การเพาะเลี้ยงปลาหลด

การเพาะเลี้ยงปลาหลด

การเพาะเลี้ยงปลาหลด

ปลาหลด เป็นปลาน้ำจืตที่ชอบอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำที่มีกระแสน้ำไหลเอื่อยๆ ถือเป็นปลาพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือชนิดหนึ่งที่นิยมนำมารับประทาน การเพาะเลี้ยงปลาหลด สามารถทำได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม โดยเริ่มจากการรวบรวม พ่อ – แม่พันธุ์ ระยะเวลาที่เหมาะสมคือช่วงฤดูน้ำหลากที่ฝนตกติดต่อกันหลายวัน หลังจากจับปลาหลดได้แล้วให้ปล่อยลงในน้ำสะอาดทันที

พ่อ – แม่พันธ์ปลาหลดควรจะมีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป นำมาฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการวางไข่ แล้วจึงนำไปปล่อยลงในบ่อเพาะพันธุ์ที่เตรียมไว้ ซึ่งสามารถใข้ไต้ทั้งกะละมังพลาสติก ถังไฟเบอร์กลาส และบ่อซีมนต์ขนาตเล็ก โดยใส่พู่ฟางลงไปให้ทั่วพื้นบ่อ เพื่อให้เป็นที่ยึดเกาะของไข่ และติดตั้งอุปกรณ์ให้อากาศเพื่อช่วยเพิ่มออกซิเจน ระดับความลึกของน้ำควรอยู่ที่ประมาณ 30 – 40 เซนติเมตร





ปลาหลดจะวางไข่ในช่วงเวลากลางคืนของวันที่ทำการฉีดฮอร์โมน รุ่งเช้าวันถัดไปจะเห็นไข่ปลาหลดเกาะติดอยู่ตามพู่ฟาง ให้แยกพ่อแม่พันธุ์ปลาหลดออกไข่ปลาหลดใช้เวลาในการฟักเป็นตัวประมาณ 36 – 48 ชั่วโมง ในระยะแรกจะต้องให้ตัวอ่อนของไรแดงเป็นอาหาร เมื่อลูกปลาหลดมีขนาตใหญ่ขึ้นจึงให้ไรแดงตัวเต็มวัยและให้หนอนแดง หลังจากหนึ่งเดือนลูกปลาหลดที่มีอายุ 1 เตือนขึ้นไปจะมีความปราดเปรียวสามารถว่ายน้ำได้อย่างรวดเร็ว สามารถนำมาเลี้ยงในบ่อชนิดต่างๆ เข่น บ่อซีเมนต์ บ่อพลาสติกถังไฟเบอร์ บ่อดิน และในกระชัง ธิ์งการเลี้ยงในบ่อที่ต่างกันจะมีวิธีการจัดการที่แตกต่างกันด้วย ทั้งในเรื่องของอาหารและคุณภาพน้ำ

บ่อดินเป็นบ่อเลี้ยงปลาหลดที่ช่วยให้การจัดการด้านอาหารและคุณภาพน้ำง่ายที่สุด และปลาหลดยังโตดีที่สุดด้วย เนื่องจากไม่ต้องให้อาหารและเปลี่ยนถ่ายน้ำ แต่ต้องดูแลใส่ปุ๋ยคอกเป็นระยะ ๆ อาหารธรรมชาติจะเกิดขึ้นเองภายในบ่อและยังสามารถเลี้ยงร่วมกับปลากินพืชอื่นๆ เช่น ปลานิล ปลาไน ปลาตะเพียนปลายี่สกเทศ เป็นต้น

การเพาะเลี้ยงปลาหลด

การเลี้ยงปลาหลดในบ่อพลาสติก ต้องระมัดระวังเรื่องรูรั่วของพลาสติกเพราะจะทำให้น้ำในบ่อรั่วออกไปทำให้ปลาตาย วิธีการแก้ปัญหาในระยะสั้นๆ คือการใส่ดินลงในบ่อพลาสติก หากเกิดการรั่วดินที่ชุ่มชื้นจะช่วยรักษาชีวิตของปลาหลดต่อไปได้ระยะหนึ่ง ในบ่อพลาสติกควรปลูกพรรณไม้น้ำ เช่น สาหร่าย และผักบุ้ง เพื่อให้ร่มเงาและเป็นที่หลบซ่อนของปลาหลด บ่อพลาสติกควรอยู่กลางแจ้ง เพื่อช่วยให้เกิดอาหารธรรมชาติบางส่วน แต่ยังต้องให้อาหาร เช่น ไรแดง หนอนแดงหรือไส้เดือน เพิ่มเติม เพราะอาหารที่เกิดขึ้นเองนั้นไม่เพียงพอ บ่อพลาสติกขนาดความกว้าง 2 เมตร ความยาว 3 เมตร และความลึก 60 เซนติเมตร สามารถปล่อยปลาหลด อายุ 1 เดือนลงเลี้ยงในอัตรา 200 – 300 ตัว ระยะเวลาในการเลี้ยง 6 – 8 เดือน การเจริญเติบโตขึ้นอยู่กับอาหารที่ปลาได้รับ และความหนาแน่นของปลาในบ่อ

การเลี้ยงปลาหลดในกระชังต้องระมัดระวังเรื่องตะไคร่น้ำ และตะกอนดินอุดตันรูกระชังจึงต้องหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอเพื่อให้น้ำสามารถถ่ายเทได้สะดวกและอาหารธรรมชาติบางส่วนสามารถผ่านเข้าไปในกระชังได้ แต่ยังคงต้องให้อาหารเพิ่มเติมเช่นเดียวกับการเลี้ยงในบ่อพลาสติกและต้องหมั่นตรวจสอบความแข็งแรงของกระชังเพื่อไม่ให้ปลาหลดที่เลี้ยงหลุดรอดออกไปจากกระชัง การวางกระชังควรวางพื้นกระชังให้ติดกับพื้นของบ่อดิน และใส่ดินบางส่วนลงในกระชังและปลูกพรรณไม้น้ำไว้ให้ร่มเงาและเป็นที่หลบช่อนของปลาหลดด้วย ข้อดีของการเลี้ยงปลาหลดในกระชัง คือ สามารถรวบรวมผลผลิตและดูแลคุณภาพน้ำได้ง่ายหากกระชังกางอยู่ในบ่อดิน สามารถเติมปุ้ยคอกลงในบ่อดินเป็นระยะๆ เพื่อช่วยเพิ่มอาหารธรรมชาติในบ่อ และยังสามารถเลี้ยงปลากินพืชชนิดต่างๆ ในบ่อดินได้อีกด้วย กระชังขนาด 40 ตารางเมตร สามารถปล่อยปลาหลดขนาดอายุ 1 เดือนลงเลี้ยง 200 – 300 ตัว โดยใช้ระยะเวลาในการเลี้ยง 6 – 8 เดือน การเจริญเติบโตขึ้นอยู่กับอาหารที่ปลาได้รับ และความหนาแน่นของปลาในบ่อเช่นเดียวกัน

การเลี้ยงปลาหลดในบ่อซีเมนต์ ต้องดูแลเรื่องการให้อาหารและคุณภาพน้ำตลอดเวลา เนื่องจากบ่อซีเมนต์ที่อยู่ในโรงเรื้อนหรือที่ร่มไม่มีอาหารธรรมชาติในบ่อ จึงต้องเพาะเลี้ยงไรแดง หนอนแดง หรือไส้เดือน เพื่อนำมาเป็นอาหารของปลาหลดที่เลี้ยง การเจริญเติบโตของปลาหลดขึ้นอยู่กับอาหารที่ได้รับและความหนาแน่นของปลาในบ่อ บ่อซีมนต์ขนาด 2 ตารางเมตร ควรปล่อยปลาหลดอายุ 1 เดือน ลงเลี้ยง 100 – 150 ตัว ระยะเวลาในการเลี้ยง 6 – 8 เดือน ภายในบ่อควรใส่ท่อพีวีซีให้ปลาหลบซ่อนเพื่อลดปัญหาการตื่นตกใจและความเครียด และควรติดตั้งอุปกรณ์ให้อากาศจะช่วยให้ปลาแข็งแรงและโตเร็วยิ่งขึ้น


ติดต่อเจ้าของผลงานได้ที่

ผศ.ททัยรัตน์ เสาวกูล ดำแหน่ง : ผู้เชี่ยวชาญประจำคลินิกเทคโนโลยี
ที่อยู่ : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ เ45 หมู่ 15 ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ 32000
โทรศัพท์ : 0 4415 3062 โทรสาร : 0 4415 3064 มือถือ : 08 6249 6490
E-mail : Hatairat_7@hotmail.com





ที่มา | Youtrube Tagple  ตอน หนุ่มสุพรรณน้ำท่วมหมดสวน 2 รอบ สอนเพาะเลี้ยงปลาหลดบ่อปูน สร้างรายได้หลักแสน

บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์โมเดิร์น สวยทันสมัย ขนาด 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พื้นที่ 90 ตารางเมตร

บ้านสไตล์โมเดิร์น สวยทันสมัย ขนาด 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว พื้นที่ใช้สอย 90 ตารางเมตร ราคา 1,215,000 บาท

บ้านสไตล์โมเดิร์น

บ้านสไตล์โมเดิร์น






ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าสิ่งของต่างๆปรับราคาขึ้นอย่างมากมาย โดยเฉพาะราคาเหล็กที่เป็นวัสดุหลักในการสร้างบ้าน จึงทำให้หลายคนที่อยากก่อสร้างบ้าน ต้องเลื่อนกำหนดการณ์ไปก่อน หรือแม้กระทั่งปรับขนาดบ้านให้เล็กลง เพื่อให้งบที่เตรียมไว้มีจำนวนที่เพียงพอ ดังนั้นวันนี้เราจึงอยากนำเสนอแบบ บ้านชั้นเดียวทรงโมเดิร์น เพื่อเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำหรับคนที่มีแผลนจะสร้างบ้าน แต่ยังไม่มีแบบอย่างที่ลงตัว

บ้านสไตล์โมเดิร์น

วันนี้เรามีบ้านสวยๆ สไตล์ทโมเดิร์น มาฝากกันอีกเช่นเคย สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น บ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์น ขนาด 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว พื้นที่ใช้สอย 90 ตารางเมตร ราคาประมาณ 1,215,000 ล้านบาท วัสดุเกรด A ทั้งหลัง ผลงานการออกแบบและก่อสร้าง โดยทีมงานรวยก่อสร้าง เป็นบ้านพักอาศัยชั้นเดียว ยกพื้นสูงจากที่ดินเล็กน้อย ประมาณ 40 ซม. การออกแบบบ้านสไตล์โมเดิร์น หลังคาเพิงแหงน ซ้อนกัน จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ที่มารูปภาพและทีมช่าง : โดยทีมงานรวยก่อสร้าง

บ้านสไตล์โมเดิร์น

บริเวณหน้าบ้าน มีการต่อหลังคายื่นออกมาเพื่อสร้างเป็นระเบียง โดยปูพื้นด้วยกระเบื้องลายไม้โทนน้ำตาล รอบๆกั้นด้วยเหล็กดัดสีดำ ตามเสาหน้าบ้านมีโคมไฟประดับไว้แล้ว ประตูทางเข้าเลือกใช้เป็นกระจกขนาดใหญ่ และหน้าต่างบานกระจกที่ทันสมัย ตัดกับสีขาวของบัวรอบๆได้เป็นอย่างดี สวยงามมาก

บ้านสไตล์โมเดิร์น





บ้านสไตล์โมเดิร์น



ห้องน้ำ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่สำคัญของบ้าน และห้องน้ำนี้ดูทันสมัย น่าเข้าใช้งาน ขนาดของห้องที่กว้าง ทั้งพื้นและผนังกรุทับด้วยกระเบื้องอย่างดี โดยออกเป็นโทนสีเทากับสีน้ำตาล จากนั้นติดตั้งสุขภัณฑ์ที่ครบครัน รวมถึงหน้าต่างระบายอากาศ

 

จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบเ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก โดยทีมงานรวยก่อสร้าง




หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


รูปภาพที่ได้นำมาลงในเว็บไซต์นี้ ก็ต้องขออนุญาตและขอขอบคุณเจ้าของลิขสิทธิ์มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ทางเว็บไซต์ไม่ได้มีเจตนานำมาดัดแปลง ลอกเรียนแบบ หรือใช้ในการค้าเพื่อหวังผลกำไรแต่อย่างใด หากแต่ใช้เพื่อเป็นไอเดียสร้างสรรค์ที่ได้แรงบันดาลใจจากท่านเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ได้นำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ทางเว็บไซต์จึงขออนุญาตรวบรวมไอเดียดีๆ ของท่านเพื่อให้ชาวเน็ตได้รับชมครับ หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยเป็นอย่างสูงครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีทำ น้ำหมักชีวภาพ และประโยชน์การใช้งานในด้านต่างๆ

วิธีทำ น้ำหมักชีวภาพ และประโยชน์การใช้งานในด้านต่างๆ

น้ำหมักชีวภาพ

น้ำหมักชีวภาพ


ช่วงนี้เราอาจจะได้ยินชื่อ ” น้ำหมักชีวภาพ ” บ่อยขึ้น ว่าแต่เพื่อน ๆ รู้จักไหมว่า จริง ๆ แล้วน้ำหมักชีวภาพคืออะไร บริโภคได้หรือไม่ แล้วเราจะทำน้ำหมักชีวภาพขึ้นมาใช้เองได้อย่างไร น้ำหมักชีวภาพหรือน้ำสกัดชีวภาพ หรือ ปุ๋ยน้ำจุลินทรีย์ ตามแต่จะเรียก เป็นสารละลายเข้มข้นที่ได้จากการหมักเศษพืช หรือสัตว์ กับสารที่ให้ความหวาน จนถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการแล้วจะได้สารละลายเข้มข้นสีน้ำตาล ประกอบไปด้วยจุลินทรีย์ และสารอินทรีย์หลายชนิดเดิมทีนั้นจุดประสงค์ของการคิดค้น “น้ำหมักชีวภาพ” ขึ้นมา เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตรโดยเฉพาะ




แต่ช่วงหลังก็มีการนำน้ำหมักชีวภาพ มาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในด้านอื่นเช่นกัน คือ

  • ด้านการเกษตร น้ำหมักชีวภาพ มีธาตุอาหารสำคัญ ทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม แคลเซียมกำมะถัน ฯลฯ จึงสามารถนำไปเป็นปุ๋ย เร่งอัตราการเจริญเติบโตของพืช เพิ่มคุณภาพของผลผลิตให้ดีขึ้น และยังสามารถใช้ไล่แมลงศัตรูพืชได้ด้วย
  • ด้านปศุสัตว์ สามารถช่วยกำจัดกลิ่นเหม็น น้ำเสียจากฟาร์มสัตว์ได้ ช่วยป้องกันโรคระบาดต่าง ๆ ในสัตว์แทนการให้ยาปฏิชีวนะ ทำให้สัตว์แข็งแรง มีความต้านทานโรค ช่วยกำจัดแมลงวัน ฯลฯ
  • ด้านการประมง ช่วยควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ช่วยแก้ปัญหาโรคพยาธิในน้ำ ช่วยรักษาโรคแผลต่าง ๆ ในปลา กบ จระเข้ได้ ช่วยลดปริมาณขี้เลนในบ่อ ช่วยให้เลนไม่เน่าเหม็น สามารถนำไปผสมเป็นปุ๋ยหมักใช้กับพืชต่าง ๆ ได้ดี
  • ด้านสิ่งแวดล้อม น้ำหมักชีวภาพ สามารถช่วยบำบัดน้ำเสียจากการเกษตร ปศุสัตว์ การประมง โรงงานอุตสาหกรรม ชุมชน และสถานประกอบการทั่วไป แถมยังช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นจากกองขยะ การเลี้ยงสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรม และชุมชนต่าง ๆ นอกจากนี้ยังช่วยปรับสภาพอากาศที่เสียให้สดชื่น และมีสภาพดีขึ้น
  • ประโยชน์ในครัวเรือน เราสามารถนำน้ำหมักชีวภาพ มาใช้ในการซักล้างทำความสะอาด แทนสบู่ ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน รวมทั้งใช้ดับกลิ่นในห้องน้ำ โถส้วม ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ได้ด้วย

เห็นประโยชน์ใช้สอยของ น้ำหมักชีวภาพ มากมายขนาดนี้ ชักอยากลองทำน้ำหมักชีวภาพดูเองแล้วใช่ไหมล่ะ จริง ๆ แล้ว น้ำหมักชีวภาพ มีหลายสูตรตามแต่ที่ผู้คิดค้นขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยต่าง ๆ กัน วันนี้เราก็มี วิธีทำ น้ำหมักชีวภาพ แบบง่าย ๆ มาฝากกันด้วย

วิธีทำ น้ำหมักชีวภาพเพื่อการเกษตร

เราสามารถเลือกส่วนผสมจาก พืช ผลไม้สุก หรือสัตว์ อย่างหอยเชอรี่ ในการทำน้ำหมักชีวภาพ ได้

ส่วนผสม : เราสามารถเลือกส่วนผสมจาก พืช ผลไม้สุก หรือสัตว์ อย่างหอยเชอรี่ อย่างใดอย่างหนึ่งในการทำน้ำหมักชีวภาพ โดยสับเป็นชิ้นเล็ก 3 ส่วน, กากน้ำตาล 1 ส่วน (อาจใช้น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลทรายขาว ผสมน้ำมะพร้าว 1 ส่วนแทนได้) น้ำเปล่า 10 ส่วน

วิธีทำ : นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้ากัน แล้วบรรจุลงในถังหมักพลาสติก หรือขวดปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม นานประมาณ 3 เดือน แล้วจึงสามารถนำไปใส่เป็นปุยให้พืชผักผลไม้ได้ โดยใช้น้ำหมักชีวภาพ อัตราส่วน 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อบำรุงใบพืชผักผลไม้ใช้น้ำหมักชีวภาพอัตราส่วน 15-20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ให้ดินร่วนซุย ใช้น้ำหมักชีวภาพ อัตราส่วน 1 ส่วน น้ำ 1 ส่วน เพื่อกำจัดวัชพืช

ทั้งนี้ มีเทคนิคแนะนำว่า หากต้องการบำรุงส่วนใบพืช ก็ให้ใช้ส่วนใบยอดพืชมาหมัก หากต้องการบำรุงผล ให้ใช้ส่วนผล เช่น กล้วยน้ำว้าสุก มะละกอสุก เปลือกสับปะรด ฟักทองมาหมัก หรือหากต้องการใช้กำจัดศัตรูพืข ควรหมักสะเดา ตะไคร้หอม ข่า แยกต่างหากด้วย เมื่อจะใช้ก็นำมาผสมฉีดพ่นพืชผักผลไม้ นอกจากนี้ หากใช้สายยางดูดเฉพาะน้ำใส ๆ จากน้ำหมักชีวภาพที่หมักได้ 3 เดือนแล้วออกมาจะเรียกส่วนนี้ว่า “หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพ” เมื่อนำไปผสมอีกครั้ง แล้วหมักไว้ 2 เดือน จะได้หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพอายุ 5 เดือน ซึ่งหากขยายต่ออายุทุก 1 2 เดือน จะได้หัวเชื้อที่อายุมากขึ้นเรื่อย ๆ และประสิทธิภาพสูงมากขึ้น

วิธีทำ น้ำหมักชีวภาพเพื่อการซักล้าง

น้ำหมักชีวภาพ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการซักล้างได้ โดยมีสูตรให้นำผลไม้ เปลือกผลไม้(ฝักส้มปอย , มะคำดีควาย , มะนาว ฯลๆ 3 ส่วน น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำตาลอ้อย 1 ส่วน และน้ำ 10 ส่วนใส่รวมกันในภาชนะที่มีฝาปีดสนิท โดยให้เหลือช่องว่างไว้ประมาณ 1 ใน 5 ของขวด/ถัง แล้วหมั่นเปิดฝาคลายแก๊สออก โดยต้องวางไว้ในที่ร่ม อย่าให้ถูกแสงแดด หมักไว้นาน 3 เดือน ก็จะได้น้ำหมักชีวภาพ สำหรับซักผ้า หรือล้างจานได้ ซึ่งสูตรนี้แม้ว่าผ้าจะมีราขึ้น หากนำผ้าไปแช่ทิ้งไว้ในน้ำหมักชีวภาพก็จะสามารถซักออกได้

วิธีทำน้ำหมักชีวภาพ

วิธีทำ น้ำหมักชีวภาพเพื่อดับกลิ่น

สูตรหนึ่งของการทำน้ำหมักชีวภาพมาดับกลิ่น คือ ใช้เศษอาหาร พืชผัก ผลไม้ที่เหลือทิ้ง 3 ส่วน กากน้ำตาลหรือโมลาส 1 ส่วน และน้ำ 10 ส่วน ใส่รวมกันในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท โดยให้เหลือช่องว่างไว้ประมาณ 1 ใน 5 ของขวด/ถัง หมักไว้นาน 3 เดือน ก็จะได้น้ำหมักชัวภาพใช้ดับกลิ่นในห้องน้ำ โถส้วม ท่อระบายน้ำ กลิ่นปีสสาวะสุนัข ฯลฯ ได้อย่างดี

ข้อควรระวังในการใช้ น้ำหมักชีวภาพ

  • หากใช้น้ำหมักชีวภาพกับพืช ต้องใช้ปริมาณเจือจาง เพราะหากความเข้มข้นสูงเกินไป อาจทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต และตายได้
  • ระหว่างหมัก จะเกิดก๊ซต่าง ๆ ในภาชนะ ดังนั้นต้องหมั่นเปิดฝาออก เพื่อระบายแก๊ส แล้วปิดฝากลับให้สนิททันที
  • หากใช้น้ำประปาในการหมัก ต้องต้มให้สุก เพื่อไล่คลอรีนออกไปก่อน เพราะคลอรีนอาจเป็นอันตรายต่อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก
  • พืชบางชนิด เช่น เปลือกส้ม ไม่เหมาะในการทำน้ำหมักชีวภาพ เพราะน้ำมันที่เคลือบผิวเปลือกส้มเป็นพิษต่อจุลินทรีย์

น้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค

เราอาจเคยได้ยินข่าวว่า มีคนนำน้ำหมักชีวภาพมาใช้บริโภคกันด้วย ซึ่งน้ำหมักชีวภาพที่ใช้ในการบริโภค หรือ เอนไซม์ เป็นสารโปรตีน วิตามินเอ บี ซี ดี อี เค อะมิโนแอซิค( Amino acid) และ อะเซทิลโคเอ(Acety! Coa) ที่ได้จาก หมักผลไม้นานาชนิด เมื่อหมักระยะเริ่มแรกจะเป็นแอลกอฮอล์ ระยะต่อมา เป็นน้ำส้มสายชู ซึ่งมีรสเปรี้ยว อีกระยะหนึ่งเป็นยาธาตุ มีรสขม ก่อนจะได้เป็นน้ำหมักชีวภาพ (เอ็นไซม์) ซึ่งใช้เวลาหมักขยายประมาณ 2 ปี แต่หากจะนำไปดื่มกินควรผ่านการหมักขยายเป็นเวลา 6 ปีขึ้นไป




โดยประโยชน์จากน้ำหมักชีวภาพนั้น หากมีการนวัตกรรมการผลิตที่ดีจะส่งผลดีต่อสุขภาพของระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ทำให้ภูมิต้านทานโรคดีขึ้น และช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ แต่น้ำหมักชีวภาพที่ขายอยู่ตามท้องตลาด มักเป็นน้ำหมักชีวภาพที่อยู่ในสภาพเป็นแอลกอฮอล์ ดังนั้นเมื่อดื่มกินแล้วอาจมีอาการร้อนวูบวาบ มึนงง และอาจทำให้ฟันผุกร่อนได้ เพราะน้ำหมักชีวภาพ (เอนไซม์) มีสภาพเป็นกรดสูง ดังนั้นจึงไม่ควรดื่มน้ำหมักชีวภาพแบบเข้มข้น

อย่างไรก็ตาม การทำน้ำหมักชีวภาพ ที่ใช้บริโภคนั้น ยังขาดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับ หากดื่มกิเข้าไปก็เสี่ยงต่ออันตรายได้ โดยเฉพาะมีข้อมูลจาก สวทช. ร่วมกับ อย.ที่ได้เก็บตัวอย่างของผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพที่วางขายตามท้องตลาดมาตรวจสอบ พบว่า น้ำหมักชีวภาพเหล่านี้ แม้จะไม่มีการปนเปื้อนของโลหะเศษไม้ เศษดิน แต่พบการปนเปื้อนของเชื้อรา ยี่สต์ เมทิลแอลกอฮอล์ เอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทและตา โดยเฉพาะเมทานอล หรือเมธิลแอลกอฮอล์ที่ทำอันตรายต่อร่างกายได้

ดังนั้นแล้ว เพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา รวมทั้งต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ผลิต แหล่งผลิต และบรรจุภัณฑ์หีบห่อด้วย แต่ถ้าหากจะนำ “น้ำหมักชีวภาพ” มาใช้ในครัวเรือน หรือการเกษตร ลองทำง่าย ๆ ด้วยตัวเอง ก็จะปลอดภัยและประหยัดที่สด

ประโยชน์จากการใช้น้ำหมักชีวภาพ

  • ด้านระบบในการกำจัดน้ำเสีย ในบริเวณบ้าน ในโรงงานอุตสาหกรรม และชุมชนต่าง ๆ ดู คลอง หนองบึง
  • กำจัดกลิ่นจากกองขยะ การเลี้ยงสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรมและชุมชนต่าง ๆ
  • ปรับสภาพของเสียจากครัวเรือนให้เป็นประโยชน์ ต่อสัตว์เลี้ยง และการเพาะปลูก
  • กำจัดขยะด้วยการย่อยสลายให้มีจำนวนที่ลดน้อยลงนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ได้
  • ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าทำให้การใช้ไฟฟ้าลดน้อยลง
  • ใช้ล้างผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ได้ และสามารถล้างเนื้อสัตว์ที่มีกลิ่นเหม็นให้ดีได้
  • ใส่กระบอกฉีดน้ำ ฉีดในห้องในที่ทำงานได้แทนการใช้สารเคมีที่มีราคาแพง ช่วยปรับสภาพอากาศเสียให้สะอาดขึ้นและลดเชื้อแบคทีเรียได้ดี
  • ใช้อาบน้ำสุนัขได้ดีไม่มี เห็บ หมัด และกลิ่นสุนัขไม่เหม็นสาบ และสามารถใส่ผสมกับน้ำให้สุนัขกินได้มูลสุนัขจะไม่มีกลิ่นเหม็น และทำให้สุนัข เจริญอาหาร
  • ใช้ลาดในห้องน้ำ ตามท่อระบายน้ำ ห้องส้วมจะไม่มีกลิ่นเหม็น และไม่ทำให้ห้องส้วมอุดตัน บ่อเกรอะส้วมห้องน้ำ ตามบ้านที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนี่ยม โรงพยาบาล โรงแรม จากตลาดสด ร้านอาหาร
  • ใช้ล้างรถยนตร์ได้ ไม่ทำให้สีของรถเสียหาย ช่วยดักฝุ่นละอองที่มาเกาะรถได้ดี และเช็ดที่เบาะในข้างในรถได้ดีด้วย
  • ใช้ทำความสะอาดแผลสดได้ดี นำEMสดทาบริเวณที่เป็นบาดแผล เวลาโดนของมีคมบาด เช่น มีด หรือโดนน้ำร้อนลวก แผลไฟไหม้ ทำ EM สด ได้จะทำให้แผลเย็น แล้วไปพบแพทย์
  • วิธีการใช้จุลินทรีย์ กำจัดกลิ่นเน่าเสีย กลิ่นเหม็น กลิ่นคาว กลิ่นสาบ ฯลฯ จากสิ่งปฏิกูลต่างๆ



บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

อาชีพมาแรง เลี้ยงตั๊กแตน ขายไข่ กก.ละ 10,000 บาท

อาชีพมาแรง เลี้ยงตั๊กแตน ขายไข่ กก.ละ 10,000 บาท


เลี้ยงตั๊กแตน





วิธีการเพาะ เลี้ยงตั๊กแตน

1. สถานที่และกรงเลี้ยง

สถานที่ควรเป็นที่ร่มมีหลังคากันแดดและฝน มีแสงแดดส่องถึงช่วงตอนเช้าหรือตอนบ่าย สำหรับกรงเลี้ยงมี 2 แบบ คือ

  • กรงมุ้งไนลอน ขนาดความกว้าง x ยาว x สูง = 25 x 35 x 25 เซนติเมตร ทำโดยใช้ลวดขนาด 2 หุน ตัดทำเป็นโครงสี่เหลี่ยมแล้วประกอบเข้าด้วยกันใช้สายยางสีขาวใสขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร สามารถถอดเข้าออกได้ มีมุ้งผ้าขาวบางหุ้มปล่อยชายผ้าไว้ด้านหน้ากรงสำหรับเปิดปิด วางกรงลวดในถาดเพื่อความสะดวกในการยก ปูกระดาษที่พื้นในกรง เปลี่ยนกระดาษทุกวันเพื่อไม่ให้มูลหมักหมม ในกรงมีกระบอกน้ำโดยใช้ขวดน้ำขนาด 1-1.5 ลิตร ที่ตัดคอออก สำหรับใส่ต้นแครดไว้เป็นอาหารของตั๊กแตน ล้างทำความสะอาดกระบอกน้ำทุกวันตอนเปลี่ยนอาหาร สำหรับอาหารเสริมใช้รำข้าวสาลีใส่จานพลาสติกเล็ก ๆ กรงขนาดใหญ่เลี้ยงตั๊กแตนวัยอ่อนคือ วัย 1-วัย 5 ได้ประมาณ 300 ตัว อย่างก็ไรตาม เราสามารถเลี้ยงตั๊กแตนจนเป็นตัวเต็มวัยในกรงดังกล่าว วางกรงบนชั้นเพื่อประหยัดเนื้อที่ เมื่อตั๊กแตนเข้าวัย 5 หรือเมื่ออายุประมาณ 1 เดือน ลดจำนวนตัวลงครึ่งหนึ่งเพื่อไม่ให้แออัดเกินไป

 

  • กรงมุ้งลวด โครงเป็นอะลูมิเนียมขนาดกรง กว้างx ยาว x สูง = 60 x 60 x 100 เซนติเมตร ขากรงสูง 15 เซนติเมตร บุกรงด้วยมุ้งลวด ประตูด้านหน้ามี 2 ตอน คือ ครึ่งหนึ่งของด้านบนเป็นประตูบุลวดมีหูจับ ส่วนครึ่งล่างเป็นประตูทึบเพื่อป้องกันไม่ให้ตั๊กแตนออกขณะเปิดปิด พื้นกรงปูด้วยตะแกรงลวดตาข่ายและมีลิ้นชักความสูง 10 เซนติเมตร ถอดเข้าออกได้ เพื่อรองรับมูลของตั๊กแตนและง่ายต่อการดึงออกมาทำความสะอาด ด้านบนของกรงทำให้ถอดบานมุ้งลวดออกได้ กระบอกน้ำใส่พืชอาหาร และภาชนะใส่อาหารเสริมเหมือนดังที่กล่าวไว้ข้างต้น กรงมุ้งลวดนี้ไว้ใช้เลี้ยงตั๊กแตนตั้งแต่วัย 5 ขึ้นไป กรงละประมาณ 2,000-2,500 ตัว โดยตอนแรกอาจจะเลี้ยงตั๊กแตนวัยอ่อนในกรงมุ้งไนลอน

2. การจัดการ

การให้อาหาร

เปลี่ยนต้นแครดทุกวัน โดยเคาะต้นพืชในกระบอกน้ำเพื่อไล่ตั๊กแตนออก ใช้ต้นแครดสดเพื่อให้ตั๊กแตนกินได้มากขึ้นหลังจากวัย 5 ต้องให้อาหารวันละ 2 ครั้ง อาหารเสริมให้รำข้าวสาลีวันละครั้ง ส่วนการให้น้ำ ใช้จานกระเบื้องดินเผาใส่ก้อนหินกันไม่ให้ตั๊กแตนตกน้ำ

การทำความสะอาด

    • การถ่ายมูลตั๊กแตน ในกรงมุ้งไนลอนเปลี่ยนกระดาษที่ปูพื้นกรงทุกวัน ส่วนในกรงมุ้งลวดดึงลิ้นชักที่รองรับมูลออกมาล้างทุกวัน ล้างทำความสะอาดกระบอกที่ใส่ต้นพืชและจานใส่น้ำทุกวัน

การป้องกันศัตรูของตั๊กแตน

ศัตรูที่สำคัญ ได้แก่ มด ซึ่งจะเข้ามากินไข่และซากตั๊กแตนหรือตัวที่ลอกคราบใหม่ ๆ ซึ่งไม่แข็งแรง การป้องกันโดยใช้ชอล์กกันมดและการดูแลความสะอาด ถ้าเป็นกรงมุ้งลวดระวังอย่าให้มีเศษหญ้าตกหล่นพาดถึงพื้นอันจะเป็นสะพานให้มดเข้าไปในกรง ศัตรูอื่น ๆ ได้แก่ แมงมุม จิ้งเหลน กิ้งก่า และหนู

การคัดพ่อแม่พันธุ์และการขยายพันธุ์

เลือกตัวที่มีขนาดใหญ่มีความสมบูรณ์แข็งแรง ใส่กรงให้ผสมพันธุ์ ควรมีการผสมข้ามกรงกันบ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการเสื่อมถอยอันเกิดจากการผสมเลือดชิด ภาชนะวางไข่ใช้ขวดน้ำอัดลมขนาด 1.25 ลิตร ตัดเอาแต่ก้นขวดที่มีความสูง 10 เซนติเมตร ใส่ดินร่วนปนทราย ให้น้ำพอชื้น ๆ เมื่อตั๊กแตนวางไข่นำขวดดินที่มีไข่แยกออกมา ตั๊กแตนลายมีการผสม 9-15 ครั้ง วางไข่ 3-4 ครั้ง
2.5 การเลี้ยงตั๊กแตนวัยอ่อนและหลังวัยอ่อน คือวัย 1-ต้นวัย 5 ในกรงมุ้งไนลอน ใช้เวลาประมาณ 35 วัน เมื่อเข้าวัย 5 ซึ่งจะสังเกตจากแผ่นอานม้าที่สันหลังอกขอบหลังแหลมรูปตัว V มีสีเหลืองนวลหรือสีเงินคาด หน้าแถบสีมีจุดดำเรียงเป็นแนว แล้วถ้าจะเลี้ยงในกรงมุ้งไนลอนต่อไปโดยจะต้องลดจำนวนลงเหลือเพียงครึ่งเดียวจากที่เลี้ยงในตอนแรก หรือจะย้ายเข้ากรงมุ้งลวดเลี้ยงต่อไปอีกประมาณ 17-26 วัน ตั๊กแตนจะลอกคราบเป็นตัวเต็มวัย ตัวอ่อนเพศผู้มี 6 วัย ใช้เวลาน้อยกว่าเพศเมีย คือ ประมาณ 53 วัน ส่วนตัวอ่อนเพศเมียมี 7 วัย ใช้เวลา 61.8 วัน จึงจะเจริญเป็นตัวเต็มวัย

การเก็บตั๊กแตนออกจำหน่าย

เมื่อตุ่มปีกของตัวอ่อนเจริญมาชนกันที่สันหลังกลางลำตัวยาวคลุมถึงส่วนท้องปล้องที่ 3 แสดงว่า เป็นวัยสุดท้ายก่อนลอกคราบออกเป็นตัวเต็มวัย เมื่อเป็นตัวเต็มวัยเก็บตั๊กแตนในถุงสีฟ้า การจับตั๊กแตนให้รวบโคนขาคู่หลังเข้าด้วยกัน เนื่องจากเมื่อตั๊กแตนถูกรบกวนจะป้องกันตัว โดยดีดขาคู่หลังที่มีหนามเรียงเป็นแถว ทำให้เจ็บปวดได้ การเลี้ยงตั๊กแตนลายพบว่า มีการรอดชีวิตต่ำเพียง 33.75 เปอร์เซ็นต์ ตั๊กแตนอ่อนแอ โดยเฉพาะในช่วงวัยแรก ๆ การให้รำข้าวสาลีเป็นอาหารเสริมและการเลี้ยงในฤดูฝนทำให้การรอดชีวิตสูงขึ้นประมาณ 51.2 เปอร์เซ็นต์ จากการเลี้ยงตั๊กแตนลายที่ฟักจากไข่เวลาต่างกันจำนวน 5 รุ่น โดยใช้ต้นแครดและเสริมด้วยรำข้าวสาลี พบว่าการตายลดลง คือ มีการรอดชีวิตจนเป็นตัวเต็มวัย 35.67-66.37 เปอร์เซ็นต์ หรือโดยเฉลี่ย 51.2 เปอร์เซ็นต์

ที่มา : Youtrube ทุ่งกุลา channel ตอน อาชีพมาแรง เลี้ยงตั๊กแตน ขายไข่ กก.ละ 10,000 บาท

สูตร การผลิตปุ๋ยชีวภาพ และวิธีการใช้งาน

สูตร การผลิตปุ๋ยชีวภาพ และวิธีการใช้งาน

การผลิตปุ๋ยชีวภาพ

การผลิตปุ๋ยชีวภาพ


ปุ๋ยน้ำชีวภาพ หมายถึง สารละลายเข้มข้น หรือของเหลวที่ได้จากการหมักเศบพืชหรือสัตว์ โดยกระบวนการหมักในสภาพที่ไร้อากาส ซึ่งมีกลุ่มจุลินทรีย์จำพวกแบคที่เรีย ราและยีสต์ ช่วยย่อยสลายปลดปล่อยสารออกมาในรูปกรดอะมิโน กรดอินทรีย์ ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง ฮอร์ โมน เอนไซม์ ซึ่งพืชสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้




ประโยชน์ของปุ๋ยน้ำชีวภาพ

  1. เร่งการเจริญเติบโตของรากพืช
  2. เพิ่มการขยายตัวของใบ และยืดตัวของลำต้น
  3. ชักนำให้เกิดการงอกของเมล็ด
  4. ส่งเสริมการออกดอกและติดผลดีขึ้น

การทำปุ๋ยน้ำชีวภาพจากผักสีเขียว

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้หลักๆ ประกอบด้วย

  1. ผักสีเขียว 1 ส่วน
  2. กากน้ำตาล 1 ส่วน
  3. ถังพลาสติก

ขั้นตอนการดำเนินการ

นำผักสับเป็นชื้นเล็กๆ ยิ่งเล็กยิ่งดีเพราะใช้เวลาในการย่อยสลายได้เร็วขึ้น ใส่ 1 ส่วน แล้วใส่กากน้ำตาลลงไปอีก ส่วน ปิดฝาทิ้งไว้ให้สนิททิ้งไว้ประมาณ 30 วันสามารถนำมาใช้ได้ หรืออาจผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์ไปด้วยเพื่อเร่งการย่อย และให้เกิดจุลินทรีย์ขยายตามที่เราใส่ลงไป

หัวเชื้อจุลินทรีย์นั้นเกษตรกรสามารถใช้ได้ตามความสะดวก อาจใช้สารเร่ง พ.ด. ของกรมพัฒนาที่ดิน หรือ จุลินทรีย์ EM หรือใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพอื่นที่มีอยู่แล้วเป็นหัวเชื้อก็ได้ ไม่ต้องใส่มากเนื่องจากเชื้อสามารถเพิ่มจำนวนได้เมื่อหมักอยู่ในถัง

วิธีใช้

ใช้ฉีดพ่นทางใบหรือราดโคนต้นสำหรับไม้ผล อัตราปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 1 ต่อน้ำ 200 หากใช้กับพืชผัก ไม้ประดับอัตราให้ลดลงตามความเหมาะสม 1 ต่อน้ำ 500 1,000 เป็นต้น

 

สูตรการทำปุ๋ยน้ำชีวภาพจากผลไม้

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้หลักๆ ประกอบด้วย

  1. ฟักทอง+กล้วยน้ำหว้า+มะละกอ (ผลไม้อื่นสามารถนำมาประยุกต์ได้)
  2. กากน้ำตาล (อย่างละ 1 ส่วนโดยน้ำหนัก)
  3. ถังพลาสติก

ขั้นตอนการดำเนินการ

หั่นผลไม่เป็นลูกเต๋าเล็กๆ ใส่ 1 ส่วน ใส่กากน้ำตาลลงไปอีก 1 ส่วน แล้วตามด้วยน้ำผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์ใส่พอท่วมผสมให้เข้ากัน ปีดฝาทิ้งไว้ให้สนิท ทิ้งไว้ประมาณ 15 -30 วัน ก็สามารถนำมาใช้ได้หรืออาจผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์ไปด้วยเพื่อเร่งการย่อย และให้เกิดจุลินทรีย์ขยายตามที่เราใส่ลงไป

วิธีใช้

ใช้ฉีดพ่นทางใบหรือราดโคนต้นสำหรับไม้ผล อัตราปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 1 ต่อน้ำ 200 หากใช้กับพืชผักไม้ประดับอัตราลดลงตามความเหมาะสม 1 ต่อน้ำ 500 1,000 ระยะเวลาการใช้ 10 วันต่อ 1 ครั้ง




สูตรการทำปุ๋ยน้ำชีวภาพจากต้นกล้วย

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้หลักๆ ประกอบด้วย

  1. ต้นกล้วยที่กำลังจะออกปลี 2-3 ส่วน
  2. กากน้ำตาล 1 ส่วน
  3. ถังหมัก

ขั้นตอนการดำเนินการ

นำกล้วยที่กำลังจะออกปลี สับเป็นชิ้นเด็กๆ ยิ่งเล็กยิ่งใช้เวลาในการย่อยเร็วขึ้น ใส่ 1 ส่วน ใส่กากน้ำตาลลงไปอีก 1 ส่วน ปิดฝาทิ้งไว้ให้สนิท 20 – 40 วัน สามารถนำมาใช้ได้หรืออาจผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์ไปด้วยเพื่อเร่งการย่อย และให้เกิดจุลินทรีย์ขยายตามที่เราใส่ลงไป

วิธีใช้

รดลงดินก่อนการเพาะปลูก อัตราส่วน 1:200 ลิตร (ปุ๋ย:น้ำ นำไปฉีดพ่นให้กับพืชทางใบอัตรา 1:500-1,000 ลิตร รดลงดินระหว่างเพาะปลูกอัตรา 1:500-1,000 ลิตร

วิธีใช้

รดลงดินก่อนการเพาะปลูก อัตราส่วน 1:200 ลิตร (ปุ๋ย:น้ำ) นำไปฉีดพ่นให้กับพืชทางใบอัตรา1:500-1,000 ลิตร รดลงดินระหว่างเพาะปลูกอัตรา 1:500-1,000 ลิตร

การทำปุ๋ยน้ำชีวภาพจากปลา หรือหอยเชอร์รี่

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้หลักๆ ประกอบด้วย

  1. ปลาสด 1 ส่วน
  2. กากน้ำตาล 1 ส่วน
  3. น้ำ 5 ส่วนหรือพอท่วม
  4. หัวเชื้อจุลินทรีย์
  5. ถังพลาสติก

ขั้นตอนการดำเนินการ

นำชิ้นส่วนของปลาที่ได้มาสับเป็นชิ้นเล็กๆ ยิ่งเล็กยิ่งใช้เวลาในการย่อยเร็วขึ้น หรือถ้าใช้หอยเชอร์รี่ให้ทุบให้เปลือกหอยเตก ใส่ 1 ส่วน ใส่กากน้ำตาลลงไปอีก 1 ส่วน แล้วตามด้วยน้ำผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์ใส่พอท่ามผสมให้เข้ากัน ปีดฝาทิ้งไว้ให้สนิท ทิ้งไว้ 30 -45 วัน สามารถนำมาใช้ได้

หัวเชื้อจุลินทรีย์นั้นเกษตรกรสามารถใช้ได้ตามความสะดวก อาจใช้สารเร่ง พ.ด. ของกรมพัฒนาที่ดิน หรือ จุลินทรีย์ EM หรือใช้ป้ยน้ำชีวภาพอื่นที่มีอยู่แล้วเป็นหัวเชื้อก็ได้ ไม่ต้องใส่มากเนื่องจากเชื้อสามารถเพิ่มจำนวนได้เมื่อหมักอยู่ในถัง

วิธีใช้

ใช้ฉีดพ่นทางใบหรือราดโคนต้นสำหรับไม้ผล อัตราปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 1 ต่อน้ำ 200 หากใช้กับพืชผักไม้ประดับอัตราลคลงตามความเหมาะสม 1 ต่อน้ำ 500 1,000

วิธีขยาย EM หรือหัวเชื้อจุลินทรีย์อื่น

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้หลักๆ ประกอบด้วย

  1. EM หรือหัวเชื้อจุลินทรีย์อื่น 1 ส่วน
  2. กากน้ำตาล 1 ส่วน
  3. น้ำ 18 ส่วน

ขั้นตอนการดำเนินการ

นำส่วนผสมทั้งหมดผสมกัน หมักทิ้งไว้ 14 วัน จะได้ EM ขยายที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ระหว่างการหมักให้เปิดฝา วันละ 1 นาที ทุกวัน จนครบกำหนด

สูตรปุ๋ยน้ำชีวภาพแคลเขียม

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้หลักๆ ประกอบด้วย

  1. เปลือกไข่
  2. กากน้ำตาล
  3. หัวเชื้อจุลินทรีย์

ขั้นตอนการดำเนินการ

นำเปลือกไข่มาอบ หรือตากให้แห้ง แล้วบดให้เป็นชิ้นเกใส่เปลือกไข่ กากน้ำตาลอย่างละหนึ่งส่วน แล้วใส่น้ำให้พอท่วม ผสมให้เข้ากันหรืออาจผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์ไปด้วยเพื่อเร่งการย่อย และให้เกิดจุลินทรีย์ขยายตามที่เราใส่ลงไป

วิธีใช้

ใช้ฉีดพ่นความเข้มข้น 0.1-0.2% ใช้ฉีดพ่นบนใบหลังการติดผลช่วยเพิ่มความหวาน ช่วยให้ตาดอกแข็งแรง ความแข็งแรงให้แก่พืช ผลผลิตคุณภาพดี

อ้างอิง : ฝ่ายส่งเสริมการเกษตร สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทร. 0-53873938-9 ,www.withikaset.com




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ขุด “ คลองใส้ไก่ ” แก้ดินแห้งปลูกพืชไม่งาม ใช้งบ 1,100 บาท

ขุด “ คลองใส้ไก่ ” แก้ดินแห้งปลูกพืชไม่งาม ใช้งบ 1,100 กว้าง 1 ม. ยาว 30 ม. ลึก 50 ซม.

คลองใส้ไก่





คลองไส้ไก่ คือ การขุดร่องน้ำในที่ดิน เป็นหนึ่งในรูปแบบหลุมขนมครกเพื่อกักเก็บนํ้าและกระจายความชุ่มชื้นไปทั่วบริเวณพื้นที่เพาะปลูก เปรียบเสมือนลำธารที่มีความคดเคี้ยว มีการไหลตกกระทบ น้ำที่ไหลผ่านจะซึมลงสู่พื้นดินทำให้เกิดความชุ่มชื้น

วิธีขุดคลองไส้ไก่

ให้ขุดเป็นร่องโดยมีความกว้างและความลึก 50 เซนติเมตร โดยนำดินที่ได้จากการขุดขึ้นมาถมในฝั่งตรงข้ามของแหล่งน้ำที่ไหลมา ทำคันดินให้กว้าง 1 เมตร แล้วปลูกแฝกเพื่อลดการพังทลายของคันดิน ปลูกไม้ผล และผักสวนครัวไว้เป็นแหล่งอาหาร

นอกจากนี้ให้ขุดหลุมเล็ก ๆ เพื่อให้น้ำที่ไหลมาตกในหลุม เป็นการชะลอน้ำที่ไหลผ่านไม่ให้ไหลแรงเกินไป รวมถึงการทำฝายเล็ก ๆ เป็นระยะ ๆ เพื่อชะลอน้ำ ทำให้น้ำซึมลงใต้ดินได้มากที่สุด และยังเป็นการล็อกตะกอนดินที่เกิดจากการทับถมกันของใบไม้และอินทรียวัตถุต่าง ๆ ซึ่งอุดมด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นแก่พืช

การขุดคลองไส้ไก่มี 3 แบบ คือ

  • คลองไส้ไก่บนพื้นที่ลาดเอียงที่เป็นภูเขา
    จะขุดคลองไส้ไก่เพื่อรับน้ำจากบริเวณพื้นที่ลาดชันให้ลงมาสู่คลองไส้ไก่ เพื่อให้น้ำไหลเอื่อย ๆ ซึมลงดินให้มากที่สุดแล้วไหลผ่านไปยังพื้นที่ต่ำสุด
  • คลองไส้ไก่บนพื้นที่เนิน
    จะขุดคลองไส้ไก่เพื่อเปลี่ยนทางน้ำให้ไหลมายังพื้นที่เพาะปลูก เพื่อให้เกิดความชุ่มชื่นของพื้นที่
  • คลองไส้ไก่บนพื้นที่ราบลุ่ม
    จะขุดคลองให้คดโค้งให้น้ำไหลเอื่อยแล้วค่อย ๆ ไหลแบบเคลื่อนตัวตลอดเวลา นอกจากกระจายความชุ่มชื้นแล้วยังทำให้อากาศเข้ามาแทรกในน้ำ ทำให้น้ำไม่เน่า

คลองไส้ไก่

ประโยชน์ของ คลองไส้ไก่

  • กักเก็บน้ำให้ซึมลงดิน
  • เปลี่ยนทางน้ำให้กระจายสู่พื้นที่เพาะปลูก
  • ล็อกตะกอนดินหรือธาตุอาหาร
  • ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน

คลองไส้ไก่

ที่มา : https://www.ajourneyinspiredbytheking.org/




บทความอื่นที่น่าสนใจ

ผักกวางตุ้ง ปลูกง่ายเจริญเติบโตได้ดีทั้งปี

ผักกวางตุ้ง ปลูกง่ายเจริญเติบโตได้ดีทั้งปี

ผักกวางตุ้ง

ผักกวางตุ้ง


ผักกวางตุ้ง( Flowering white cabbage )เป็นผักที่ปลูกง่าย ชอบสภาพแสงแดดตลอดวัน เจริญเติบโตและสามารถปลูกได้ดีตลอดปี อายุการเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 35-45 วัน ลำต้นตั้งตรง มีสีเขียว ก่อนออกดอกลำต้นจะสั้น มีข้อถี่มากจนดูเป็นกระจุกที่โคนต้น





สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ผักกาดเขียวกวางตุ้งสามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่จะเจริญได้ดีที่สุดในสภาพดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ดี มีอินทรีย์วัตถุสูง ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (pH) ควรอยู่ระหว่างสภาพเป็นกรดเล็กน้อยจนถึงปานกลาง คือ pH อยู่ระหว่าง 6-6.8 ชอบดินที่มีความชื้นสูงเพียงพอสม่ำเสมอ ได้รับแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 20-25 องศาเซลเซียส แต่อย่างไรก็ตามในประเทศไทยสามารถปลูกผักกาดเขียวกวางตุ้งได้ตลอดปี

การเตรียมในแปลงปลูกหรือในกระถาง

  • ปลูกในแปลงควรเตรียมดินปลูก โดยใช้จอบขุดย่อยดินลึก 15-20 ซม. และย่อยดินให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก หว่านและคลุกเคล้าให้เข้ากับดินในแปลง
  • ในกรณีปลูกในกระถาง ให้ผสมดินปลูกในกระถางโดยใช้ดินร่วนละเอียดผสมปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ในอัตรา 2:1

การเพาะกล้า ทำได้ 2 แบบ คือ

1. เพาะในถาดพลาสติกเพาะกล้า

  • ให้เตรียมดินละเอียดพร้อมปุ้ยคอกหรือปุ้ยหมักในอัตรา ๒: ๑และใส่ดินผสมดังกล่าวลงในถาดพลาสติกเพาะกล้าแล้ว นำเมล็ดผักกวางตุ้งหยอดลงในหลุมปลูก หลุมละ 1-2 เมล็ด กลบดินผิวหน้าเมล็ดผักกวางตุ้ง แล้วรดน้ำและควรป้องกันมดมาคาบเมล็ดไปจากถาดพลาสติกเพาะกล้า โดยใช้ปูนขาวโรยเป็นเส้นรอบรูปล้อมถาดเพาะไว้ หลังเพาะนาน 7-10 วัน ผักกวางตุ้งเริ่มงอก หมั่นรดน้ำตันผักกวางตุ้งทุกวันๆ ละ 1-2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็น จนกระทั้งต้นผักกวางตุ้งมีอายุ 20-25 วัน จึงย้ายกล้าผักกวางตุ้งลงปลูกในกระถางหรือในแปลงปลูก

2. เพาะในแปลง

  • หลังจากเตรียมดินในแปลงปลูกแล้ว ใช้จอบขุดเป็นแถวปลูก ระหว่างแถว 25 เซนติเมตร ความลึกผิวดิน 2-3 เซนติเมตรแล้ว โรยเมล็ดพันธุ์ผักกวางตุ้งบางๆ ตามแถวปลูกที่เตรียมไว้ กลบหน้าดินในแปลง และรดน้ำทุกวันๆละ 1-2 ครั้ง ในช่วงเช้า-เย็น หลังเพาะนาน 7-10 วัน ผักกวางตุ้งเริ่มงอก และควรรดน้ำทุกวัน

การดูแลรักษา

  • ย้ายกล้าผักกวางตุ้งลงในแปลงหรือในกระถาง ให้รดน้ำทุกวันๆละ 1-2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็น ถ้าโรยเมล็ดผักกวางตุ้งบางๆ ในร่องปลูกของแปลงที่เตรียมดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องถอนแยกหรือย้ายปลูกอีก แต่สามารถดูแลบำรุงรักษาเลี้ยงให้เป็นต้นที่สมบูรณ์จนกระทั่งสามารถตัดมาบริโภคได้

การให้น้ำ

เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักที่ต้องการน้ำมาก และมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเกษตรกรจะต้องให้น้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง โดยใช้ระบบพ่นฝอยหรือใช้สายยางติดหัวฝักบัว อย่าให้ผักกาดเขียวกวางตุ้งขาดน้ำในระยะการเจริญเติบโต เพราะจะทำให้ผักกาดเขียวกวางตุ้งชะงักการเจริญเติบโตได้

การใส่ปุ๋ย

เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักกินใบและก้านใบ ดังนั้นการใส่ปุ๋ยควรใช้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) หรือแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นการเร่งการเจริญเติบโตให้กับใบและก้านใบให้เร็วขึ้น หรือใช้ปุ๋ยสูตร 20-11-11 หรือสูตรใกล้เคียง ในอัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ หลังจากใส่ปุ๋ยทุกครั้งควรมีการราดน้ำตามทันที อย่าให้ปุ๋ยตกค้าง สำหรับการพรวนดินและกำจัดวัชพืช ควรทำให้ระยะแรกพร้อมกับการถอนแยก

การเก็บเกี่ยว

อายุการเก็บเกี่ยวของผักกาดเขียวกวางตุ้งค่อนข้างเร็ว คือ ประมาณ 35-45 วัน การเก็บเกี่ยวโดยเลือกต้นที่มีขนาดใหญ่ตามต้องการ แล้วใช้มีดคมๆ ตัดที่โคนต้น แล้วทำการตัดแต่งใบนอกที่แก่หรือใบที่ถูกโรคหรือแมลงทำลายออก หลังจากตัดแต่งแล้วจึงบรรจุภาชนะเพื่อส่งจำหน่ายตลาดต่อไป

สำหรับการเก็บรักษา เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักอวบน้ำ ดังนั้นการเก็บรักษาจึงควรเก็บไว้ในที่อุณหภูมิต่ำประมาณศูนย์องศาเซลเซียสที่ความชื้นสัมพัทธ์ 95 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานถึง 3 สัปดาห์

อ้างอิงที่มา : โรงเรียนเกษตรทฤษฎีใหม่ เขตหนองจอก, www.railungtop.com, www.withikaset.com




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

การเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อย ต้นทุนต่ำ ไก่มีสุขภาพดี

การเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อย ต้นทุนต่ำ ไก่มีสุขภาพดี

การเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อย

การเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อย


การเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อย (Free-range system) หมายถึง ระบบการจัดการเลี้ยงไก่ที่ปล่อยให้ไก่ได้ออกมาภายนอกคอกหรือโรงเรือนได้อย่างอิสระ โดยเป็นพื้นที่ที่มีหญ้าปกคลุม 5 ตารางเมตร/ไก่ไข่ 1 ตัว ส่วนพื้นที่ในโรงเรือน 1 ตารางเมตร/ไก่ไข่ 4 ตัว ทำให้ไก่ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ เช่น การคลุกฝุ่นการไซร้ขน การจิกกินพืช ผัก แมลง ทำให้ไก่มีความสุข อารมณ์ดี จึงเรียกว่า “Happy Chicken”





พันธุ์ไก่ไข่

ใช้พันธุ์ไก่ไข่ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อม กินอาหารในท้องถิ่นได้ดี และไม่ตัดปาก พันธุ์ไก่ไข่ที่นิยมเลี้ยง มีดังนี้

1.ไก่โรดไทย (Rhode Thai) เป็นไก่พันธุ์แท้กึ่งเนื้อกึ่งไข่ลักษณะประจำพันธุ์ ขนลำตัวสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลเปลือกไข่สีน้ำตาล ใช้ประโยชน์ได้ทั้งการเลี้ยงเพื่อให้เนื้อและไข่ อายุเมื่อให้ไข่ฟองแรก 168 วันน้ำหนักเมื่อให้ไข่ฟองแรก 2,045 กรัม อัตราการให้ไข่ 94 เปอร์เซ็นต์ ผลผลิตไข่ 240 ฟอง/ตัว/ปี น้ำหนักไข่เฉลี่ย 55 กรัม/ฟอง น้ำหนักโตเต็มที่ 2.358 กรัม

2. ไก่ไข่ไทยกรมปศสัตว์ ลักษณะประจำพันธุ์ขนลำตัว สีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลเข้ม ขนปีกสีน้ำตาล สร้อยคอสีน้ำตาลเข้ม ปลายหางมีสีดำ หงอนจักรใหญ่สีแดงสด เหนียงสีแดงใหญ่ ตุ้มหูแดงมีสีขาวเรื่อๆ ปนเล็กน้อย แข้งสีเหลือง ผิวหนังสีเหลือง เปลือกไข่สีน้ำตาลอ่อน อายุเมื่อให้ไข่ฟองแรก 169 วัน น้ำหนักตัวเมื่อให้ไข่ฟองแรก 1,717กรัม อัตราการให้ไข่ 86-90 เปอร์เซ็นต์ ผลผลิตไข่ 290 ฟอง/ตัว/ปี น้ำหนักไข่เฉลี่ย 59 กรัม/ฟอง

3.ไก่ไข่เล็กฮอร์นขาวหงอนจักร  เป็นไก่พันธุ์แท้ ลักษณะประจำพันธุ์มีขนาดเล็ก ขนสีขาว ให้ไข่เร็ว ให้ไข่ดกไข่เปลือกสีขาว มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนอาหารค่อนข้างสูง เพราะมีขนาดเล็กทนร้อนได้ดี เริ่มให้ไข่เมื่ออายุ 4 เดือนครึ่ง – 5 เดือนให้ไข่ปีละประมาณ 300 ฟอง น้ำหนักโตเต็มที่ เพศผู้ 2.2-2.9 ก.ก. เพศเมีย 1.8-2.2 ก.ก.

การจัดการลานปล่อย

หากเลี้ยงไก่พ่อแม่พันธุ์ จำนวน 100 ตัว ใช้โรงเรือนขนาด 50 ตารางเมตร ใช้พื้นที่ปล่อยอิสระ 500 ตารางเมตร โดยแบ่งเป็นแปลงย่อยได้หลายแบบ ดังนี้

การเปิดประตูโรงเรือน ให้เปิดประตูโรงเรือนเพียงประตูเดียวในแต่ละวันตามรอบการหมุนเวียนแปลงหญ้า

  • แบบ 1 ไม่แบ่งแปลงย่อยให้ไก่ออกสู่แปลงหญ้าได้อย่างอิสระในช่วงกลางวัน โดยเปิดประตูสลับด้านให้ไก่ออก
  • แบบ 2 แบ่งเป็นแปลงย่อย 2 แปลง ขนาดเท่าๆ กัน ปล่อยไก่เข้ากินหญ้าแปลงย่อยละ 30 วัน
  • แบบ 3 แบบแบ่งเป็นแปลงย่อย 4 แปลง ขนาดแปลงย่อยเท่าๆ กันปล่อยไก่เข้ากินหญ้าแปลงย่อยละ 10 วัน

การเลี้ยงลูกไก่ อายุ 0-6 สัปดาห์

การเตรียมรับลูกไก่ : เปิดเครื่องกกรอไว้อย่างน้อย 2 ชั่วโมง อุณหภูมิกก 32-35 องศาเซลเชียส ละลายวิตามินในน้ำดื่มเตรียมไว้ให้เรียบร้อย

พื้นที่การกก : ลูกไก่ 100 ตัว/ พื้นที่ 1 ตารางเมตร มีแผ่นการ์ดล้อมรอบให้ลูกไก่อยู่ในรัศมีความร้อน
ความชื้น : ควรจัดการภายในโรงเรือนกกให้แห้ง สะอาดไม่เปียกชื้น
การระบายอากาศ : เปิดผ้าม่านเมื่อรู้สึกอบอ้าว มีจุดประสงค์ เพื่อระบายความชื้น และอากาศเสียออกจากพื้นที่กก ส่วนอากาศดีจากภายนอกจะไหลเข้ามาแทนที่
การให้น้ำ : ลูกไก่ควรได้รับน้ำทันทีที่ปล่อยลงพื้นที่กก หลังจากลูกไก่ได้กินน้ำอย่างทั่วถึงแล้วจึงเริ่มให้อาหาร
การให้อาหาร : ให้อาหารที่มีโปรตีนสูง 19 เปอร์เซ็นต์กินแบบเต็มที่ โดยให้ครั้งละน้อย แต่บ่อยครั้ง ทำให้ลูกไก่ได้กินอาหารใหม่และกระตุ้นการกินอาหารได้มากขึ้น
การสุ่มชั่งน้ำหนัก : เพื่อคำนวณหาน้ำหนักเฉลี่ยแล้วนำมาเปรียบเทียบกับน้ำหนักมาตรฐาน ใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรื่องอาหารต่อไป

การเลี้ยงไก่รุ่นถึงสาว อายุ 6 – 16 สัปดาห์

การให้อาหาร : ให้อาหารที่มีโปรตีน 16 เปอร์เซ็นต์ควบคุมอาหารให้ไก่ได้กินประมาณ 85% เพราะไม่เช่นนั้นไก่จะเป็นสาวให้ไข่เร็วเกินไปกว่าอายุที่ควร วิธีการให้อาหารไก่กินตั้งแต่เช้าจนถึงเวลา15.30 นาฬิกา ให้แขวนถังอาหารขึ้น และปลดถังอาหารลงในเช้าวันรุ่งขึ้น ปฏิบัติแบบนี้ทุกวัน

การเลี้ยงไก่ระยะให้ไข่ อายุ 17 สัปดาห์-ปลด

การให้อาหาร : เมื่อไก่ให้ไข่ฟองแรกให้เปลี่ยนอาหารสำหรับไก่ไข่ที่มีโปรตีน 16% จำกัดให้กินประมาณ 120 กรัม/ตัว/วันหากให้อาหารเต็มที่แล้วเปอร์เซ็นต์ให้ไข่ยังต่ำ ให้คัดไก่ที่หยุดให้ไข่ออกจากฝูง ซึ่งมีลักษณะหงอนเหี่ยวเล็กลง สีของหงอนไม่สดใสและเพื่อความมั่นใจให้จับไก่วัดกระดูกเชิงกราน แม่ไก่ที่ให้ไข่กระดูกเชิงกรานจะกว้างมากกว่า 2 นิ้วมือ ส่วนไก่หยุดไข่กระดูกเชิงกรานแคบชิดกันมีความกว้างประมาณ 1 นิ้วมือ

สอบถามรายละเอียดได้ที่

กองงานพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ กรมปศุสัตว์โทร. 0 2653 4444 ต่อ 3371 โทรสาร 0 2653 4930E-mail : drasa2@dld.go.th, www.royal.dld.go.th




บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น สวยงามทันสมัย พื้นที่ใช้สอย 131 ตารางเมตร

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น สวยงามทันสมัย ขนาด 2 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องแต่งตัว 1 ห้องครัว พื้นที่ใช้สอย 131 ตารางเมตร

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น


สวัสดีครับ วันนี้เรามีแบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม  มาฝากกันอีกเช่นเคย สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก เพจ KCN-Construction&Design รับเหมาก่อสร้างครบวงจร  ขนาด 2 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องแต่งตัว 1 ห้องครัว 1 ห้องโถง พื้นที่ใช้สอย 131 ตารางเมตร สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลาง  ยกพื้นสูงจากที่ดินเล็กน้อย ประมาณ 60 ซม. จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ



ผลงานและรูปภาพ : KCN-Construction&Design รับเหมาก่อสร้างครบวงจร
สถานที่ก่อสร้าง : อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บริเวณหน้าบ้าน มีการต่อหลังคายื่นออกมาเพื่อสร้างเป็นระเบียง โดยปูพื้นด้วยกระเบื้องโทนสีน้ำตาล รอบๆกั้นด้วยเหล็กดัดสีดำ ตามเสาหน้าบ้านมีโคมไฟประดับไว้แล้ว ประตูทางเข้าเลือกใช้เป็นกระจกขนาดใหญ่ และหน้าต่างบานกระจกที่ทันสมัย ตัดกับสีขาวของบัวรอบๆได้เป็นอย่างดี สวยงามมาก

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น



บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น



บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น



Facebook : KCN-Construction&Design รับเหมาก่อสร้างครบวงจร
โทรศัพท์ : 097-978-7917 คุณนุ, 097-289-4199 คุณโบ

ID Line : nu1835

จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบเ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก KCN-Construction & Design รับเหมาก่อสร้างครบวงจร


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




รูปภาพที่ได้นำมาลงในเว็บไซต์นี้ ก็ต้องขออนุญาตและขอขอบคุณเจ้าของลิขสิทธิ์มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ทางเว็บไซต์ไม่ได้มีเจตนานำมาดัดแปลง ลอกเรียนแบบ หรือใช้ในการค้าเพื่อหวังผลกำไรแต่อย่างใด หากแต่ใช้เพื่อเป็นไอเดียสร้างสรรค์ที่ได้แรงบันดาลใจจากท่านเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ได้นำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ทางเว็บไซต์จึงขออนุญาตรวบรวมไอเดียดีๆ ของท่านเพื่อให้ชาวเน็ตได้รับชมครับ หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยเป็นอย่างสูงครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

จุลินทรีย์หน่อกล้วย ปรับสภาพดินช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี

จุลินทรีย์หน่อกล้วย ปรับสภาพดินช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี

จุลินทรีย์หน่อกล้วย

จุลินทรีย์หน่อกล้วย


จุลินทรีย์หน่อกล้วย คือการนำหน่อกล้วยมาหมักให้ได้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เพื่อนำมาใช้ในการเกษตรเพราะในดินที่มีต้นกล้วยขึ้นจะเป็นดินที่มีสภาพอุดมสมบูรณ์ มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อพืช สามารถนำจุลินทรีย์มาปรับสภาพดินให้เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช





อีกทั้งยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ช่วยปรับสภาพน้ำให้มีความเหมาะสม ชลอการเน่าเสียของน้ำ แม้มิใช่การบำบัดน้ำเสียโดยตรง แต่ใช้หลักการนำเอาจุลินทรีย์ชนิดดี มีประสิทธิภาพไปแย่งอาหาร(ของเสียจากสัตว์น้ำและเศษอาหารที่สัตว์น้ำกินไม่หมด) จากจุลินทรีย์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในน้ำที่กำลังจะเน่า หรือในน้ำเสีย สกัดกั้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ธรรมชาติที่เป็นสาเหตุของน้ำเน่าเสีย

ส่วนผสม
จุลินทรีย์หน่อกล้วย

  • ต้นกล้วยสูงประมาณ 1 เมตร (ประกอบด้วยต้น ใบ หน่อ ราก) ประมาณ 3 กิโลกรัม สับเป็นชิ้นฯ
  • กากน้ำตาล น้ำตาลทรายแดง หรือ น้ำตาลปิ๊บ 1 กิโลกรัม
  • ยาคูลย์ 1 ขวด
  • น้ำประมาณ 4 ลิตร

วิธีทำ

1. เตรียมส่วนผสม ต้นกล้วย ยาคูลย์ กากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดง และน้ำเปล่า

2 สับต้นกล้วยเป็นชิ้นๆ นำส่วนผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน
จุลินทรีย์หน่อกล้วย

3.เก็บไว้ในที่ร่มทำการหมัก 7 – 14 วัน ระหว่างที่หมักให้เปิดคนวันละ 1 ครั้ง

4.กรองเอาเฉพาะน้ำ ส่วนเศษกล้วยสามารถนำไปทำปุ๋ยต่อได้

อัตราส่วนการใช้

  • บ่อกบ ใช้ 1 cc ต่อน้ำในบ่อเลี้ยง 1 ลิตร
  • บ่อปลาใช้ 40 ลิตร ต่อบ่อขนาด 1 งาน
  • ต้นไม้ใช้ 20 cc ต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้ฉีดพ่น หรือรดโคนต้นไม้

การขยายเชื้อ

ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 ลิตร ผสมกากน้ำตาล น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลปิ๊บ 1 กิโลกรัม แล้วผสมน้ำเปล่า 40 ลิตร หมั่นคน ทุกวันใส่ถังปิดฝาหมักประมาณ 7 วัน

ประโยชน์จุลินทรีย์หน่อกล้วย

มีฮอร์โมน Auxin ช่วยเร่งการเจริญเติบโตย่อยสลายของเสียได้เร็วกว่าจุลินทรีย์ชนิดอื่น มีสาร Tanin ช่วยในการยับยั้ง เชื้อราและแบคทีเรีย

ที่มา : สำนักงานประมงจังหวัดสุโขทัย 181/2 ม.12 (ในสวนหลวง ร.9) ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย โทร 055-611220,  www.withikaset.com ,หนังสือเกษตรอินทรีย์ภาคปฏิบัติ 3 อาจารย์อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์




บทความอื่นที่น่าสนใจ