบุ้งช่วยแก้โรคประสาทได้ ช่วยแก้อาการเหงื่อออกมาก ช่วยแก้อาการปวดศีรษะและอ่อนเพลีย ต้นสดของผักบุ้งไทยช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ผักบุ้งมีรสเย็น จึงมีสรรพคุณช่วยถอนพิษเบื่อเมา รากผักบุ้งมีรสจืดเฝื่อน มีสรรพคุณช่วยในการถอนพิษสำแดง ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยแก้อาการฟกช้ำ ดอกของผักบุ้งไทยต้นขาว สามารถใช้เป็นยาแก้กลากเกลื้อนได้ ใช้ถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ แก้แผลมีหนองช้ำ ด้วยการใช้ต้นสดมาต้มน้ำให้เดือดนานๆ ทิ้งไว้พออุ่นแล้วนำน้ำมาล้างแผลวันละครั้ง แก้พิษตะขาบกัด ด้วยการใช้ต้นสดเติมเกลือ นำมาตำพอกบริเวณที่ถูกกัด ต้นสดของผักบุ้งไทยต้นขาว นำมาใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกได้ ต้นสดของผักบุ้งไทยต้นขาว จะช่วยลดการอักเสบและอาการปวดบวมได้ ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย สามารถใช้บำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดหรือผู้ที่ได้รับสารพิษต่างๆ ได้ นอกจากนั้น รากที่เรามักจะตัดทิ้งก่อนจะรับประทาน ก็มีสรรพคุณทางยา ใช้แก้โรคหอบหืด บรรเทาอาการไอเรื้อรัง และยังช่วยลดอาการตกขาวในสตรีอีกด้วย นำรากผสมน้ำส้มสายชู คั้นมาบ้วนปากจะช่วยบรรเทาอาการปวดจากฟันผุได้  ผักบุ้ง จึงถือเป็นผักสวนครัวที่ปลูกง่าย มีราคาถูก ในชนบทสามารถหาเก็บได้ทั่วไปเสียด้วยซ้ำ แต่ใครจะรู้ว่าผักชนิดนี้มีคุณค่าทางอาหารและสรรพคุณทางยาแฝงไว้อย่างมากมายเลยทีเดียว

ในเมื่อเรารู้ประโยชน์ของผักบุ้งกันแล้ว เรามาลงมือทำเมนูผัดผักบุ้งไฟแดงกันเลยค่ะ

วัตถุดิบผัดผักบุ้งไฟแดง

  • ผักบุ้งจีน 2  กำ
  • พริกขี้หนูทุบ 6-7 เม็ด
  • กระเทียมจีนแกะเปลือกทุบ 3-4 กลีบ
  • น้ำมันหอย  หรือ ซอสหอยนางรม       2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย ½ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ½ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช สำหรับผัด 3 ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส 1 ช้อนชา

วิธีการทำผัดผักบุ้งไฟแดง

  • ขั้นตอนแรกให้ล้างผักบุ้งให้สะอาดจากดินโคลน เสร็จแล้วให้หั่นเป็นท่อนๆ เสร็จแล้วพักใส่จานไว้
  • จากนั้นให้ทุบกระเทียม กับ พริกขี้หนู ให้พอแหลก แล้วตกใส่ไว้บนผักบุ้ง
  • จากนั้น ปรุงรสชาติ ด้วย น้ำมันหอยหรือซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย น้ำปลา และ ผงชูรส ลงไปบนผักบุ้งที่เตรียมใส่จานไว้
  • จากนั้นให้ตั้งกระทะ เปิดไฟกลางๆ ใส่น้ำมันลงไป รอกระทะร้อน แล้วจึงเทผักบุ้งลงไป ขั้นตอนนี้อย่าเทผักลงไปแรงมาก เดี๋ยวไฟจะลุกท่วมกระทะเยอะเกินไป เสร็จแล้วผัดผักบุ้งให้เข้ากัน จนสีผักบุ้งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวสดขึ้น ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่นานในการผัด ถ้าผัดผักบุ้งนานเกินไปจะทำให้ผักบุ้งเหยี่ยวและเหนียวได้ จากนั้นให้ตักขึ้นใส่จาน ปิดไฟ พร้อมรับประทานได้แล้วค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง: sentangsedtee

เรียบเรียงโดย : นงนุช


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

เพิ่มรายได้ในสวนยางพารา โดยการปลูกพืชร่วมและทำกิจกรรมเสริม

เพิ่มรายได้ในสวนยางพารา โดยการปลูกพืชร่วมและทำกิจกรรมเสริม

เพิ่มรายได้ในสวนยางพารา

ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ชาวสวนยางต้องมีรายได้เพิ่มมากขึ้นให้สมดุลกับที่สูงขึ้นประกอบกับราคายางพารายังไม่มีเสถียรภาพที่จะสร้างความมั่นใจให้กับซาวสวนยางได้ดังนั้นการปลูกพืชร่วม การปลูกพืชแซม และทำกิจกรรมเสริมเพิ่มรายได้ในสวนยางพาราจึงเป็นคำตอบอีกหนึ่งแนวทางที่สามารถเพิ่มรายได้ และพึ่งพาตัวเองได้

ข้อควรพิจารณาในการเลือกการปลูกพืชร่วม ปลูกพืชแซม และทำกิจกรรมเสริมรายได้ในสวนยางพารา

  • การตลาดและเงินทุน เช่น ผลผสิตควรเป็นที่ต้องการของตลาดท้องถิ่นระยะเวลาการเก็บรักษาผลผลิต ควรเก็บได้นาน สามารถนำไปจำหน่ายยังตลาดไกลๆ ได้ระยะเวลาให้ผลตอบแทน และความสามารถในการจำหน่าย นอกจากการตลาดแล้ว เงินทุนนับเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องใช้ในการซื้อปัจจัยการผสิตต่างๆ
  • สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ได้แก่ สภาพพื้นที่ ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิความชื้นสัมพัทธ์ สภาพร่มเงาในสวนยางพารา ฯลฯ
  • วิธีปลูกและดูแลรักษา การปลูกพืชสริมรายได้ในสวนยางพาราควรมีการเอาใจใส่ดูแลรักษาพืชนั้นๆ เช่น การใส่ปุ๋ย การกำจัดวัชพืช การตัดแต่งกิ่ง ตลอดจนการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช สำหรับสวนยางพาราขนาดเล็กที่มีพื้นที่ต่ำกว่า 15 ไร่ ควรใช้แรงงานในครอบครัวในการดูแลรักษาจะช่วยให้ลดต้นทุนการผลิตในการปลูกพืชนั้นๆ
  • พืชที่ไม่ควรปลูกในระหว่างแถว ได้แก่ พืซที่มีการเจริญเติบโตเร็วกว่าต้นยางพารามีการใช้ปุ๋ยปริมาณสูง ตลอดจนเป็นแหล่งของโรคและแมลงที่เป็นศัตรูของต้นยางเช่น มันสำปะหลัง อ้อย

การปลูกพืชร่วมยางพารา

         หมายถึง พืชที่ปลูกระหว่างแถวยางพารา สามารถปลูกและเจริญเติบโตร่วมกับต้นยางพาราได้และให้ผลผลิตควบคู่กันไป ไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นยางพารา และพืชที่นำมาปลูกร่วมกับต้นยางพารา จะต้องมีการเจริญเติบโตตามปกติ โดยสามารถแบ่งชนิดของพืชร่วมยางพาราได้ ดังนี้

  • ไม้ผล เช่น ลองกอง ลางสาด ขนุน จำปาดะ ระกำ มังคุด ฯลฯ
  • ไม้ยืนต้น เช่น สะตอ เนียง หวาย เหมียง ฯลฯ
  • พืชสมุนไพรและเครื่องเทศ เช่น ขิง กระวาน ขมิ้นชัน ฯลฯ
  • ไม้ดอกไม้ประดับ เช่น ดาหลา หน้าวัว จั๋ง หมากแดง ฯลฯ
  •  ผัก เช่น ผักเหลียง ผักกูด ฯลฯ

การปลูกพืชแซมยางพารา

         หมายถึง พืชที่ปลูกในระหว่างแถวยางพาราขณะที่ต้นยางพาราอายุไม่เกิน 3 ปีและพื้นที่ระหว่างแถวยางพาราต้องมีปริมาณแสงแดดมากกว่า 50 % ของปริมาณของแสงทั้งหมด การปลูกพืชแซมยางพาราไม่ควรเป็นพืชที่มีการเจริญเติบโต ระบบรากขยายแตกกอมากจนไปรบกวนต้นยางพารา และควรปลูกพืชที่ต้องการแสงแดดในช่วงการเจริญเติบโต เป็นพืชส้มลุก มีอายุสั้น และดูแลรักษาง่าย โดยพืชที่แนะนำให้ปลูกแซมยางพาราแบ่งตามอายุได้ ดังนี้

  • พืชที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปี เช่น ข้าวไร่ ข้าวโพต พืชตระกูลถั่ว พริก มะเขือเทศ มะระ ถั่วฝึกยาว แตงกวา แตงโม และผักชนิดต่างๆ
  • พืชที่มีอายุมากกว่า 1 ปี เช่น กล้วย มะละกอ สับปะรด และหวายตัดหน่อ เป็นต้น

กิจกรรมเสริมรายได้ในสวนยางพารา

       หมายถึง อาชีพอื่น ๆ ที่เหมาะกับชาวสวนยาง ได้แก่ การเพาะเห็ดรวมถึงการเลี้ยงแมลง การเลี้ยงสัตว์ การทำประมง การแปรรูป ฯลฯ ทั้งนี้ การเลือกปลูกพืชร่วมการปลูกพืชแซม และทำกิจกรรมเสริมเพิ่มรายได้ในสวนยางพาราชนิดใดชนิดหนึ่งจะต้องคำนึงถึงระยะเวลาการให้ผลตอบแทน เช่น มีรายได้เป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนและรายปีในแต่ละชุมชน ควรมีการรวมกลุ่มผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดี มีเอกลักษณ์และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค

เนื่องจากระยะเวลาปลูกยางพาราใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน ชาวสวนยางจึงไม่ควรพึ่งพารายได้จากยางพาราเพียงอย่างเดียว และจากบทเรียนด้านราคายางพาราที่ตกต่ำหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาเกษตรกรควรมีการวางแผนเพื่อสร้างรายได้ของครัวเรือนใหม่ กระจายรายได้ไปยังกิจกรรมต่างๆ  เช่น การทำกษตรผสมผสาน ที่มีการพึ่งพารายได้จากการปลูกพืชร่วมที่หลากหลาย ได้แก่ไม้ยืนต้น พืชผัก ปลูกพืชแซม และพืชไร่ เป็นต้น การทำกิจกรรมเสริมเพิ่มรายได้ในสวนยางพาราเช่น ปศุสัตว์ เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจและประมง เป็นต้น โดยน้อมนำพระราชดำริหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันเมื่อต้องประสบกับปัญหาราคายางพาราตกต่ำ

ตัวอย่าง การปลูกพืชร่วมยางพารา

การปลูกขมิ้นชัน

  • การเตรียมพื้นที่ โดยการไถพรวนและยกร่อง ตากดินประมาณ 10-15 วัน
  • พันธุ์ ขมิ้นชันพันธุ์ดีที่กำลังนิยมในท้องตลาด เช่น พันธุ์ตรัง 2 แดงสยามส้มปรารถน าและ เหลืองนนทรี เป็นต้น
  • การปลูก ปลูกลงในดินที่ไถพรวนและยกร่องปลูก ระยะระหว่างแถว 75 x 30 เซนติเมตร เริ่มปลูกในช่วงต้นฤดูฝนประมาณปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคมทุกปี โดยการปลูกขมิ้นชัน อาจใช้หัวพันธุ์ 2 ลักษณะคือ ใช้หัวแม่ และใช้แง่ง
  • ผลผลิต การเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อขมิ้นชันมีอายุประมาณ 9-12 เดือน ถ้าปลูกโดยใช้หัวแม่ ที่มีรูปร่างคล้ายรูปไข่ ขนาดน้ำหนักประมาณ 15-50 กรัมต่อหัวระยะปลูกที่ 75 x 30 เซนติเมตร ให้ผลผลิตประมาณ 3,300 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าปลูกด้วยแง่งขนาด 15 – 30 กรัมต่อชิ้น หรือ 7 -10 ปล้องต่อชิ้น จะให้ผลผลิตน้ำหนักสดประมาณ 2,800 กิโลกรัมต่อไร่

การปลูกผักเหลียง

  • การเตรียมดิน ทำการขุดหลุมระยะห่างระหว่างต้น 3 เมตร ระหว่างแถว 3 เมตร หรือทำการปลูกร่วมในสวนยางหรือสวนมะพร้าวในช่วงปีแรกๆ
  • แหล่งพันธุ์และแหล่งผลิตทางการค้า ได้แก่ จังหวัดระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ พังงา และสุราษฎร์ธานี
  • การดูแลรักษา การใส่ปุ๋ยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ในช่วงต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน ใช้ปุ๋ยสูตร 15-7-18 , 15-15-15 ผสมกับปุ๋ยสูตร 12-5-14 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี กรณีปลูกร่วมสวนยางในสวนไม้ผล ช่วงต้นฤดูฝนใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ต่อปี
  • การเก็บเกี่ยว เริ่มเมื่ออายุ 2 ปีขึ้นไป เก็บเกี่ยว 15-30 วันต่อครั้ง เก็บยอดอ่อนถึงยอดเพสลาด ควรเด็ดให้ชิดข้อไม่เด็ดกลางข้อหรือตัด เพราะจะทำให้การแตกยอดอ่อนในครั้งต่อไปช้า
  • การดูแลรักษาหลังการเก็บเกี่ยว ยอดอ่อนผักเหลียง ไม่ควรให้ยอดอ่อนถูกแสงแดดและลมควรพรมน้ำแต่พอชุ่ม สามารถเก็บได้นาน 5-6 วัน

การปลูกพืชร่วมยางพารา

การปลูกกล้วย

  • พันธุ์ที่เหมาะสม ได้แก่ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ และกล้วยเล็บมือนาง
  • การปลูกกล้วย ในพื้นที่ว่างระหว่างแถวยาง สามารถกระทำได้ 2 รูปแบบ ดังนี้
    • ปลูกกล้วย 2 แถว ระหว่างแถวยาง ห่างจากแถวยาง 2 เมตร ระยะระหว่างแถวกล้วย 3 เมตรระหว่างต้น 2.5 เมตร ไว้หน่อกล้วย 2 – 3 หน่อต่อหลุม
    • ปลูกกลัวย 3 แถว ระหว่างแถวยาง ห่างจากแถวยาง 2 เมตร ระยะระหว่างแถวกลัวย 1.5 เมตร ระหว่างต้น 2.5 เมตร ปลูกแบบสลับฟันปลา ไว้หน่อกลัวย 1 หน่อต่อหลุม
  • การเตรียมดิน ขุดหลุมปลูก ขนาด 50 x 50 x 50 เซนติเมตร ใส่ดินบนคลุกเคล้าปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยหมักที่สลายตัวแล้ว วางหน่อกล้วยให้ส่วนยอดสูงกว่าระดับ 4 นิ้ว โดยส่วนตาอยู่ลึกในดิน 1 ฟุต เกลี่ยดินล่างให้เต็มหลุมและอัดแน่น ในปีแรกอาจปลูกถั่ว ข้าวโพด พืชผัก ในพื้นที่ว่างระหว่างแถวกลัวยได้อีก
  • การปฏิบัติดูแลรักษาที่เหมาะสม เช่น การใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยเคมี การตัดแต่งหน่อกลัวยและใบกล้วย การป้องกันและกำจัดศัตรูพืช เช่น โรคตายพราย ด้วงงวงไซเหง้า และต้นหนอนม้วนใบ และแมลงวันผลไม้
  • การเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เมื่อต้นกล้วยตกปลีแล้ว 10-17 วัน ให้ตัดปลีทิ้ง และเก็บผลได้หลังจากนั้น 60 -70 วัน

ปลูกผักพื้นบ้านผักกูด

ปลูกผักพื้นบ้านผักกูด

  • การเตรียมดิน โดยการไถดินพร้อมการใส่ปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยคอก แล้วขุดหลุมปลูก ระยะปลูก 50 x 50 เซนติเมตร นำไหลหรือหัวที่เตรียมไว้วางในหลุมแล้วเอาดินกลบโคน
  • การดูแลรักษา เมื่อผักกูดตั้งตัวได้ใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ผสมกับปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 75 กิโลกรัมต่อไร่ ให้น้ำวันละ 1 ครั้ง
  • การเก็บเกี่ยว เริ่มเมื่ออายุ 6 เดือน เก็บเกี่ยว 3 วันครั้ง เก็บยอดอ่อน

ตัวอย่าง กิจกรรมเสริมรายได้ในสวนยางพารา

การเลี้ยงแพะ

สำหรับการเลี้ยงแพะนั้นต้องมีตลาดรองรับ ต้องมีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ในการเลี้ยงแพะขุน ต้องมีโรงเรือน แปลงหญ้าที่เหมาะสม และแรงงานที่พร้อมเพียง เกษตรกรควรเป็นสมาชิกกลุ่ม ชมรม หรือเครือข่ายผู้เลี้ยงแพะระดับต่างๆ

  • พันธุ์แพะ เป็นแพะพื้นเมือง หรือลูกผสมแพะเนื้อแองโกฯ บอร์ เป็นต้น
  • ระยะการเลี้ยง เริ่มต้นเลี้ยงแม่แพะสาว อายุประมาณ 8 – 1 ปีเศษ น้ำหนักที่ไม่ต่ำกว่า 18 กิโลกรัม เป็นแพะเพศเมีย 20 ตัว พ่อพันธุ์ 1 ตัว ผสมพันธุ์จนแม่แพะตั้งท้องนาน 5 เดือน คลอกได้ลูก 1 ตัว /คลอกในปีแรก และตั้งแต่ปี ที่ 2 ได้ลูก 2 ตัว/คลอก โดยทั่วไปจะได้ผลผลิต 3 คลอก ใน 2 ปี หรือ ได้ลูก 5- 6 ตัว/แม่/2ปี หรือ 2.5 ตัว/แม่ปี
  • แพะอายุประมาณ 8 – 1 ปีเศษ น้ำหนักประมาณ 18 กิโลกรัมขึ้นไป สามารถจำหน่ายกิโลกรัมสะ 120 – 160 บาท(ภาคใต้) และจำหน่ายในราคา 90 – 110 บาท (ภาคกลางและภาคอื่นๆ)
  • ต้องมีอาหารหยาบได้แก่ หญ้า ถั่ว ไม้ยืนต้น เป็นต้นและเสริมด้วยอาหารข้น โดยต้องจัดทำแปลงพืซอาหารสัตว์หรือมีพืชอาหารสัตว์ในทำเลสาธารณะสำหรับแพะที่เพียงพอ
  • ทำวัคซีนป้องกันโรคและถ่ายพยาธิตามโปรแกรมที่ครมปศุสัตว์แนะนำ

เลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์

  • พันธุ์กบที่จะนำมาเลี้ยง ควรเลือกกบนา เพราะเจริญเติบโตเร็ว
  • เริ่มต้นเลี้ยง
    โดยนำลูกกบอายุประมาณ 30-45 วัน ที่มีขนาดไกล้เคียงกันลงเลี้ยงในบ่อเดียวกัน จำนวน 1,200 ตู้ว (อัตราปล่อย 100 ตัวต่อตารางเมตร เมื่อคัตลูกกบลงเลี้ยงในบ่อเลี้ยงแล้วให้ใส่วัชพืชน้ำและวัสดุลอยน้ำลงไป เช่น แพไม้ไผ่ ไม้กระดานหรือแผ่นโฟม เพื่อให้กบขึ้นไปอาศัยอยู่และนำทางมะพร้าวมาคลุมบ่อเพื่อบังแดดด้วย ระดับน้ำในบ่อประมาณ 30 เชนติเมตร ในช่วงที่นำลูกกบลงไปเลี้ยงบ่อซีเมนตใหม่ๆในระยะนี้ ให้ใช้อาหารเม็ดสำหรับเลี้ยงลูกกบเล็กไประยะหนึ่งก่อน เมื้อกบโตขึ้นจึงค่อยให้อาหารเม็ดสำหรับเลี้ยงกบโต หรืออาหารเม็ดสำเร็จรู้ปสำหรับปลาดุกวันละ 2 ครั้ง ในเวลาเช้า-เย็น ปริมาณอาหารที่ให้ขึ้นอยู่กับปริมาณการกินอาหารของกับ โตยใช้หลักการสังเกตว่าหลังจากให้อาหารไปแล้วประมาณ  20 นาที หากกบกินอาหารหมดก็จะเพิ่มอาหารให้อีก นอกจากอาหารเม็ดแล้วสามารถใช้เนื้อปลาสับหรือ เนื้อหอยโข่งสับ มาใช้เป็นอาหารเสริมเพื่อลดต้นทุนค่าอาหาร ในระหว่างการเลี้ยงควรจะคัดขนาดของกบประมาณ 3 -4 ครั้ง โดยคัดกบที่มีขนาดเท่า ๆ กันปล่อยลงเลี้ยงในบ่อเดียวกัน เพื่อป้องกันกบกินกันเอง ใช้ช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 3 -4 เดือน จะได้กบขนาด 4 -5 ตัวต่อกิโลกรัม หรือน้ำหนักประมาณ 200 -300 กรัมต่อตัว ก็สามารถจับกบออกจำหน่ายได้
  • การดูแลรักษาการเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์ต้องมีการขัดล้างบ่อและถ่ายเทน้ำ เพราะถ้าที่อยู่อาศัยของกบสะอาดและมีสุขลักษณะที่ดีกบจะมีการเจริญเติบโตดี ไม่เป็นโรคได้ง่ายนอกจากนั้น กบเป็นสัตว์ที่ตื่นและตกใจง่าย ซึ่งเมื่อตกใจแล้วกบจะเกิดการซักเป็นตะคริวและช็อกตายได้ดังนั้น การทำความสะอาดภายในบ่อเลี้ยงกบต้องทำด้วยความระมัดระวัง

ที่มา: กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


บทความอื่นที่น่าสนใจ

สวนเกษตรผสมผสาน ๙ ผ่านไป 1 ปี (คลิป)

สวนเกษตรผสมผสาน ๙ ผ่านไป 1 ปี (คลิป)

สวนเกษตรผสมผสาน


ระบบเกษตรผสมผสานเป็นการจัดระบบของกิจกรรมการผลิตในไร่นา ได้แก่ พืช สัตว์ ประมง ให้มีการผสมผสานอย่างต่อเนื่องและเกื้อกูลในการผลิตซึ่งกันและกัน โดยการใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่ในไร่นา เช่น ดิน น้ำ แสงแดดอย่างเหมาะสมเกิดประโยชน์สูงสุด มีความสมดุล  ของภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและเกิดผลในการเพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติด้วย

หลักการของเกษตรแบบผสมผสานมี 4 ประการคือ

  • ประกอบด้วยกิจกรรมการผลิตตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป อาจเป็นการผสมผสาน ระหว่างพืชกับพืช สัตว์กับสัตว์ หรือสัตว์กับพืช
  • กิจกรรมการผลิตแต่ละชนิดจะต้องเกื้อกูลกันเป็นวงจร โดยพิจารณาจาก การหมุนเวียนการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับอาหาร อากาศและพลังงาน
  • ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
  • ใช้แรงงานคนเป็นหลัก โดยเป็นแรงงานที่มีอยู่ภายในครอบครัว ครอบครัวเกษตรกรต้องมีความใจเย็นและเข้าใจ มีความอดทนมุมานะในการทำกิจกรรมอย่าง ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งต่างจากที่เคยทำในการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ทำเสร็จแล้วก็เสร็จเลย แต่การทำ เกษตรแบบผสมผสานต้องให้เวลาทำกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ระบบเกษตรผสมผสานเป็นระบบที่สามารถจะแก้ปัญหาการว่างงานของประชากรและลดความเสี่ยงจากการประกอบอาชีพทางการเกษตรของเกษตรกรได้เป็นระบบที่ต้องมีการวางแผน มีการจัดการทรัพยากรการผลิตใน ระดับไร่นาสวนผสม และการจัดการในด้านเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ทุน แรงงาน และการตลาด

โคกหนองนาโมเดล มีองค์ประกอบอย่างไร?

อย่างที่เราได้บอกไปว่าแต่ละคำของชื่อ เป็นแนวทางการทำการเกษตรอินทรีย์ และการสร้างวิถีชีวิตที่มีความยั่งยืนอย่างที่สุด ถามว่า โคกหนองนาโมเดล มีองค์ประกอบอย่างไร ?

  • โคก หรือ “พื้นที่สูง”
    เป็นดินที่ถูกมนุษย์ขุดขึ้นมาจากการทำหนองน้ำ แล้วนำดินนั้นมาทำเป็นโคก บนโคกจะปลูกป่าโดยทำเป็นป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง สามารถปลูกพืช ผัก ผักสวนครัว เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ หรือเลี้ยงปลา โดยจะทำให้การเป็นอยู่ของเกษตรกรเป็นแบบพอกินพอใช้ หรือตามแนวทางขั้นพื้นฐานแบบเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งปกติแล้วได้มีการจำแนกการปลูกพืชตามแนวความสูงออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่

–   ไม้หัวใต้ดิน อย่าง ขิง ข่า บุก มันมือเสือ กวาวเครือ ฯลฯ

–   ไม้เรี่ยดิน อย่าง ไม้เลื้อยต่าง ๆ ไม่ว่าจะ รางจืด พริกไทย ฯลฯ

–   ไม้เตี้ย ซึ่งเป็นไม้พุ่มเตี้ยที่ไม่ได้มีความสูงมากอยู่ใต้ไม้สูง และไม้กลางอย่าง มะเขือ พริก ติ้ว เหรียง ผักหวานบ้าน ฯลฯ

–   ไม้กลาง โดยจะเป็นต้นไม้ที่ไม่ได้สูงมาก ส่วนใหญ่เป็นไม้ผลที่สามารถเก็บกินได้ อย่าง มังคุด มะม่วง กระท้อน ขนุน สะตอ ไผ่ ฯลฯ

–  ไม้สูง จะเป็นไม้เรือนยอดสูงที่มีอายุยืนนาน อย่าง ยางนา ตะเคียน เต็ง รัง ฯลฯ

และเมื่อถามถึงวิธีการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง อันที่จริงก็ไม่ได้ยุ่งยาก โดยเริ่มต้นจากการนำไม้ที่โตไวอย่าง แค มะรุม ไม้ผล สะเดา กล้วย อ้อย รวมถึงพืชผักที่มีอายุสั้นมาปลูก เพื่อเป็นแหล่งสร้างอาหารให้กับคนในครอบครัว

หลังจากนั้น 1 – 2 ปี ก็เริ่มปลูกไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย เมื่อเติบโตจนมีร่มเงาให้พื้นที่ ก็ค่อยไปเริ่มปลูกบรรดาพืชสมุนไทย และในส่วนของพื้นที่ทำนาควรมีขนาดที่เหมาะสม สามารถปลูกข้าวได้ในปริมาณเพียงพอต่อการกินภายในครัวเรือน ไม่ต้องไปซื้อให้เสียเงิน ต่อด้วยการขุดบ่อน้ำ ร่องน้ำเล็ก เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นของชั้นดิน เลี้ยงปลาไว้เป็นอาหาร เมื่อปลูกป่า 3 อย่าง ก็นำมาใช้ทำประโยชน์ 4 อย่างได้ คือ ใช้ทำที่อยู่ ใช้เป็นเครื่องดื่มสมุนไพร ใช้เป็นเครื่องมือหัตถกรรม ใช้เป็นร่มเงา สร้างความเย็นสบายแก่ตัวบ้าน

  • หนอง หรือ “หนองน้ำหรือแหล่งน้ำ”

หนองที่จะพูดถึงนี้ คือ การขุดหนองเอาไว้เพื่อกักเก็บน้ำที่มีความจำเป็นช่วงหน้าแล้ง ช่วงที่มีน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วม หรือเป็นหลุมที่เอาไว้รับน้ำที่จะมาท่วมขัง (หลุมขนมครก) โดยการขุดปกติแล้วจะเรียกว่าคลองไส้ไก่ หรือคลองที่ใช้ระบายน้ำซึ่งเป็นพื้นที่ตามภูมิปัญญาแบบชาวบ้าน

การขุดจะมีลักษณะคดเคี้ยวออกไปตามพื้นที่ เพื่อเป็นการกระจายน้ำให้เต็ม ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดพลังงานไม่ต้องไปรดน้ำต้นไม้ นอกจากนี้ ยังมีการทำเป็นฝายเอาไว้ทดน้ำ เพื่อให้สามารถเอาไปกักเก็บน้ำไว้ภายในพื้นที่นั้น ๆ ให้ได้มากที่สุด

เมื่อพื้นที่ที่อยู่โดยรอบไม่ได้มีการกักเก็บน้ำ น้ำก็จะไหลหลากลงมาภายในหนองน้ำ รวมถึงคลองไส้ไก่ ช่วยให้สามารถใช้ฝายกักเก็บไว้ใช้ยามหน้าแล้งได้ ทั้งยังมีการพัฒนาพื้นที่ อย่างการขุดลองหนอง คู คลอง เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง และระบายออกเมื่อน้ำไหลหลาก

  • นา

สุดท้ายคือนา ถือเป็นพื้นที่ให้ปลูกข้าวอินทรีย์ตามแบบฉบับพื้นบ้าน ซึ่งจะมีการเริ่มต้นมากจากการพัฒนาฟื้นฟูที่ดิน อย่างการเลือกทำการเกษตรแบบอินทรีย์ยั่งยืน เพื่อคืนสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่เรียกว่าจุลินทรีย์กลับไปยังผืนดิน ช่วยควบคุมปริมาณน้ำที่มีอยู่ภายในนาให้สมบูรณ์ คุมหญ้าโตกำลังดี ปลอดสารเคมี ไม่เป็นอันตรายทั้งคนที่ปลูก รวมถึงคนที่กินด้วย นอกจากนี้ ยังมีการยกคันนา ให้มีความสูงและกว้าง เป็นการเปิดพื้นที่รับน้ำได้ ไม่เป็นภัยเมื่อมีน้ำไหลหลากมาท่วม สามารถปลูกพืชได้ตามคันนา


ฝากกดไลค์ กดแชร์ ติดตามช่องได้ที่ 👇
ที่มา Youtube Channel : โชคเหลืองวิไล แมคโคร


บทความอื่นที่น่าสนใจ

มือใหม่เริ่มต้นเลี้ยงหมูป่า ต้องศึกษาอะไรบ้าง

มือใหม่เริ่มต้นเลี้ยงหมูป่า ต้องศึกษาอะไรบ้าง ?

มือใหม่เริ่มต้นเลี้ยงหมูป่า


หมูป่า นั้นว่ากันว่ามีพื้นเพหรือถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปเอเชียนี่เองในทวีปอื่นอาจมีบ้างก็น้อย และโดยเฉพาะในเอเชียนั้นถือได้ว่าเป็นแหล่งหมูปาแหล่งใหญ่ที่สุด หมูบำาในประเทศไทยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sus scrofa ที่พบก็มีอยู่ 2 พันธุ์ คือ พันธุ์หน้ายาว และพันธุ์หน้าสั้น แต่ก็จะรู้จักลักษณะของแต่ละพันธุ์ เราควรมาทำความรู้จักลักษณะโดยทั่วไปกันเสียก่อน

พันธุ์หมูป่าที่นิยมนำมาเลี้ยง

          ในเมืองไทยมีหมูป่าอยู่ 2 พันธุ์ คือ พันธุ์หน้ายาวและพันธุ์หน้าสั้น บางคนได้ยินดังนี้มักประมาณเอาเองว่าคงดูไม่ยากว่าตัวไหนเป็นพันธุ์หน้ายาว ตัวไหนเป็นพันธุ์หน้าสั้น แต่เรื่องจริงๆ แล้วจะประมาณเอาจากความสั้นยาวของหน้าไม่ได้ เพราะบางตัวที่เป็นพันธุ์หน้าสั้นอาจมีหน้ายาวกว่าพันธุ์หน้ายาวก็ได้หากมีอายุที่แตกต่างกันมาก ดังนั้นจึงต้องอาศัยส่วนประกอบอื่นๆ เข้าช่วยกล่าวคือ

  • พันธุ์หน้ายาว ลักษณะพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ หน้ายาวกะโหลกเล็กลำตัวยาวหุ่นเพียวสูง อายุ 2 ปี ขึ้นไปมีความสูงขนาดเอวผม (80 – 90 เซนติเมตร ขาเล็กและยาวเป็นกลีบเท้าเล็กแต่แข็งแรงมากคล้าย ๆ เก้งจะออกในลักษณะหน้าสูงท้ายต่ำ หูเล็ก แนบชิดลำตัว มีขนสีขาวขึ้นด้านใต้แก้มทั้งสองช้าง และมีขนเป็นแผงขึ้นจากท้ายทอยไปถึงสันหลังขนจะยาวประมาณ 6 นิ้ว เวลาตกใจขนจะชูสูงขึ้นลักษณะขนโดยทั่วไปจะขึ้นเป็นกลุ่ม ๆ ละ 3 รูๆ ละ 1 เส้น ตัวผู้จะมีเขี้ยว ตัวเมียไม่มีเขี้ยว และตัวผู้จะมีผาน หรือผื่นไขมัน ซึ่งหนามาก ปืนยิงไม่เข้า ตรงไหล่ขาหน้า ทั้ง 2 ข้าง และมีตุ่มนม 5 คู่ พันธุ์หน้ายาวจะหากินในป่าตื้น
  • พันธุ์หน้าสั้น ลักษณะใกล้เคียงกับพันธ์หน้ายาว แต่หัวกะโหลกจะใหญ่กว่า ดูแล้วเหมือนพันธุ์หน้ายาวแต่พันธุ์หน้าสั้นมีลักษณะลำตัวจะกลม เตี้ย หูเล็ก ขาสั้น และหนังจะหนากว่าพันธุ์หน้ายาวนมไม่เกิน 10เต้า จะหากินป่าลึก จะมีจ่าฝูงฝูงหนึ่งประมาณ 30 ตัว ตัวเมียใกล้คลอดจะแยกจากฝูงไปเลี้ยงลูกประมาณ 4 เดือน และจะเข้าฝูงใหม่

การให้อาหารเลี้ยงหมูป่า

         อาหารนับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในหลายๆ อย่างทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าหมูป่าจะเจริญเติบโตให้ผลผลิตเต็มความสามารถ ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพอาหารที่กินเข้าไป

         อาหารหลัก คือ ผักและเศษอาหารที่มีอยู่ทั่วไป เช่น ผักบุ้ง ผักตบ หญ้าขน หรืออื่น ๆ ที่พอจะหาได้ แต่ในอาหารที่ให้กินนี้ควรผสมธาตุอาหารอื่นบ้าง เช่น รำ หรือหัวอาหารนิดหน่อยทั้งจะต้องให้ในปริมาณเหมาะสมไม่ใช่กินกันตลอดเวลา หมูบำาจะได้มีเนื้อหนา ไม่มีมัน ถ้าให้หัวอาหารหรืออาหารถุงก็ได้ หมูป่าจะโตไว ตัวใหญ่แต่ปัญหาจะตามมา คือทำให้มีไขมันมาก หนังไม่กรอบ และไม่หนา ถ้าหมูป่ามีปัญหาแบบนี้ การจำหน่ายจะมีปัญหาทันที

อาหารที่ใช้เลี้ยงหมูป่า แบ่งเป็น 5 ระยะ โดยให้วันละสองมื้อ (เช้า-เย็น)

  • อาหารสำเร็จหมูดูดนม ให้จนกระทั่งถึงลูกหมูหย่านม
  • อาหารหมูรุ่น (ช่วงนี้จะกินอาหารประมาณวันละ 0.5 กิโลกรัม) ให้กับลูกหมูหลังหย่านมนาน 2.5 เดือน
  • อาหารหมูขุน (ช่วงนี้จะกินอาหารประมาณวันละ 0.5 กิโลกรัม)ให้จนหมูมีอายุ 1 ปี แล้วส่งชำแหละจะได้น้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม
  • อาหารพ่อแม่พันธุ์และระยะหลังตั้งท้อง แม่หมูที่ผสมติดแล้วจะให้กินอาหารวันละ 1 กิโลกรัมเป็นเวลา 2.5 เดือน แล้วจึงให้อาหารเพิ่มขึ้นเป็น 15 กิโลกรัม ต่อวันจนถึงอีก 2 อาทิตย์จะคลอด ให้กินอาหารเพียง 1 กิโลกรม ต่อวัน
  • อาหารแม่หมูเลี้ยงลูก เมื่อคลอดแล้วให้กินอาหาร 3 กิโลกรัมต่อวัน ว่ากันว่าการให้อาหารหมูปำจะประหยัดมาก เพราะหมูป๋กินอาหารน้อยกว่าหมูบ้านถึง 5 เท่า อาหารเลี้ยงหมูบ้าน 1 ตัว จึงเลี้ยงหมูป่าได้ 5 ตัว ปกติจะให้อาหารหมูป่าวันละ 2 มื้อ มื้อละครึ่งกิโลกรัม

การจัดการและการป้องกันโรค

      การเลี้ยงหมูป่า นั้นมีความคล้ายคลึงกับการเลี้ยงหมูบ้านมาก จะมีข้อปฏิบัติที่แตกต่างกันบ้างก็ตรงที่ว่าแสงแดด หมูป่ต้องการแสงแดดมากกว่าหมูบ้าน จึงควรเปิดโอกาสให้มีแสงแดดส่องถึงคอกหมู ความสงบ นับว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหมูบำาตกใจง่าย ประสาทสัมผัสรับรู้เร็วที่สุด โดยเฉพาะเรื่องเสียง หากมีเสียงดังแล้วจะวิ่งกันไม่หยุดโดยเฉพาะเล็บของหมูปาจะตะกุยกับพื้น มาก ๆ เข้ามันแรงขนาดขุดพื้นปูนจนมีกลิ่นเหม็นไหม้เลยทีเดียวฉะนั้นพื้นหินจึงจำเป็นจะต้องขัดมันใครที่คิดว่าการเลี้ยงหมูบำจะต้องการให้หมูปัออกกำลังกายมากหรือวิ่งมาก ๆ เพื่อไม่ให้มีไขมันนั้นจึงไม่เป็นเรื่องจริง

  • ความสะอาด ในด้านความสะอาดก็เช่นกันหมูบำาแทนที่จะชอบเลอะเทอะเหมือนว่าอยู่ดง แต่ความจริงชอบความสะอาด ควรจะมีการฉีดน้ำล้างคอกทุกวันและราดน้ำยาฆ่าเชื้อทุกอาทิตย์จะช่วยป้องกันโรคได้ดีมากหากโรงเรือนหรือคอกเลี้ยงทำให้สะอาดดีแล้วจะไม่มีปัญหาอะไรเกี่ยวกับโรค เพราะปกติหมูบำามีความต้านทานโรคสูงอยู่แล้ว ไม่มีโรคประจำตัวอะไรมากนัก
  • การป้องกันโรค หมูป่าไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคนักเพราะเป็นสัตว์ที่แข็งแรงอยู่แล้ว อาจมีบ้างก็ในลูกหมูก่อนหย่านม เช่นท้องร่วง โรคปอดบวม แต่มีอาการเพียงเล็กน้อยเมื่อให้ยาที่ถูกต้องก็ไม่มีปัญหาอะไร (โรคของหมูป่ามันจะไม่ค่อยแสดงอาการเป็นโรคให้เห็น ถ้าหากว่าโรคยังคุกคามไม่มาก เมื่อหมูไม่แสดงอาการตั้งแต่แรกที่โรคเข้าแทรกก็ทำให้เราไม่รู้ว่าหมูเป็นโรค จะรู้ก็ต่อเมื่อโรคแทรกซ้อนมากขึ้นจนแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว จึงแสดงอาการให้เห็น บางตัววันนี้ยังสังเกตเห็นท่ทางยังปกติอยู่แต่เมื่อถึงวันรุ่งขึ้นหมูตัวนั้นก็นอนตายคาคอกก็มี)
  • โรคอื่น ๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วนี้ก็มีโรคขี้เรื้อน ซึ่งมักจะเกิดในหน้าหนาว แต่โรคนี้เราก็สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการฉีดยา โดยในการฉีดยานั้น ให้ฉีดไปบนสันหลังของหมูปา ทั้งนี้คนฉีดจะอยู่นอกคอก เมื่อหมูป่าเข้าใกล้ก็เอาเข็มจิ้มลงไปบนหลังแล้วฉีดปล่อยยาเข้าฃ

บทความอื่นที่น่าสนใจ

ไอเดีย การทำค้างผัก ด้วยงบ 100 บาท สะดวกง่ายได้ผลดี

(คลิป) ไอเดีย การทำค้างผัก ด้วยงบ 100 บาท สะดวกง่ายได้ผลดี

ค้าง คือเสาหลักสำหรับให้ไม้เลื้อยหรือไม้เถายึดเกาะ นิยมใช้ในการปลูกผักสวนครัว ไม่ว่าจะเป็น มะเขือเทศ มะระ ถั่วพู ถั่วฝักยาว ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะใช้ปลูกผักแล้ว ค้างไม้เลื้อยยังนับว่าเป็นของตกแต่งที่ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้กับสวนของคุณอีกอย่างนึงด้วย

ค้างผัก

วิธีทำค้างผัก ค้างทำขึ้นเพื่อให้พืชกลุ่มไม้เลื้อย เช่น แตง บวป มะระ ได้เกาะเลื้อยเจริญเติบโตอย่างเป็นที่เป็นทาง ที่สำคัญยังมีส่วนช่วยเรื่องผลผลิต และคุณภาพของผลผลิตในทางอ้อมๆอีกด้วย

วิธีการทำค้างผัก

  • ใช้ไม้ไผ่ยาว 5 – 3 เมตร ปักลงในดินลึก 20 – 30 เซนติเมตร เพื่อใช้ทำเป็นเสา โดยจะปักตลอดแนวยาวของแปลงปลูก ห่างกันต้นละ 3 เมตร
  • ใช้เชือกขึงเป็นราวบน-ล่าง โดยเชือกทั้งบนและล่างจะต้องร้อยเข้ากับห่วงของตะข่าย(ตะคัด) ก่อนจะขึงให้ตึงเข้ากับเสาที่เตรียมไว้
  • คลี่ตาข่ายออกตลอดแนวปลูก เทคนิค ไล่ตาข่ายจากกลางแนวปลูกไปถึงหัวและท้ายซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด
  • ผูกตาข่ายกับเสาให้แน่น

ประโยชน์ของการทำค้างผัก

  • ง่ายต่อการเก็บเกี่ยว
  • เพิ่มผลผลิต
  • เพิ่มคุณภาพของผลผลิตทั้งรูปและความสม่ำเสมอของสีผิว
  • ดูแลรักษาพืชปลูกได้ง่าย เป็นระเบียบ ส่งผลให้ง่ายต่อการจัดการ ซึ่งเป็นการป้องกันความเสียหายของผลิตในขณะทำงานแบบอ้อมๆ

โดย : The Country Life Thailand

ตัวอย่าง ไอเดีย การทำค้างผัก  แบบต่างๆเพิ่มเติม

ค้างผัก

การทำค้างผัก

การทำค้างผัก

การทำค้างผัก


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เลี้ยงจิ้งหรีด แมลงเศรษฐกิจ เทคนิคและการจัดการเลี้ยงจิ้งหรีด

เลี้ยงจิ้งหรีด แมลงเศรษฐกิจ เทคนิคและการจัดการเลี้ยงจิ้งหรีด

เลี้ยงจิ้งหรีด

ลักษณะทั่วไปของ จิ้งหรีด

จิ้งหรีดเป็นแมลงที่มีลักษณะปากเป็นแบบปากกัด มีตารวม หนวดยาว ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี และกินอาหารได้ทั้งพืชและสัตว์ขยายพันธุ์ ได้เร็ว มีชาคู่หลังขนาดใหญ่ แข็งแรง กระโดดเก่ง ตัวเมียวางไขใต้ดินลึกประมาณ 1-2 เชนติเมตร ตั้วอ่อนและตัวเต็มวัยจะหลบซ่อนตัวตามสนามหญ้าอยู่ในรูเก่าของแมลงอื่น รอยแตกของดินหรือ ตามกองวัสดุทั่วไป

สายพันธุ์จิ้งหรีด

มีชื่อเรียกแตกต่างกันหลายชนิดตามภาษาท้องถิ่น เช่น 1. จิ้งโกร่ง (จิโปม จิ้งกุ่ง) 2. จิ้งหรีดทองดำ 3. จิ้งหรืดทองแดง 4. จิ้งหรีดทองแดงลาย (จิ้งหรีดนิล)

  • ระยะไข่ : ไข่จิ้งหรืดจะมีสีเหลืองรวมกันเป็นกลุ่มในดิน ลักษณะยาวเรียวคล้ายเมล็ดข้าวสาร ความยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร เพศเมียจะวางไข่เป็นรุ่นได้ประมาณ 4 รุ่น ๆ ละ 200-300 ฟอง ระยะไข่ใช้เวลา ประมาณ 7 วัน จึงฟักออกมาเป็นตัวอ่อน
  • ระยะตัวอ่อน : ตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ จะมีลักษณะคล้ายมด เมื่อโตขึ้น เริ่มมีปีก เรียกว่า ระยะใส่เสื้อกั๊ก ต้องลอกคราบประมาณ 8 ครั้ง จึงจะเจริญเป็น
  • ตัวเต็มวัย : ระยะตัวอ่อนพันธุ์จิ้งหรีดทองดำ ใช้เวลาประมาณ 35-40 วัน สำหรับพันธุ์ทองแดงใช้เวลาประมาณ 46-50 วัน จึงจะลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยระยะตัวเต็มวัย เป็นระยะที่สามารถแยกเพศได้ชัดเจน เพศผู้ มีปีกคู่หน้าย่น ทำให้เกิดเสียง โดยใช้ปีกคู่หน้าถูกัน เพื่อใช้สื่อสาร เพศเมียมีปีกคู่หน้าเรียบ และมีอวัยวะวางไข่ คล้ายเข็มยื่นออกมาจากส่วนท้อง โดย ทั่วไป จิ้งหรีดตัวเต็มวัยมีอายุเฉลี่ยประมาณ 45-60 วัน

การผสมพันธุ์จิ้งหรีด

จิ้งหรีดจะผสมพันธุ์เมื่อลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยประมาณ 3 – 4 วัน ระยะเวลาผสมประมาณ 10 – 15 วินาที การผสมพันธุ์และวางไข่แต่ละรุ่นจะใช้เวลาประมาณ 15 วันต่อครั้ง ต่อรุ่น เมื่อหมดช่วงอายุการวางไข่รุ่นสุดท้ายแล้วตัวเมียก็จะตาย

การเตรียมการก่อนเลี้ยงจิ้งหรีด
เลี้ยงจิ้งหรีด

การเตรียมวัสดุอุปกรณ์

  • สถานที่เลี้ยงจิ้งหรีด ควรเป็นที่ดอนน้ำไม่ท่วมขัง อากาศถ่ายเทได้สะดวกบริเวณที่เลี้ยงต้องไม่ตากแดดตากฝน
  • ภาชนะที่ใช้เลี้ยงจิ้งหรีด เช่น วงบ่อปูนซีเมนต์ขนาดกว้าง x สูง (80 x 50 เซนติเมตร) เทปูนบาง ๆ ที่ก้นบ่อประมาณ 12 – 1 นิ้ว หรือ กะละมัง โอ่ง ถังน้ำ กล่องกระดาษ เป็นต้น
  • พลาสติกตาข่ายไนลอน ปิดปากบ่อขนาด 100 x 100 เซนติเมตร
  • ยางรัดตาข่ายกับปากบ่อ
  • แผ่นพลาสติกหรือเทปกาวใสกว้างประมาณ 3 นิ้ว  ติดขอบในปากบ่อ
  • วัสดุรองพื้น เช่น แกลบปนทรายหรือฟางแห้ง
  • ขวดน้ำพลาสติกเจาะรูข้างขวด หรือถาดน้ำแบน ๆ อย่างละ 2 ที่ต่อบ่อ
  • อาหารหลัก เช่น หญ้าสดอ่อน ผักบุ้ง ตำลึง ฟักทองและหยวกกล้วย เป็นต้น
  • อาหารเสริม เช่น ร่ำอ่อน อาหารไก่ อาหารปลา เป็นต้น อย่างละ 2 ที่ต่อบ่อ
  • ภาชนะสำหรับใส่ดินร่วนปนทรายประมาณ 1-2 กิโลกรัม เพื่อให้จิ้งหรีดวางไข่ เช่น กระบะ ขันพลาสติก หรือถุงพลาสติก
  • ถาดไข่แบบกระดาษ หญ้าแห้ง หรือกาบมะพร้าว เพื่อเป็นที่หลบซ่อนหรือที่อยู่อาศัยของจิ้งหรีด
    จิ้งหรีด

การเตรียมพ่อ-แม่พันธุ์

  • คัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์ ที่มีสีเข้ม ตัวโตแข็งแรง มีอวัยวะครบทุกส่วน
  • ปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์ลงบ่อ ในอัตราส่วน พ่อพันธุ์ : แม่พันธุ์ = 1 : 3

วิธีการและการจัดการเลี้ยงจิ้งหรีด

วิธีการเลี้ยงจิ้งหรีด มี 2 วิธี ได้แก่

  • การเลี้ยงแบบคละรุ่น ปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์จิ้งหรีดลงบ่อปูนเลี้ยงอัตราส่วน 1 : 3 ใส่ดินร่วนปนทรายในกระบะหรือขันไข่ 2-3 ขัน จิ้งหรีดเมื่อผสมพันธุ์ครบ 7 วันจะเริ่มวางไข่ และออกเป็นตัวอ่อน จากนั้นนำกระบะหรือขันไข่มาวางเพิ่มในบ่อเดิม จิ้งหรีดพ่อ-แม่พันธุ์จะวางไข่รุ่น 2, 3, 4 ต่อไป (4 รุ่น ๆ ละ 2,000 – 2,500 ตัว) ผู้เลี้ยงจะทยอยจับจิ้งหรีดขาย ทั้งนี้ การเลี้ยงจิ้งหรีดแบบคละรุ่น จะพบปัญหาในเรื่องการจัดการและการเก็บผลผลิตเพื่อจำหน่ายเพราะมีจิ้งหรีดหลายวัยในบ่อ ทำให้จำหน่ายได้ราคาไม่ดี
  • การเลี้ยงแบบแยกรุ่น ปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์จั๋งหรีดลงบ่อปูนเลี้ยงอัตราส่วน 3 : 9 ใส่ดินร่วนปนทรายในกระบะ หรือขันใส่ 3-5 ชั้น จิ้งหรีดเมื่อผสมพันธุ์ครบ 7 วัน จะเริ่มวางไข่ หลังวางไข่ 5 วัน หากระบะหรือขันไข่ใหม่มาวางแทนของเดิม จิ้งหรีดพ่อ-แม่พันธุ์ จะวางไข่รุ่น 2, 3, 4 ต่อไป (4 รุ่น ๆ ละ 2,000 – 2,500 ตัว) และนำกระบะหรือขันไข่เดิมออก นำไปใส่บ่อเลี้ยงจิ้งหรีดใหม่ เมื่อโตจะมีขนาดตัวเต็มวัยเท่า ๆ กัน สะดวกต่อการจัดการผลผลิตผู้เลี้ยงสามารถเก็บผลผลิตขายเป็นรุ่น ๆ ต่อไป และยังสามารถหาตลาดในการจำหน่ายจิ้งหรีด

การจัดการเลี้ยงจิ้งหรีด

การจัดการสุขลักษณะ การเลี้ยงจิ้งหรีดเน้นเรื่อง ความสะอาด เช่น ควรทำความสะอาดบ่อ และตากบ่อก่อนเลี้ยงรุ่นใหม่ต่อไป และมีการจัดการเลี้ยงจิ้งหรีดอย่างเป็นระบบ

  • การวางวงบ่อปูนซีเมนต์เลี้ยงจิ้งหรีด จะวางมากหรือน้อยขึ้นอยู่ที่ขนาดความกว้างยาวของโรงเรือน ควรวางเรียงกันเป็นแถวให้แต่ละวงห่างกันประมาณ 3 นิ้ว พอที่ผู้ดูแลจะปฏิบัติงานได้สะดวก พื้นบ่อเทปูนหนาประมาณ 12 – 1 นิ้ว เพื่อป้องกันความขึ้นจากดินผ่านขึ้นมาและป้องกันมดจากใต้ดินเข้ามาทำลายไข่ และตัวจิ้งหรีด และ ควรล้างบ่อปูนซีเมนต์ให้สะอาด รอบวงบ่อด้านนอกให้ป้องกันมดด้วยการโรยปูนขาวหรือใช้ผ้าชุบน้ำมันเครื่องพันรอบวงด้านล่าง
  • การจัดการภายในวงบ่อปูนชีเมนต์เลี้ยงจิ้งหรีด
    • ภายในวงบ่อรองพื้นกันบ่อบาง ๆ ด้วยแกลบปนทรายหรือฟางแห้ง บริเวณภายในปากบ่อด้านบนติดด้วยแผ่นพลาสติกหรือ เทปกาวใส กว้างประมาณ 3 นิ้ว ติดขอบในปากบ่อให้ชายพลาสติก หย่อนลงในบ่อ ป้องกันจิ้งหรีดไต่ออกนอกบ่อ
    • ใส่ถาดไข่แบบกระดาษ หญ้าแห้ง หรือกาบมะพร้าววางตรงกลางบ่อหรือริมบ่อเพื่อเป็นที่หลบซ่อนหรือที่อยู่อาศัยของจิ้งหรีด
    • ภาชนะ เช่น กระบะหรือขันพลาสติกหรือถุงพลาสติกสำหรับใส่ดินร่วนปนทรายประมาณ 1-2 กิโลกรัม ที่มีความชื้น ว่างไว้ข้าง ๆ ขอบบ่อเพื่อให้จิ้งหรีดวางไข่  ในช่วงตัวเต็มวัยพร้อมที่จะวางไข่ ทุก 3 วัน ให้ใช้ฟ็อกกี้ฉีดน้ำพอชื้นไม่แฉะ ก่อนฉีดน้ำให้นำถาดอาหารออกก่อนเพราะถ้าเปียกจะทำให้เกิดเชื้อรา และก่อนจิ้งหรีดวางไข่รุ่นใหม่ต้องล้างภาชนะสำหรับวางไข่ แล้วเปลี่ยนดินที่จิ้งหรีดวางไข่ทุกครั้ง
    • การให้น้ำ – อาหารจิ้งหรีด  ต้องให้สม่ำเสมอทุก 2 วัน ทั้งพืชอาหารหลัก อาหารเสริม และน้ำ โดยต้องทำความสะอาดภาชนะที่ใส่อาหาร และน้ำ ทุกครั้ง

    • พืชอาหารหลัก ได้แก่ ต้นอ่อนและยอดอ่อนของพืช เช่น ผักบุ้ง ตำลึง ฟักทอง หยวกกล้วย และผักตบชวาหรือหญ้าสดทุกชนิด เช่นหญ้าขน หญ้าปากควาย หญ้าลูซี่ และหญ้าตีนกา เป็นต้น ใช้เลี้ยงจิ้งหรีดจะเจริญเติบโตเร็ว และให้ผลผลิตสูง โดย 2 วัน ให้หญ้า 1 ครั้ง ครั้งละ 1 กำมือโดยหญ้าเก่าไม่ต้องนำออก จะเป็นที่อาศัยของจิ้งหรีดต่อไป
    • อาหารเสริม เช่น รำอ่อน หรืออาหารสำเร็จรูปที่ใช้เลี้ยงไก่จิ้งหรีด 1 บ่อ ใช้อาหาร 3 กิโลกรัมต่อรุ่น อาหารเสริมควรให้ในปริมาณที่ กินหมดภายใน 2 วัน
    • การให้น้ำจิ้งหรีด ใส่ขวดน้ำพลาสติกเจาะรูข้างขวด 2 รู และใส่น้ำพร้อมผ้าสะอาด ม้วนผ้าใส่รูที่เจาะเพื่อให้น้ำซึมสำหรับจิ้งหรีดวัยตัวอ่อนกิน หรือถาดน้ำแบน ๆ ที่ใส่ก้อนหินให้จิ้งหรีดตัวเต็มวัยเกาะกันจมน้ำตาย ทั้งนี้ ควรเปลี่ยนผ้าสะอาดม้วนใส่รูขวดพลาสติกใหม่ หลังเก็บ ผลผลิตแล้วปิดปากบ่อด้วยพลาสติกตาข่ายไนล่อน (มุ้งเขียว) ใช้ยางรัดตาข่ายกับปากบ่อ ป้องกันจิ้งหรีดบินหนี และศัตรูที่จะเข้ามาทำลายจิ้งหรีด
  •  หลังปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์แล้ว 3 วัน ควรตรวจเช็คดู ถ้าตายต้องหามาทดแทน

การเก็บผลผลิต

ตัวจิ้งหรีด ก่อนนำจิ้งหรีดจำหน่ายหรือบริโภคก่อน 3 วันต้องงดให้อาหารเสริม เพื่อไมให้มีกลิ่นตัว จัดการเก็บตัวจิ้งหรีดโดยยกถาดไข่เขย่าเพื่อให้มูลจิ้งหรีดร่วงแล้ววางถาดไข่กลับลงในบ่อให้จิ้งหรีดตัวเต็มวัยเกาะ หลังจากนั้นประมาณ  5 นาที ยกถาดไข่เขย่าในกะละมัง ถังพลาสติก หรือใช้สวิงพลาสติกช้อน  จากนั้นเทจิ้งหรีดบรรจุลงในถุงพลาสติก ถุงละ 5 กิโลกรัม แล้วนำมาแช่น้ำแข็ง จะสามารถเก็บไว้รอจำหน่ายได้ประมาณ 1 สัปดาห์

ไข่จิ้งหรีด สามารถนำกระบะหรือขันไข่ หรือถุงพลาสติกไปทำพันธุ์ หรือจำหน่ายพันธุ์ใด้ ในช่วงฤดูหนาวควรทำการบ่มไข่จิ้งหรีดเพื่อให้จิ้งหรีดออกตัวตามปกติโดยใช้กระบะขันไข่ หรือถุงพลาสติกเรียงช้อนกัน วางในบ่อปูนเลี้ยงที่มีแดดส่องถึงหรือคลุมด้วยผ้าพลาสติกหรือกระสอบป่าน 2-3 คืน

มูลจิ้งหรีด สามารถนำไปทำปุ๋ยปลูกพืชได้

การปฏิบัติหลังการเก็บผลผลิต

ควรทำความสะอาดบ่อ และตากบ่อก่อนเลี้ยงรุ่นใหม่ทุกครั้ง

  • ถาดรังไข่ควรเคาะมูลจิ้งหรีดเก่าออกให้สะอาดเพื่อเป็นที่หลบซ่อนตัวของจิ้งหรีดรุ่นใหม่ต่อไป และนำมูลจิ้งหรีดไปทำปุ๋ยใส่ต้นไม้ได้
  • ควรเปลี่ยนสายพันธุ์จิ้งหรีดรุ่นพ่อ-แม่พันธุ์ เมื่อเลี้ยงไปแล้วประมาณ 1-3 รุ่นเพื่อป้องกันเลือดชิดในจิ้งหรีด โดยหาพันธุ์จากธรรมชาติ หรือแลกเปลี่ยนในหมู่ผู้เลี้ยงจิ้งหรีดหากเลี้ยงต่อเนื่องกันโดยไม่เปลี่ยนพันธุ์ขนาดตัวจิ้งหรีดจะเล็กลงและอ่อนแอไม่ทนต่อโรค การวางไข่และผลผลิตจิ้งหรีดจะลดลง

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เชื้อรามหัศจรรย์สำหรับใช้ควบคุมโรคพืช

เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (Trichoderma spp.) เชื้อรามหัศจรรย์สำหรับใช้ควบคุมโรคพืช

เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า

เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (Trichoderma spp.)

เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า จัดเป็นเชื้อราชั้นสูงที่เป็นเชื้อราปรปักษ์ที่สามารถควบคุมเชื้อราสาเหตุของโรคูพืชได้หลายชนิดดังนี้ เชื้อราพิเทียม (Pythium spp.) เชื้อราไฟทอฟเทอร่า (Phytopthora spp.) เชื้อราสเคอโรเทียม (Sclerotium spp.) เชื้อราไรซอกโทเนีย (Rhizoctonia spp.) เชื้อราคอลเลทโททริกัม (Colletotrichum spp.) เชื้อราอัลเทอนาเรีย (Alternaria spp.) เชื้อราฟิวชาเรียม (Fusarium spp.)

ประยชน์ของเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า

  • ช่วยลดกิจกรรม ของเชื้อราสาเหตุของโรคพืช
  • ช่วยลดปริมาณ เชื้อราสาเหตุ ของโรคพืช
  • เพิ่มการเจริญ เติบโตของพืช

การผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าชนิดสด

อุปกรณ์ที่ใช้

เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า

  1. หัวเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าชนิดผง
  2. หม้อหุงข้าวไฟฟ้าอัตโนมัติ
  3. ถุงพลาสติกทนร้อน ขนาด 9×14 นิ้ว
  4. แอลกอฮอล์ 70%
  5. แอลกอฮอล์ 95%
  6. ข้าวสาร
  7. ถ้วยตวงหรือแก้วน้ำ
  8. ทัพพีตักข้าว
  9. เข็มฉีดยา เบอร์ 18
  10. ยางวง

วิธีการผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าชนิดสด

  • ล้างข้าวสารเจ้าให้สะอาดอย่างน้อย 5 ครั้ง
  • หุงข้าวด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าอัตโนมัติ ในอัตราข้าว 3 ส่วน+ น้ำ 1 ส่วน เมื่อข้าวสุกให้ใช้ทัพพีซุยข้าวให้ทั่ว
  • ตักข้าวสุก ขณะข้าวยังร้อน เพื่อช่วยทำลายจุลินทรีย์จากอากาศที่อาจปนเปื้อนในถุงข้าว ตักข้าวสุกประมาณ 2 ทัพพีครึ่ง ต่อถุง (250 กรัม) ใส่ในถุงพลาสติกทนร้อน ขนาด 9×14 นิ้ว

  • เกลี่ยข้าวให้แบนราบ รีดอากาศออกจากถุงให้ถุงพลาสติกแนบกับข้าว เพื่อลดการเกิดหยดน้ำ จากนั้นรอให้ข้าวอุ่น (โดยใช้หลังมือแตะที่ถุงข้าว ให้ร้อนพอทนได้) จึงนำไปใส่หัวเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (ราเขียว)
  • เปิดปากถุงให้น้อยที่สุด แล้วใส่หัวเชื้อลงในถุงข้าวในตู้เขี่ยเชื้อเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์อื่นๆ ใส่หัวเชื้อเพียงเล็กน้อยประมาณ 2-3 เหยาะ (1กรัม) ต่อถุง

  • รัดยางตรงปากถุงให้แน่น ก่อนเขย่าถุงข้าวเบา ๆ เพื่อให้หัวเชื้อกระจายทั่วถุง
  • รวบถุงให้บริเวณปากถุงพอง ก่อนใช้เข็มแทงรอบ ๆ ปากถุงที่ รัดยางไว้ ไม่น้อยกว่า 60 รู

  • เกลี่ยข้าวในถุงให้แผ่กระจายแบนราบ ดึงบริเวณกลางถุงขึ้น เพื่อให้มีอากาศเข้าไปในถุงข้าว จากนั้นบ่มเชื้อเป็นเวลา 7 วัน โดยวันที่ 3 ให้จับถุงเขย่าเพื่อกระตุ้นการสร้างสปอร์
  • วางถุงเชื้อไม่ให้ซ้อนทับกัน ในห้องที่มีแสงสว่าง และอากาศถ่ายเท ปลอดจากมด ไร และสัตว์อื่นๆ

  • เมื่อครบ 7 วันเชื้อจะเจริญเป็นสีเขียวเต็มถุง สามารถนำไปใช้ได้ทันที หากใช้ไม่หมดควรเก็บ ในตู้เย็นช่องธรรมดาไม่เกิน 1 เดือน

การใช้เชื้อราตรโคเดอร์ม่าควบคุมโรคข้าวที่มีสาเหตุจากเชื้อรา

  • ครั้งที่ 1 เตรียมเมล็ดพันธ์ แช่เมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยน้ำเปล่า 1 คืน จากนั้นแช่ด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าชนิดสด อัตรา 1 กก. ต่อน้ำ 100 ลิตร นาน 30 นาที ยกขึ้นบ่มข้าวต่ออีก 1 คืน จึงนำเมล็ด ไปหว่านลงแปลง
  • ครั้งที่ 2 อายข้าว 20-30 วัน ใส่เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าชนิดสดพร้อมการปล่อยนำเข้านา อัตรา 2 กก./ไร่ครั้งที่ 3 อายุข้าว 60-70 วัน ฉีดพ่นเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าชนิดสดให้ทั่วแปลงนา อัตรา 1 กก./น้ำ 100 ลิตร
  • ครั้งที่ 4 อายข้าว 90 วัน ฉีดพ่นเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าชนิดสดให้ทั่วแปลงนา อัตรา 1 กก./น้ำ 100 ลิตร
  • ครั้งที่ 5 อายุข้าว 100 วัน ฉีดพ่นเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าชนิดสดให้ทั่วแปลงนา อัตรา 1 กก./น้ำ 100 ลิตร

หมายเหตุ : ช่วยลดการเกิดโรคใบจุด โรคไหม้ โรคกาบใบแห้ง และโรคเมล็ดด่างได้

การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าควบคุมโรคพืช

การคลุกเมล็ด
อัตราการใช้ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าซนิดสด 10 กรัม หรือ 1 ช้อนแกง ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม

การรองก้นหลุม
อัตราการใช้ ต้นเล็ก 30-60 กรัม ต่อหลุม และ ต้นใหญ่150-300 กรัม ต่อหลุม โดยการโรยเชื้อรา ไตรโคเดอร์ม่า ชนิดสดลงในหลุม แล้วคลุกเคล้ากับดินในหลุม

การผสมวัสดุปลูก
อัตราการใช้
เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าชนิดสด 1 ส่วน ผสมกับ วัสดุปลูก 4 ส่วน เพื่อใช้สำหรับเพาะกล้าในกระบะเพาะเมล็ด หรือ ถุงเพาะชำ

การหว่านลงดิน
มีส่วนผสม ดังนี้ : เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ชนิดสุด 1 กิโลกรัม ต่อรำละเอียด 4 กิโลกรัมต่อปุ๋ยหมัก 100 กิโลกรัม ผสม คลุกเคล้ากันให้ทั่ว

อัตราการใช้ นำส่วนผสมที่ได้หว่านรอบโคนต้น ในอัตรา 30-60 กรัมต่อต้น และหว่านบริเวณใต้ทรงพุ่ม ในอัตรา 150-300 กรัมต่อตารางเมตร

การฉีดพ่น
อัตราการใช้
เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าชนิดสุด 1 กิโลกรัม ต่อน้ำฃ100 ลิตร โดยฉีดพ่นลงดิน หรือบริเวณรากของพืช หรือฉีดพ่นส่วนบนของต้นพืช

การใช้ไปกับระบบน้ำ
อัตราการใช้
เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 100 ลิตร แล้วปล่อยไปตามระบบน้ำ

การทาแผล บริเวณลำต้นไม้ผลที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย
อัตราการใช้ เชื้อราไตรุโคเดอร์ม่าชนิดสด 1 กิโลกรัม ผสม กับฝุ่นแดง (ชนิดเดียวกับที่ใช้ทาหน้ายาง) ผสมน้ำ 2 ลิตร ถากบริเวณแผลที่เป็นโรคออก แล้วนำเชื้อราที่ผสมแล้วทาที่บริเวณแผลโดยใช้แปรงทาสี

ข้อควรระวัง ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำจัดเชื้อราในช่วง 7 วัน ก่อนหรือหลังการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า

ที่มา : ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรต้านอารักขาพืช จังหวัดพิษณุโลก


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

(คลิป) แหนแดง สุดยอดอาหารลดต้นทุน ทำแบบนี้เงินเหลือแน่นอน

แหนแดง สุดยอดอาหารลดต้นทุน ทำแบบนี้เงินเหลือแน่นอน

ที่มา Youtube Channel : ทุ่งกุลา channel
คลิป : แหนแดง สุดยอดอาหารลดต้นทุน ทำแบบนี้เงินเหลือแน่นอน

แหนแดง เปรียบเสมือนโรงงานผลิตปุ๋ยไนโตรเจนทางชีวภาพ โดยผ่านกระบวนการตรึงไนโตรเจนจากอากาศของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (cyanobadteria) ที่อาศัยอยู่ในโพรงใบของแหนแดง

แหนแดง เป็นเฟิร์นชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็กพบอยู่ตามบริเวณน้ำนิ่ง เช่น บ่อ หรือคูน้ำ แหนแดงจัธุ์ของกรมวิชาการเกษตรที่แนะนำให้แก่เกษตรนั้น ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมือง ถึง 10 เท่า เมื่อแหนแดงเจริญเติบโตเต็มที่บนผิวน้ำในนาข้าว 1 ไร่ จะให้ผลผลิตสดถึง 3 ตัน (150 กิโลกรัมแห่ง) ซึ่งเป็นปริมาณไนโตรเจน ได้ ประมาณ 60 7.5 กิโลกรัม

วิธีการขยายพันธุ์แหนแดง

แหนแดง สามารถขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศได้อย่างรวดเร็ว โดยแยกส่วนของลำต้นเป็นชิ้นเล็กๆ หรือ เมื่อแหนแดงเจริญเติบโตเต็มที่ กิ่งแขนงที่แก่จัดของมันจะมีสีเขียวเข้ม แล้วจึงเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล จากนั้นก็จะขาดออกมาเป็นต้นใหม่ การขยายพันธุ์ของแหนแดง โดยทั้ง 2 วิธี สามารถเพิ่มปริมาณของแหนแดงเป็นสองเท่าภายใน 35 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมการเพิ่มปริมาณแหนแดงสามารถทำได้โดยขังน้ำในนาให้ลึกประมาณ 5-10 เซนติเมตร ใส่แม่พันธุ์แหนแดงประมาณ 100 กรัม/ตารางเมตร เมื่อแหนแดงเติบโตเต็มที่จะได้น้ำหนักสด 2 กิโลกรัม/ตารางเมตร  จากนั้นจึงนำลงในพื้นที่ขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณตามต้องการ

แหนแดง

การเพาะเลี้ยงแหนแดง

การเพาะเลี้ยงแหนแดงควรมีบ่อเลี้ยงแม่พันธุ์ไว้ต่างหาก เนื่องจากแหนแดงมีในโตรเจนสูง เนื้อเยื่อของแหนแดง ค่อนข้างอ่อน สัตว์และแมลงหลายชนิดจะเข้าทำลายได้ง่าย เพราะฉะนั้นจะต้องมีบ่อเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์ไว้ หากนำแหนแดงลงไปใช้ในแปลง หรือถูกแมลงทำลายเสียหายหมดก็ยังมีแม่พันธุ์แหนแดงที่เลี้ยงไว้ในบ่อใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาไปหาแม่พันธุ์ใหม่

วิธีเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์แหนแดง มีดังนี้

  •  การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์

    • เตรียมบ่อปูนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 80เซนติเมตร ปิดฝาที่กันบ่อ เจาะรูกลมขนาด 14 นิ้ว สูงจากก้นบ่อ 10 เชนติเมตร เพื่อใช้ควบคุมระดับน้ำ แล้วใส่ท่อพลาสติกที่มีฝาปิดเปิดเพื่อควบคุมระดับน้ำ
    • ใส่ดินผสมปุ้ยคอกให้มีระดับความลึกของดินเท่ากับระดับด้านล่างของรูที่เจาะไว้ควบคุมระดับน้ำ แล้วเติมน้ำให้สูงจากระดับผิวดินประมาณ 10 เซนติเมตร
    • ใส่แหนแดง 50 กรัม ลงในบ่อที่เตรียมไว้เพื่อเป็นแม่พันธุ์ แล้วเขี่ยแหนแดงกระจายให้เสมอทั่วบ่อ
    • เมื่อแหนแดงเจริญเติบโตเต็มบ่อจนแน่น (รอประมาณ1 – 2 สัปดาห์ ให้ปล่อยน้ำออกจากบ่อจนมีระดับเท่าผิวดินที่ใส่ หรือนำแหนแดงไปขยายต่อในที่ที่ต้องการ
    • นำแหนแดงที่ได้จากบ่อแม่พันธุ์ลงปล่อยในบ่อขนาดใหญ่ หรือกระชัง เพื่อเพิ่มปริมาณต่อไป การเลี้ยงในบ่อปูนควรนำมุ้งตาข่ายเขียวมาปิดปากบ่อเพื่อป้องกันแมลงเข้าทำลาย และเป็นการช่วยพรางแสงให้แหนแดงไปพร้อมกัน วิธีนี้จะช่วยให้แหนแดงมีการเจริญเติบโตที่ดียิ่งขึ้น
  • การเพาะเลี้ยงแหนแดงแบบบ่อขุด

 เนื่องจากแหนแดงไม่ต้องการน้ำลึก จึงควรขุดบ่อให้มีลักษณะเหมือนท้องนาขังน้ำให้ลึกประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร เรียกว่าเป็นบ่อน้ำตื้นควรมีการพรางแสง หรือมีร่มไม้ร่ำไร ถ้ามีพื้นที่บ่อขนาดประมาณ 5 ตารางเมตร ปล่อยแหนแดงลงไปประมาณ 10 กิโลกรัม ใช้เวลา 10 – 15 วัน แม่พันธุ์แหนแดงจะเจริญเติบโตเต็มบ่อ สามารถตักแหนแดงไปปล่อยลงบ่ออื่น หรือนำไปขยายต่อในพื้นที่ที่ต้องการได้ต่อไป ซึ่งควรจะปล่อยแหนแดงลงบ่อก่อนฤดูฝน หากปล่อยในหน้าแล้ง ความชื้นในอากาศน้อย อาจจะใช้เวลานานถึง 3 สัปดาห์ แหนแดงจึงจะเต็มบ่อ ดังนั้น จึงสามารถดัดแปลงปริมาณการใส่แหนแดงเริ่มต้นได้ตามความเหมาะสม แหนแดงที่ขยายเติบโตเต็มที่จะได้น้ำหนักแหนแดงสดประมาณ 1.5 – 20 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร

ประโยชน์จากแหนแดง

  • สามารถทดแทน หรือลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนลงได้
  • เพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ปรับปรุงโครงสร้างดินดีขึ้นในระยะยาว
  • ใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์สำหรับพืชผักและไม้ผล เพิ่มทางเลือกสำหรับการผลิตพืชอินทรีย์
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการดูดตรึงฟอสเฟตของดิน
  • ใช้เป็นแหล่งโปรตีนสำหรับเลี้ยงสัตว์ เช่น สัตว์เคี้ยวเอื้องจำพวกวัว ควาย แพะ รวมทั้งหมู เป็ด ไก่ ปลา เป็นต้น
  • มีต้นทุนการผลิตต่ำ แหนแดงเติบโตและขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว แม้เลี้ยงในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ
  • ลดปริมาณวัชพืชในนาข้าว แหนแดงที่ขยายคลุมผิวน้ำจะทำให้แสงแดดส่องไม่ผ่าน จึงช่วยลดการเจริญเติบโตของวัชพืชจำพวกสาหร่ายลงได้

ขอบคุณข้อมูล / ภาพ : รัตน์ติยา พวงแก้ว และ เทิตพงศ์ สุทธิอาภาพงศ์ ศูนยวิจัยพัฒนาการเกษตรฉะเชิงเทรา  กรมวิชาการเกษตร


บทความอื่นที่น่าสนใจ

(คลิป) เลี้ยงอึ่งเผ้า ลงทุน 200 จะเอาเงิน 1 ล้าน โลละ 7,000 คือเก่า

เลี้ยงอึ่งเผ้า ลงทุน 200 จะเอาเงิน 1 ล้าน โลละ 7,000 คือเก่า

เลี้ยงอึ่งเผ้า

อึ่งเผ้า เป็นอึ่งที่ถือว่าเริ่มหาได้ยากแล้วในธรรมชาติ นำมาทำเมนูอาหารป่าได้อย่างสุดแซ่บและอร่อยของพี่น้องทางภาคอีสาน ซึ่งจะหากินได้แค่ฤดูฝนเท่านั้น ราคาก็ไม่เบาเลยสูงถึงกิโลกรัมละ 250-300 บาท เลยทีเดียว ด้วยการที่เป็นที่นิยมกินกันมาก ทำให้ประชากรอึ่งเผ้าในธรรมชาติเริ่มลดลงและกำลังขาดตลาด การเพาะเลี้ยงอึ่งเผ้าขายจึงถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่กำลังมาแรงในตอนนี้

ลักษณะอึ่งเผ้า

อึ่งเผ้า มีลักษณะเฉwาะตัวคือ มีความยาวจากหัวจsดถึงก้นประมาณ 73 มิลลิเมตร ลำตัวอ้วนป้อม มีลักษณะเด่น คือ หน้าสั้นมาก ปากแคบและทู่ ไม่มีฟัน ไม่เหมือนกับกบหรืออึ่งอ่างชนิดอื่นๆ ตาเล็ก ขาสั้น แผ่นเยื่อแก้วหูเห็นไม่ชัด ลำตัวสีน้ำตาลดำหรือสีเทาดำ ใต้ท้องสีขาว บางตัวอาจมีจุดกsะสีเหลืองกsะจายอยู่ทั่ว เท้าทั้ง 4 ข้างมีพังผืดเกาะติดอยู่ ใช้สำหรับว่ายน้ำ และมีสันใต้ฝ่าเท้าหลังใช้สำหรับขุดดิน

เจ้าอึ่งชนิดนี้มันจะชอบขุดโwรงดินเพื่ออยู่อาศัย ที่เป็นดินปนทรายและอาศัยอยู่ภายในป่าที่มีความชุ่มชื้นใกล้กับพื้นที่ชุ่มน้ำ ในฤดูร้อนจะซ่อนตัวในโwรงแทบตลอด เมื่อฝนตกจะออกมาหากิน โดยหากินในเวลากลางคืน

พ่อพันธุ์แม่พันธุ์อึ่งนั้น สามารถรวบรวมได้จากธรรมชาติ บริเวณป่าเต็งรัง ป่าโปร่ง ช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน (พบมากในช่วงฝนตกหนักครั้งแรกของฤดูฝน) เมื่อรวบรวมมาได้แล้วให้คัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ดังนี้

เพศผู้

  • ลำตัวมีสีดำเข้มข้างตัวมีลายดำจุดขาว
  • ลำตัวเล็ก และ ยาวกว่าเพศเมียฃ

เพศเมีย

  • ลำตัวสั้น และ ใหญ่กว่าตัวผู้
  • ข้างตัวมีลายจุดขาวอมเหลือง ผนังท้องบางมองเห็นไข่
  • ตัวเมียที่มีไข่เต็มท้องโดยหงายดูที่ท้องจะเห็นไข่ลักษณะสีดำ

การให้อาหารลูกอ๊อด

ใน 3 วันแรก ลูกอ๊อดไม่กินอาหาร เมื่อลูกอ๊อดอายุ 4 วัน เริ่มให้ไข่แดงต้มสุกบดให้ละเอียดวันละ 1 ครั้ง ในตอนเช้าประมาณ 1/4 ฟองต่ออ่าง เมื่อลูกอ๊อดอายุ 7 วัน เริ่มให้อาหารปลาดุกเล็กโปรตีน 32 เปอร์เซ็นต์ 100 กรัมต่ออ่าง ให้วันละ 1 ครั้ง จนลูกอ๊อดอายุประมาณ 45 วัน หางลูกอ๊อดเริ่มหลุด หลังจากลูกอ๊อดหางหลุดอึ่งจะพัฒนาเหมือนตัวเต็มวัย และจะออกจากอ่างลงบนพื้นทรายในบ่อประมาณ 3 วัน อึ่งจะฝังตัวในทรายบนพื้นบ่อ กรณีให้อาหารเสริม เช่น ปลวก และแมลง ให้เปิดสปริงเกอร์วันละ 1 ครั้ง และเปิดไฟล่อแมลงในบ่อตอนกลางคืน

ที่มา Youtube Channel : ทุ่งกุลา channel


บทความอื่นที่น่าสนใจ