ต้มยำพุงปลาช่อน รสชาติเข้มข้น พร้อมวิธีทำ

ต้มยำพุงปลาช่อน รสชาติเข้มข้น พร้อมวิธีทำ

ต้มยำพุงปลาช่อน

สวัสดีค่ะวันนี้เรามีเมนูต้มยำมาฝากกันค่ะ เมนูที่ว่าคือ เมนูต้มยำพุงปลาช่อน ที่ทำแบบบ้านๆ กินตอนร้อนๆ โล่งคอ โล่งจมูก ดีไม่น้อยทีเดียว ด้วยรสชาติที่เปรี้ยว เผ็ด ร้อน เพราะเราใส่เครื่องสมุนไพรไทย แน่นๆเยอะจุใจกันเลยทีเดียว ซึ่งเมนูต้มยำพุงปลาช่อนนั้น หาทานไม่ยาก แต่ราคาอาจจะสูงไปนิด เพราะพุงปลาช่อน 1 ตัว มีแค่ 1 ชิ้น เท่านั้น จึงไม่แปลงใจที่พุงปลาช่อน จะมีราคาที่ค่อยแพง แต่ถ้านานๆ ทานที ก็คงไม่เป็นไร



เรามาลงมือเตรียมวัตถุดิบ ต้มยำพุงปลาช่อน และลงมือทำกันเลยค่ะ

วัตถุดิบ ต้มยำพุงปลาช่อน

  • หัวปลาช่อน    1  หัว
  • พุงปลาช่อน   500  กรัม
  • เกลือ สำหรับล้างพุงปลาช่อน
  • น้ำสะอาด    700  ml.
  • ข่า   4  แว่น
  • ตะไคร้     2  ต้น
  • ใบมะกรูด    5  ใบ
  • หัวหอมแดง     5 – 6  หัว
  • พริกขี้หนูบุบ    10  เม็ด
  • พริกขี้หนูแห้งทอด    5  เม็ด
  • ใบผักชีฝรั่ง   2  ต้น
  • มะเขือเทศ    2  ลูก

เครื่องปรุงรส

  • น้ำปลา   4   ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว    5  ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส   1  ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการทำ

  • ขั้นตอนแรก นำพุงปลาช่อน และหัวปลาช่อน มาล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นให้นำเกลือใส่ลงไปในพุงปลาช่อน และหัวปลาช่อน คลุกเกลือให้ทั่วพุงปลาช่อนและหัวปลาช่อน ทิ้งไว้ 2 – 3  นาที แล้วล้างน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วพักไว้ ให้สะเด็ดน้ำ
  • ล้าง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ใบผักชีฝรั่ง มะเขือเทศ หอมหัวแดง พริกขี้หนู ให้สะอาด แล้วพักไว้
  • เสร็จแล้วนำข่า กับ ตะไคร้ มาหั่น เฉียง
  • แล้วฉีกใบมะกรูด รอ ทุบหอมหัวแดง และ หั่นมะเขือเทศ 1 ลูกแบ่ง เป็น 4 ชิ้น รอเตรียมไว้
  • เสร็จแล้ว นำหม้อตั้งไฟกลางๆ ใส่น้ำสะอาดลงไปในหม้อ แล้วให้รอจนน้ำเริ่มเดือด จึงใส่ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หัวหอมแดงลงไป ทิ้งเดือดประมาณ 5 นาที
  • เสร็จแล้ว นำพุงปลาช่อน และ หัวปลาช่อน ใส่ลงไป ขั้นตอนนี้ห้ามคน เพราะจะทำให้ต้มยำพุงปลาช่อน ของเราคาวได้ ต้มให้พุงปลาช่อนและหัวปลาช่อนสุก
  • ขณะรอพุงปลาช่อนและหัวปลาช่อนสุก ให้คอยตักฟองออกให้หมด เพื่อลดกลิ่นคาวของปลา
  • เมื่อปลาสุกแล้วให้ปรุงรส ด้วยน้ำปลา ผงปรุงรส ชิมรสชาติ
  • จากนั้นให้ใส่ พริกขี้หนูบุบ พริกแห้งทอด มะเขือเทศ และใบผักชีฝรั่งหั่นฝอย ลงไป
  • ปิดไฟ แล้วใส่น้ำมะนาวลงไป ชิมรสชาติตามชอบ ตักใส่ถ้วย พร้อมรับประทาน

เรียบเรียง : นงนุช , sarakaset.com




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก  อร่อยๆ 

ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก อร่อยๆ

ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก

สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาทำอาหารให้เด็กๆทานกันค่ะ เมนูอาหารวันนี้คือ ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก เมนูข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก เป็นเมนูที่ทำง่าย เครื่องไม่เยอะ หาวัตถุดิบง่าย ราคาไม่แพง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสีสันน่ารับประทาน ผักส้มอย่างแครอต ผักสีเขียวคือต้นหอมซอย และยังใส่หัวหัวใหญ่ซอยลงไปด้วย เด็กจะไม่รู้สึกว่ากำลังทานผักกันเลย เพราะเราได้หั่นผักต่างเป็นชิ้นเล็กๆทำให้เด็กทานได้ง่าย เมนูข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอกทำไว้เด็กๆทานได้ หลังเลิกเรียน หรือจะเป็นเมนูในวันหยุด ให้เด็กๆทาน เป็นการเปลี่ยนรสชาติอาหาร ไม่จำเจ เมนูข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก จะทำให้เด็กๆ ทานข้าวได้เยอะ เจริญอาหารแน่นอน




คุณค่าทางโภชนาการ

ไข่ไก่ให้กรดอะมิโนจำเป็นทุกชนิด ตลอดจนวิตามินและเกลือแร่อีกหลายชนิด รวมทั้งเรตินอล (วิตามินเอ), ไรโบฟลาวิน (วิตามินบี2), กรดโฟลิก (วิตามินบี9), วิตามินบี6, วิตามินบี12, โคลีน, เหล็ก, แคลเซียม, ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม วิตามินเอ ดีและอีทั้งหมดในไข่ อยู่ในไข่แดง ไข่เป็นหนึ่งในอาหารไม่กี่ชนิดในธรรมชาติ ที่มีวิตามินดี ไข่แดงขนาดใหญ่ให้พลังงานประมาณ 60 แคลอรี ไข่ขาวให้พลังงานประมาณ 15 แคลอรี ไข่แดงขนาดใหญ่มีปริมาณคอเลสเตอรอล ที่แนะนำให้รับประทานต่อวันที่ 300 มิลลิกรัมมากกว่าสองในสาม แม้การศึกษาหนึ่งจะชี้ ว่าร่างกายมนุษย์ไม่อาจดูดซับคอเลสเตอรอล จากไข่ได้มากนัก ไข่แดงมีน้ำหนักคิดเป็น 33% ของน้ำหนักของเหลวของไข่ ไขมันทั้งหมดอยู่ในไข่แดง น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของโปรตีนเล็กน้อย และสารอาหารอื่นส่วนใหญ่ ไข่แดงยังมีโคลีนทั้งหมด และไข่แดงหนึ่งมีปริมาณเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณที่แนะนำต่อวัน โคลีนเป็นสารอาหารสำคัญต่อพัฒนาการของสมอง และกล่าวกันว่าสำคัญต่อสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรเพื่อประกันพัฒนาการทางสมองของทารก

เรามาเตรียมวัตถุดิบในการทำ ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก กันค่ะ

วัตถุดิบ ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอก

  • ข้าวสวย เย็นแล้ว 1 ถ้วย
  • ไส้กรอก 3 ชิ้น
  • แครอตหั่นเต๋า 1 ถ้วยเล็ก
  • หัวหอมใหญ่ หั่นเต๋า 1 ถ้วยเล็ก
  • ต้นหอมซอย 3 ต้น
  • กระเทียมสับ 3 กลีบ
  • ไข่ไก่เบอร์ 2 3 ฟอง
  • แตงกวา 3 ชิ้น เครื่องเคียง

เครื่องปรุงรส

  • ซอสปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส 1 ½ ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย 1 ½ ช้อนชา
  • พริกไทยป่น 1 ช้อนชา

ขั้นตอนการทำ

  • เตรียมข้าวสวยใส่ถ้วย แล้วพักไว้
  • เสร็จแล้ว นำแครอต ไปล้างให้สะอาด แล้วหั่นเต๋า เตรียมไว้
  • เสร็จแล้ว ปลอกหัวหอมใหญ่ ล้างให้สะอาด แล้วซอยหั่นเต๋า เตรียมไว้
  • ล้างต้นหอมให้สะอาด หั่นแล้วซอย เตรียมไว้
  • เสร็จแล้ว แกะเปลือกกระเทียม ล้างให้สะอาด บุบแล้วซอยให้ละเอียด แล้วพักไว้
  • จากนั้นมาลงมือทำ ด้วยการตั้งกระทะ ไฟกลางๆ ใส่น้ำมันพืช ลงไป แล้วตามด้วยกระเทียมซอย ผัดให้หอม ตามด้วย ไส้กรอก หัวหอมใหญ่ และแครอต ผัดให้เข้ากัน
  • เสร็จแล้วเขี่ยไส้กรอกไว้ข้างๆกระทะ แล้วตอกไข่ใส่ลงไป ตอกไข่ให้แตกทิ้งไว้สักครู่ให้ไข่เริ่มสุกแล้วค่อยพลิกกลับด้านไข่ ผัดให้ไข่สุก
  • เสร็จแล้วใส่ข้าวสวยลงไป ผัดให้เข้ากัน
  • เสร็จแล้วปรุงรส ด้วยน้ำตาลทราย ซอสปรุงรส และผงปรุงรส ผัดให้เข้ากันจนข้าวเริ่มแห้ง
  • ชิมรสตามชอบ เสร็จโรยพริกไทยป่นลงไป ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง ปิดไฟ
  • ตักข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอกใส่จานเคียงด้วยแตงกวา พร้อมรับประทาน

อ้างอิง : วิกิพีเดีย
เรียบเรียง : นงนุช , withikaset.com




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

แกงเปรอะหน่อไม้ สไตล์อีสาน รสชาติแซ่บๆ ถึงเครื่อง

แกงเปรอะหน่อไม้ สไตล์อีสาน รสชาติแซ่บๆ ถึงเครื่อง

แกงเปรอะหน่อไม้

แกงเปรอะหน่อไม้





สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาทำแกงเปรอะหน่อไม้ แกงอีสานกกันค่ะ แกงเปรอะหน่อไม้ แกงอีสาน หรือภาคกลางเรียกว่า แกงหน่อไม้ นั่นเอง แกงเปรอะหน่อไม้ แกงอีสาน เป็นแกงเปรอะหน่อไม้ที่ทำไม่ยาก เน้นผักซะส่วนใหญ่ เป็นแกงที่สามารถนำมาเป็นสูตรลดน้ำหนักได้ เพราะมีแต่ผัก แต่อาจต้องปรับเปลี่ยนเรื่องรสชาติ นั่นคือรสเค็ม เพราะแกงเปรอะหน่อไม้ แกงอีสาน จะเน้นไปทางรสนัวและรสเค็มนั่นเอง แกงเปรอะหน่อไม้ แกงอีสาน เป็นแกงที่เน้นผักเป็นส่วนใหญ่ เช่น หน่อไม้ต้ม ฝักทอง เห็ดฟาง เห็ดต่างๆที่ชอบ ชะอมหรือ ผักข่า และใบแมงลัก หรือ ผักอีตู่ และที่ขาดไม่ได้คือน้ำใบย่านาง นั่นเอง

สรรพคุณของใบย่านาง

ใบย่านาง เป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ และยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคลโรทีนในปริมาณค่อนข้างสูง เป็นยาอายุวัฒนะ มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก จึงช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วและความแก่ชราอย่างได้ผล ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคในร่างกาย เพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย ฟื้นฟูเซลล์ต่าง ๆและปรับสมดุลให้กับร่างกาย

เรามาลงมือทำแกงเปรอะหน่อไม้ แกงอีสาน กันเลยดีกว่าค่ะ

วัตถุดิบแกงเปรอะหน่อไม้

  • หน่อไม้ต้ม ประมาณ 8 หัว
  • เห็ดฟาง ประมาณ 10 ดอก
  • เห็ดต่างๆ 1 แพ็ค
  • ฟักทอง 600 กรัม
  • ผักข่า ( ชะอม ) 1 กำ
  • ใบแมงลัก ( ผักอีตู่ ) 1 กำ
  • พริกขี้หนู 15 เม็ด
  • ตะไคร้ หั่นท่อน 2 ต้น
  • หัวหอมแดง 5 หัว
  • พริกขี้หนู ลูกโดด สำหรับโรย 30 เม็ด
  • ข้าวเบือ ( ข้าวเหนียวแช่น้ำแล้วเอามาตำให้ละเอียด ) 2 ช้อนโต๊ะพูนๆ
  • น้ำใบย่านาง 1 ถุง
  • น้ำสะอาด 1 ลิตร

เครื่องปรุงรส

  • น้ำปลาร้า 4 ทัพพี
  • น้ำปลา 2 ทัพพี
  • ผงชูรส 2 ช้อนชา

ขั้นตอนและวิธีการทำ

  • ขั้นตอนแรกให้ล้างข้าวเหนียวให้สะอาด แล้วแช่น้ำทิ้งไว้
  • ล้างหน่อไม้ที่ต้มแล้ว หั่นเฉียงสลับไปมา หรือ หั่นตามชอบ เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างเห็ดฟางให้สะอาด ผ่าครึ่งเป็น 4 ส่วน เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างเห็ดต่างๆ ตัดรากให้เรียบร้อย ส่วนเห็ดที่เป็นต้นใหญ่ให้หันเฉียงไปมา เสร็จแล้วพักไว้
  • ต่อมา เอาไส้ฟักทองออก แล้วปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ เสร็จแล้วพักไว้ก่อน
  • ต่อมาให้ล้างชะอม หรือ ผักข่า ให้สะอาด แล้วรูดใบและเด็ดยอดออก เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างใบแมงลัก หรือ ผักอีตู่ ให้สะอาด แล้วเด็ดใบ เสร็จแล้วพักไว้
  • ล้างตะไคร้ แล้วทุบ หั่นเป็นท่อน เตรียมไว้
  • เสร็จแล้วมาโขลกพริกขี้หนูกับหัวหอมแดงให้ละเอียดพอประมาณ พักไว้

วิธีทำแกงเปรอะหน่อไม้

  • ตั้งหม้อ เปิดไฟกลาง แล้วเทน้ำใบย่านางลงไป แล้วตามด้วยน้ำสะอาด คนให้เข้ากัน รอให้เดือด
  • แล้วจึงใส่พริกขี้หนูกับหัวหอมแดงที่โขลงเตรียมไว้แล้วลงไปในหม้อ คนให้เข้ากัน และรอให้น้ำเดือดอีกครั้งและมีกลิ่นหอมของพริกแกง
  • แล้วจึงค่อยใส่หน่อไม้ต้มและเห็ดลงไป ต้มให้เห็ดสุกประมาณ 5 นาที
  • แล้วตามด้วยข้าวเบือละลายน้ำแล้วลงไปคนให้เข้ากัน
  • เสร็จแล้วจึงใส่ฟักทองลงไป รอให้ฟักทองสุกประมาณหนึ่ง จึงปรุงรสชาติ ด้วยน้ำปลาร้า น้ำปลา และ ผงชูรสคนให้เข้ากัน แล้วชิมรสชาติตามที่ต้องการ
  • เมื่อฟักทองเริ่มสุกดีให้ใส่ชะอม หรือ ผักข่า ลงไป ตามด้วยพริกขี้หนูลูกโดด และใบแมงลัก หรือ ผักอีตู่ คนให้เข้าอีกครั้ง ปิดไฟ ตักใส่ถ้วยพร้อมรับประทาน

เรียบเรียง : นงนุช
ที่มา : Sarakaset.com




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ตำไหลบัวกุ้งสด  รสชาติแซ่บจัดจ้าน

ตำไหลบัวกุ้งสด รสชาติแซ่บจัดจ้าน

ตำไหลบัวกุ้งสด

สวัสดีค่ะ วันนี้แอดมีเมนูอีสานแซ่บๆ นัวปลาร้ามาฝากกันค่ะ นั่นคือเมนู ตำไหลบัวกุ้งสด หรือ ตำสายบัวกุ้งสด นั่นเองค่ะ แอดเชื่อว่าตำไหลบัวกุ้งสดเมนูอีสานที่เกือบทุกท่านนั้นชอบและนิยมทานกันมากเลยทีเดียว ซึ่งเมนูตำไหลบัวกุ้งสดนั้น สามารถหาทานได้ตามร้านขายส้มตำทั่วไป ซึ่งมีหลายร้านให้เลือกชิม ลักษณะของไหลบัวจะเป็นเส้นสายยาวๆ ขาวๆ อวบ ๆ และมีความกรอบ และมีความหวานมีความขมบางๆในตัว จึงเป็นที่นิยมกันมาก

ไหลบัว หรือหลดบัว อีกหนึ่งวัตถุดิบที่คนไทยนิยมรับประทานมายาวนาน มีประโยชน์และสรรพคุณที่ดีต่อร่างกาย การปรุงเมนูไหลบัว ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีมาก เพราะไหลบัวนั้นมีรสขมบางๆ จึงถูกจัดเป็นอาหารฤทธิ์เย็น ซึ่งจะช่วยคลายความร้อนในร่างกาย ปรับสมดุลร่างกายได้ดี ไหลบัวนั้นเป็น “หน่อของบัว” (ต้นอ่อน) หรือส่วนที่งอกขึ้นมา และจะเจริญเป็นลำต้นใหม่ต่อไป สีของไหลบัว จะเป็นสีขาว ไหลบัวที่เรานิยมนำมากินนั้นเป็น บัวหลวง หรือบัวบูชาพระ และจะมีความกรอบกว่าสายบัว นิยมนำมาทำแกงส้ม หรือผัดน้ำมันกับเนื้อสัตว์ต่าง ๆ





ไหลบัว เป็นยารสเย็นจืด แก้อ่อนเพลีย ไหลบัวมีสารอาหารมากมายจึงช่วยบำรุงกำลัง เพิ่มพลังงานให้ร่างกายให้มีแรงมากขึ้น ช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยขยายหลอดเลือดหัวใจ จึงทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจอย่างเพียงพอ ช่วยลดความดันโลหิตสูงควบคุมความดันโลหิต และเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ช่วยให้นอนหลับสบาย แก้อาการนอนไม่หลับ ช่วยผ่อนคลายจึงทำให้นอนหลับสนิทตลอดคืน ช่วยให้เจริญอาหาร บำรุงร่างกาย บำรุงน้ำดี บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ บำรุงตับ และบำรุงไต แก้ท้องร่วง ช่วยรักษาอาการท้องเสียท้องเดิน และยังช่วยบรรเทาอาการอักเสบของลำไส้ ช่วยกระตุ้นระบบทางเดินอาหาร ลดอาการเกร็งของลำไส้และกระเพาะ บรรเทาอาการท้องผูก ไหลบัวมีเส้นใยอาหารมาก จึงช่วยแก้โรคท้องผูกได้ดี ลดความเครียดทางสมอง ลดความวิตกกังวล และช่วยบำรุงระบบประสาทและสมองช่วยขับปัสสาวะ และช่วยขับของเสียในร่างกายออกทางเหงื่อ ช่วยลดอาการบวมน้ำได้ดี ดับพิษร้อนในกาย ต้านลมกำเริบ แก้อาการร้อนใน ช่วยลดความร้อนในร่างกาย เพราะเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้

เรามาเตรียมวัตถุดิบและลงมือทำ ตำไหลบังกุ้งสดกันค่ะ

วัตถุดิบ ตำไหลบัวกุ้งสด

  • ไหลบัว 1 ถุง
  • กุ้งขาวสด ตัวใหญ่ 10 – 15 ตัว
  • พริกขี้หนูสด 7 เม็ด
  • พริกขี้หนูแห้ง 5 เม็ด
  • กระเทียม 3 กลีบ
  • น้ำมะนาว 1 ลูก
  • น้ำปลา 2 โต๊ะ
  • น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา
  • น้ำปลาร้าต้มสุก หรือน้ำปลาร้าขวด 3 ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส ตามใจชอบ
  • มะเขือเทศลูกเล็ก 4 ลูก
  • โซดา 1 ขวด

ขั้นตอนการทำ

  • ขั้นตอนแรกให้นำกุ้งมาล้างด้วยเกลือ แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด จากนั้น แกะเปลือกกุ้ง และเด็ดหัวกุ้งออก จากนั้นผ่าหลังกุ้งดึงเส้นดำออก
  • จากนั้นให้นำกุ้งใส่ถ้วย แล้วเทโซดาลงไป แช่ทิ้งไว้ประมาณ 5 – 10 นาที
  • จากนั้นนำไหลบัวมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วเด็ดไหลบัวให้เป็นท่อนๆ ตามขนาดที่ต้องการ เสร็จแล้วพักไว้
  • ขั้นตอนต่อมา ให้นำพริกขี้หนูสด พริกขี้หนูแห้ง กระเทียม ใส่ลงไปในครก ตำพริกกับกระเทียมแค่พอแหลก จากนั้นให้ใส่น้ำตาลมะพร้าว ผงชูรส แล้วตำให้เข้ากัน จากนั้นให้ใส่ น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำปลาร้า น้ำมะขามเปียก มะเขือเทศ โคเล โคเล ให้เข้ากัน
  • จากนั้นให้ใส่ไหลบัว และกุ้งสดลงไป ขั้นตอนนี้ไม่ต้องตำแล้ว ให้ใช้ทัพพีคลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากัน ชิมรสชาติที่ต้องการ เมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้ว ตักใส่จานพร้อมรับประทานค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง : mthai
เรียบเรียงโดย : นงนุช




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ผัดเผ็ดปลาไหล เมนูอาหารป่ารสชาติจัดจ้าน

ผัดเผ็ดปลาไหล เมนูอาหารป่ารสชาติจัดจ้าน

ผัดเผ็ดปลาไหล

ผัดเผ็ดปลาไหล


ผัดเผ็ดปลาไหลเป็นอีกหนึ่งเมนูที่รสชาติเผ็ดร้อนจัดจ้าน สไตล์อีสานแบบถึงพริกถึงขิง ฟังดูแค่ชื่อเท่านั้นก็สามารถเดารสชาติได้แล้ว ซึ่งเหมาะสำหรับที่คอเหล้าคอเบียร์ เพราะเข้ากันได้เป็นอย่างดี เพราะมันไม่ใช่แค่รสชาติความเผ็ดอย่างเดียวเท่านั้นที่เราสัมผัสได้ อาหารจานนี้ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะและมีกลิ่นตลบอบอวนไปด้วยสมุนไพรนานาชนิด ด้วยรสชาติเผ็ดจากพริกแกงบวกกับรสชาติร้อนแรงจากสมุนไพร เมนูนี้จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในแถบอีสานบ้านเรานั่นเอง เอาละครับ ถ้าหากอยากจะลองทำเมนูนี้ ก่อนอื่นเราก็ต้องเตรียมวัตถุดิบกันก่อน สำหรับวัตถุดิบการทำเมนูผัดเผ็ดปลาไหล ที่จะต้องเตรียม

ส่วนผสมเครื่องปรุงที่ใช้ทำผัดเผ็ดปลาไหล

  • ปลาไหลหั่นแว่น 1 กิโล
  • พริกแกงเผ็ด
  • พริกไทยอ่อน
  • น้ำปลา
  • กระชาย
  • น้ำมันพืช
  • ใบมะกรูด
  • ใบกระเพรา
  • พริกชี้ฟ้าสีแดงหั่นแฉลบ
  • น้ำเปล่า
  • น้ำตาลทราย

วิธีทำผัดเผ็ดปลาไหล

  • ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชพอร้อน ใส่น้ำพริกแกงเผ็ดที่โขลกเองลงผัดจนเหลืองหอม
  • ใส่ปลาไหลผัดจนสุก
  • ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลทราย เติมน้ำเปล่า ผัดให้เข้ากัน
  • ใส่กระชาย พริกไทยอ่อน พริกชี้ฟ้า ใบมะกรูด และใบกะเพรา ลงผัดให้เข้ากันตักใส่ภาชนะ จัดเสิร์ฟ

ข้อแนะนำในการล้างปลาไหล คือ นำทรายมาถูตามลำตัวปลาไหล เพื่อล้างความลื่นของลำตัวปลาไหลให้หมดก่อน หลังจากนั้น ก็นำปลาไหลไปล้างด้วย น้ำส้มสายชู น้ำเกลือ หรือ มะนาว ก็ได้ เพื่อดับกลิ่นคาวของปลาไหล

 

ขอบคุณที่มา : www.withikaset.com, Youtrube | อาหารบ้านโบว์




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

เตาเผาถ่านแบบถัง 200 ลิตร ไร้ควันประหยัดพื้นที่

เตาเผาถ่านแบบถัง 200 ลิตร ไร้ควันประหยัดพื้นที่

เตาเผาถ่านแบบถัง 200 ลิตร

เตาเผาถ่านแบบถัง 200 ลิตร


เตาเผาถ่านแบบถัง 200 ลิตร เป็นเตาเผาถ่านที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเตาเผาถ่านแบบดั้งเดิม โดยใช้ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตรเป็นตัวเตา เตาประเภทนี้อาศัยความร้อนไล่ความชื้นในเนื้อไม้ที่อยู่ในเตา ทำให้ไม้กลายเป็นถ่าน หรือที่เรียกว่า”กระบวนการคาร์บอไนเซชั่น (Carbonization)” นอกจากนี้จากโครงสร้างที่มีลักษณะปิดทำให้สามารถควบคุมอากาศได้ จึงไม่มีการลุกติดไฟของเนื้อไม้ ผลผลิตที่ได้จึงเป็นถ่านที่มีคุณภาพ ขี้เถ้าน้อย และผลพลอยได้จากกระบวนการเผาถ่านอีกอย่างหนึ่งคือ”น้ำส้มควันไม้หรือ Wood Vinegar” ที่สามารถนำมาใข้เป็นประโยชน์ในการเกษตรได้ด้วย




ในการเผาผลิตถ่านด้วยถัง 200 ลิตรนั้น ทำได้หลายลักษณะ ตั้งแต่การใช้ถังน้ำมัน 200 ลิตรเผาโดยตรงโดยไม่ต้องมีการดัดแปลง จนถึงการประยุกต์เตาให้สามารถควบคุมอากาศภายในเตา มีทั้งเตาแบบตั้งและแบบนอน ซึ่งมีเทคนิคในการผลิตและการใช้งานที่แตกต่างกัน ซึ่งเตาเผาถ่านแบบถัง 200 ลิตร

ข้อดี ข้อเสีย และผลผลิตถ่าน

ข้อดี

  • ลงทุนน้อยเพราะไม่ต้องมีการผลิตตัวเตาให้ยุ่งยาก
  • จุดเตาง่ายเพราะอาศัยการเผาไม้โดยตรง

ข้อเสีย

  • ได้ถ่านคุณภาพต่ำเพราะไม่สมารถควบคุมกระบวนการผลิตให้ถูกต้องตามหลักการเผาถ่านได้
  • ได้ผลผลิตถ่านต่ำเพราะไม่สามารถเรียงให้เต็มเตาได้ และการเผาไหม้มีบางส่วนเป็นเถ้าและบางส่วนเป็นสันไม้ ไม่สามารถเก็บน้ำสัมควันไม้ได้

การติดตั้งเตาเผาถ่าน

  • ทำฐานด้วยอิฐบ๊อก 20 ก้อนดูตามภาพ
  • จุดไฟใต้เตาเผาถ่าน
  • หลังจากจุดไฟผ่านไป 2 ชั่วโมง ไม้เริ่มคายแก๊ส ครั้งที่ 1 แล้วดับ ให้ใส่ไฟต่ออีกครั้ง ไม้จะคายแก๊สเป็นทั้งที่ 2 หลังจากนั้น รอให้ถังเย็น แล้วเปิดถ่านได้เลย

เตาเผาถ่านแบบถัง 200 ลิตร

เตาเผาถ่านแบบถัง 200 ลิตร

หมายเหตุ เตาเผาถ่านทุกลูกต้องหุ้มด้วยสังกะสี 2ชั้น ชั้นละ 3 แผ่น 2 ชั้น 6 แผ่น ยาว 80 ชมต่อแผ่น ขันด้วยลวดให้แน่น




บทความอื่นที่น่าสนใจ

น้ำส้มควันไม้ กับคุณประโยชน์มากมาย

น้ำส้มควันไม้ กับคุณประโยชน์มากมาย

น้ำส้มควันไม้

น้ำส้มควันไม้ เป็นผลผลิตที่ได้จากการเผาถ่าน ลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาล มีกลิ่นควันไฟได้จากการควบแน่นควันที่เกิดจากการผลิตถ่านไม้ในช่วงที่ไม้กำลังเปลี่ยนเป็นถ่าน อุณหภูมิในเตาอยู่ระหว่าง 300-400 องศาเซลเชียส สารประกอบต่างๆในไม้ฟืนจะถูกสลายตัวด้วยความร้อนเกิดเป็นสารใหม่ๆ มากมาย



คุณสมบัติของน้ำส้มควันไม้

น้ำส้มควันไม้ แตกต่างจากน้ำส้มสายชูหรือน้ำส้มอึนๆที่ได้จากการหมักหรือสังเคราะห์อื่นๆคือมีสารประกอบหลากหลายกว่า โตยเฉพาะฟินอลซึ่งได้จากการสลายตัวของลิกนิน น้ำส้มควันไม้ที่ได้จากไม้ต่างชนิดก็จะมีคุณสมบัติแตกต่างกัน

น้ำส้มควันไม้มีสารประกอบที่สำคัญ ได้แก่ น้ำประมาณ 85% กรดอินทรีย์ ประมาณ 3% และสารอินทรีย์อื่นๆ อีกประมาณ 12% มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (PH) ประมาณ 3 ความถ่วงจำเพาะประมาณ 1.012-1.024 โดยจะแตกต่างกันไปตามชนิดของไม้

การใช้ประโยชน์จากน้ำส้มควันไม้

ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ยังไม่มีงานวิจัยทางวิชาการรองรับ มีแต่เกษตรกรใช้แล้วพูดกันปากต่อปาก เพราะไม่มีการยืนยันประสิทธิภาพกับศัตรูพืชชนิดใดบ้าง ตลอดจนศึกษาถึงความคุ้มทุน ส่วนเรื่องผลกระทบกับผู้บริโภคแบบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชคงไม่มีที่เป็นพิษตกค้าง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย ดังนี้

1.อุตสาหกรรม

  • ใช้ผลิตสารดับกลิ่นตัว
  • ใช้สารผลิตสารปรับผ้านุ่ม ทั้งใช้โดยตรงโดยทางผิวหนัง หรือผสมน้ำอาบ
  • ใช่ในอุสาหกรรมย้อมผ้า
  • ใช้ผลิตสารป้องกันเนื้อไม้จากราและแมลง

2.ใช้ในครัวเรือน

  • ผสมน้ำ 20 เท่า ราดทำลายปลวกและมด
  • ผสมน้ำ 100 เท่า ราดโคนต้นไม้รักษาโรคราและโรคเน่า รวมทั้งป้องกันแมลงไมให้วางไข่ ฉีดพ่นถังขยะเพื่อป้องกันกลิ่นและแมลงวัน ใช้ดับกลิ่นในห้องน้ำ ครัว และบริเวณชื้นแฉะ ใช้ดับกลิ่นกรงสัตว์เลี้ยง ใช้หมักขยะสดและเศษอาหารเป็นปุ๋ยไม้ประดับรอบบ้าน โดยต้องผสมน้ำอีก 5 เท่าหลังจากหมักแล้ว 1 เดือน

3.ใช้ในการเกษตร

น้ำส้มควันไม้ที่มีความเข้มข้นสูงมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อที่รุนแรง เนื่องจากมีความเป็นกรดสูงและมีสารประกอบ เช่น เมธานอลและฟีนอล ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อได้ดีเมื่อนำมาเจือจาง 200 เท่า จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์และต่อต้านเชื้อแบคทีเรียจะเพิ่มปริมาณมากขึ้น เนื่องจากได้รับสารอาหารจากกรดน้ำส้ม น้ำส้มควันไม้จึงสามารถนำมาใช้ในการเกษตรได้ดี ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกษตรกรได้นำไปใช้ เช่น

  • ใช้ทำปุ๋ยคุณภาพสูง โดยใช้น้ำส้มควันไม้ เข้มข้น 100% หมักกับหอยเซอรี่บด เศษปลา เศษเนื้อหรือกากถั่วเหลือง โดยใช้โปรตีนต่างๆ 1 กิโลกรัมต่อ น้ำส้มควันไม้ 2 ลิตร หมักนาน 1 เดือน แล้วกรองกากออก เวลาใช้ผสมน้ำ 200 เท่า
  • ใช้หมักกับสมุนไพร เช่น เมล็ด และใบสะเดา หางไหลแดง ข่าแก่ ตะไคร้ ฯลฯ เพื่อเพิ่มฤทธิ์ของน้ำส้มควันไม้ในการไล่แมลงและป้องกันโรค และสามารถเก็บสารละลายน้ำไว้ได้นานโดยไม่บูดเน่า
  • น้ำส้มควันไม้มีความเป็นกรดสูง ดังนั้นก่อนใช้จะต้องทำให้เจือจางจนเกิดสภาวะที่เหมาะสม ภูมิปัญญาเกษตรกรไทยที่ได้นำน้ำส้มควันไม้ไปทดลองใช้
    • อัตราส่วน 1:100 หรือผสมน้ำ 100 เท่า ใช้ราดโคนต้นไม้รักษาโรคราและโรคเน่า รวมทั้งป้องกันไม่ให้แมลงวางไข่
    • อัตราส่วน 1:200 หรือผสมน้ำ 200 เท่า ใช้ฉีดพ่นใบไม้รวมทั้งพื้นดินรอบๆต้นพืชทุกๆ 7-15 วัน เพื่อขับไล่แมลงและป้องกันเชื้อราและรดโคนต้น เพื่อเร่งการเจริญเติบโต
    • อัตราส่วน 1:500 หรือผสมน้ำ 500 เท่า ใช้ฉีดผลอ่อนของพืชเพื่อช่วยขยายให้ผลโตขึ้นและช่วยเพิ่มน้ำตาลในผลไม้

ข้อมูลจาก : เอกสารโครงการวิจัยองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

เรื่อง “โครงการศึกษาทดสอบการผลิตและการใช้ประโยชน์น้ำส้มควันไม้ ปี 2547″ปรีชา เกียรติกระจาย.2529 และวารสารเกษตรกรรมธรรมชาติ ฉบับที่ 6/2548 น้ำส้มควันไม้




บทความอื่นที่น่าสนใจ

พลิกชีวิตเกษตรกร ” 1 ไร่ 1 แสน ” ทำง่าย ไม่ยากจน

พลิกชีวิตเกษตรกร ” 1 ไร่ 1 แสน ” ทำง่าย ไม่ยากจน

1 ไร่ 1 แสน

โครงการ 1 ไร่ 1 แสน ถือได้ว่าเป็นรูปแบบของเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีแนวคิดเสมือนทำพื้นที่ให้เป็นเกาะ ด้วยวิธีการขุดลอกคูคลองกว้าง – ลึก 1 เมตร ล้อมรอบบริเวณผืนดิน ขยายคันนาจากปกติที่เคยกว้าง 50 เชนติเมตรเป็น 1.5 เมตร เพื่อให้พื้นที่เพียงพอต่อการปลูกพืชผักผลไม้ท้องถิ่น โดยส่วนที่เหลือจึงเป็นบริเวณแปลงนา โดยแบ่งสัดส่วนพื้นที่ในอัตรา 30 : 30 : 30 : 10 อันหมายถึง ขุดสระเก็บกักน้ำทำประมงขนาดย่อม 30% พื้นที่ทำนา 30% ปลูกพืชผักผลไม้ 30% และเป็นที่อยู่อาศัย 10% และให้ระบบนิเวศเกื้อกูลต่อกัน

คุณนฤมล ลีศิริกุล รองประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่าโครงการทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสนบาท เป็นโครงการริเริ่มของภาคเอกชนอย่างหอการค้าไทย ที่อาสาเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพื่อให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ และรายได้ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยการประยุกต์หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปรับใช้ มีพื้นที่นำร่อง คือบ้านหนองแต้, บ้านบ่อ, บ้านกุดเชียงมี ต.บ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานหอการค้าไทย ได้ริเริ่มโครงการทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสนบาทเพื่อต้องการช่วยให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จังหวัดที่เลือกเป็นโครงการนำร่อง คือ จ.ขอนแก่นโดยผลักดันให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทำเกษตรแบบผสมผสาน ทำนา ปลูกพืชเสริม และเลี้ยงสัตว์ เพื่อไว้บริโภคและขายเป็นรายได้

คุณ นฤมล กล่าวต่อว่า หอการค้าจังหวัดขอนแก่น ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนข้อมูล แนะแนวทางในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ที่เห็นชัดเจนขณะนี้คือเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการอย่างเต็มรูปแบบมีรายได้เฉลี่ยถึง 150,000-200,000 บาท ขณะเดียวกันต้นทุนของการทำนา 1 ไร่จากเดิม 10,000 บาท ลดลงหลายเท่าตัวเหลือเฉลี่ยเพียง 2,292 บาทต่อไร่ นับได้ว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย




จาก ความสำเร็จของโครงการ วันนี้ ที่บ้านหนองแต้ อ.อุบลรัตน์ ดูคึกคัก มีชีวิตชีวา และกำลังได้รับความสนใจ เมื่อกลายเป็นแหล่งกรณีศึกษา มีเกษตรกรจากทั่วประเทศเดินทางมาเยี่ยมชมแปลงต้นแบบ และร้องขอให้หอการค้าขอนแก่นเป็นพี่เลี้ยง ให้ข้อมูลพื้นฐานการทำนาอย่างถูกต้อง ซึ่งคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดขอนแก่นและคณะอนุกรรมการจากอำเภอต่างๆ ได้ลงพื้นที่เพื่อให้ความรู้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เดือนละ 2-4 ครั้ง โดยมีเกษตรกรเข้ารับการอบรมครั้งละ 100-200 คน

ซึ่ง ขณะนี้มีเกษตรกรได้รับการอบรมโครงการดังกล่าวแล้วมากกว่า 600 คน นอกจากเกษตรกรแล้วยังมีหน่วยงานต่างๆทั้งในจังหวัดขอนแก่นและหลายจังหวัดทั่วประเทศ ติดต่อขอดูงานอาทิ วปอ… สรรพากร, พาณิชย์, เกษตรและสหกรณ์, หอการค้าจังหวัดชัยภูมิ, เกษตรและสหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดสุรินทร์โดยหอการค้าจังหวัดขอนแก่นตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2554 นี้ จะมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการครบ 840 คน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนม์ 84 พรรษา

คุณนฤมล กล่าวต่อไปว่า นอกจากโครงการ 1 ไร่ 1 แสนแล้ว ยังได้ขยายเครือข่ายเพื่อเกษตรกรโดยจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและความมั่นใจให้เกษตรกร โดยจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ที่อำเภอเวียงเก่า และ ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น

หากเกษตรกรรายใดต้องการเข้าอบรมในโครงกร 1 ไร่ 1 แสน สามารถติดต่อผู้ดูแลโครงการโดยตรงที่ คุณนฤมล ลีศิริกุล โทร.081-739-6414 หรือที่สำนักงานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น 043-324-990-1 โทรสาร 143-325-949 หรือ คณะอนุกรรมการหอการค้าจังหวัดขอนแก่นประจำอำเภอต่างๆ ในจังหวัดขอนแก่น ได้ในทุกวันในเวลาราชการ

1 ไร่ 1 แสน

ทั้งนี้ วิธีการทำนาของเกษตรกร ตามโครงการ 1 ไร่ 1 แสน ก็คือแบ่งแปลงนาขนาด 1 ไร่ ออกเป็น 4 ส่วน

ส่วนแรก คือ “คันนา” ขนาดความกว้าง 1.5 เมตร ไว้สำหรับปลูกพืชประกอบ เช่น พริก มะนาว มะรุมโดยพืชที่ปลูกบนคันนา จะสามรถสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร เหลือจากการขาย สามารถทำเป็นพืชสมุนไพร ใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช

ส่วนที่สอง คือขุดร่องน้ำสำหรับทำประมง เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงกบ เลี้ยงหอย ซึ่งมูลสัตว์เหล่านี้จะกลายเป็นปุ๋ยแก่ข้าว

ขณะที่ส่วนที่สาม คือพื้นที่สำหรับปลูกข้าว

ส่วนที่สี่ คือพื้นที่เลี้ยงเป็ดไข่ จะปล่อยเป็ดไปหากินตามแปลงนาได้

โดยชาวนาจะปรับสภาพดิน โดยใช้จุลินทรีย์ที่คัดมาเป็นพิเศษในห้องทดลอง แล้วทำระบบนิเวศน์ใหม่ให้เหมาะสมกับการเกิดแพลงตอนในนาข้าว ถ้าทำได้ จะทำให้เกิดสาหร่ายสีเขียวที่มีประโยชน์ในนาข้าวเป็นจำนวนมาก พวกสัตว์น้ำทั้งหลาย กุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ ก็ปล่อยให้มันกินกันเอง และ เมื่อให้ปุ๋ยกับต้นข้าวสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือจะมีแมลงปอมาวางไข่เป็นจำนวนมาก กลายเป็นกองทัพอากาศ ทำหน้าที่กำจัดแมลงศัตรูพืชได้เป็นอย่างดี ส่วนตามคันนา ก็ปลูกพืชที่สร้างรายได้เสริม เช่น พริก มะนาว ข่า ตะไคร้ มะเขือ หอมแดง หรือมะรุม และเลี้ยงสัตว์ประกอบ เช่น เลี้ยงเป็ดไข่ กบ เพื่อเสริมรายได้




เมื่อ เข้าช่วงเก็บเกี่ยว พบว่าได้ข้าวติดรวงเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้น ยังได้ขายพืชอื่นๆ ที่ปลูกตามคันนาไว้ ขายปลา ขายหอย ขายปู ขายกุ้ง ส่วนข้าวที่ปลูกขายเป็นข้าวหอมนิล กินแล้วมีสรรพคุณเป็นยาช่วยต้านทานโรคได้สารพัด ที่สำคัญชาวนาที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่มีความรู้ และเป็นสมาชิกเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรอินทรีย์ตำบลบ้านดง จึงเข้าใจวิธีการนิเวศวิทยา ไม่มีการใช้สารเคมี เป็นการกลับไปทำนาแบบดั้งเดิมเหมือนสมัยปู่ย่าตายาย


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเลี้ยงปลาในนาข้าว สร้างรายได้เสริมให้ชาวนา

การเลี้ยงปลาในนาข้าว สร้างรายได้เสริมให้ชาวนา

การเลี้ยงปลาในนาข้าว

การเลี้ยงปลาในนาข้าว


ปกติระหว่างฤดูทำนาในระยะที่น้ำเอ่อนองเข้าผืนนา ปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติจะแพร่กระจายจากแม่น้ำ ลำคลอง เข้าไปอาศัยเลี้ยงตัวและเจริญเติบโตในแปลงนาปีหนึ่ง ๆ เฉลี่ยแล้วประมาณ 4 กิโลกรัมเศษต่อไร่ ด้งนั้นหากชาวนาจะคิดดัดแปลงผืนนาของตนที่ใช้ปลูกข้าวอยู่ให้มีการเลี้ยงปลาในผืนนาควบคู่ไปด้วยแล้ว นาข้าวซึ่งเคยได้ปลาเป็นผลพลอยไต้พิเศษอยู่ก่อนเพียงเล็กน้อย ก็จะให้ผลผลิตปลาเพิ่มขึ้นเป็น 20 กิโลกรัมต่อไร่หรือกว่านั้น ซึ่งวิธีการนี้เป็นการเพิ่มอาหารและรายได้บนผืนนาเดิมของพี่น้องชาวไทยนั่นเองและจากวิธีการดังกล่าวนี้ก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำให้ได้มากพอกับความต้องการของประเทศอีกด้วย




การเลี้ยงปลาในนานั้นมิใช่เป็นของใหม่ ประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียเลี้ยงปลาในนาข้าวได้ผลดีกันมาเป็นเวลานานแล้ว เช่นที่ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และอินโดนีเชีย ในประเทศเราได้เริ่มทำกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2491 แต่เพิ่งจะสนใจเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายเพียงไม่กี่ปีมานี้เอง

ประโยชน์จาก การเลี้ยงปลาในนาข้าว

  • ชาวนาสามารถใช้ประโยชน์จากผืนนาได้เต็มที่ ตามปกติในผืนนาจะมีอาหารธรรมชาติ ซึ่งได้แก่พืชและสัตว์เล็ก ๆ ทั้งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและที่ปรากฏอยู่ทั่วไป อาหารธรรมชาติเหล่านี้ตามปกติแล้วมิได้มีการใช้ประโยชน์แต่อย่างใด แต่อาหารธรรมชาติ อันมีคุณค่านี้ถูกทอดทิ้งโดยมิได้ใช้ให้เป็นประโยชน์แต่อย่างใด หากชาวนาหันมาเลี้ยงปลาในนาข้าว ปลาที่เลี้ยงก็จะสามารถใช้อาหารธรรมชาติอันเป็นอาหารของปลาโดยเฉพาะให้เป็นประโยชน์อย่างคุ้มค่า โดยเปลี่ยนเป็นอาหารจำพวกโปรตีนในรูปของเนื้อปลาให้แก่เจ้าของนาและผู้เลี้ยงตลอดจนอาจเพิ่มรายได้ให้อีกทางหนึ่งด้วย
  • ปลาช่วยกำจัดวัชพืช ชาวนาย่อมตระหนักดีถึงความยุ่งยากในการกำจัดวัชพืชที่ขึ้นรกในแปลงนาในระหว่างทำนา วัชพืชจะแย่งอาหารจากต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ นาจะให้ผลผลิตต่ำ ชาวนาจะต้องเสียทั้งเวลาและเหน็ดเหนื่อยในการกำจัดวัชพืชดังกล่าว หากมีการเลี้ยงปลาในนาข้าวแล้ว ปลาจะช่วยกำจัดโดยกินวัชพืชนานาชนิดในแปลงนาเป็นอาหาร โดยชาวนาไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยอีกด้วย
  • ปลาช่วยกำจัดศัตรูของต้นข้าว หนอนและตัวอ่อนของแมลงชนิดที่อยู่ในน้ำและที่ร่วงหล่นลงไปในนาอันเป็นศัตรูร้ายแรงของต้นข้าว จะกลับเป็นอาหารวิเศษสุดของปลา
  • ปลาช่วยพรวนดินในนา จากการที่ปลาว่ายวนเวียนในน้ำรอบๆ กอข้าวบนผืนนา การเคลื่อนไหวของครีบและหางปลาจะช่วยพัดโบกมวลดินในผืนนามิให้ทับอัดกันแน่น อันเป็นเสมือนการพรวนดินให้แก่ต้นข้าว ซึ่งจะช่วยทำให้ตันข้าวเจริญงอกงามขึ้นกว่าปกติ
  • ปลาช่วยเพิ่มปุย มูลและสิ่งขับถ่ายจากปลาชื่งประกอบด้วยธาตุไนโตรเจนและอื่นๆ จะเป็นปุ๋ยโดยตรงสำหรับตันข้าว
  • การเลี้ยงปลาในนาข้าว ช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวให้สูงขึ้นกว่าการปลูกข้าวแต่เพียงอย่างเดียว

การเลี้ยงปลาในนาข้าว

การเลือกสถานที่หรือผืนนาสำหรับเลี้ยงปลา

ผืนนาทุกแห่งมิใช่จะเหมาะสมต่อการเลี้ยงปลาในนาเสมอไป การเลี้ยงปลาในนาข้าว จึงมักจะมีอุปสรรคอยู่เสมอ โดยเฉพาะในเรื่องน้ำ เช่นในบางท้องที่อาศัยเฉพาะน้ำฝน หรือบางที่ชาวนาไม่สามารถรักษาระดับน้ำในผืนนาไว้ได้ตลอดระยะเวลาที่ต้องการ ดังนั้น หากเพียงแต่นาที่จะเลี้ยงปลาสามารถเก็บกักน้ำในผืนนาไว้ให้ได้มากกว่าปกติเพียงประมาณ 1-2 คืบ (30 เชนติเมตร) เป็นอย่างน้อย ตลอดฤดูกาลทำนาและทั้งสามารถที่จะเลี้ยงปลาในนาไต้ผลดี จึงควรที่จะยึดหลักในการเลือกผืนนาให้มีสภาพดังนี้

  • อยู่ใกล้แหล่งน้ำ หนอง บึง ลำราง ทางน้ำไหลที่สามารถนำน้ำเข้าแปลงนาได้ แปลงนาที่อาศัยน้ำฝนทำนาแต่เพียงอย่างเดียวควรเก็บกักน้ำได้ไม่น้อยกว่า 90 วัน
  • ไม่เป็นที่ลุ่มจนน้ำท่วม หรือที่ดอนเกินไปจนไม่สามารถเก็บกักน้ำได้
  • สะดวกต่อการดูแลรักษา พื้นที่ที่ปลูกข้าวได้ผลดีจะสามารถดัดแปลงมาทำการเลี้ยงปลาควบคู่กับการปลูกข้าวได้ดี

ขนาดของแปลงนาข้าวที่เหมาะสำหรับเลี้ยงปลา

แปลงนาที่เลี้ยงปลาในนาข้าว จะมีขนาดและรูปร่างอย่างไรก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสมของพื้นที่และความพร้อมของผู้เลี้ยง แต่แปลงนาขนาดตั้งแต่ 5 ไร่ ขึ้นไปจะมีความเหมาะสมและให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

การเตรียมแปลงนาข้าว

การเตรียมแปลงนาเพื่อใช้เลี้ยงปลาในผืนนาไปด้วยนั้น ควรเตรียมให้เสร็จก่อนระยะเตรียมดินและไถคราด โดยปฏิบัติตามขั้นตอน ดังนี้

  • แปลงนาที่เป็นที่ลุ่มและสามารถเก็บกักน้ำได้ลึกอย่างน้อย 1 ศอก (50 เชนติเมตร) ตลอดฤดูทำนา ควรเสริมคันนาให้สูงขึ้นจากระดับพื้นนาเดิมประมาณ 3 คืบ (80 เชนติเมตร) และมีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอ เพื่อป้องกันน้ำท่วมและการพังทลายของคันนา
  • แปลงนาที่มีบ่อล่อปลาอยู่แล้ว ก็ให้ดัดแปลงโดยเสริมคันนาให้แข็งแรงสามารถเก็บกักน้ำได้ลึกอย่างต่ำ 1 -2 คืบ (30 เซนติเมตร) โดยให้พื้นที่ของแปลงนามีขนาดประมาณ 10 เท่าของพื้นที่บ่อล่อปลา และ เพื่อความสะดวกในการจับปลา จึงสมควรขุดบ่อรวมปลาบริเวณที่ลึกที่สุดของแปลงนา เพื่อให้ปลามารวมกันในขณะที่ลดระดับน้ำในแปลงนาข้าว โดยมีพื้นที่ประมาณ 5 -10 ตารางวา (20-40ตารางเมตร) แล้วแต่ขนาดของแปลงนาและลึกกว่าร่อนนาประมาณ 1 ศอก (50 เชนติเมตร)บ่อรวมปลานี้ยังใช้เป็นบ่ออนุบาลลูกปลาที่มีขนาดเล็กให้มีขนาดใหญ่ คือ มีความยาวประมาณ5- 10 เซนติเมตร ซึ่งเหมาะที่จะปล่อยเลี้ยงในแปลงนาได้ดี โดยการอนุบาลลูกปลาไว้ล่วงหน้าประมาณ 1 เดือนก่อนถึงฤดูทำนา




พันธุ์ปลาที่ควรเลี้ยงในนาข้าว

พันธุ์ปลาที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงในนาข้าว ควรมีคุณสมบัติดังนี้

  • เลี้ยงง่าย เติบโตเร็ว อดทนหาพันธุ์ได้ง่ายและไม่ทำลายต้นข้าว เนื้อมีรสดีเป็นที่นิยมของท้องถิ่น ซึ่งพันธุ์ปลาดังกล่าวใด้แก่ ปลาใน ปลาตะเพียนขาว ปลานิล ปลานวลจันทร์เทศและปลาหัวโตหรือปลาซ่ง ซึ่งปลาต่าง ฯ เหล่านี้กินอาหารธรรมชาติที่เกิดขึ้นในแปลงนา ประเภทพีชและสัตว์เล็กๆ ได้ดีจึงโตเร็ว และนอกจากนี้ยังกินอาหารเสริมต่าง ๆ ที่หาได้ในท้องถิ่นอีกด้วย

ช่วงเวลาการปล่อยปลา

หลังจากไถคราดและปักดำเสร็จเรียบร้อยแล้วประมาณ 15 -20วัน เมื่อเห็นว่าต้นข้าวแข็งแรงและรากยึดติดดินดีแล้ว จึงนำปลาไปปล่อยลงเลี้ยง จำนวนปลาที่จะปล่อยลงเลี้ยงนั้น ควรปล่อยให้อัตราที่เหมาะสมต่อเนื้อที่นาอย่าให้มากหรือน้อยเกินไป หากมากเกินไปแล้วปลาจะเจริญเติบโตช้า เพราะปลาจะแย่งที่อยู่อาศัยและแย่งอาหารกันเอง ในเนื้อที่นา 1 ไร่ ควรปล่อยปลาลงเลี้ยงประมาณ 400 -800 ตัว แล้วแต่ขนาดของปลาหรือถ้าจะเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกัน ควรใช้สัดส่วนของปลาไนต่อปลาตะเพียนต่อปลานิล เท่ากับ 4 ต่อ 2 ต่อ 2 จะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นหรือปล่อยปลาไน ปลาตะเพียน และปลานิลขนาด 3-5 เชนติเมตร อัตรา 500 ตัวต่อไร่ รวมกับปลาจีน 30-50 ตัวต่อไร่ ใช้เวลาเลี้ยง 6 เดือน จะได้ขนาดตลาดต้องการ และหากแปลงนามีน้ำสมบูรณ์อาจพิจารณาปล่อยปลาหัวโตหรือปลานวนจันทร์เทศอย่างหนึ่งอย่างใดหรือรวมกันเสริมลงไป ไม่เกิน 10-20 ตัวต่อพื้นที่ 1 ไร่ก็ได้ หลังจากปล่อยพันธุ์ปลาลงในแปลงนาแล้วในสัปดาห์ที่ 1 -2 ควรให้อาหารสมทบแก่ลูกปลาขนาดเล็ก พวกรำละเอียดโปรยให้บริเวณที่ปล่อยปลาหลังจากนั้นจึงปล่อยให้ปลาหาอาหารกินเองในแปลงนา

อาหารและการให้อาหาร

การเลี้ยงปลาในนาเป็นการใช้อาหารธรรมชาติในผืนนาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ แต่อาหารธรรมชาตินี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของปลา จำเป็นต้องเร่งให้เกิดอาหารธรรมชาติ โดยการใส่ปุ๋ยและให้อาหารสมทบ

ปุ๋ย ปุ๋ยที่เหมาะสม ไต้แก่ มูลสัตว์ที่หาได้ในท้องถิ่นใส่ในอัตราเดือนละ 50 -80 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการหว่านในร่องนาหรือกองไว้ที่มุมแปลงนาด้านใดด้านหนึ่งแล้วแต่ความสะดวก หรือผสมใช้ทำเป็นปุ๋ยหมักก็ได้ ส่วนการใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์นั้นสามารถใส่ได้ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำ

อาหารสมทบ ได้แก่ รำ ปลายข้าวต้มผสมรำ ปลวก แมลง ผัก และหญ้าชนิดที่ปลากินได้ จะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การปลูกสร้างคอกสัตว์ เช่น ไก่ เป็ด ไว้บนแปลงนาจะเป็นการเพิ่มอาหารปลาเนื่องจากมูลสัตว์สามารถใช้เป็นปุ๋ยแก่ปลาได้ด้วยคอกสัตว์ปีกบนแปลงนาจะเป็นการเพิ่มอาหารให้ปลาในนาและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

การเลี้ยงปลาในนาข้าวเป็นการเพิ่มผลผลิตแก่พี่น้องชาวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะสามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารได้เป็นอย่างดี หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะช่วยให้ชาวนามีการกินดีอยู่ดี กับทั้งจะเป็นการเสริมสร้างรายได้ของครอบครัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นยังทำให้ชาวนาใช้ผืนนาในฤดูทำนาให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และแม้แต่หลังฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว ชาวนายังสามารถใช้ผืนนาให้เป็นประโยชน์ด้วยการเลี้ยงปลาได้อีก จึงควรที่พี่น้องชาวนาจะได้ริเริ่มดัดแปลงผืนนาของตนให้เกิดประโยชน์แก่ครอบครัว อันจะเป็นการช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้พัฒนายิ่งๆ ขึ้นไป

ที่มา : เอกสารคําแนะนํา กรมประมง




บทความอื่นที่น่าสนใจ

การทำน้ำหมักจุลินทรีย์จากผลไม้สุก

การทำน้ำหมักจุลินทรีย์จากผลไม้สุก

การทำน้ำหมักจุลินทรีย์จากผลไม้สุก

ผลไม้ทุกชนิดสามารถนำมาใช้ได้แต่ต้องเป็นผลไม้สุกและไม่เน่า สามารถใช้ร่วมกันหลาย ๆชนิดก็ได้ แต่เมื่อหมักแล้วและมีคุณภาพดีที่สุด ได้แก่ กล้วยน้ำหว้า มะละกอ ฟักทอง หรือผลไม้ที่มีความหวานทุกชนิดถ้าผลไม้มีความสะอาดดีพอแล้วไม่ควรล้างหรือถ้าล้างต้องผึ่งให้แห้งก่อนนำไปใช้




วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้

  • ผลไม้สุก
  • น้ำตาลทรายแดง
  • โอ่งหรือโหลปากกว้าง
  • กระดาษบรุ๊ฟ
  • เชือกฟาง
  • ขวดพลาสติกชนิดฝาปิดเป็นเกลียว

อัตราส่วน ผลไม้สุก 1 กิโลกรัมต่อน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม ในกรณีที่ผลไม้มีความหวานมากให้ใช้ผลไม้สุก 2-3 กิโลกรัมต่อน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม

ขั้นตอนและวิธีการทำ

  • หั่นผลไม้สุกให้มีขนาดประมาณ 2- 4 เซนติเมตร
  • นำผลไม้ที่หั่นแล้วไปกองรวมกันและทำให้เป็นกองแบน ๆ แล้วโรยด้วยน้ำตาลทรายแดงลงไปให้ทั่วทั้งกอง
  • ใช้มือคลุกเคล้าผลไม้ให้เข้ากับน้ำตาลทรายแดง ทำสลับไปมาประมาณ 2-3 ครั้ง จนน้ำตาลสัมผัสกับผลไม้ให้ทั่วทั้งหมด
  • หลังจากคลุกเคล้าผลไม้กับน้ำตาลเรียบร้อยแล้ว นำไปบรรจุในโหลปากกว้าง กดให้เรียบ
  • ใช้อิฐหรืออิฐบล็อกห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกวางทับเพื่อไม่ให้ชิ้นส่วนของผลไม้ลอย
  • ปิดฝาโหลด้วยกระดาษบรุ๊ฟ และมัดด้วยเชือกฟาง นำไปหมักทิ้งไว้ 8-12 วัน
  • หลังครบกำหนดรินใส่ขวดพลาสติกให้ได้ 2 ใน 3 ของขวด ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่มและนำไปใช้

อัตราการใช้ น้ำหมักจากผลไม้สุก 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ลิตร เก็บไว้ใช้ได้นาน 3 เดือน

ข้อบ่งใช้

  1. ผสมน้ำให้สัตว์ดื่มช่วยลดกลิ่นเหม็นของมูลและปัสสาวะ
  2. ผสมอาหารสัตว์ เพิ่มรสชาติของอาหารและช่วยการย่อยได้ของอาหารดีขึ้น
  3. ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์
  4. รดกองปุ๋ยหมัก ช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นและการย่อยสลายของวัสดุดีขึ้น
  5. ผสมกับจุลินทรีย์ตัวอื่น ๆ รดหรือพ่นคอกสัตว์
  6. เศษที่เหลือจากการหมักสามารถนำไปให้สุกรกินได้




ที่มา | Youtrube Organic Farm TV ตอน วิธีทำน้ำหมักผลไม้ (EM) สำหรับใช้ในการทำเกษตร

บทความอื่นที่น่าสนใจ