ต้มจืดไข่น้ำ ทำง่าย อร่อยด้วย

ต้มจืดไข่น้ำ ทำง่าย อร่อยด้วย

ต้มจืดไข่น้ำ

สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเมนูเกี่ยวกับไข่ มาให้ทำกินกันค่ะ เป็นเมนูง่ายๆ ใครทำก็อร่อย วัตถุดิบก็หาได้ง่าย ซึ่งทุกครัวเรือนต้องมีติดครัว ติดตู้เย็นกันทุกบ้าน ยิ่งได้กินตอนร้อนๆ ในวันที่ฝนตกอากาศเย็น กินแล้วโล่งคอ คล่องคอ ได้ดีไม่น้อย

ว่าด้วยเรื่องของไข่ ไข่นั้นมีประโยชน์มากมาย ในไข่ขนาดใหญ่หนึ่งฟอง มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นจำนวน 13 ชนิด และยังโปรตีนสูงเพียง 70 แคลอรี่ เท่านั้นเอง จึงสามารถนำมาใช้ในการควบคุมน้ำหนักได้ และยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในหญิงตั้งครรภ์  ช่วยให้การทำงานของสมองให้ดียิ่งขึ้น ช่วยในเรื่องของสุขภาพดวงตา และในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย

ถึงไข่จะมีปริมาณคอเลสเตอรอล ค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อระดับคอเลสเตอรอล ในร่างกายของเรา หากรับประทานในปริมาณที่พอดี ไม่มากจนเกินไป ไข่เป็นแหล่งโปรตีน ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีวิตามิน  และแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย รวมถึง วิตามิน A, วิตามิน B ,วิตามิน  B-12 , วิตามิน D ไอโอดีน ,  โฟรเลต และ โอเมก้า – 3  และอีกวิธีในการรับประทานไข่ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด คือการกินไข่ต้ม  การรับประทานไข่ต้มวันละหนึ่งถึงสามฟอง มีประโยชน์ส่งผลดีต่อสุขภาพ ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย แต่จะผลแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของแต่ละบุคคลนั่นเอง

แต่ก็มีข้อควรระวัง สำหรับการทานไข่ในผู้ป่วย

ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูง และ ในผู้สูงอายุ ต้องระมัดระวังเรื่องการบริโภคไข่เป็นพิเศษ และควรบริโภคไข่ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์ หรือ บริโภคแค่ไข่ขาว หรือตามแพทย์สั่ง เท่านั้น

เห็นหรือยังคะ ว่าไข่นั้นมีประโยชน์และดีต่อร่างกายเราอย่างไร เพราะฉะนั้นเราต้องหันมาทานไข่ ที่เป็นแหล่งโปรตีน ราคาถูกทานกันนะคะ ซึ่งวันนี้เราจะมาทำเมนูไข่น้ำกันค่ะ ไปลงมือทำกันเลยค่ะ

วัตถุดิบ

  • ไข่ไก่เบอร์ # 2   4 ฟอง
  • กระเทียม    6  กลีบ
  • รากผักชี   2  ต้น
  • พริกไทยขาวเม็ด   1 หยิบมือ
  • ผักชี  2  ต้น
  • คื่นฉ่าย หรือตั้งโอ๋   2  ต้น
  • น้ำสะอาด  1 ลิตร
  • น้ำมันพืช สำหรับผัดเครื่องสามเกลอ    2 ช้อนโต๊ะ

เครื่องปรุงรส

  • ซีอี๊วขาว   1 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรส   ½ ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส     1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย   1 ช้อนชา
  • กระเทียมเจียว สำหรับโรยหน้า
  • พริกไทยป่น  สำหรับโรยหน้า

ขั้นตอนและวิธีการทำ

  • นำคื่นฉ่าย ,ผักชี และรากล้างน้ำให้สะอาด แล้วพักไว้
  • เสร็จแล้วซอย คื่นฉ่าย และผักชี ตัดรากผักชี แล้วพักเตรียมไว้
  • ปลอกกระเทียม ล้างน้ำให้สะอาด นำไปโคลกรวมกับรากผักชี และพริกไทยเม็ด โคลกรวมกันจนละเอียดดี ตักพักไว้
  • ตอกไข่ใส่ถ้วย แล้วตีจนเข้ากันดี พักไว้
  • เสร็จแล้ว ตั้งหม้อเปิดไฟกลางค่อนไปทางอ่อน ใส่น้ำมันพืชที่เตรียมไว้ลงไปในหม้อ แล้วตักเครื่องสามเกลอ ลงไปผัดให้มีกลิ่นหอม
  • จากนั้นใส่น้ำสะอาดลงไปรอจนน้ำเดือด
  • ใส่ ผงปรุงรส , ซอสปรุงรส ,ซีอิ๊วขาว , น้ำตาลทราย รอจนน้ำเดือนอีกครั้ง
  • พอน้ำเดือดให้ใช้ทัพพีคนให้เร็วๆ แล้วค่อยๆ เทไข่ที่เตรียมไว้ลงไป
  • พอไข่สุก จะลอยขึ้น แล้วคนเบา ชิมรสชาติตามต้องการในขั้นตอนนี้
  • เสร็จแล้วใส่ คื่นฉ่าย และ ผักชีลงไป คนให้เข้ากันแล้วปิดไฟ
  • ตักใส่ถ้วย โรยด้วยพริกไทยป่น และ กระเทียมเจียว เสร็จแล้วพร้อมทานค่ะ

ลองทำกันดูนะคะ เป็นสูตรที่ทำได้ไม่ยากเลยค่ะ เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็สามารถทำ เมนู ต้มจืดไข่น้ำ ได้แน่นอนค่ะ

ขอบคุณที่มา : www.withikaset.com

เรียบเรียงโดย : นงนุช


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ปุ๋ยอินทรีย์ ทางเลือกเกษตรกรยุคปุ๋ยเคมีแพง

ปุ๋ยอินทรีย์ ทางเลือกเกษตรกรยุคปุ๋ยเคมีแพง

ปุ๋ยอินทรีย์ ทางเลือกเกษตรกรยุคปุ๋ยเคมีแพง

ปุ๋ยที่เป็นธาตุอาหารสำหรับพืชแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี ข้อดีของปุ๋ยเคมีคืออุดมไปด้วยสารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่ต้นไม้ต้องการ แต่ช่วงนี้ปุ๋ยเคมีราคาแพงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น ดังนั้นปุ๋ยอินทรีย์จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือก

ปุ๋ยอินทรีย์ คืออะไร

ปุ๋ยอินทรีย์ หมายถึง ปุ๋ยที่ได้หรือผลิตจากวัสดุ อินทรีย์ ได้แก่ ซากพืช ซากสัตว์ รวมทั้งสิ่งขับถ่ายจากสัตว์ และเศษขยะต่าง ๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งผลิตด้วย กรรมวิธี ทําให้ขึ้น สับ หมัก บด ร่อน สกัด หรือ วิธีการอื่น และวัสดุอินทรีย์ถูกย่อยสลายสมบูรณ์โดยกิจกรรมของจุลินทรีย์

ประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์

  1. ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทําให้โครงสร้าง ของดินดีขึ้น เช่น ทําให้ดินโปร่ง ร่วนซุย มีการระบายน้ำ การถ่ายเทอากาศดี ทําให้ระบบรากพืชเจริญเติบโตแผ่กระจายในดินได้ดีขึ้น สามารถดูดน้ำและธาตุอาหารในดินไปให้พืชใช้ได้มากขึ้น ช่วยปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช
  2. เป็นแหล่งธาตุอาหารพืชครบถ้วนตามที่พืชต้องการ ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม โดยจะค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชอย่างช้า ๆ และอยู่ในดินได้นาน จึงมีโอกาสสูญเสียน้อยกว่าปุ๋ยเคมี และเมื่อใส่ร่วมกับปุ๋ยเคมีจะช่วยส่งเสริมให้การใช้ปุ๋ยเคมีมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
  3. ช่วยเพิ่มแหล่งอาหารให้แก่จุลินทรีย์ในดิน ทําให้ปริมาณและกิจกรรมของจุลินทรีย์ดินเพิ่มขึ้น ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุในดินให้แปรสภาพเป็นธาตุอาหารพืชได้มากขึ้น และจุลินทรีย์บางชนิดช่วยยับยั้งจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชได้ด้วย

ชนิดของปุ๋ยอินทรีย์

ปุ๋ยอินทรีย์สามารถจําแนกตามแหล่งที่มาได้ 4 ชนิด ได้แก่

  • ปุ๋ยคอก หมายถึง ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากสิ่งขับถ่ายของ สัตว์ หรือมูลสัตว์ต่าง ๆ เช่น โค กระบือ แกะ ม้า สุกร เป็ด ไก่ ค้างคาว ก่อนนําไปใช้จะต้องหมักไว้ให้เกิดการย่อยสลายก่อนนำไปใช้ โดยทั่วไปจะมีปริมาณธาตุอาหารในโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม อยู่ในปริมาณค่อนข้างต่ำ
  • ปุ๋ยหมัก หมายถึง ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการหมักวัตถุดิบเหลือทิ้งที่เป็นสารอินทรีย์บางชนิด เช่น แกลบ ใบไม้ กิ่งไม้ เศษอาหาร เกิดจากนำวัตถุดิบเหล่านั้นมากองรวมกัน รดน้ำให้ชื้น ทิ้งไว้ให้จุลินทรีย์ย่อยสลาย โดยสามารถใช้จุลินทรีย์อื่นๆ เช่น กากน้ำตาล, E.M.  ผสมเพื่อเพิ่มขบวนการย่อย จากนั้นนำไปใช้ปรับปรุงดิน
  • ปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งได้จากการไถกลบต้น ใบ ดอก และส่วนต่าง ๆ ของพืช โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่วไถกลบในระยะช่วงออกดอก จนถึงดอกบานเต็มที่ ซึ่งเป็นช่วงที่มีธาตุไนโตรเจนในลําต้นสูงสุด แล้วปล่อยไว้ให้เน่าเปื่อยผุพัง ย่อยสลายเป็นอาหารแก่พืชที่จะปลูกตามมา พืชตระกูลถั่วที่ใช้เป็นปุ๋ยพืชสด เช่น ถั่วพุ่ม ถั่วเขียว ถั่วพร้า ถั่วมะแฮะ ปอเทือง โสนอัฟริกัน เป็นต้น ปุ๋ยพืชสดนอกจากจะให้ธาตุไนโตรเจนซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักแก่พืชแล้ว ยังให้ธาตุอาหารอื่น ๆ ที่จําเป็นแก่พืชด้วย
  • น้ำหมักชีวภาพ ได้จากการหมักชิ้นส่วนของพืชผัก ผลไม้ หรือ สัตว์ชนิดต่าง ๆ กับกากน้ำตาล และน้ำ ผ่านกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ ผลิตภัณฑ์ที่ได้ประกอบด้วยสารต่าง ๆ เช่น ธาตุอาหารพืช ฮอร์โมน กรดอะมิโน กรดฮิวมิก กรดอินทรีย์ เอ็นไซม์ วิตามิน มีผลต่อการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช กระตุ้นการงอกของราก ช่วยให้พืชแข็งแรง ต้านทานต่อโรคและแมลง ผลผลิตเพิ่มขึ้น สีสันและรสชาติดีกว่าเดิม ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผลผลิต

วิธีการทําสูตรผักและผลไม้

หั่นหรือสับผักและผลไม้ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ  40 กิโลกรัม ผสมกับกากน้ำตาล 10 กิโลกรัมในถังหมัก ใส่สารละลายสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 (เตรียมโดยใช้ จํานวน 1 ซอง ผสมน้ำ 10 ลิตร คนให้เข้ากันประมาณ 5 นาที) ลงในถังหมัก ปิดฝาไม่ต้องสนิท วางในที่ร่ม ในระหว่างการหมัก คน 1-2 ครั้งต่อวัน เพื่อระบายก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ จะเห็นฝ้าขาวเกิดขึ้นซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์ และมีกลิ่นแอลกอฮอล์ ถ้าน้ำหมักสมบูรณ์ คราบเชื้อจุลินทรีย์ลดลง ไม่พบฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และกลิ่นแอลกอฮอล์ลดลง

อัตราและวิธีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์

ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก

  • ข้าว : ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 ตันต่อไร่ โดยหว่านให้ทั่วพื้นที่แล้วไถกลบก่อนการปลูกพืช
  • พืชไร่ : ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 ตันต่อไร่ โดยโรยเป็นแถวตามแนวปลูกพืชแล้วคลุกเคล้ากับดิน
  • พืชผัก : ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 4 ตันต่อไร่โดยหว่านหัวแปลงปลูกไถกลบขณะเตรียมดิน
  • ไม้ตัดดอก : ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 ตันต่อไร่
  • ไม้ผล ไม้ยืนต้น : ใช้ 20 – 50 กิโลกรัมต่อตัน ขึ้นกับอายุของพืช ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในร่องและ

กลบด้วยดิน หรือหว่านให้ทั่วภายใต้ทรงพุ่ม

ปุ๋ยพืชสด

ระยะเวลาที่เหมาะสมในการไถกลบพืชเพื่อให้ได้ ปุ๋ยพืชสดที่ดี คือระยะออกดอกเต็มที่ ส่วนใหญ่แล้วนิยมใช้ พืชตระกูลถั่ว โดยส่วนใหญ่ จะทําการไถกลบเมื่ออายุระหว่าง 45 – 60 วัน ปล่อยให้เน่า สลายกลายเป็นปุ๋ยประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วจึงปลูกพืชหลักตาม

น้ำหมักชีวภาพ

ใช้น้ำหมักชีวภาพ 4 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 80 ลิตรต่อไร่ ฉีดพ่นหรือรดลงดินทุก 7-10 วัน

ข้อจํากัดของ ปุ๋ยอินทรีย์

  • ปุ๋ยอินทรีย์มีธาตุอาหารพืชอยู่น้อย หากต้องการให้พืชได้รับธาตุอาหาร เพื่อยกระดับผลผลิตให้ได้เท่ากับการใช้ปุ๋ยเคมี จะต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นจํานวนมาก มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูง และใช้แรงงานในการใส่ปุ๋ยมากกว่าการใส่ปุ๋ยเคมี
  • การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ไม่สามารถปรับแต่งปุ๋ยให้เหมาะสมกับดินและพืชได้ เนื่องจากแหล่งของปุ๋ยอินทรีย์ได้มาจากซากพืชและสัตว์ มีความผันแปรของธาตุอาหารพืชต่าง ๆ ในปุ๋ย ทําให้ไม่สามารถปรับสมดุลของธาตุอาหารพืชในดินได้ เมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมี
  • ปุ๋ยอินทรีย์บางชนิดอาจมีโลหะหนักหรือสารพิษปนเปื้อน โดยเฉพาะปุ๋ยหมักที่ทําจากขยะที่รวบรวมจากเมืองใหญ่ หรือวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อพืชดูดขึ้นไปใช้ คนหรือสัตว์ที่บริโภคผลผลิตนั้น อาจได้รับผลกระทบต่อสุขภาพได้

ข้อควรคำนึง “ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี” ดีที่สุด

ที่มาของข้อมูล : กรมส่งเสริมการเกษตร


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

วิธีเลี้ยงกุ้งฝอย และขั้นตอนการเตรียมบ่อตั้งแต่เบื้องต้น

วิธีเลี้ยงกุ้งฝอย และขั้นตอนการเตรียมบ่อตั้งแต่เบื้องต้น

วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอย

วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอย


สวัสดีครับ วันนี้ เรามี วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอย พร้อมทั้งขั้นตอนการเตรียมบ่อตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งสำหรับมือใหม่ที่ต้องการหารายได้เสริม หรือว่าต้องการทำเป็นอาชีพหลักก็ได้เพราะรายได้ไม่ธรรมไม่ดาเลยทีเดียวครับ  ติดตามเทคนิค ข้อมูลดีๆ ด้านการเกษตรและเทรนด์ด้านการเกษตร ได้ที่นี่ Kasetbanna.com

วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอย

“กุ้งฝอย”  พบได้ทั่วไปในภูมิภาคของประเทศไทย เป็นที่นิยมบริโภคกันทั่วไป เช่น กุ้งเต้น ทอดมันกุ้ง กุ้งฝอยทอด กุ้งฝอยมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้ง โปรตีนและแคลเซียม ปัจจุบันนี้กุ้งฝอยเริ่มลดน้อยลง เนื่องจากการเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำธรรมชาติ บางครั้งใช้กุ้งฝอยเป็นอาหารเลี้ยงอนุบาลลูกปลาเศรษฐกิจ เช่น ปลาบู่ ปลาช่อน ปลากราย และปลาสวยงาม ทำให้เกิดความไม่เพียงพอต่อความต้องการที่มีแนวโน้มสูงมากขึ้น ขณะนี้ราคากุ้งฝอยในท้องตลาดตั้งแต่กิโลกรัมละ 300-400 บาท มีเกษตรกรบางรายนำมาเพาะเลี้ยงกุ้งฝอย ผลปรากฏว่า อัตราการรอดต่ำ เลี้ยงอย่างหนาแน่นไม่ได้ และอาจจะไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

กุ้งฝอย ชอบซ่อนตัวอยู่ตามใต้ก้อนหินหรือเกาะตามพรรณไม้ ชอบอาศัยอยู่ในน้ำนิ่งหรือไหลเอื่อยๆ น้ำขุ่น ลึกไม่เกิน 1 เมตร มีอินทรียวัตถุทับถมกัน กุ้งฝอยเพศเมียจะเริ่มมีไข่และผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 60 วันขึ้นไป จะสร้างไข่เก็บไว้ในถุงเก็บไข่ กุ้งเพศผู้จะพยายามติดตามกุ้งเพศเมียตลอดเวลา หลังจากกุ้งเพศเมียลอกคราบภายใน 3-6 ชั่วโมง ขณะที่เปลือกของกุ้งเพศเมียยังอ่อนอยู่จะมีการผสมพันธุ์กัน โดยกุ้งเพศผู้จะปล่อยน้ำเชื้อที่อยู่ในถุงเก็บน้ำเชื้อที่อยู่บริเวณโคนขาช่วงที่ 5 ปล่อยน้ำเชื้อในถุงเก็บน้ำเชื้อเพศเมียเพื่อผสมกับไข่ ไข่ที่ผสมแล้วจะเคลื่อนไปอยู่ในส่วนล่างของท้องบริเวณขาว่ายน้ำ กุ้งเพศเมียจะพัดโบกขาว่ายน้ำตลอดเวลา เพื่อให้ไข่ได้รับออกซิเจน แม่กุ้งฝอยขนาดยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร จะมีไข่ประมาณ 200 – 250 ฟอง หลังจากผสมพันธุ์แล้ว 3 วัน ไข่จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อนและสีเหลือง ต่อมาอีก 7-9 วัน จะมองเห็นตาของตัวอ่อนอย่างชัดเจน หลังจากนั้นไข่ในท้องแม่กุ้งฝอย จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและฟักออกมาเป็นตัวเมื่ออายุ 21-25 วัน

วิธีเลี้ยงกุ้งฝอย

วิธีการเพาะเลี้ยงกุ้งฝอย สามารถเพาะเลี้ยงได้ 2 วิธี คือ

  • การนำพ่อแม่พันธุ์กุ้ง ประมาณ 50 ตัว ปล่อยลงในบ่อเลี้ยงที่มีกระชังภายในบ่อ เพื่อให้พ่อแม่พันธุ์กุ้งฝอยผสมพันธุ์กันเอง วิธีนี้ใช้เวลา 2-3 เดือน แต่จะมีอัตราการรอดชีวิตประมาณ 20-30% เนื่องจากกุ้งมีขนาดที่ต่างกัน กุ้งจะกินกันเอง เพราะมีทั้งกุ้งฝอยขนาดใหญ่และขนาดเล็กปะปนกัน
  • อีกวิธีหนึ่งคือ การคัดแม่พันธุ์ที่มีไข่แล้วมาขยายพันธุ์ มีอัตราการรอดชีวิต 80% มหาวิทยาลัยแม่โจ้จึงขอแนะนำเกษตรกรใช้วิธีนี้ เนื่องจากจะได้กุ้งฝอยที่มีขนาดเดียวกัน การปฏิบัติดูแลรักษาง่าย สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ การลงทุนต่ำ สามารถเพาะเลี้ยงได้ตลอดทั้งปี

วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอย ในบ่อซีเมนต์

ขั้นตอนวิธีการเพาะเลี้ยงกุ้งฝอย

เริ่มต้นจากการรวบรวมกุ้งเพศเมียจากแหล่งน้ำธรรมชาติ จำนวนประมาณ 80-100 ตัว นำมาพักไว้ในกระชังอย่างน้อย 1 คืน คัดเลือกเฉพาะกุ้งเพศเมียที่มีไข่แก่ มองเห็นตาของลูกกุ้งในท้อง เพาะฟักในตะแกรงที่แขวนไว้ในกระชังผ้า ขนาด 1x1x1 เมตร ในบ่อซีเมนต์หรือบ่อดิน ให้อาหารสำเร็จรูปที่มีโปรตีน 33% ให้อาหารประมาณ 5% ของน้ำหนักตัว แบ่งให้ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ประมาณ 3-4 วัน ไข่จะฟักออกมาเป็นตัว แยกแม่กุ้งออกจากกระชัง แล้วคัดลูกกุ้งที่มีขนาดเดียวกัน เพื่อสะดวกในการจัดการเพาะเลี้ยง นำลูกกุ้งที่ได้ไปอนุบาลในกระชังผ้าโอล่อนแก้ว ปริมาณ 50,000 ตัว ในบ่อขนาด 1x1x1 เมตร สัปดาห์แรก ให้ไข่แดงต้มสุกเป็นอาหาร สัปดาห์ที่ 2-4 ใช้ไรน้ำจืดขนาดเล็ก เป็นอาหาร จากนั้นจึงให้อาหารสำเร็จรูปชนิดผง เป็นอาหารที่มีโปรตีน 40% ให้อาหารในปริมาณ 10% ของน้ำหนักตัว ระยะนี้ต้องระมัดระวังตาข่ายไม่ให้อุดตัน ควรใช้แปรงขนาดเล็กขนอ่อนทำความสะอาดบ่อยครั้ง ใช้เวลาอนุบาลเป็นเวลา 1 เดือน จึงนำไปเลี้ยงในกระชังหรือบ่อซีเมนต์ได้

วิธีและขั้นตอนในการเตรียมบ่อก่อนลงกุ้งฝอยสำหรับบ่อปูน

  • ใส่น้ำให้เต็มบ่อปูนแล้วตัดต้นกล้วย ใส่ลงไปแช่ในบ่อผ่าเป็นซึกกลางแล้วตัดเป็นท่อนๆ แช่ไว้ในบ่อประมาณ 7-14 วันเป็นอย่างน้อย
  • เมื่อแช่ต้นกล้วยในบ่อได้ตามวันเวลาที่กำหนดแล้ว ให้เอาน้ำจากออกจากบ่อปูนให้หมด ใส่น้ำลงไปให้เต็มบ่อปูน และใส่เกลือทะเล ลงไปในบ่อปูนประมาณ 1-2 กำมือ พักน้ำไว้ 1 วัน น้ำที่ใช้ถ้าเป็นน้ำปะปาก็จะมีดีกว่าน้ำบาดาล แต่ว่าก็จะมีข้อเสียคือมีคลอรีนเพราะฉนั้นจึงจำเป็นต้องแช่บ่อเพื่อให้คลอรีนเจือจาง และก็เปิดอ๊อกซิเจนเพื่อเพิ่มอากาศให้กับน้ำในบ่อปูน

วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอย

  • เมื่อได้เตรียมความพร้อมของบ่อปูนและได้เตรียมน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็หาพืชน้ำมาลงบ่อ แต่ก่อนที่นำพืชน้ำต่างมาลงในบ่อควรล้างให้สะอาดก่อนนำมาใส่ในบ่อนะ  เพื่อป้องกันเชื้อโรคต่างๆที่ติดมากับพืชที่จะนำมาใส่ และุถ้าให้ดี ใส่ใบก้ามปูแห้งลงไปในบ่อด้วยก็ดี เพราะจะป้องกันโรคพยาธิในกุ้งฝอยได้ด้วย

วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอย

  • เรียบร้อย เทคนิคง่ายๆ ที่ไม่ควรมองข้าม ลองนำมาประยุกต์ใช้ก่อนการเลี้ยงกุ้งฝอยนะคะ สำหรับกุ้งฝอยที่จะนำมาลงเลี้ยงนั้น หาได้ง่ายๆตามแหล่งธรรมชาติ หรือเลือกซื้อตามตลาดที่แม่ค้าพ่อค้านำมาขาย ก็เลือกเอาที่ท้องมีไข่ มาเพาะเลี้ยงไม่เกิน 1 สัปดาห์ ลูกกุ้งก็จะออกมาเดินเต็มบ่อให้เราชื่นชมแล้วค่ะ แต่ก่อนที่จะนำกุ้งฝอยลงบ่อ ก็ต้องมีการจัดการให้ดีก่อนการนำไปลงในบ่อ

จากนั้นจึงนำลูกกุ้งที่อนุบาลมาแล้วประมาณ 1 เดือน ปล่อยลงในบ่อ อัตรา 30,000-50,000 ตัว เลี้ยงประมาณ 2 เดือน ก็สามารถจับขายได้ มีอัตรารอด 80% ที่สำคัญการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ควรช่วยการหายใจด้วยระบบการเติมออกซิเจนด้วย

วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อพลาสติก

ขั้นตอนการเตรียมบ่อเลี้ยงกุ้งฝอย

  • เตรียมบ่อลึก 70 เซนติเมตร กว้าง 2 เมตร ยาว 8 เมตร
  • ปูก้นบ่อด้วยพลาสติกสีดำ นำดินมาเทถมให้ทั่วก้นบ่อบนพลาสติกประมาณ 7-8 เซนติเมตร
  • เติมน้ำลงไปให้เต็มบ่อพอดี ทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน
  • นำสาหร่าย ผักตบชะวา หญ้าขน นำมาทิ้งไว้ให้เป็นฟ่อนๆ ประมาณ 4-5 ฟ่อน
  • แล้วปล่อยกุ้งลงไปประมาณ 5 ขีด ช่วงปล่อยกุ้งลงไปไม่ต้องให้อาหารประมาณ 7 วัน เพื่อให้กุ้งปรับสภาพในบ่อ

อาหารกุ้งฝอย

  • ต้มไข่ให้สุก เอาเฉพาะไข่แดง 2 ฟอง
  • รำอ่อน 3 ขีด ผสมให้เข้ากัน ปั้นเท่ากำปั้น โยนลงไปในบ่อประมาณ 3 ก้อน
  • หลังจากให้อาหารประมาณ 1 เดือน กุ้งจะวางไข่ ให้สังเกตตอนกลางคืนโดยการนำไฟฉายมาส่องดุว่ากุ้งจะวางไข่หรือไม่

เทคนิคการเร่งกุ้งให้วางไข่

ให้นำสายยางน้ำประปามาเปิดลงในบ่อ โดยการเปิดแรงๆ ประมาณ 10-20 นาที เพราะกุ้งชอบเล่นน้ำไหล แล้วจะดีดตัวทำให้ไข่ตกลงมา (ธรรมชาติน้ำนิ่งกุ้งไม่วางไข่) ประมาณ 1-2 เดือน กุ้งก็จะโตเต็มที่ ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 4 เดือน จะได้กุ้งประมาณ 20-30 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 100-200 บาท

สูตรวิธีการช่วยดับกลิ่น ฆ่าเชื้อ โรคในบ่อ และให้กุ้งโตเร็ว

  • EM 2 ช้อนแกง
  • กากน้ำตาล 2 ช้อนแกง
  • น้ำ 1 ลิตร
นำส่วนผสมมาหมักรวมกัน ตั้งทิ้งไว้ในที่ร่ม 1 อาทิตย์ อัตราส่วนในการใช้ อีเอ็ม 1 ลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ใส่บัวรดน้ำราดให้ทั่วบ่อ จะใช้หลังจากที่เติมน้ำลงไปก่อนปล่อยกุ้ง จะช่วยดับกลิ่น ฆ่าเชื้อโรคในบ่อ กุ้งโตเร็ว

วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอย นอกจากจะเลี้ยงเพื่อนำมาปรุงเป็นอาหารที่ยอดฮิต อย่างกุ้งเต้น หรือเรียกกันแบบสวยๆอย่างกุ้งโคโยตี้แล้วก็ยังมีอีกหลายเมนูที่นิยมกันนำไปรับประทาน และสำหรับท่านที่เลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพเสริมหรือรายได้หลักแล้วล่ะก็ การเพาะเลี้ยงกุ้งฝอยถือว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจมากทีเดียว เนื่องจากว่า ต้นทุนและการดูแลไม่มากเหมือนกับกุ้งชนิดอื่น และยังเป็นที่ต้องการทางตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะนำไปจำหน่ายเพื่อเป็นอาหารของเราๆท่านๆแล้ว ยังสามารถนำไปจำหน่ายเป็นอาหารของสัตว์น้ำได้อีกด้วย  ติดตามข้อมูลและเทคนิคดีๆ ด้านการเกษตรได้ทุกชนิด

เมนูอาหารยอดนิยมจากกุ้งฝอย

เมนูแรก  กุ้งเต้น หรือภาษาอีสานเรียกว่า ก๋อยกุ้ง 

“กุ้งเต้น”  เป็นเมนูที่ใครหลายๆครับที่ได้ลองแล้วจะติดใจ  ซึ่งมันมีความพิเศษตรงที่เสิร์ฟแบบที่กุ้งยังกระโดดอยู่ในจานกันเลย สดจริงๆ แต่สำหรับใครที่กังวลเรื่องพยาธิก็ให้นำไปคั่วให้สุกก่อนกินก็ได้  ซึ่งกุ้งเต้นก็มีหลายสูตรมาก ๆ  บางที่ก็ใส่ปลาร้า ใส่ใบมะกรูด หรือใส่มะกอกเพิ่มความหวาน แต่วันนี้เราจะทำสูตรแบบบ้านๆ กันเลย

กุ้งเต้น
ส่วนประกอบในการทำก้อยกุ้ง
  • กุ้งฝอยสด ๆ เป็น ๆ
  • หอมแดง ซอยบาง ๆ
  • พริกขี้หนูสดหั่นเป็นแว่นบาง
  • พริกป่น
  • ตะไคร้ซอย (ตัดที่แข็งออก)
  • ข้าวคั่ว (คั่วใหม่ ๆ ) โขกละเอียด
  • น้ำปลา
  • ใบสะระแหน่ กลิ่นจะฉุนๆ เด็ดเป็นใบ ๆ ไม่หั่น
  • ต้นหอม
  • ใบผักชีฝรั่ง
  •  ผักชีจีน
  • มะนาว, มะกอก (มะกอกที่ใส่ส้มตำ)
  • ผักแพว ภาษาถิ่นภายัพเรียกผักไผ่

เตรียมวัตถุดิบเรียบร้อยก็เข้าวิธีการทำกันเลย

  • นำกุ้งสดมาล้างให้สะอาด คัดเลือกสิ่งเจือปนที่ติดมากับกุ้งออกให้หมด ( หากใครไม่ชอบทานดิบๆ เมื่อล้างเสร็จแล้วก็นำไปคั่วในให้กระทะให้สุกก่อนการนำไปปรุง)
  • ให้ล้างผักที่เตรียมไว้แล้วทำการหั่นให้เรียบร้อย ขั้นตอนนี้จะคล้ายกับการหั่นผักไว้ทำลาบเลย รูปแบบเดียวกันเลยครับ
  • จากนั้นให้เตรียมชามหรือหม้อสำหรับคลุกรวมส่วนผสม จากนั้นใส่กุ้งที่เตรียมไว้ลงไปก่อน ตามด้วยพริกป่น ข้าวคั่ว น้ำมะนาว หอมแดงซอย น้ำปลาร้า ผงนัว มะกอก และอื่นๆ ที่เราเตียมไว้
  • ตามด้วยน้ำปลาน้ำปลานิดหน่อยอย่างเพิ่มใส่เยอะ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ชิมรสชาติให้ได้รสชาติที่ต้อง หากจืดไปแล้วค่อยเติมน้ำปลาเพิ่ม เมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้วก็ใส่ผักทั้งหมดที่เตรียมไว้ เพื่อเพิ่มความหอม แล้วโรยหน้าด้วยใบสาระแหน่ เป็นอันเสร็จเรียบร้อยพร้อมเสริ์ฟแล้ว

เมนูนี้เด็ดๆ แบบนี้จะต้องมี ผักกระโดน ผักกระเดา ผักเม็ก หรือผักติ้ว ผักแว่น ผักหนอก หรือ ใบบัวบก กินคู่กันด้วยเพื่อเพิ่มรสชาติ

ขอขอบคุณ :ข้อมูลดีๆจาก มติชนออนไลท์ และ กรมวิชาการเกษตร , Sarakaset.com
ภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต

เลี้ยงปลาไหลขังเดี่ยวในล้อยาง โตดี รอดตายสูง

เลี้ยงปลาไหลขังเดี่ยวในล้อยาง โตดี รอดตายสูง

เลี้ยงปลาไหลขังเดี่ยวในล้อยาง

เลี้ยงปลาไหลขังเดี่ยวในล้อยาง


สวัสดีครับ วันนี้จะนำสาระความรู้เรื่องการเลี้ยงปลาไหลในล้อยางได้ผลดี มีอัตราในการรอดตายสูงซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจทำเป็นอาชีพเสริมครับ

แม้ว่าราคาซื้อขายปลาไหลตามท้องตลาดค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์น้ำจืดชนิดอื่น แต่ทว่ากลับไม่ค่อยมีใครเลี้ยงปลาชนิดเป็นอาชีพมากนัก ด้วยว่าหากนำมาเลี้ยงในพื้นที่จำกัด และไม่มีการจัดการบ่อที่ดีพอเปอร์เซ็นต์รอดชีวิตนั้นมีค่อยข้างน้อย

ดังนั้น ปลาไหลที่วางจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไป ส่วนใหญ่มักจะหามาจากธรรมชาติเกือบทั้งนั้น มิแปลกที่ราคาค่อนข้างสูงกว่าปลาเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ด้วยว่าในคลอง หนอง บึง นับวันมีสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป บางท้องถิ่นกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรและโรงงานอุตสาหกรรมเป็นต้น การจับปลาไหลมาขังเดี่ยวในล้อยาง โตดี รอดชีวิตสูงนี้ เป็นผลงานของ อ.ประพัฒน์ ปานนิล ที่ระนอง อาจารย์เล่าว่า ก่อนที่จะประสบความสำเร็จ ก็ประสบปัญหามาเหมือนกัน เพราะว่ายางในรถจักรยานยนต์มีกลิ่น และสิ่งสกปรกอยู่เยอะ หากเรานำมาเลี้ยงปลาเลย ก็ทำให้น้ำเน่าเสียได้เร็ว และส่งผลให้ปลาตายหรือไม่ค่อยกินอาหารได้เหมือนกัน

เตรียมอุปกรณ์เลี้ยงปลาต้องคัดเลือก

อาจารย์ประพัฒน์ กล่าวว่า การนำยางในรถจักรยานยนต์เก่าเพื่อมาใช้เลี้ยงปลาไหลนั้น จะต้องคัดเลือกไม่ให้มีรอยขาดกล้างเกินไป ไม่เช่นนั้นปลาจะมุดหัวหนีออกมาได้ และเมื่อคัดเลือกยางได้แล้ว เราก็เจาะรูเล็กๆรอบล้อด้วย เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำเมื่อเวลาเลี้ยง เพร้อมกับใช้มีดตัดส่วนที่เป็นโลหะหรือช่องใส่ลมออกทิ้ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันสนิมเมื่ออยู่ในน้ำนั่นเอง

เลี้ยงปลาไหลขังเดี่ยวในล้อยาง

ก่อนนำล้อยางไปใช้งานเราจะต้องแช่น้ำนานอย่างน้อย 15 วัน เพื่อการจำจัดกลิ่นละลายสิ่งสกปรกและล้างทำความสะอาด ดังน้้น เมื่อนำไปใช้งานเลี้ยงปลา ที่ไม่ประสบปัญหาอะไรเลย แถมปลายังชอบอยู่อาศัยอีกด้วย เมื่อยางไม่มีรอยขาดและสะอาดแล้ว ก็ให้เตรียมข้อต่อ พีวีซี 4 ทาง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้วครึ่ง ทั้งนี้เพื่อไว้ต่อยางในให้เป็นวงกลมเหมือนเดิม และมีปากท่อไว้สำหรับให้อาหารด้วย
ก่อนที่จะต่อเชื่อมกัน ต้องนำข้อต่อรูด้านล่างแช่ในน้ำเดือด ประมาณ 3 นาที ทั้งนี้เพื่อให้อ่อนแล้วหนีบด้วย

เลี้ยงปลาไหลขังเดี่ยวในล้อยาง

ไม้กระดานให้ปลายตีบแบน เพื่อป้องกันปลาหนีและเป็นแอ่งอาหาร
รูข้อต่อ พีวีซี ทางด้านบนเราจะต้องเจาะรูขนาด 2-3 หุน จำนวน 2 รู เพื่อระบายอากาศ จากนั้นนำท่อ พีวีซีขนาด 1 นิ้วครึ่ง ตัดเป็นท่อนยาว 10 เซนติเมตร นำไปแช่ในน้ำเดือด 3 นาที เพื่อให้อ่อนนุ่ม แล้วหนีบด้วยไม้กระดานให้ปลายตีบแบนแล้วนำไปใส่ในรูด้านบนเพื่อป้องกนปลาหนีและเป็นที่ให้อาหาร โดยเปิดออก เมื่อให้เสร็จปิดกลับเหมือนเดิม จากนั้นนำล้อยางไปแขนหรือวางเป็นแนวนอนในน้ำ โดยให้ระดับน้ำสูงไม่เกินครึ่งของข้อต่อ พีวีซี ซึ่งส่วนใหญ่จะให้ถังพลาสติก 20 ลิตร ผ่าในแนวนอน จากนั้นก็ใส่น้ำให้เกือบเต็ม นำไม้เนื้อแข็งมาทำเป็นคาน เสร็จแล้วนำล้อยางในจักรยานยนต์ที่สวมอยู่กับท่อ พีวีซี มาแขวนไว้ให้เต็มพื้นที่ ปล่อยปลาไหลลงเลี้ยงในวงล้อ ล้อละ 1 ตัว โดยใช้ปลาเป็ดบดหรือสับเป็นชิ้นเล็กๆเป็นอาหาร วันละ 1 ครั้ง ในตอนเย็น จนปลาไหลได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ

ปลาไหลเลี้ยงในล้อยางมีอัตรารอดชีวิต 100 เปอร์เซ็นต์

อัตราการเจริญเติบโตของปลาไหลที่เลี้ยงในล้อยางในรถจักรยานยนต์เก่า โดยใช้ปลาไหล 3 ขนาด คือ 1.9 กรัม จำนวน 6 ตัว ปลาไหลขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 9.6 กรัม จำนวน 5 จีง และปลาไหลขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 100 กรัม จำนวน 5 ตัว เป็นเวลา 90 วัน พบว่า ปลาไหลขนาด 1.9 กรัม มีน้ำหนักเฉลี่ย 9.26 กรัม ปลาไหลขนาด 9.60 กรัม มีน้ำหนักเฉลี่ย 19.96 กรัม และปลาไหลขนาด 100 กรัมมีน้ำหนักเฉลี่ย 201.50 กรัม สำหรับอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อนั้นเมื่อเลี้ยงครบ 90 วัน คือ 4.14:1,4.82:1 และ 2.7:1 ตามลำดับ

ปลาไหลที่นำมาเลี้ยงนั้นนำมาจาก แหล่งน้ำธรรมชาติ เพราะว่ายังไม่ได้ศึกษาวิธีการเพาะขยายพันธุ์ปลาชนิดนี้ จึงจำเป็นต้องหามาจากธรรมชาติ ช่วงแรกๆค่อนข้างตื่น แต่เมื่อเลย 20 วันไปแล้ว จะเชื่องมาก โดยเฉพาะเวลาให้อาหารก็โผล่หัวขึ่นมากินอาหารเอง
และในระหว่างเลี้ยงจะมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำน้อยมาก เพราะว่าปลาไหลมีคุณสมบัติพิเศษคือ ด้านทานโรคได้เก่ง อย่างไรก็ตาม ในการนำมาเลี้ยงในล้อยางและอยู่ในถัง 200 ลิตร เราจะเปลี่ยนถ่ายน้ำออกทิ้งสัปดาห์ล่ะ 1 ครั้ง โดยแต่ละครั้งถ่ายออกประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เพื่อต้องการให้ปลาไหลมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั่นเอง
เมื่อเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำ ปลาไหลที่อยู่ในล้อก็จะดิ้นไปมา ทำให้ขี้ปลาออกมาจากรูเล็กๆ รอบล้อ ที่เจาะไว้ เพราะฉะนั้นการเลี้ยงปลาไหลด้วยวิธีนี้่คุณภาพเนื้อดี เนื่องจากทั้งอาหารและน้ำ มีการดูแลเป็นพิเศษ การเลี้ยงปลาไหลในล้อยางในรถจักรยานยนต์และให้อาหารเป็ดกินทุกวัน ประสบผลสำเร็จดีมาก เนื่องจากปลาไหลโตดีและอัตราการรอด 100 เปอร์เซ็นต์ ในการเลี้ยงปลาไหลแบบนี้ สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งในรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียงและดำเนินการในเเชิงพาณิชย์
เทคนิค และ ขั้นตอนการทำงาน
  • นำยางในรถจักรยานยนต์มาคัดเลือก เอาเส้นที่ไม่ฉีกขาด แช่น้ำลดกลิ่นยาง และทำความสะอาด
  • ตัดส่วนที่เป็นโลหะออก เพื่อป้องกันการเกิดสนิม
  • ท่อ พีวีซี ด้านล่าง แช่ในน้ำร้อน 3 นาที ให้อ่อนนุ่มและหนีบให้แบนกันปลาไหลหนีและนำยางในรถจักรยานยนต์มาสวมกับข้อต่อ พีวีซี สองด้าน
  • นำมาแขวนในแนวตั้งหรือวางแนวนอนในภาชนะที่ต้องการเลี้ยง เช่น ถังพลาสติก 200 ลิตร บ่อคอนกรีต บ่อผ้าใบหรือภาชนะอื่นๆ
  • เติมน้ำในภาชนะ โดยให้ระดับน้ำสูงครึ่งท่อ พีวีซี
  • ปล่อยปลาไหลลงเลี้ยง 1 ตัว ต่อ 1 ล้อ
  • ปิดช่องให้อาหาร โดยไม้หรือฝาครอบ พีวีซี
  • ให้อาหารวันล่ะ 1 ครั้ง ตอนเย็น โดยใช้ปลาเป็ดสับหรือบดเป็นชิ้นเล็กๆ ให้ปลาสามารถกินได้
  • เปลี่ยนถ่ายน้ำ 5-7 วัน ต่อครั้ง หรือสังเกตคุณสมบัติของน้ำประกอบ
  • ตรวจสอบประจำวัน วงล้อใดมีอาหารเหลือในวันนั้น ไม่ต้องให้ และถ้าหากปลาไหลยังไม่เกิน 5-7 วัน ตรวจสอบดูว่าปลาไหลตายหรือเปล่
ข้อเสนอแนะ
  • ควรล้างทำความสะอาดยางให้สะอาดให้มากที่สุด เพราะอาจติดคราบน้ำมันหรือสิ่งสกปรกอื่นๆ ที่อาจจะเป็นอันตรายต่อปลาไหลได้
  • ถ้าหากไม่ใช้ยางในรถจักรยานยนต์ สามารถหาวัสดุอื่นแทนได้ เล่น พีวีซี พลาสติก เป็นต้น
  • ควรฆ่าเชื้อโรคด้วยการแช่ยาเหลือง 2 มิลลิกรัม ต่อน้ำ 5 ลิตร นาน 30 นาที หรือฟอร์มาลีน 25 ppm ก่อนปล่อยเลี้ยง เพราะปลาไหลอาจติดโรคมา และแพร่เชื่อไปยังตัวอื่นได้
  • ถ้าไม่มีปลาเป็ดสามารถให้อาหารกุ้งและอาหารปลาดุกแทนได้
  • สิ่งประดิษฐ์เหมาะแก่การขุนปลาไหลมาก เนื่องจากอัตราการเจริญเติบโตดีมาก โดยเริ่มจากปลาไหลขนาด 50-100 กรัม เพราะว่ากินอาหารดี ใช้พลังงานน้อย จึงโตดี
แหล่งที่มา : นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน, www.sarakaset.com
ภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต

ปลูกข้าวโพดหวาน วิธีการปลูกและการให้น้ำข้าวโพดหวาน

ปลูกข้าวโพดหวาน วิธีการปลูกและการให้น้ำข้าวโพดหวาน

 

ปลูกข้าวโพดหวาน

ปลูกข้าวโพดหวาน


ข้าวโพดหวาน  นั้นเป็นพืชวันสั้น ปลูกในสภาพวันยาว จะใช้เวลาในการออกดอกและแก่ยาวขึ้น และมีจำนวนใบเพิ่มขึ้น แม้ว่าข้าวโพดเป็นพืชที่มีความสามารถปรับตัวได้กว้าง แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิระหว่าง 24-30 องศาเซนเซียล และอุณหภูมิต่ำสุด สำหรับการงอกที่ 10   องศาเซนเซียล ขณะที่ต้นยังเล็กอยู่ (สูงราว 15 เซนติเมตร) ข้าวโพดสามารถทนทานต่ออากาศหนาวเย็นได้ดี แต่เมื่อโตขึ้นจะไม่ทนทานต่อสภาพอากาศดังกล่าว   ข้าวโพดเป็นพืชที่ต้องการไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียมสูง ดินที่เหมาะสำหรับการปลูกข้าวโพดควรมี pH ระหว่าง 5.5-8

แม้ว่าการปลูกข้าวโพดหวานสามารถทำได้ตลอดปีถ้ามีแหล่งน้ำเพียงพอ อย่างไรก็ตามผลผลิตและคุณภาพข้าวโพดหวานอาจจะแตกต่างไปตามฤดูกาล นอกจากนี้พันธุ์บางพันธุ์อาจตอบสนองต่อฤดูปลูกแตกต่างกัน โดยทั่วไปในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ จะให้ผลผลิตต่ำกว่าในช่วงอื่น ๆ เนื่องจากอากาศเย็น ขณะที่การปลูกในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม จะได้ผลผลิตดีกว่าช่วงอื่น ๆ ไม่มีโรคราน้ำค้างระบาดและปัญหาวัชพืชซึ่งจะน้อยกว่าการปลูกในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม เพราะผลผลิตบางส่วนอาจเสียหายได้เนื่องจากช่วงดังกล่าวฝนตกชุก อาจทำให้เกิดน้ำท่วมหรือน้ำขังในแปลงปลูกได้ง่าย โดยเฉพาะในแปลงที่มีระบบการระบายน้ำไม่ดี

ฤดูปลูกข้าวโพดหวาน

สำหรับประเทศไทย การปลูกข้าวโพดส่วนใหญ่เป็นข้าวโพดไร่ปลูกแบบอาศัยน้ำฝน ซึ่งปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการปลูกและการให้ผลผลิต ของข้าวโพดจึงขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนและการกระจายของฝนที่ตกตลอดฤดูปลูก สำหรับเขตชลประทาน สามารถปลูกข้าวโพด ได้ตลอดปี โดยทั่วไปการปลูกต้นฤดูฝน (เมษายน – พฤษภาคม) มักจะได้ผลผลิตดีกว่า ไม่มีโรคราน้ำค้างระบาดและปัญหาวัชพืช น้อยกว่าปลูกปลายฤดูฝน (กรกฎาคม – สิงหาคม) แต่มีข้อเสียคือ ในระยะเก็บเกี่ยวจะมีฝนชุก ทำให้ข้าวโพดชื้น จะเกิดปัญหา สารอะฟลาทอกซิน เพราะตากข้าวโพดไม่แห้ง แต่ปลูกปลายฤดูฝน จะมีปัญหาเตรียมดินไม่สะดวก เพราะฝนชุกและโรคต้นกล้าเน่า

การเตรียมดินสำหรับปลูกข้าโพดหวาน    

ในการปลูกข้าวโพดหวานควรมีการเตรียมดินอย่างดี เพื่อช่วยกำจัดวัชพืชย่อยเศษซากพืชและคลุกเคล้าอินทรียวัตถุ อีกทั้งยังเป็นการทำลายโรคและแมลงบางชนิดที่เป็นศัตรูข้าวโพด โดยทั่วไปการเตรียมดินควรปฏิบัติ ดังนี้

  • ไถด้วยผาลสาม 1 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร และตากดิน 7-10 วัน แล้วพรวนด้วยผาลเจ็ด 1 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว ไหล ของวัชพืชออกจากแปลงให้หมด
  • เก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์ ถ้าพบว่าดินมีความเป็นกรดต่ำกว่า 5.5 ให้หว่านปูนขาว อัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่แล้วพรวนกลบ จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 14 วัน ก่อนปลูกข้าวโพดหวาน   
  • ถ้าดินมีอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1.5 ให้ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 500-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนดินกลบ

วิธี ปลูกข้าวโพดหวาน 

การปลูกข้าวโพดที่ปฏิบัติกันสามารถทำได้ 3 วิธี

  1. การขุดหลุมปลูก เป็นวิธีการปฏิบัติแบบเก่า โดยใช้จอบ เสียม หรือไม้ปลายแหลมขุดเป็นหลุม การปลูกวิธีนี้ทำให้ระยะระหว่างต้น ระหว่างหลุม และความลึกของเมล็ดที่ปลูกไม่สม่ำเสมอ ปัจจุบันได้มีเครื่องมือปลูกเรียกว่า corn jab ที่สามารถกำหนดระยะปลูกและความลึกในการปลูกได้
  2. การปลูกแบบชักร่อง ใช้ไถหัวหมูติดรถแทรกเตอร์หรือรถไถเดินตาม หรือใช้แรงงานสัตว์ทำร่อง ปลูกเป็นแถว ใช้แรงงานคนในการหยอดเมล็ดปลูกในร่องแล้วใช้เท้าปาดผิวดินกลบ การปลูกวิธีนี้จะได้ระยะระหว่างแถวสม่ำเสมอ แต่ระยะระหว่างหลุมและความลึกในการปลูกไม่สม่ำเสมอ
  3. การปลูกโดยใช้เครื่องปลูก (planter) โดยใช้เครื่องปลูกติดท้ายรถแทรกเตอร์ ปลูกเป็นแถว สามารถกำหนดระยะระหว่างแถว ระหว่างหลุม และความลึกในการปลูกได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ

อัตราปลูกเป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดผลผลิตต่อพื้นที่ ดังนั้นในการปลูกข้าวโพดจึงควรจัดระยะปลูกระหว่างแถว และระหว่างหลุมให้เหมาะสม โดยระยะที่แนะนำคือ ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร และระหว่างหลุม 25 เซนติเมตร จะใช้จำนวนต้นต่อหลุม 1 ต้น

การให้น้ำ

การขาดน้ำทุกระยะการเจริญเติบโตจะมีผลให้ผลผลิตและคุณภาพของข้าวโพดลดลง ก่อนการปลูกเกษตรกรต้องมีการวางแผนวิธีการให้น้ำที่เหมาะสมกับสภาพแปลงปลูก โดยทั่วไปการให้น้ำมีหลักปฏิบัติ ดังนี้

  • ให้น้ำทันทีหลังปลูกและหลังการใส่ปุ๋ยทุกครั้ง หลังจากนั้นให้น้ำทุก 7-12 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ วิธีการให้น้ำที่เกษตรกรปฏิบัติมีอยู่ 2 แบบ คือ ให้น้ำตามร่องคูและให้น้ำแบบพ่นฝอย (Sprinkler) ซึ่งการให้น้ำแบบพ่นฝอยควรให้น้ำแต่ละครั้งประมาณ 35-40 มิลลิลิตร ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศและชนิดของดิน เช่น ถ้าดินที่ใช้ปลูกเป็นดินทรายหรือดินร่วน ควรให้น้ำถี่กว่าดินเหนียวหรือดินร่วนเหนียว เพราะดินดังกล่าวมีความสามารถในการเก็บความชื้นไว้ นอกจากนี้ในช่วงการเจริญเติบโต หากสภาพอากาศมีอุณหภูมิสูงหรือมีลมแรงก็ควรมีการให้น้ำถี่ขึ้น 
  • หากพบว่าใบข้าวโพดหวานเหี่ยวหรือม้วนในช่วงเช้าหรือเย็น แสดงว่าขาดน้ำต้องรีบให้น้ำทันที
  • หลังการให้น้ำต้องระวังไม่ให้น้ำท่วมขังในแปลงนานเกิน 24 ชั่วโมง เพราะข้าวโพดหวานจะชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลงหรืออาจตายได้
  • อย่าให้ข้าวโพดขาดน้ำในช่วงการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในช่วงผสมเกสรและติดเมล็ด เพราะจะทำให้ผลผลิตและคุณภาพผลผลิตลดลงอย่างมาก ถึงแม้การขาดน้ำจะเป็นช่วงสั้น ๆ และไม่รุนแรง
  • หยุดให้น้ำก่อนเก็บเกี่ยวข้าวโพดหวานประมาณ 2-3 วัน

” ปลูกข้าวโพดหวาน “

การให้ปุ๋ยข้าวโพดหวาน

ควรมีการใส่ปุ๋ยให้ต้นข้าวโพด เพื่อให้มีธาตุอาหารใช้ในการสร้างผลผลิตให้เพิ่มขึ้น ซึ่งการใส่ปุ๋ยควรแบ่งใส่ 2 ครั้ง

  1. ปุ๋ยรองพื้น ควรใส่รองก้นหลุมหรือโรยเป็นแถวแล้วกลบพร้อมปลูก ถ้าใช้เครื่องปลูกจะมีถังสำหรับใส่ปุ๋ยพร้อมอยู่แล้ว ถ้าปลูกด้วยมือ ควรหยอดปุ๋ยที่ก้นหลุมแล้วกลบดินบาง ๆ ก่อนหยอดเมล็ด ไม่ควรให้ปุ๋ยสัมผัสกับเมล็ดโดยตรง เพราะอาจทำให้เมล็ดเน่าได้ ปุ๋ยรองพื้นที่ใช้ อาจใช้สูตร 16 – 20 – 0, 15 – 15 – 15 , 20 – 20 – 0 หรือสูตรอื่นๆ ตามความเหมาะสมถ้าเป็นไปได้ ควรมีการวิเคราะห์ดิน เพื่อหาสูตรปุ๋ยที่เหมาะกับพื้นที่ โดยปุ๋ยรองพื้น ควรใส่อัตราประมาณ 25 – 30 กิโลกรัม/ไร่
  2. ปุ๋ยแต่งหน้า หลังจากปลูกประมาณ 25 – 30 วัน ควรมีการใส่ปุ๋ยอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ปุ๋ยยูเรีย (46 – 0 – 0) โรยข้างต้นในอัตรา 20 – 25 กิโลกรัม/ไร่ ใส่ขณะดินมีความชื้นหรือใส่แล้วกลบด้วยเครื่องทำรุ่นพูนโคน

การป้องกันและกำจัดวัชพืช

  1. หลังจากปลูกข้าวโพด ก่อนข้าวโพดงอก (และก่อนหญ้างอกหรือหญ้างอกต้นเล็กไม่เกิน 3 ใบ) ให้พ่นสารควบคุมวัชพืชขณะดินชื้น โดยใช้สารอาทราซิน อัตรา 500 กรัม / ไร่ หรืออะลาคลอร์ อัตรา 600 ซีซี / ไร่ หรือใช้ทั้งสองอย่างรวมกันโดยใช้อาทราซีน 350 กรัม + อะลาคลอร์ 500 กรัม / ไร่
  2. ควรมีการทำรุ่นพูนโคน เมื่อข้าวโพดอายุประมาณ 25 – 30 วัน เพื่อเป็นการกำจัดวัชพืชที่งอกใหม่ โดยการใช้ผานหัวหมู หรือใช้จอบถาก
  3. การกำจัดวัชพืช ถ้ามีวัชพืชในแปลงข้าวโพดมากอาจใช้สารพาราควอท(กรัมม็อกโซน) ฉีดพ่นเพื่อฆ่าหญ้า โดยใช้อัตรา 80 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร ( 8 ช้อนแกง / น้ำ 1 ปี๊บ ) ทั้งนี้การฉีดพ่นจะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้สารโดนต้นข้าวโพดเพราะจะทำให้ข้าวโพดไหม้ตายได้

โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

โรคที่สามารถทำความเสียหายให้กับข้าวโพดมีหลายชนิดด้วยกัน และเกิดที่ส่วนต่าง ๆ ทั้งที่ใบ ลำต้น กาบใบ เมล็ด และอื่น ๆ แตกต่างกัน นอกจากนั้นอาจเกิดที่ระยะการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันอีกด้วย ความเสียหายของพืชจากโรค นอกจากจะขึ้นกับชนิดของโรคที่เป็นแล้ว ยังขึ้นกับความรุนแรงของการเป็นโรคด้วย โรคข้าวโพดที่สำคัญมีดังนี้

โรคราน้ำค้าง (Downy mildew)

โรคราน้ำค้าง (Downy mildew)

เชื้อสาเหตุ เชื้อรา Peronosclerospora sorghi

อาการ : เชื้อโรคสามารถเข้าทำลายข้าวโพดได้ตั้งแต่ยังเป็นต้นกล้าจนถึงออกดอก อาการในระยะแรก เมื่อข้าวโพดยังเป็นต้นกล้า จะเกิดจุดสีขาวหรือสีเหลืองอ่อนบนใบเลี้ยงและใบจริงสองสามใบแรก ต่อจากนั้นจุดนี้จะขยายออกเป็นทางสีขาวลามไปยังฐานใบ ต่อมาในระยะที่สอง ใบที่ผลิออกมาใหม่จะมีทางสีขาว เขียวอ่อน หรือเหลืองอ่อนเกิดขึ้นจากฐานใบถึงปลายใบ ระยะนี้เป็นระยะที่ข้าวโพดเสียหายอย่างมาก ต้นที่เป็นโรคอาจแห้งตายก่อนออกดอกหรือฝัก หรือถึงมีฝัก ฝักจะไม่สมบูรณ์ มีเมล็ดจำนวนน้อย อาการผิดปกติอีกอย่างที่พบ คือ ส่วนยอดและดอกแตกเป็นพุ่มหรือก้านฝักยาวและมีฝักหลายฝักเป็นกระจุก

การแพร่ระบาด : โรคจะเริ่มระบาดต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคมไปจนสิ้นฤดูฝน สภาพอุณหภูมิที่เหมาะแก่เชื้อโรคคือ 20-26 องศาเซลเซียส และมีความชื้นสูง โดยการระบาดสามารถระบาดโดยตรงจากต้นข้าวโพด และยังสามารถติดไปกับเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในดิน หรืออาศัยอยู่ในพืชชนิดอื่น

การป้องกันกำจัด : ใช้พันธุ์ต้านทานโรคราน้ำค้าง หลีกเลี่ยงการปลูกก่อนฝนตกชุก กำจัดพืชอาศัย ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ไม่เป็นโรค

โรคราสนิม

เชื้อสาเหตุ : Puccinia sorghi (common rust), P. polysora (southern rust), Physopella zeae (tropical rust)

อาการ : เกิดโรคได้แทบทุกส่วนของต้นข้าวโพด โดยแสดงอาการเป็นจุดนูนเล็ก ๆ ขนาดแผลประมาณ 0.2-2.0 มิลลิเมตร แผลจะเกิดด้านบนใบมากกว่าด้านล่างใบ เมื่อเป็นโรคในระยะแรก ๆ จะพบเป็นจุดนูนเล็ก ต่อมาแผลจะแตกออกเห็นเป็นผงสีสนิมเหล็ก ในกรณีที่เป็นโรครุนแรงจะทำให้ใบแห้งตาย       

การแพร่ระบาด : ระบาดปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว ในขณะที่มีความชื้นในอากาศสูง และมีอุณหภูมิค่อนข้างเย็น การแพร่ระบาดจะแพร่ออกไปจากแผลที่ใบ กาบใบ และเปลือกหุ้มฝัก เมื่อปลิวไปตกที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมจะทำให้เกิดโรคกับข้าวโพด

การป้องกันกำจัด : ใช้พันธุ์ต้านทานโรค กำจัดวัชพืชและทำลายต้นพืชที่เป็นโรคโดยการเผา ใช้สารเคมีไดฟิโนโคนาโซล 250 อีซี ในอัตรา 20 ซีซี หรือแมนโคเซบ 80% WP อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วัน จำนวน 2-4 ครั้ง

โรคใบไหม้แผลเล็ก (Southern corn leaf bligt)

เชื้อสาเหตุBipolaris maydis (Nisik) Shoemaker

อาการ : ระยะแรกเกิดจุดเล็ก ๆ สีเขียวอ่อนฉ่ำน้ำ ต่อมาจุดจะขยายออกตามความยาวของใบโดยจำกัดด้านกว้างของแผลขนานไปตามเส้นใบ ตรงกลางแผลมีสีเทา ขอบแผลมีสีน้ำตาล ในกรณีที่เป็นโรครุนแรงแผลจะขยายรวมตัวกันเป็นแผลใหญ่และทำให้ใบแห้งตาย ถ้าเกิดกับต้นกล้าจะเกิดขึ้นพร้อมกันทุกใบ และจะแห้งตายภายใน 3-4 สัปดาห์หลังปลูก แต่ถ้าเกิดกับต้นแก่อาการจะเกิดกับใบล่างก่อน

การแพร่ระบาด : เชื้อโรคระบาดติดไปกับเมล็ดที่เป็นโรค และโดยทางลมหรือฝน เข้าทำลายข้าวโพดแล้วสร้างสปอร์อีกจำนวนมากแพร่กระจายในแหล่งปลูก เชื้อราสามารถเข้าทำลายได้หลายครั้งในแต่ละฤดูปลูก

การป้องกันกำจัด : ใช้พันธุ์ต้านทาน และใช้เมล็ดพันธุ์ที่ปราศจากโรค หมั่นตรวจแปลงอยู่เสมอ เมื่อพบโรคเริ่มระบาดให้ถอนแล้วเผาทำลาย จากนั้นพ่นด้วยสารไตรโฟรีน 20 อัตรา 60 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร

โรคใบจุด (Leaf spot)

เชื้อสาเหตุCurvularia lunara (Wakker) Bord. Var. aeria

อาการ : อาการส่วนใหญ่แสดงให้เป็นบนใบ ระยะแรกเกิดเป็นจุดเล็ก ๆ ขนาดเท่าหัวเข็มหมุดสีเขียวอ่อน ต่อมาตรงกลางจุดจะแห้งมีสีเทาหรือน้ำตาลอ่อน ขอบแผลสีน้ำตาลแดง ในที่สุดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลไหม้ และจะมีวงแหวนสีเหลืองล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง

การแพร่ระบาด : แพร่ระบาดโดยทางลม ฝน หรือติดไปกับเมล็ด

การป้องกันกำจัด : ใช้พันธุ์ต้านทาน และใช้เมล็ดที่ปราศจากโรค ทำลายแหล่งพืชอาศัย เช่น หญ้าเดือย หลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนปริมาณสูง และปลูกพืชหนาแน่น

แมลงและศัตรูอื่น ๆของข้าวโพด

แมลงและศัตรูอื่น ๆ ที่ทำความเสียหายให้กับข้าวโพดมีหลายชนิดด้วยกัน ในแต่ละระยะการเจริญเติบโตของข้าวโพด

หนอนเจาะลำต้น (corn stem borer; Ostrinia furnacalis Guenee)

เป็นหนอนผีเสื้อกลางคืน หนอนเจาะกินภายในลำต้น ทำให้ต้นข้าวโพดหักล้มง่ายเมื่อถูกลมพัดแรง นอกจากนี้ยังกัดกินฝักด้วย พบการระบาดมากในไร่ที่มีการปลูกข้าวโพดมานาน หรือในแหล่งที่มีการใช้สารฆ่าแมลงมาก เพราะจะไปทำลายแมลงศัตรูธรรมชาติ

การป้องกันกำจัด : ในสภาพธรรมชาติมีแมลงที่คอยทำลายหนอนเจาะลำต้นข้าวโพดให้มีปริมาณลดลง ได้แก่ แตนเบียน แมลงหางหนีบ แมลงช้าง เป็นต้น นอกจากนี้ให้เลือกพันธุ์ที่ต้านทานต่อหนอนเจาะลำต้น และถ้ามีการระบาดมากให้ใช้สารฆ่าแมลงกำจัด ได้แก่ triflumuron (Alsystin 25% WP) ในอัตรา 30 กรัม หรือ teflubenzuron (Z-Killer 5% EC) ในอัตรา 20 มิลลิลิตร หรือ chlorfluazuron (Atabron 5% EC) ในอัตรา 20 มิลลิลิตร เป็นต้น

หนอนกระทู้ข้าวโพด  (Corn armyworn; Mythimna separate Walker)

พบการเข้าทำลายตั้งแต่ข้าวโพดอายุประมาณ 20 วัน ไปจนกระทั่งข้าวโพดออกฝัก การระบาดมักรุนแรงในระยะที่ใบใกล้คลี่ และในระยะที่กำลังออกไหม โดยหนอนกัดกินใบ ถ้าระบาดรุนแรงจะเหลือที่ก้านใบ

การป้องกันกำจัด : ในสภาพธรรมชาติมีตัวเบียนที่คอยทำลายในระยะตัวหนอน คือ แมลงวันก้นขน แตนเบียน และแมลงหางหนีบ โดยทั่วไปหนอนกระทู้ไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตมากนัก แต่ถ้าพบมีการระบาดมากให้ใช้สารฆ่าแมลง carbaryl (Sevin 85% WP) อัตรา 45 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

หนอนเจาะฝักข้าวโพด (Corn earworm; Helicoverpa armigera Hubner)

พบการกัดกินบริเวณช่อดอกตัวผู้และเส้นไหมที่ออกใหม่ เมื่อเส้นไหมที่ปลายฝักถูกกัดกินหมด หนอนจะเข้าไปกัดกินปลายฝักต่อไป ถ้ามีการระบาดในระยะที่ยังไม่ได้รับการผสมเกสรเต็มที่จะทำให้การติดเมล็ดไม่สมบูรณ์ ถ้ามีการกัดกินในระยะที่ติดเมล็ดแล้ว ปลายฝักอาจถูกกัดกินบ้างได้ไม่กระทบต่อผลผลิต

การป้องกันกำจัด : แมลงศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ แตนเบียนไข่ แมลงวันก้นขน แตนเบียนหนอน และแมลงช้าง ในสภาพทั่วไปไม่มีความจำเป็นต้องใช้สารฆ่าแมลง โดยในระยะออกไหมควรหมั่นตรวจแปลงว่ามีหนอนระบากหรือไม่ หากจำเป็นต้องใช้สารฆ่าแมลงควรใช้ในระยะที่หนอนยังเล็กอยู่ สารฆ่าแมลงได้แก่ fipronil (Ascend 5% SC) อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ bifenthrin (Talstar 10%EC) อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

การเก็บเกี่ยวข้าวโพดหวาน

โดยปกติข้าวโพดหวานจะเก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุประมาณ 70-75 วันหลังปลูก  แต่ระยะที่เหมาะสมสำหรับการเก็บเกี่ยวที่สุด คือ ระยะ 18-20 วันหลังข้าวโพดออกไหม 50%   (ข้าวโพด 100 ต้นมีไหม 50 ต้น)   ข้าวโพดหวานพันธุ์  ไฮ-บริกซ์ 10  จะเก็บเกี่ยวที่อายุประมาณ 68-70 วัน   และพันธุ์ไฮ-บริกซ์ 3  จะเก็บเกี่ยวที่อายุประมาณ 65-68 วันหลังปลูก แต่ถ้าปลูกในช่วงอากาศหนาวเย็นอายุการเก็บเกี่ยวอาจจะยืดออกไปอีก หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วควรรีบส่งโรงงานหรือจำหน่ายโดยเร็ว    เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ  หากขาดน้ำจะมีผลต่อเมล็ดและน้ำหนักของฝัก

อ้างอิงแหล่งที่มา : สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน, สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตร,www.sarakaset.com


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

การเลี้ยงแพะมือใหม่ ไม่ยากอย่างที่คิด พร้อมวิธีการดูละรักษาโรค

การเลี้ยงแพะมือใหม่ ไม่ยากอย่างที่คิด พร้อมวิธีการดูละรักษาโรค

การเลี้ยงแพะมือใหม่

การเลี้ยงแพะมือใหม่


สัตว์เลี้ยงสำหรับชาวเกษตรกรอย่าง “แพะ” ปัจจุบันกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก สาเหตุหลักมาจากมีสายพันธุ์ให้เลือกเลี้ยงได้หลากหลาย อย่างไรก็ตามสัตว์ชนิดนี้ยังถือเป็นของใหม่สำหรับคนไทยจำนวนมาก หากคุณคือมือใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นเลี้ยงแต่ไม่แน่ใจว่าแพะมีกี่ประเภท วิธีเลี้ยงยุ่งยากไหม ต้องให้อาหารอะไรบ้าง? จะขอนำเอารายละเอียดที่เป็นประโยชน์มานำเสนอในบทความนี้

การเลี้ยงแพะนั้นจะมีระยะเวลาสั้นกว่าการเลี้ยงวัว โดยแพะเป็นสัตว์ที่หากินเองเก่งมาก ทนต่อทุกสภาพอากาศได้ดี ไม่ว่าจะร้อน ฝน หรือหนาวก็อยู่ได้หมด ผลผลิตแทบจะใช้ได้ทั้งตัวอย่าง นม เนื้อ หนัง หรือขน การเลี้ยงง่ายมากเนื่องจากเป็นสัตว์ตัวเล็ก ดูแลจัดการง่าย ใช้พื้นที่ไม่เยอะ 

สายพันธุ์แพะ

1. พันธุ์บอร์ (Boer) เป็นแพะพันธุ์เนื้อ มีลำตัวสีขาว หัวและคอจะมีสีแดง ใบหูยาวปรก

การเลี้ยงแพะมือใหม่

  • น้ำหนักแรกเกิด 4 กก.
  • โตเต็มที่ เพศผู้หนัก 65-90 กก.
  • เพศเมียหนัก 55-70 กก.
  • ผลผลิตนมเฉลี่ย 1.3-1.8 ลิตร/วัน
  • ระยะการให้นมประมาณ 120 วัน

2. พันธุ์แบลคเบงกอล(Black bengal) รัฐบาลประเทศบังคลาเทศได้น้อมเกล้า ฯ ถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ  สยามบรมราชกุมารีเป็นแพะเนื้อ มีขนสั้นสีดำหรือน้ำตาลเข้ม ใบหูเล็กชี้ตั้ง มักจะตกลูกแฝด สามารถผสมพันธุ์ได้ทั้งปีส่วนเนื้อ มีคุณภาพและรสชาติดีหนังมีคุณภาพและราคาแพง

พันธุ์แบลคเบงกอล(Black bengal)

  • น้ำหนักแรกเกิด 0.8-0.9 กก.
  • โตเต็มที่ เพศผู้หนัก 25-30 กก. เพศเมียหนัก 20-25 กก
  • ผลผลิตนม 0.21-0.29 ลิตร/วัน
  • ระยะการให้นมประมาณ 105 วัน

3. พันธุ์พื้นเมือง (Native) ตัวมีขนาดเล็กมีสีหลากหลาย ใบหูเล็กตั้งสามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดปีตกลูกปีละ2ครอกใช้พื้นที่ เลี้ยงต่อตัวน้อย มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม กินอาหารพวกพืช ได้หลายชนิด

พันธุ์พื้นเมือง (Native)

  • น้ำหนักแรกเกิด 1-1.5 กก.
  • โตเต็มที่ เพศผู้หนัก 25 กก. เพศเมียหนัก 20 กก.
  • ผลผลิตนมเฉลี่ย 0.2-0.3 ลิตร/วัน
  • ระยะการให้นมประมาณ 120 วัน

4. พันธุ์ซาเนน (Saanen) มีขนสั้น สีขาวครีมหรือน้ำตาลอ่อน ใบหูเล็กชี้ตั้งไปข้างหน้า ไม่มีเขาทั้งเพศผู้และเพศเมีย

พันธุ์ซาเนน (Saanen)

  • น้ำหนักแรกเกิด 3.3 กก.
  • โตเต็มที่ เพศผู้หนัก 70-80 กก. เพศเมียหนัก 50-55 กก.
  • ผลผลิตนมเฉลี่ย 2.2 ลิตร/วัน
  • ระยะการให้นมประมาณ 240-300 วัน

5. พันธุ์แองโกลนูเบียน (Anglo nubian) เป็นแพะกึ่งเนื้อกึ่งนม มีสีเดียวในตัว หรือมีสีด่างปน สันจมูกมีลักษณะเป็นเส้นโค้ง ใบหูยาวปรกลง

  • น้ำหนักแรกเกิด 2.5 กก.
  • โตเต็มที่ เพศผู้หนัก 60-70 กก. เพศเมียหนัก 50-60 กก.
  • ผลผลิตนมเฉลี่ย 1.5 ลิตร/วัน
  • ระยะการให้นมประมาณ 165-200 วัน

6. พันธุ์หลาวซาน (Laoshan) รัฐบาลจีนได้น้อมเกล้า ฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถจำนวน 2 คู่ เป็นแพะนม มีขนสีขาวยาวเล็กน้อย แต่จะยาวมากบริเวณแก้ม หูสั้นชี้ตั้ง

  • น้ำหนักแรกเกิด 1-1.5 กก.
  • โตเต็มที่ เพศผู้หนัก 80 กก. เพศเมียหนัก 60 กก.
  • ผลผลิตนมเฉลี่ย 2.2 ลิตร/วัน
  • ระยะการให้นมประมาณ 200 วัน

7. พันธุ์จัมนาปารี (Jamunapari) เป็นพันธุ์แพะเนื้อและนม ลักษณะจมูกโค้งงุ้ม มีขนสั้น ใบหูยาวปรกลง มีเขาทั้งเพศผู้และเมีย เป็นแพะ  ที่กินอาหารเก่ง โตเร็วเหมาะสําหรับเลี้ยงปลอยแทะเล็มและ ใช้ปรับปรุงแพะพื้นเมืองให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

  • น้ำหนักแรกเกิด 3.5-4 กก.
  • โตเต็มที่ เพศผู้หนัก 68-91 กก. เพศเมียหนัก 46-63 กก.
  • ผลผลิตนมเฉลี่ย 1 ลิตร/วัน
  • ระยะการให้นมประมาณ 210-240 วัน

8. พันธุ์ชามีหรือดามัสกัส (Shami/Damuscus) ให้นมสูงมีขนยาวสีน้ำตาลแดงตลอดทั้งตัว บางครั้งพบจุดสีขาวบริเวณหน้า แนวสันหลังและขาหน้า ใบหูยาวและห้อยปรกลงมา มีเขาทั้งเพศผู้ และเพศเมีย เป็นแพะที่ปรับตัวง่ายในภูมิอากาศที่แตกต่างกันมาก จึงสามารถพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพการผลิตของประเทศไทย

พันธุ์ชามีหรือดามัสกัส (Shami/Damuscus)

  • น้ำหนักแรกเกิด 3.5 – 5.5 กก.
  • โตเต็มที่ เพศผู้หนัก 75 กก. เพศเมียหนัก 65 กก.
  • ผลผลิตนมเฉลี่ย 3-4 ลิตร/วัน
  • ระยะการให้นมประมาณ 305 วัน

การเลี้ยงดูแพะ

ารเลี้ยงแพะ โดยทั่วไปสามารถแบ่งรูปแบบการเลี้ยงได้ 4 แบบ ดังนี้

  • การเลี้ยงแบบปล่อย ให้แพะหากินเองตามธรรมชาติและผสมพันธุ์เอง มักเลี้ยงบริเวณที่มีหญ้า กลางวันจะต้อนให้อยู่ที่มีร่มเงา มักไม่มีการสร้างคอกหรือโรงเรือน แต่จะปล่อยให้อาศัยตามร่มไม้
  • การเลี้ยงแบบผูกล่าม เป็นการผูกล่ามแพะไว้กับที่ อาจเป็นหลักไม้ปักหรือเป็นตอไม้หรือต้นไม้ที่บริเวณโดยรอบมีหญ้าให้แพะกินเพียงพอ วันหนึ่งอาจมีการย้าย 2-3 จุด เพื่อให้ได้กินหญ้าได้มาก ส่วนตอนเย็นจะย้ายมาขังคอก
  • การเลี้ยงแบบกึ่งขังคอก ลักษณะคล้ายการเลี้ยงแบบปล่อย แต่จะสร้างคอกหรือโรงเรือนสำหรับกักขังตอนกลางคืน โรงเรือนมีแต่หลังคาเท่านั้น ตอนเช้าต้อนให้แพะออกหากินตามทุ่งหรือที่มีหญ้า
  • การเลี้ยงแบบขังคอกเป็นการเลี้ยงในคอกหรือโรงเรือนตลอดเวลาโดยให้น้ำ และอาหารในคอก แต่อาจมีการปล่อยแพะออกไปหากินข้างนอกบ้าง พื้นคอกมักยกสูง และลาดเอียงหรืออาจเป็นพื้นดินธรรมดา แต่มักรองพื้นด้วยแกลบ

เกษตรกรสามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตนเองโดยพิจารณาจากวัตถุดิบประสบการณ์จำนวนแพะ จำนวนทุน และสภาพแวดล้อมที่เลี้ยง

” การเลี้ยงแพะมือใหม่ “

โรงเรือนและการเลี้ยง

โรงเรือนควรตั้งในพื้นที่ดอน น้ำไม่ท่วม กันแดดกันฝน มีแสงสว่างอากาศถ่ายเท สะอาด และมีรั้วล้อมรอบ ควรยกพื้นสูงจากพื้นดิน 1.50-1.60 เมตร ปูพื้นด้วยไม้ระแนงขนาด1×23 นิ้วร่องห่างของไม้ 1 นิ้วเพื่อให้มูลแพะลอดผ่านได้สะดวก ภายในโรงเรือนประกอบด้วยรางหญ้า รางอาหารข้น และภาชนะใส่น้ำ รวมทั้งแขวนก้อนเกลือแร่ให้แพะแทะเลียกิน อย่างทั่วถึงและเพียงพอ ดังนี้

  • โรงเรือนพ่อพันธุ์แพะขนาด3×5เมตรเลี้ยงแพะพ่อพันธุ์1-2ตัว
  • โรงเรือนแพะรวม ขนาด6×12เมตรแบ่งซอยเป็นคอกย่อยตามกลุ่มขนาดของแพะ ประกอบด้วย แพะตั้งท้องก่อนคลอด แพะเลี้ยงลูกอ่อน คอกคลอด และคอกอนุบาลลูกแพะ คอกแพะรุ่น
  • โรงเรือนแพะรีดนม ขนาด 4 x 12 เมตร เป็นคอกแพะรวมมีรางหญ้า รางอาหารข้น ภาชนะให้น้ำ ก้อนเกลือแร่อย่างเพียงพอภายในโรงเรือนแพะรีดนม แบ่งเป็นคอกสำหรับรีดนมพื้นที่ 3×3 ตารางเมตร ประกอบด้วยแท่นรีดน้ำนม และที่เก็บอุปกรณ์ใช้ในการรีดนม

อาหารและการให้อาหาร

แรกเกิด – 3 วัน 

  • นมน้ำเหลืองเต็มที่วันละ 3 – 5 ครั้ง

อายุ 4 วัน – 2 สัปดาห์

  • นมแพะ  0.5 – 1 ลิตรต่อตัว แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง
  • ไวตามิน + แร่ธาตุ

อายุ 2 – 6 สัปดาห์

  • นมสดหรือนมเทียม 0.5 – 1 ลิตรต่อตัว แบ่งให้วันละ 2ครั้ง
  • อาหารข้นที่มีโปรตีนรวมร้อยละ 22 เริ่มให้วันละน้อยก่อน แล้วค่อยๆเพิ่มปริมาณขึ้น
  • หญ้าแห้งผสมถั่วหรือหญ้าสด ให้กินเต็มที่
  • ไวตามิน + แร่ธาตุ

อายุ 4 เดือน – ให้ลูก

  • อาหารหยาบ เช่น หญ้าสด ให้กินเต็มที่
  • ไวตามิน + แร่ธาตุผสม
  • อาหารข้นที่มีโปรตีนรวมร้อยละ 18-20

แม่พันธุ์อุ้มท้อง แม่พันธุ์ที่หยุดรีดนม และพ่อพันธุ์

  • อาหารหยาบ ให้กินเต็มที่
  • ไวตามิน + แร่ธาตุผสม
  • อาหารข้นที่มีโปรตีนรวมร้อยละ 16-18

แม่พันธุ์ระยะให้นม

  •  อาหารหยาบ ให้กินเต็มที่
  • ไวตามิน + แร่ธาตุผสมน้ำ
  • อาหารข้นที่มีโปรตีนรวมร้อยละ 16-18 ขึ้นกับปริมาณน้ำนมที่รีดได้โดยให้อาหาร 0.3-0.5 กก./น้ำ นมที่รีดได้ 1 ลิตร

น้ำ ใส่ภาชนะจัดให้สามารถดื่มกินได้ตลอดเวลา

หมายเหตุ นมสดอาจเป็นนมแพะหรือนมโค และภายหลังจาก 2 สัปดาห์ แล้วอาจใช้นมเทียม หรือนมผงผสมน้ำ แทนนมสดได้

ตัวอย่างสูตรอาหาร

1. โปรตีนรวมร้อยละ 18–20

  • ข้าวโพด 12 กก.
  • รำละเอียด 24 กก.
  • กากมะพร้าว 40 กก.
  • กากถั่วเหลือง 8 กก.
  • เนื้อและกระดูกป่น 10 กก.
  • กากน้ำตาล 5 กก.
  • เกลือป่น 1 กก.

2. โปรตีนรวมร้อยละ 16–18

  • กากมะพร้าว 40 กก.
  • ข้าวโพด 25 กก.
  • กากถั่วเหลือง 15 กก.
  • รำละเอียด 10 กก.
  • กากน้ำตาล 8 กก.
  • กระดูกป่น 1 กก.
  • เกลือป่น 1 กก

การป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นกับแพะ

โรคพยาธิ

ควรถ่ายพยาธิทุก 3 เดือน โดยใช้ยาถ่ายพยาธิที่จำหน่ายทั่วไปทั้งแบบกรอก (กำจัดพยาธิภายนอก) และแบบฉีด (กำจัดพยาธิภายใน)

โรคแท้งติดต่อ

ในแพะมักเกิดจากเชื้อ Brucella melitensis คนก็สามารถติดโรคนี้ได้จากการบริโภคน้ำนมและผลิตภัณฑ์นม เช่น ครีม เนย ที่ได้จากแพะที่เป็นโรคและไม่ได้ผ่านขบวนการฆ่าเชื้อโรคก่อน

  • อาการ แพะเกิดการแท้งลูกหรือคลอดลูกที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงออกมาและมักจะมีน้ำเมือกไหลมาจากช่องคลอดนานเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ เดินกะโผลกกะเผลก เต้านมอักเสบ น้ำหนักลด ขนแห้งและเป็นหมัน
  • การติดต่อ โดยการสืบพันธุ์การเลียอวัยวะสืบพันธุ์ของตัวอื่น การกินอาหารและน้ำดื่มที่มีเชื้อโรคปนอยู่ เชื้อนี้จะมีในน้ำเมือกสัตว์ปัสสาวะ และซากลูกสัตว์ที่แท้งออกมา

***ควรกำจัดทำลายหากตรวจพบตัวที่เป็นโรคในฟาร์ม

โรคมงคล่อเทียม หรือโรคเมลิออยโดซีส

ส่วนใหญ่จะพบโรคนี้ในประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตร้อนหรือเขตร้อนชื้น สามารถติดคนและสัตว์ได้
อาการ ปวดหัวเบื่ออาหาร ปวดตามตัวและมีอาการทางระบบหายใจ รวมทั้งมีไข้ไอ บางครั้งมีเลือดปน เจ็บหน้าอก มีแผลหลุมในช่องจมูกมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด และ อาจตายได้หากไม่ได้รับการรักษา

การติดต่อ จากการสัมผัสเชื้อโดยตรง การหายใจ หรือการกินอาหารหรือน้ำ ที่ปนเปื้อนเชื้อ และสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสเลือดหรือของเหลวจากร่างกาย (ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำมูก น้ำนม) ของคนหรือสัตว์ที่ติดเชื้อ

***ควรกำจัดทำลายหากตรวจพบตัวที่เป็นโรคในฟาร์ม

ที่มา: กองงานพระราชดำ ริและกิจกรรมพิเศษ กรมปศุสัตว์ โทร. 0 2653 4444 ต่อ 3371 โทรสาร 0 2653 4930
E-mail : drasa2@dld.go.th www.royal.dld.go.th ,www.withikaset.com

เรียบเรียง : kasetbanna.com