เที่ยว!! สะพานเทพสุดา จุดชมวิวพักผ่อนย่อนใจยามเย็น จ.กาฬสินธุ์

เที่ยว!! สะพานเทพสุดา จุดชมวิวพักผ่อนย่อนใจยามเย็น จ.กาฬสินธุ์

สะพานเทพสุดา

สะพานเทพสุดา


สะพานเทพสุดา เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กขนาด 2 ช่องจราจร ข้ามเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ จากบริเวณแหลมโนนวิเศษ ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ ถึงบริเวณเกาะมหาราช ตำบลหนองบัว อำเภอหนองกุงศรีเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2549 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งสิ้น 498,850,000 บาท ความยาว 2,040 เมตร ถนนต่อเชื่อมโครงการผิวจราจรกว้าง 7 เมตร ไหล่ทางกว้างข้างละ 2.50 เมตร ภายใต้การกำกับดูแลของกรมทางหลวงชนบท สร้างเสร็จในเดือนธันวาคม 2553 ถือเป็นสะพานข้ามน้ำจืดที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

สะพานเทพสุดา

Cr : facebook สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2553 สะพานเทพสุดา ซึ่งหมายถึงสะพานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานเทพสุดาอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 เวลา 09.00 น. ณ บริเวณเชิงสะพานเทพสุดา อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ รวมทั้งทอดพระเนตรนิทรรศการสะพานเทพสุดา




สะพานเทพสุดาเป็นโครงข่ายเชื่อมเส้นทางคมนาคมขนส่งจาก จังหวัดหนองคาย อุดรธานี ผ่านจังหวัดกาฬสินธุ์ ไปยังจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นประตูสู่อินโดจีนหรืออีสต์เวสต์อีโคโนมิก คอริดอร์ จะช่วยร่นระยะทางได้กว่า 100 กิโลเมตร รวมถึงการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรทางฝั่งตะวันตก อำเภอหนองกุงศรี อำเภอท่าคันโท ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ฝั่งตะวันออก อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอสมเด็จ อำเภอกุฉินารายณ์ และตัวจังหวัดกาฬสินธุ์ จะร่นระยะทางกว่า 80 กิโลเมตร นอกจากนี้ บนสะพานเทพสุดายังสามารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามบริเวณพื้นที่อ่างเก็บน้ำลำปาวได้อย่างชัดเจน สนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัดกาฬสินธุ์ และการท่องเที่ยวในภูมิภาค ทำให้ ประชาชนมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ประกอบกับ อำเภอสหัสขันธ์ มีพิพิธภัณฑ์สิรินธร (ภูกุ้มข้าว) ซึ่งเป็นแหล่งค้นพบชิ้นส่วนกระดูกไดโนเสาร์ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ทั้งนี้ได้ออกแบบประติมากรรมรูปหล่อไดโนเสาร์ ติดตั้งบริเวณราวสะพานทั้ง 2 ข้าง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์ อีกด้วย

สะพานเทพสุดา

Cr : facebook สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์

เที่ยวกาฬสินธุ์

Cr : facebook สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์

ที่ตั้ง : ต.หนองบัว อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน
พิกัด
: https://goo.gl/maps/8qfvpW8uAaJgFN2u5

อ้างอิง

  • http://www.nongkungsri.com เก็บถาวร 2011-01-28 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  • ขอบคุณภาพอันงดงาม โดย อ.สายัณห์ Sayan Kongsommat



บทความอื่นที่น่าสนใจ

เปิดลายแทงวิธีดู โฉนดที่ดินครุฑแดง 

เปิดลายแทงวิธีดู โฉนดที่ดินครุฑแดง

โฉนดที่ดินครุฑแดง

โฉนดที่ดินครุฑแดง


โฉนดที่ดิน ถือเป็นเอกสารสำคัญในการแสดงกรรมสิทธิ์บนที่ดินนั้นๆ ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับโฉนดทีดินกัน ว่าแต่ละจุดมีความหมายยังไงบ้าง




โฉนดครุฑแดง คือ เป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจนที่สุด ออกโดยกรมที่ดินตามประมวลกฎหมาย ผู้ถือครองมีกรรมสิทธิ์ 100% มีสิทธิ์ในการใช้สอย ทำกิน อยู่อาศัย และใช้ประโยชน์เต็มรูปแบบ สามารถซื้อ ขาย โอน จำนอง ได้ ถูกต้องตามกฏหมาย มีระวางรูปถ่ายทางอากาศ เนื้อที่ ขอบเขต และขนาดที่ดินชัดเจน
1. ตำแหน่งที่ดิน

  • ระวาง : เลขแผนที่ดิน ที่โฉนดแปลงนี้ตั้งอยู่ ต้องตรวจสอบทุกครั้งเพื่อทราบการเปลี่ยนแปลงของที่ดินโดยรอบ
  • เลขที่ดิน : ตำแหน่งที่ดินในแผนที่ระวาง ช่วยค้นหาตำแหน่งได้ง่ายและรวดเร็ว
  • หน้าสำรวจ : ลำดับการจัดทำโฉนดของแต่ละตำบล
  • ตำบล : ที่ดินนั้นตั้งอยู่ในตำบลใด?

2. โฉนดที่ดิน

  • เลขที่ : เลขที่โฉนดแปลงนั้น ใช้ทำนิติกรรมกับสำนักงานที่ดิน
  • เล่ม : เลขแฟ้มของสำนักงานที่ดิน ที่รวมโฉนดไว้ ระบุเลขหน้าชัดเจนให้ง่ายต่อการสืบค้น
  • อำเภอ : ที่ดินนั้นตั้งอยู่อำเภอใด
  • จังหวัด : ที่ดินนั้นตั้งอยู่จังหวัดใด

3. ชื่อ-ที่อยู่ เจ้าของที่ดินคนแรก ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในปัจจุบันอยู่ด้านหลัง

4.เนื้อที่ ที่ดินแปลงนี้  หากมีการแบ่งพื้นที่ แยกโฉนดออกไป ตัวเลขนี้จะไม่ถูกแก้ไข ให้ดูที่ตัวเลขด้านหลังโฉนด

5. ตำแหน่งทิศ ตัวอักษร น แสดงทิศเหนือ ใช้ดูว่าที่ดินตั้งอยู่ทิศใด

6. มาตราส่วน

    •  เพื่อเทียบมาตราส่วนการวัดที่ดินจริง
       วิธีคำนวณ
      เช่น มาตราส่วน 1 : 4000 ใช้ไม้บรรทัดวัดในโฉนดได้ 12 มิลลิเมตร (12×4000 = 48,000 มม. หรือ 48 เมตร)

7. รูปที่ดิน  ลายเส้นแสดงขนาดตามอัตราส่วนในโฉนด มีตัวเลข ตัวหนังสือหลักหมุด เขียนกำกับไว้ ตรงกลางมีเลขที่ที่ดินข้างเคียง

8. วันออกโฉนดและลายเซ็นเจ้าพนักงาน

  • ระบุ วัน เดือน ปีพ.ศ.
  • ลายเซ็นเจ้าพนักงานที่ดิน
  • ประทับตราราชการ

9. ด้านหลังโฉนด : บอกความเป็นมาของที่ดินตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน

  • การเปลี่ยนโอนกรรมสิทธิ์
  • ภาระผูกพันธ์ที่ดิน
  • เจ้าของที่ดินในปัจจุบัน
    * ทุกการเปลี่ยนแปลงต้องประทับตรา พร้อมลายเซ็นเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง *

โฉนดที่ดินครุฑแดง

ข้อมูล สำนักงานกิจการยุติธรรม/ terrabkk.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

เที่ยว!! วัดสว่างหัวนาคำ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์

เที่ยว!! วัดสว่างหัวนาคำ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์

วัดสว่างหัวนาคำ

วัดสว่างหัวนาคำ


วัดสว่างหัวนาคำ เดิมทีชาวบ้านเรียกกันว่า วัดบ้าน หรือ วัดใหญ่ ก่อสร้างขึ้นเมื่อวันที่ 9 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2272 วัดสว่างหัวนาคำ มีทั้งความเจริญและความเสื่อมโทรมตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง โดยมีเจ้าอาวาสวัดเคยปกครองมาแล้วจำนวน 19 รูป และเมื่อปี พ.ศ. 2530-2532 วัดได้ขาดผู้ปกครองบริหารทำให้วัดเสื่อมโทรม ชาวบ้านจึงได้มีการปรึกษาหารือกันและได้ไปกราบอาราธนานิมนต์ พระครูศรีปริยัติโชติธรรม มาเป็นเจ้าอาวาสวัด ท่านได้ปกครองวัดตั้งแต่ตอนนั้นจวบจนถึงปัจจุบัน และได้มีการพัฒนาวัดขึ้นอยู่เรื่อยๆ โดยมีการสร้างอุโบสถไม้สิมอีสานพันชาติ ซึ่งเป็นอุโบสถที่ผสมผสานศิลปะล้านช้างและล้านนาเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

วัดสว่างหัวนาคำ

วัดสว่างหัวนาคำ

วัดสว่างหัวนาคำ

วัดสว่างหัวนาคำ

ขอคุณที่มารูปภาพ | Facebook  พระครูศรีฯ วัดสว่างหัวนาคำ

ข้อมูล

  • วัดสว่างหัวนาคำ ต.หัวนาคำ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์
  • วัดเปิดเวลา 06.30 น. ปิดเวลา 18.30 น. ทุกวัน




หนอนแมลงวันลาย แหล่งโปรตีนราคาถูก สุดยอดอาหารลดต้นทุน

หนอนแมลงวันลาย แหล่งโปรตีนราคาถูก สุดยอดอาหารลดต้นทุนที่เกษตรกรควรรู้

 หนอนแมลงวันลาย


แมลงวันลาย (Black Soldier FIy) ชื่อวิทยาศาสตร์ Hermetia illiucens ตัวเต็มวัยมีลักษณะภายนอกคล้ายตัวต่อมีสีดำ ที่ปลายขาทุกคู่มีสีขาวเห็นชัดเจน ปีกมีสีน้ำเงินหรือทองแดง เมื่อสะท้อนแสง ด้านสันหลังของท้องปล้องแรกมีจุดกลมสีขาวใส 2 จุด ส่วนท้องด้านล่างเป็นแถบ สามารถพบได้ทั่วไปในสภาพภูมิอากาศเขตร้อน



ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมที่หนอนแมลิงวันลายสามารกำจัดขยะอินทรีย์

ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมที่หนอนแมลงวันลายสามารถกำจัดขยะอินทรีย์ คือช่วงอายุตัวหนอน 5-15 วัน พบว่าหนอนแมลงวันลายมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีโปรตีน 42 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 35 เปอร์เซ็นต์ พลังงาน 2,900 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม  และกรดอะมิโนและธาตุอาหารอื่น ๆ เมื่อนำหนอนแมลงวันลายไปเลี้ยงลูกไก่พบว่าลูกไก่ที่เลี้ยงด้วยอาหารปกติ เสริมด้วยตัวหนอนแห้งจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 96 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าลูกไก่ที่เลี้ยงด้วยถั่วเหลืองผสมไขมันอย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีการนำไปเลี้ยงปลาเทราต์ ปลากด ปลานิล และกุ้ง

การเลี้ยงหนอนแมลิงวันลายเบื้องต้น

  • การล่อไข่หรือการดักไข่แบบธรรมชาติ โดยการทำถังหมักเศษอาหารหรือนำเศษอาหาร เศษผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ใส่ลงในถังดำเจาะก้นถังปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 1-2 เดือน จากนั้นสามารถนำหนอนแมลงวันลายมาเลี้ยงในเศษอาหารในโรงเรือนได้
  • นำไข่หนอนแมลงวันลายมาเลี้ยงในโรงเรือนที่จัดเตรียมไว้วางบนภาชนะที่แห้งแล้วนำไปวางบนเศษอาหารทิ้งไว้ 3-4 วัน ไข่จะฟักตัวเป็นหนอน
  • หนอนแมลงวันลายอายุประมาณ 7 วัน สามารถนำมาเลี้ยงเพื่อกำจัดเศษอาหารหรือขยะอินทรีย์ได้ ในอัตราส่วนหนอนแมลงวันลาย 1 กิโลกรัมต่อเศษอาหาร 1 กิโลกรัม (ควรเป็นขยะอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ง่าย ลักษณะเนื้อหรือเปลือกไม่แข็งมาก) ระยะนี้สามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้
  • จากนั้น 14-20 วัน เมื่อหนอนแมลงวันลายจะมีลักษณะลำตัวสีน้ำตาลและสีดำ ควรลดปริมาณอาหารหรือคัดแยกตัวสีดำออกจากภาชนะที่เลี้ยงไว้ใส่ในภาชนะใหม่ ที่มีเฉพาะแกลบดิบหรือขี้เสื่อยเตรียมสำหรับเข้าสู่ระยะดักแด้
  • นำหนอนแมลงวันลายสีดำไปวางในโรงเรือนบุ้งลวดที่เตรียมไว้ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 วัน ดักแด้จะออกตัวเป็นแมลงวันลายจากนั้นเตรียมวัสดุสำหรับให้แมลงวันลายเกาะ ระยะนี้แมลงวันลายกินเพียงน้ำเปล่าหรือน้ำหวานเท่านั้น
  • จากนั้นนำแผ่นกระดาษลูกฟูกที่ตัดเป็นแนวยาวหรือแผ่นไม้ช้อนกันมาวางบนตะแกรงที่ใส่อาหาร (นำเคษอาหารบดหรือเศษอาหารบดผสมกับรำข้าว) นำไปวางในกรงที่มีแมลงวันลาย เมื่อแมลงวันลายวางไข่แล้วสามารถนำมาเลี้ยงในอาหารตามขั้นตอนข้อที่ 2 เพื่อให้ได้หนอนแมลงวันลายชุดต่อไป

ประโยชน์ การเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย

  • ตัวหนอนโตเต็มวัยมีโปรตีน พลังงาน และสารอาหารอื่นๆ สามารถนำมาเป็นอาหารสัตว์ได้
  • ลดค่าใช้จ่ายการกำจัดขยะอินทรีย์ และลดการเกิดภาวะโลกร้อน
  • ได้ปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์ที่อุดมไปด้วยธาตุอาหารที่พืชต้องการ
  • สามารถสร้างรายได้เป็นอาชีพเสริม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในประเด็น BCG in Action/Zero Waste
  • ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ที่มา | Youtrube ทุ่งกุลา channel




บทความอื่นที่น่าสนใจ

แชร์!! เทคนิคเปิดแอร์ให้เย็นฉ่ำประหยัดค่าไฟฟ้า ในช่วงหน้าร้อน

แชร์!! เทคนิคเปิดแอร์ให้เย็นฉ่ำประหยัดค่าไฟฟ้า ในช่วงหน้าร้อน

เทคนิคเปิดแอร์ให้เย็นฉ่ำประหยัดค่าไฟฟ้า

อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยมีสภาพอากาศที่ร้อนมาก ถึงมากที่สุดเลยทีเดียว แอร์ กลายเป็นสิ่งขาดไม่ได้ สำหรับหลาย ๆ บ้านไปแล้ว เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยบรรเทาความร้อนอบอ้าวได้เป้นอย่างดี ยิ่งวันไหนอากาศร้อนอบอ้าว ยิ่งต้องเปิดทั้งวัน ทั้งคืน ซึ่งจะมาพร้อมความเย็นฉ่ำ ทำให้ลืมความร้อนไปได้อย่างสนิทใจ แต่ถ้าเปิดเอาไว้ตลอดทั้งวัน พอถึงสิ้นเดือนอาจต้องช็อคกับค่าไฟที่แพงมาก บทความนี้เรามีเคล็บลับดี ๆ ของการเปิดแอร์เบอร์ไหนประหยัดไฟ และ เปิดแอร์ยังไงให้ประหยัดไฟ มาฝากกัน




1. ติดตั้งคอมเพรสเซอร์แอร์ในที่ร่ม และอากาศถ่ายเทได้สะดวก

ถ้าอยากให้แอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องเปลืองพลังงาน และ เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม โดยไม่จำเป็นนั้น ก็ต้องเริ่มต้นจากความใส่ใจ ตั้งแต่ขั้นตอนของการติดตั้งคอมเพรสเซอร์ แต่ถ้าในกรณีที่กำลังจะรีโนเวทบ้านแล้วต้องการย้ายตำแหน่งการติดตั้งแอร์อยู่แล้วก็ แนะนำให้ลองตรวจสอบดูเรื่องของการติดตั้งคอมเพรสเซอร์ว่ามีการติดตั้งในบริเวณที่เหมาะสมหรือไม่ โดยตำแหน่งที่เหมาะสมคือการติดตั้งในพื้นที่ที่เป็นที่ร่ม และอากาศถ่ายเทได้ดี เพราะคอมเพรสเซอร์มีหน้าที่ในการระบายความร้อนโดยตรง จึงไม่ควรติดตั้งในพื้นที่อับ อากาศไม่ค่อยถ่ายเท หรือพื้นที่ที่ได้รับแดดโดยตรง รวมถึงบริเวณดาดฟ้า หรือพื้นปูนที่ต้องตากแดดตากฝนอยู่เป็นประจำด้วย เมื่อคอมเพรสเซอร์ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ไม่เปลืองไฟครับ
ม่เช็กตำแหน่งก่อนติดตั้ง

** ตำแหน่งการติดตั้งแอร์ก็สำคัญ เพราะหากติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม ก็ช่วยให้แอร์ไม่ต้องทำงานหนักและประหยัดค่าไฟได้อีกทางหนึ่ง โดยพื้นที่ที่ติดตั้งแอร์ควรเป็นพื้นที่โล่ง ไม่มีสิ่งของบังทางลม พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นมุมอับ การติดตั้งแอร์บนผนังบ้านที่รับแสงแดดจัดหรือทิศตะวันตกเพราะจะทำให้เครื่องทำงานหนัก รวมถึงไม่ติดตั้งแอร์บริเวณใกล้กับประตูหรือหน้าต่าง เนื่องจากจะทำให้ความร้อนภายนอกไหลเข้ามาแทนที่อากาศภายในได้ง่าย

2. เปิดพัดลมช่วยเสริมความเย็น

การเปิดแอร์เพียงอย่างเดียวนั้น ก็สามารถทำความเย็นได้อย่างทั่วถึง แต่หากพื้นที่ในห้องกว้างเกินไป ก็ส่งผลให้แอร์ทำงานหนักมากขึ้นกว่าจะทำให้ความเย็นเต็มพื้นที่ห้อง ซึ่งอาจจะทำให้ค่าไฟของคุณแพงมากกว่าเดิมมาก อีกทางออกหนึ่งคือ การนำพัดลมมาช่วยทำความเย็นในจุดที่คุณนั่งหรือบริเวณมุมห้องนั่งเล่น พัดลมจะทำความเย็นเฉพาะจุดที่คุณนั่งอยู่ได้อย่างดี อีกทั้งคุณยังสามารถปรับอุณหภูมิของแอร์ให้เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ความเย็นก็ไม่ได้ลดลง เนื่องจากคุณได้พัดลมมาเป็นตัวช่วยแล้วนั่นเอง รับรองว่าจะช่วยให้ประหยัดค่าไฟแน่นอน

ประโยชน์ของการเปิดพัดลมในขณะที่เปิดแอร์ ถือว่าเยี่ยมมากๆ เพราะจะช่วยทำความเย็นให้คุณได้เป็นอย่างดี แต่มีข้อแนะนำว่าไม่ควรเปิดแรงเกินไป เพราะอาจจะทำให้คุณรู้สึกหนาวได้เพราะมีความเย็นจากแอร์ที่ทำงานอยู่ แนะนำทางที่ดีควรเปิดในความแรงประมาณเบอร์ 1-2 จะช่วยกระจายความเย็นได้อย่างทั่วถึงรอบห้อง โดยไม่จำเป็นต้องเร่งแอร์ให้เปลืองค่าไฟ ดังนั้นมาเปิดพัดลมระหว่างเปิดแอร์กันดีกว่าครับ…

3. หลีกเลี่ยงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำให้เกิดความร้อน ในขณะที่เปิดเครื่องปรับอากาศ

เมื่อหน้าที่หลักของแอร์คือการทำความเย็นลดอุณหภูมิของห้องปรับความเย็น เพื่อให้ได้สภาพอากาศเย็นสบายเหมาะแก่การพักผ่อน ดังนั้นการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ให้ความร้อนอย่างเตารีด กระติกน้ำร้อน หรือกระทะไฟฟ้า นั้นอาจทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้นเพื่อลดอุณหภูมิความร้อนที่เพิ่มขึ้นในห้อง ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้การหลีกเลี่ยงไม่นำของร้อนเข้ามาในห้องจึงเป็นการช่วยประหยัดพลังงานและลดค่าไฟอีกวิธีหนึ่ง

4. ล้างแอร์อย่างสม่ำเสมอ

บ้านไหนที่ติดตั้งแอร์มาสักระยะแล้ว และได้มีการใช้งานแอร์อย่างต่อเนื่องมาสักพักก็อาจจะสังเกตได้ว่าแอร์ที่ใช้อยู่มีความสามารถในการทำความเย็นลดลง นั่นเพราะเมื่อใช้งานมาสักพักจะมีฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกต่าง ๆ เข้าไปสะสมในตัวแอร์ หากปล่อยให้สะสมไว้นาน ๆ ก็จะไปขัดขวางการทำงานของมอเตอร์แอร์ รวมถึงส่วนต่าง ๆ ถือเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของแอร์ที่ทำให้แอร์ต้องทำงานหนักกว่าเดิม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ แอร์กินไฟ กว่าปกติครับ อีกทั้งหากฝุ่นละอองเข้าไปอุดตันในท่อน้ำแอร์ก็จะทำให้เกิดปัญหาน้ำหยดตามมาอีก

โดยทั่วไปแล้วการล้างแอร์ควรจะทำอย่างสม่ำเสมอทุก ๆ  6 เดือน เป็นอย่างต่ำ แต่หากติดตั้งแอร์ในพื้นที่ที่เป็นปัจจัยให้แอร์ทำงานหนักกว่าปกติอย่างเป็นห้องที่ติดถนน มีฝุ่นควันฟุ้งกระจายเป็นประจำ หรือเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตก่อสร้างก็อาจจะต้องล้างแอร์ให้ถี่ขึ้น ประมาณทุก 2 – 3 เดือน ก็ได้ครับ แต่สำหรับใครที่ยังไม่อยากเสี่ยงให้ช่างแอร์เข้ามาล้างแอร์ในช่วงที่โควิด-19 ยังแพร่ระบาดอยู่ หากมีอุปกรณ์ล้างแอร์ก็สามารถจัดการล้างแอร์ด้วยตัวเองได้ครับ หรืออาจเลือกทำความสะอาดในเบื้องต้นด้วยการล้างแผ่นกรองหยาบที่ติดอยู่หน้าเครื่อง ซึ่งจะช่วยให้แอร์กลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ครับ

5. ปิดประตู หน้าต่าง และช่องระบายอากาศต่าง ๆ ให้สนิทเมื่อเปิดแอร์

หลังจากระบายอากาศที่อับอยู่ในห้อง รวมถึงความร้อนออกไปแล้ว ก่อนเปิดใช้งานแอร์อีกครั้งแนะนำให้ตรวจสอบละเอียดว่าได้ปิดประตู หน้าต่าง หรือช่องระบายอากาศต่าง ๆ ภายในห้องครบทุกจุด และปิดสนิทดีแล้ว เนื่องจากบางครั้งความร้อนจากอากาศภายนอกอาจลอดผ่านเข้ามาภายในห้องผ่านทางหน้าต่างบานเกล็ดที่ปิดไม่สนิท หรือช่องประตูบานเลื่อนต่าง ๆ ได้เช่นกัน และความร้อนที่เข้ามาภายในห้องนี่เองที่จะทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้น เพราะต้องรักษาความเย็นในห้องให้ได้ตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้ตลอดเวลา ซึ่งจะใช้พลังงานมากกว่าปกติ และมีผลต่อค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นในที่สุดครับ

6. ตั้งเวลาปิดแอร์ล่วงหน้าก่อนเลิกใช้งาน

นอกจากเทคนิค เปิดแอร์ให้ประหยัดไฟ หลากหลายวิธีที่กล่าวมาแล้ว เทคนิคการปิดแอร์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้เช่นกันครับ โดยเทคนิคง่าย ๆ ก็คือการวางแผนใช้งานแอร์ล่วงหน้า หรือการตั้งเวลาเปิด-ปิดแอร์นั่นเอง เช่น ก่อนตื่นนอน หรือก่อนออกจากห้องก็สามารถตั้งเวลาให้แอร์หยุดการทำงานก่อนเวลาสัก 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่มวลความเย็นยังคงกระจายตัวอยู่ภายในห้อง โดยอาจเปิดพัดลมเบา ๆ ช่วยกระจายความเย็นในระหว่างที่ปิดแอร์ไปแล้วแทนครับ

7. เปิดใช้งานแอร์เท่าที่จำเป็น

ไม่ว่าจะใช้เทคนิค เปิดแอร์แบบประหยัด ขนาดไหน หรือดูแลรักษาแอร์ดีแค่ไหน แน่นอนว่าวิธีประหยัดค่าไฟฟ้าให้ได้มากที่สุดก็คือการเลือกเปิดใช้งานแอร์เท่าที่จำเป็น หรือใช้งานแบบพอดี ๆ นั่นเองครับ เพราะหลาย ๆ ครั้ง เหตุผลที่คนเราเปิดแอร์ไม่ได้มาจากความรู้สึกร้อน แต่มาจากความเคยชินที่ต้องเปิดแอร์ตลอดเวลา แม้ว่าอากาศจะไม่ได้ร้อนมากก็ตาม หรือรวมไปถึงการเปิดใช้งานแอร์ภายในบ้านหลาย ๆ ห้องพร้อม ๆ กันด้วยครับ ดังนั้น หากบริหารการใช้งานแอร์ให้ดี ๆ ให้สมาชิกภายในบ้านอยู่รวมกันในห้องเดียวเพื่อเปิดแอร์เครื่องเดียว หรือเลือกเปิดแอร์เฉพาะช่วงเวลากลางวันที่ร้อนจริง ๆ ก็จะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากเลยครับ

เป็นยังไงกันบ้างครับกับ เทคนิคเปิดแอร์ให้เย็นฉ่ำประหยัดค่าไฟฟ้า ที่เรานำมาเป้นแนวทางสำหรับผู้ที่ใช้งานแอร์ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยและช่วยทุกท่านที่ใช้งานแอร์เป็นประจำครับบ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : sarakaset.com, www.worldlamphun.com, www.lg.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นเทมโพรารี่ สวย ทันสมัย ฟังก์ชั่นการใช้งาน

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นเทมโพรารี่ สวย ทันสมัย ครบครันด้วยฟังก์ชั่นการใช้งาน

ศูนย์รับสร้างบ้าน SK HOME

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นเทมโพรารี่




สวัสดีครับทุกท่าน หากคุณกำลังมองหาแบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นเทมโพรารี่ สวย ทันสมัย ครบครันด้วยฟังก์ชั่นการใช้งาน สวยๆ สักหลังหนึ่ง ลองมาชมแบบบ้านสวยสวยจากทาง รับสร้างบ้าน ราคาประหยัด By SK Home ซึ่งบอกเลยว่าออกแบบได้สวยงามโดดเด่นตกแต่งด้วยวัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัย ภายในบ้านถูกออกแบบให้มีฟังก์ชั่นการใช้งานเพื่อรองรับการใช้งาน โดยทีมงานสถาปนิกได้ใส่ใจการออกแบบ เพื่อให้ผู้อาศัยสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้นและยังมีพื้นที่ใช้สอยกว้าง

ผลงานและรูปภาพ : รับสร้างบ้าน ราคาประหยัด By SK Home

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นเทมโพรารี่

บ้าน คสล. 1 ชั้น หลังคาปั้นหยา ผสมผสานสไตล์โมเดิร์น ตัวบ้านใช้โทนสีฟ้าคราม ตัดแต่งด้วยไม้เทียมสีส้มที่ผนังและเสาด้านหน้า กรุด้วยหินตกแต่งสีเทาดำสวยงาม ประตูทางเข้าหลักเลือกใช้บานกระจกแบบเลื่อนสไลด์ มีเฉลียงนั่งเล่นหน้าบ้าน พร้อมก่อม้านั่งรอบๆ สำหรับนั่งเล่นพักผ่อน ตัวบ้านยกพื้นต่ำเพื่อป้องกันความชื้นจากพื้นดิน

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นเทมโพรารี่

ผนังด้านข้างใช้ผนังเรียบสีฟ้าคราม กรุผนังห้องน้ำด้วยหินตกแต่งสีเทาดำเพิ่มลูกเล่นให้กับผนัง  บันไดทางขึ้นหน้าบ้านปูกระเบื้องสีน้ำตาล แต่งเสาโชว์ด้านหน้าด้วยหินตกแต่งสีเทาดำสวยงาม ติดไฟกิ่งนอกช่วยส่องสว่าง

รับสร้างบ้าน ราคาประหยัด By SK Home

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นเทมโพรารี่



บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นเทมโพรารี่

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นเทมโพรารี่

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นเทมโพรารี่

ระเบียงหน้าบ้านปูพื้นด้วยกระเบื้องลายไม้สีน้ำตาล พร้อมมีการก่อปูนทำที่นั่งกรุด้วยกระเบื้องลายหินอ่อนสีดำไว้สำหรับนั่งพักผ่อน ฝ้าเฉลียงใช้โทนสีส้มแบบเดียวกับเสาด้านหน้า ติดไฟดาวน์ไลท์ช่วยส่องสว่าง พื้นที่กว้างขวางนั่งเล่นพักผ่อนหรือรับแขกด้านนอกได้

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นเทมโพรารี่

ภายในบ้านตกแต่งอย่างสวยงาม เรียบง่าย ดูอบอุ่น สไตล์มินิมอล ที่มาพร้อมกับการจัดสรรพื้นที่ได้อย่างลงตัว ทั้งโซฟา และอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงอื่น ๆ ห้องนี้เน้นโทนสีขาวฟ้า พร้อมฝ้าเพดานแบบหลุมสวย ๆ โคมไฟวินเทจ และเก้าอี้และโต๊ะทำงานแบบน่ารัก ลงตัวมาก โดยรวมแล้วห้องนี้จัดสรรพื้นที่ให้โปร่งโล่ง และสบายตา




ห้องนอนใหญ่อยู่ทางด้านหลัง พื้นที่กว้างขวาง มีห้องน้ำส่วนตัวอยู่ภายในห้อง เลือกใช้ประตูบานเลื่อนสไลด์สะดวกในการเปิดปิด

ห้องครัวมาในแบบมินิมอล เน้นสีขาวและสีเทาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่ง พร้อมอุปกรณ์สำหรับเก็บและประกอบอาหารครบครัน ทั้งเตาแก๊ส ที่ดูดควัน อ่างล้างจาน ตู้เก็บของแบบแขวนผนัง เคาน์เตอร์มีตู้เก็บของ สวยงาม

ช่องทางการติดต่อ
Facebook : รับสร้างบ้าน ราคาประหยัด By SK Home (ให้คำปรึกษา งานออกแบบ เขียนแบบก่อสร้าง ฟรี!!!)
โทรศัพท์ : 098-0969292

ID Line : trust_home
E-mail : rattawat2525@gmail.com


หมายเหตุ: ทางเว็บ kasetbanna.com ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปุ๋ยหมักกากกาแฟ

ปุ๋ยหมักกากกาแฟ

ปุ๋ยหมักกากกาแฟ

เปลือกหรือกากกาแฟแห้ง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “กากกาแฟ” เป็นวัสดุอินทรีย์ที่ได้มาจากการสีผลกาแฟที่ตากแห้งแล้ว เดิมกากกาแฟเป็นวัสดุที่ถูกทิ้งไว้ตามบริเวณโรงสีและบางครั้งในคูคลองสร้างมลภาวะแก่สิ่งแวดล้อม ทั้งๆ ที่เป็นวัสดุที่มีประโยชน์สามารถใช้เป็นวัสดุอินทรีย์และใช้ทำปุ๋ยหมักได้ดี ใช้บำรุงดินช่วยทำให้พืชปลูกมีการเจริญเติบโตดี




ปุ๋ยหมักกากกาแฟ

ปุ๋ยหมักกากกาแฟ คือ ปุ๋ยหมักที่ได้จากกากกาแฟหรือเปลือกกาแฟแห้งรวมกับมูลสัตว์ เอามากองรวมกัน เกิดการย่อยสลายตัวผุพังจากการกระทำของจุลินทรีย์

สถานที่ทำปุ๋ยหมัก

  • ควรอยู่ใกล้ที่ซึ่งจะนำปุ๋ยไปใช้ และควรห่างบ้านพักอาศัยไม่น้อยกว่า 15 เมตร
  • ควรเป็นพื้นเรียบ ไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ น้ำไม่ขัง
  • ควรเป็นพื้นที่ยาวไม่น้อยกว่า 4 เมตร กว้างประมาณ 4-6 เมตรเพื่อเป็นที่กองปุ๋ยหมักและเป็นที่ว่างเพื่อวางกองปุ๋ยเมื่อกลับกองปุ๋ยด้วย

สิ่งที่ต้องใช้

  • เชื้อเร่งปุ๋ยหมักของกรมวิชาการเกษตร หรือกรมพัฒนาที่ดิน 1 ซอง
  • ปุ๋ยคอก หรือ มูลสัตว์ 200 กิโลกรัม
  • ยูเรีย 2 กิโลกรัม
  • กากกาแฟ 1,000 กิโลกรัม
  • น้ำ และพลั่ว
  • ผ้าพลาสติกหรือถุงปุ๋ย ทางมะพร้าวแห้งใช้เป็นวัสดุปิดคลุมกอง

การทำปุ๋ยหมักกากกาแฟ

  • เตรียมกากกาแฟให้ขึ้นด้วยการรดน้ำและคลุกเคล้าให้ทั่วถึง ควรทำ 1-2 วัน ก่อนทำกองปุ๋ยหมัก ใส่เชื้อเร่งปุ๋ยหมักลงในถังน้ำ ใส่น้ำ 20 ลิตร กวนและทิ้งไว้ 10-15 นาที
  • นำกากกาแฟที่เตรียมไว้มากองให้กว้าง 2 เมตร ยาวประมาณ 2-3 เมตร ย่ำให้แน่นพอสูง 30-40 เซนติเมตร โรยปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์ให้ทั่วบนพื้นผิว ถ้าปุ๋ยคอกแห้ง ควรรดน้ำให้ขึ้นทั่วถึง โรยยูเรีย แล้วราดน้ำละลายสารเร่งให้ทั่วผิวหน้ากอง
  • ทำซ้ำแบบเดิม จนได้ครบ 4-5 ชั้น หรือสูง 1-1.5 เมตร ชั้นบนสุดให้ปิดทับด้วยกากกาแฟหรือดิน เพื่อกักความชื้น คลุมผ้าพลาสติกเพื่อรักษาความขึ้นและกันฝนชะล้าง
  • กลับกองปุ๋ยทุก 7-10 วัน ในช่วงเดือนแรก และกลับเมื่อครบ 2 และ 3 เดือน รวมแล้วกลับไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง ถ้ากองปุ๋ยแห้งเกินไป ให้รดน้ำด้วยขณะกลับกอง
  • ปุ๋ยหมักกากกาแฟจะใช้ได้ต่อเมื่อปุ๋ยยุ่ย มีสีดำคล้ำ มีกลิ่นดิน ไม่เหม็น ไม่ร้อนและไม่ยุบตัวอีกแล้ว

ขั้นตอนการหมัก

ช่วงแรกเริ่ม (วันที่ 1-7) กองปุ๋ยจะเริ่มอุ่น มีอุณหภูมิประมาณ 40-45 องศาเซลเซียส

ช่วงที่สอง (วันที่ 8-50) กองปุ๋ยเริ่มร้อน มีอุณหภูมิประมาณ 50-75 องศาเซลเชียส ช่วงนี้จะร้อนมาก ไข่แมลงและเมล็ดวัชพืชจะถูกทำลาย รวมถึงเชื้อโรคของคนและโรคพืชด้วย ควรร้อนไม่น้อยกว่า 15 วัน ควรกลับกองเพื่อเป็นการเพิ่มอากาศและกระจายความร้อนกระจายเชื้อจุลินทรีย์ให้สม่ำเสมอทั่วกอง กลับนอกกองเข้าในกอง

ช่วงที่สาม (วันที่ 51-140) กองปุ๋ยจะอุ่นเหมือนช่วงแรกเป็นการหมักต่อไปอย่างช้าๆ จนเสร็จสิ้น ใช้เวลาในการหมักรวมทั้งสิ้น ประมาณ 120-140 วัน หรือ 4-5 เดือน

จุลินทรีย์ในขณะหมัก

จุลินทรีย์มีอยู่มากในปุ๋ยคอก ติดมากับกากกาแฟ และ มาจากเชื้อเร่งปุ๋ยหมัก แบ่งเป็น 4 พวก ได้แก่ แบคทีเรีย, แอคทิโนไมซีต, เชื้อรา, เชื้อโรค

ธาตุอาหารในปุ๋ยหมัก

ในโตรเจน : เกือบทั้งหมดอยู่ในรูปสารอินทรีย์/ส่วนที่อยู่ในรูปแอมโมเนียและไนเตรตมีน้อยมาก ดังนั้นไนโตรเจนจะถูกปลดปล่อยอย่างช้าๆ

ความชื้นของปุ๋ยหมัก

จุลินทรีย์ต้องการน้ำ และน้ำช่วยละลายสารอาหารต่างๆ ให้จุลินทรีย์ด้วย กองปุ๋ยจึงควรขึ้น 50-60% โดยน้ำหนักเมื่อเริ่มทำกองปุ๋ยหมัก

หากปุ๋ยหมักแห้งไป : ปุ๋ยจะไม่ย่อยสลายหรือย่อยสลายช้ามาก

หากปุ๋ยหมักแฉะเกินไป: อากาศไม่พอ ปุ๋ยไม่ย่อยสลาย ทำให้ได้ปุ๋ยคุณภาพต่ำ

คุณภาพของปุ๋ยหมัก

  • ช่วยให้พืชมีการแตกกิ่งก้านและใบดีขึ้นเห็นผลใน 3-6 เดือน
  • ช่วยปรับโครงสร้างดินให้ดีขึ้น ส่งเสริมให้รากพืชเติบโตดี ดูดน้ำและอาหารได้มากขึ้น ให้ธาตุอาหารในปริมาณน้อย
  • ช่วยเพิ่มชนิดและปริมาณจุลินทรีย์ในดิน เพิ่มจำนวนไส้เดือน
  • ช่วยการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศในดินลดความรุนแรงของโรคพืชบางชนิด เช่น โรครากเน่าคอดิน

ข้อดีของปุ๋ยหมักกากกาแฟ

  • ปุ๋ยหมักกากกาแฟมีอาตุโพแทสเชียมสูง สามารถใช้ทดแทน
  • ปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุโพแทสเซียมได้ ทำให้เกษตรกรประหยัดค่าปุ๋ยลงได้ มีราคาถูกมาก เนื่องจากต้นทุนในการทำปุ๋ยหมักกากกาแฟต่ำ
  • เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่สะอาด เพราะเมล็ดวัชพืชและเชื้อโรคถูกทำลายด้วยความร้อนในกระบวนการหมัก

ปริมาณการใช้ปุ๋ยหมักกากกาแฟ

ใช้ปริมาณ 3-5 กก./ต้น ใส่ให้ต้นกาแฟปีละครั้งและสามารถใช้ได้กับไม้ผล ไม้ยืนต้นทั่วไป

ข้อควรระวัง

ปุ๋ยที่หมักได้ที่แล้ว ควรรีบนำไปใช้ มิฉะนั้นอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของด้วงบางชนิด เช่น ด้วงแรดมะพร้าว

ที่มา

  • ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร
  • สถาบันวิจัยพืชสวน
  • กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์



บทความอื่นที่น่าสนใจ

เที่ยว!! พิพิธภัณฑ์สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์ สุสานไดโนเสาร์ล้านปี

เที่ยว!! พิพิธภัณฑ์สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์ สุสานไดโนเสาร์ล้านปี

พิพิธภัณฑ์สิรินธร

พิพิธภัณฑ์สิรินธร


พิพิธภัณฑ์สิรินธร เดิมเป็นศูนย์วิจัยไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว ในปี พ.ศ.2537 พบโครงกระดูกของไดโนเสาร์กินพืช ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ในบริเวณที่เป็นหลุมขุดค้นปัจจุบัน โดยพระครูวิจิตรสหัสคุณ เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2537 เป็นต้นมา คณะสำรวจไดโนเสาร์จากกรมทรัพยากรธรณีจึงได้เริ่มทำการขุดค้นอย่างเป็นระบบ และพบว่า ภูกุ้มข้าว เป็นแหล่งที่พบโครงกระดูกไดโนเสาร์กินพืชที่มีความสมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย มีการพบโครงกระดูกไดโนเสาร์ขนาดต่างๆ เป็นกระดูกชนิดกินพืชมากกว่า 7 ตัว จำนวนกระดูกมากกว่า 700 ชิ้น ที่สำคัญคือ พบชิ้นส่วนของหัวกระโหลก ฟันและกราม และโครงกระดูกที่เรียงรายต่อกัน เกือบจะสมบูรณ์ทั้งตัวอยู่ด้วย โครงกระดูกทั้งหมดอยู่ในชั้นหินที่วางตัวอยู่บนไหล่เขาของภูกุ้มข้าวซึ่งมีรูปร่างคล้ายลอมฟาง มีความสูงประมาณ 240 เมตร

เมื่อปี พ.ศ.2538 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมาทอดพระเนตรซากกระดูกไดโนเสาร์ ทรงจัดตั้งโครงการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าวขึ้น โดยให้มีการสร้างอาคารหลุมขุดค้นชั่วคราวเพื่อใช้ป้องกันซากโครงกระดูก ในปี พ.ศ.2539 กรมทรัพยากรธรณีได้สร้างอาคารวิจัยขึ้น โดยมีพื้นที่ใช้งานจำนวน 375 ตารางเมตร เพื่อใช้เป็นสถานที่ทำการอนุรักษ์ ศึกษาวิจัย และเก็บรวมรวมซากดึกดำบรรพ์ที่สำรวจพบในประเทศไทย

ในปี พ.ศ.2550 ได้เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว หรือ พิพิธภัณฑ์สิรินธร ถือเป็นศูนย์วิจัยเกี่ยวกับไดโนเสาร์และพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์แห่งแรกของประเทศไทย โดยได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีว่า “พิพิธภัณฑ์สิริธร”

พิพิธภัณฑ์สิรินธร

ขอบคุณรูปภาพสวยๆ จาก Facebook/สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์

พิพิธภัณฑ์สิรินธรมีอาคารจัดแสดงนิทรรศการ จำนวน 2 อาคาร อาคารแรกจัดแสดง 2 ส่วน คือ นิทรรศการถาวรและนิทรรศการชั่วคราว เริ่มจากชั้นที่ 2 ใช้โถงพิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์ บริเวณโถงมีการจัดแสดงหุ่นจำลองไดโนเสาร์สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส และข้อมูลเกี่ยวกับธรณีวิทยาของประเทศไทย ภายในนิทรรศการถาวรแบ่งพื้นที่ออกเป็น 8 โซน ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อดังนี้

โซนที่ 1 จักรวาลและโลก

จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับจักรวาล โลก สิ่งมีชีวิต รวมทั้งไดโนเสาร์ซึ่งถือกำเนิดมานานแล้ว

โซนที่ 2 เมื่อชีวิตแรกปรากฏ

จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อราว 3,400 ล้านปีก่อน เป็นช่วงที่ดาวเคราะห์ร้อนจัดและปั่นป่วน เนื่องจากภูเขาไฟระเบิดและการพุ่งชนของอุกกาบาต โลกค่อยๆ เย็นตัวลง ทั้งบรรยากาศและน้ำช่วยนำทางไปสู่พัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

โซนที่ 3 พาลีโอโซอิก

มหายุคแห่งวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับมหายุคพาลีโอโซอิกซึ่งมีระยะเวลา 542 ล้านปีที่แล้ว โดยแบ่งออกเป็นยุคต่างๆ มีการจำลองของสภาพภูมิประเทศที่เคยเกิดขึ้นในยุคนั้น พร้อมทั้งหุ่นจำลองของสัตว์ดึกดำบรรพ์ในยุคต่างๆ

โซนที่ 4 มหายุคมีโซโซอิค

จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับมหายุคมีโซโซอิคซึ่งอยู่ในช่วงเวลา 251-65 ล้านปีก่อน

โซนที่ 5 วิถีชีวิตไดโนเสาร์

จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับไดโนเสาร์โดยเฉพาะ เช่น ลักษณะของไดโนเสาร์ชนิดต่างๆ การกินอาหาร การล่าเหยื่อ การป้องกันตัว การเลี้ยงลูกอ่อน และการสูญพันธุ์

โซนที่ 6 คืนชีวิตให้ไดโนเสาร์

จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับนักบรรพชีวินวิทยาซึ่งทำงานศึกษาอนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์ทั่วโลก โดยมีการเล่าเรื่องราวผ่านจอวิดิทัศน์แสดงเหตุการณ์จำลอง

โซนที่ 7 ซีโนโซอิก

มหายุคแห่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จัดแสดงวิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แบ่งออกเป็น 7 สมัย คือ สมัยพาลีโอซีน สมัยอีโอซีน สมัยโอลิโกซีน สมัยไมโอซีน สมัยไพลโอซีน สมัยไพลสโตซีน และสมัยโฮโลซีน

โซนที่ 8 เรื่องของมนุษย์

จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์ และการสร้างอารยธรรมของมนุษย์ผ่านวัตถุจัดแสดงต่างๆ เช่น โครงกระดูกจำลองของมนุษย์โบราณ ภาพวาด ภาพถ่าย แผนผัง และวิดีทัศน์

พิพิธภัณฑ์สิรินธร

ขอบคุณรูปภาพสวยๆ จาก Facebook/สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์

พิพิธภัณฑ์สิรินธร

ขอบคุณรูปภาพสวยๆ จาก Facebook/สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์

พิพิธภัณฑ์สิรินธร

ขอบคุณรูปภาพสวยๆ จาก Facebook/สายันต์- ก้อย เพชรรัตน์

ขอบคุณรูปภาพสวยๆ จาก Facebook/Narisara Lapphonpuntavee


เปิดให้บริการทุกวันอังคาร – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 9.30 น. – 16.30 น. ปิดให้บริการทุกวันจันทร์

ติดต่อได้ที่ โทร. 0 4387 1014 , 0 4387 1393 – 4 , 0 4387 1 612 – 6 โทรสาร 0 4387 1614

Email = SDMK@DMR.MAIL.GO.TH


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน กระจายความเสี่ยง เพิ่มรายได้

การเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน กระจายความเสี่ยง เพิ่มรายได้

การเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน

การเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน


การทำการเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน หัวใจหลักคือการได้รายได้จากการทำกิจกรรมต่างๆ การเลี้ยงปลาจัดว่า เป็นกิจกรรมที่เอื้อต่อกิจกรรมอื่นๆ อย่างมากจะเห็นได้ว่า เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมต่างๆ แล้ว กำไรที่ได้จริงๆ คือ กำไรจากปลา ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้วิธีการเลี้ยงปลากับกิจกรรมต่างๆ




ข้อดีของการเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน

  • สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้เต็มที่ ที่ดินรอบๆ บ่อ ใช้ปลูกพืชผัก และสร้างคอกเลี้ยงสัตว์ ส่วนน้ำในบ่อนอกจากใช้เลี้ยงปลาแล้วยังปลูกพืชอื่นๆ ได้อีก เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด
  • เศษเหลือของพืชและสัตว์สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก เช่น มูลสัตว์เศษอาหาร เศษผักหญ้าต่างๆ ซึ่งตกลงไปในบ่อก็จะกลายเป็นอาหารปลาและเป็นปุ๋ยสำหรับเดิมบ่อปลา ขณะเดียวกันโคลนเลนก้นบ่อก็สามารถนำมาปลูกพืชต่างๆ ได้ดี การนำเศษเหลือ ของเสียต่างๆ กลับมาใช้อีก เป็นการกำจัดของเสีย และช่วยลดค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น คำาอาหารปลา ค่าอาหารสัตว์ ค่าปุ๋ย
  • เป็นการเพิ่มผลผลิต และเพิ่มรายได้ สามารถใช้บริโภคภายในครอบครัวถ้าเหลือก็สามารถนำออกจำหน่าย เกิดเป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อดำเนินการต่อไป และเป็นการใช้แรงงานภายในครอบครัวให้เป็นประโยชน์ ลดอัตราเสี่ยงต่อการขาดทุนได้ดีกว่าการเลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ หรือปลูกพืชเพียงอย่างเดียวและเป็นการลดตันทุน เพราะกิจกรรมแต่ละอย่างต้องพึ่งพากัน
  • ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในการจำหน่ายผลผลิตจากฟาร์มตลอดปี และไม่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และนำไปสู่ระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนต่อไป อีกทั้งยังลดความเสี่ยงเนื่องจากความแปรปรวนของสภาพลมฟ้าอากาศราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอนและการระบาดของศัตรูพืช

ลักษณะการเลี้ยงปลาแบบผสมผสานกับการเลี้ยงสัตว์

การเลี้ยงปลาแบบผสมผสานหากจำแนกตามที่ตั้งของโรงเรือนเลี้ยงสัตว์จะพบว่ามีสองลักษณะ คือ

  • แบบสร้างโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ไว้เหนือบ่อเลี้ยงปลา เป็นแบบที่นิยมกันมากที่สุด เพราะสะดวกและสามารถระบายมูลสัตว์จากโรงเรือนลงสู่บ่อปลาโดยตรงสัตว์ที่อาศัยอยู่ในโรงเรือนบนบ่อปลาจะได้ประโยชน์จากบ่อปลาในการช่วยลดอุณหภูมิภายในโรงเรือนให้ต่ำลง สัตว์จึงไม่เครียด ทำให้กินอาหารได้มากขึ้นโตเร็วและต้านทานโรคได้ดี ทั้งยังดูแลรักษาความสะอาดได้ง่าย ประหยัดแรงงาน ข้อเสีย คือ ต้นทุนค่าสร้างโรงเรือนสูงขึ้น เนื่องจากต้องใช้ไม้ทำเสา และวัสดุปูพื้นเพิ่มขึ้น โรงเรือนลักษณะนี้เหมาะสำหรับเลี้ยงสัตว์เล็ก เช่น เป็ดหรือไก่เท่านั้น
  • แบบสร้างโรงเรือนแยกออกไปจากบ่อปลา โดยมีรางระบายมูลสัตว์จากโรงเลี้ยงมาสู่บ่อปลา แบบนี้จะพบมากในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ใหญ่ เช่น สุกร ที่สร้างโรงเรือนเลี้ยงสัตว์อยู่ก่อนแล้วจึงขยายเนื้อที่เลี้ยงปลาโดยการขุดบ่อในภายหลัง

เกษตรกรที่จะลงทุนเลี้ยงปลาผสมผสานโดยการสร้างโรงเรือนและขุดบ่อเลี้ยงปลานั้น ขอแนะนำให้สร้างตามแบบแรก ถึงแม้ว่าต้องลงทุนเพิ่มขึ้นแต่ผลตอบแทนในระยะยาวจะคุ้มค่าเพราะประหยัดพื้นที่และประหยัดแรงงานมากกว่า สำหรับเกษตรกรที่มีโรงเรือนเลี้ยงสัตว์อยู่แล้ว หากต้องการเลี้ยงปลาเพิ่มขึ้นควรใช้แบบที่สอง

พันธุ์ปลาที่นิยมนำมาใช้เลี้ยงแบบปล่อยรวม

พันธุ์ปลาทุกชนิด ที่สามารถเลี้ยงเจริญเติบโตได้ดีในบ่อ สามารถนำมาใช้เลี้ยงแบบผสมผสานได้ แต่ที่นิยมเลี้ยงกันมากในปัจจุบัน มี 4 ชนิดคือ ปลานิล ปลาสวาย ปลาตะเพียน และปลาดุกอุยเทศ และมักนิยมปล่อยปลาลงเลี้ยงในบ่อเดียวกันมากกว่า 1 ชนิด เช่น เลี้ยงปลานิล ร่วมกับปลาสวาย ปลาตะเพียนกับ ปลานิล หรือเลี้ยงรวมกันทั้ง ปลานิล ปลาสวาย และปลาตะเพียน ส่วนปลาดุกบิ๊กอุย นิยมเลี้ยงเพียงชนิดเดียวในบ่อ อัตราการปล่อยปลาลงเลี้ยง ส่วนใหญ่ลูกปลาทุกชนิดที่ปล่อยลงเลี้ยงในบ่อ จะมี ขนาด 1.0-1.5 นิ้ว เนื้อที่ 1 ไร่ จะปล่อยปลาลงเลี้ยงรวมกัน ดังนี้ คือ ปลานิล 4,000-5,000 ตัว ปลาสวาย 2,000-2,500 ตัว ปลาตะเพียน 1,000-1,500 ตัว

อัตราส่วนการปล่อยปลาลงเลี้ยงนี้ จะเลี้ยงกันในบ่อขนาดใหญ่ประมาณ 15 ไร่ โดยเลี้ยงไก่ ประมาณ 10,000 ตัว หรือ สุกร 220 ตัว พร้อมกันไปด้วย การปล่อยปลาลงเลี้ยงนี้พบว่ามีข้อแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับความต้องการของเกษตรกรแต่ละราย หากเกษตรกรต้องการร่นระยะเวลาการเลี้ยงให้สั้นลง และต้องการปลาที่มีขนาดใหญ่ ก็ควรลดอัตราปล่อยลงอีก 20-25% หากต้องการยึดระยะการเลี้ยงให้นานออกไป และไม่ต้องการปลาตัวใหม่มากนัก เมื่อถึงเวลาจับก็เพิ่มอัตราปล่อยมากกว่านี้ได้อีก สำหรับปลาดุกอุยเทศ มักนิยมเลี้ยงเพียงชนิดเดียว และมักเลี้ยงในบ่อที่มีขนาด 5-10 ไร่ จะปล่อยลูกปลาดุกบิ๊กอุย ขนาด 1 นิ้ว ไร่ละ 30,000 – 40,000 ตัว ในบ่อขนาด 5 ไร่ จะปล่อยลูกปลาประมาณ 200,000 ตัว โดยเลี้ยงไก่เนื้อ จำนวน 5,000 ตัวควบคู่ไปด้วย

สำหรับเกษตรกรที่เลี้ยงแบบยังชีพ ควรปล่อยปลาให้น้อยกว่านี้ โดยปกติในบ่อปลา ขนาด 1 ไร่ พร้อมกับการเลี้ยงสุกรไว้ 5 ตัว หรือ ไก่ หรือเป็ด 100 ตัว ควรปล่อยปลาชนิดต่าง ๆ ลงเลี้ยงประมาณ 1,000-1,200 ตัว ก็เพียงพอสำหรับการเลี้ยงปลาประมาณ 8 เดือน และได้ปลาขนาดใหญ่ที่เหมาะสมสำหรับการบริโภคหรือขาย เพื่อเป็นรายได้เสริมอย่างดี หากไม่สามารถเลี้ยงสุกร หรือเป็ด หรือไก่ ได้ตามจำนวนที่แนะนำ ก็ลดจำนวนลงได้ แต่ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย ลงในบ่อปลาในอัตราประมาณ 4 กิโลกรัม/ไร่ ทุกสัปดาห์ เพื่อเสริมประสิทธิภาพของมูลสัตว์ให้ดีขึ้น

ตัวอย่าง แนวทางการเลี้ยงปลาร่วมกับการเลี้ยงไก่

การเลี้ยงผสมผสานแบบนี้ มีจุดประสงค์คล้ายคลึงกับการเลี้ยงปลาร่วมกับการเลี้ยงเป็ด คือใช้มูลไก่เป็นอาหารของปลาที่เลี้ยง หรือใช้เป็นปัยสำหรับการเจริญเติบโตของอาหารธรรมชาติและเป็นอาหารของปลาอีกทอดหนึ่ง

เลี้ยงปลาแบบผสมผสาน

ลักษณะบ่อปลาและเล้าไก่

บ่อที่ใช้เลี้ยงปลาร่วมกับการเลี้ยงไก่นั้นใช้บ่อดินที่มีลักษณะเดียวกับบ่อเลี้ยงปลา โดยทั่วไปควรเป็นรูปสีเหลี่ยมผืนผ้า มีความลึกประมาณ 1.50-2.00 เมตร สามารถเก็บกักน้ำได้โดยเฉลี่ย 1-1.50 เมตร ในช่วงที่มีการเลี้ยงปลาร่วมกับการเลี้ยงไก่

เล้าไก่ ซึ่งเป็นอาคารและโรงเรือนควรสร้างคร่อมบ่อที่เลี้ยงปลา เพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่เดียวกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นการเหมาะสมเมื่อไก่ที่เลี้ยงถ่ายมูลหรือเศษอาหารตกลงในบ่อเป็นประโยชน์ต่อปลาโดยตรง โดยมิต้องเสียเวลาในการทำความสะอาดเป็นการตัดภาระในด้านค่าใช้จ่าย สำหรับรูปร่างของเล้าไก่นั้นก็ควรสร้างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเช่นเดียวกัน พื้นเล้าไก่สูงกว่าระดับผิวน้ำในบ่อเฉลี่ย 1.20 เมตร




ขั้นตอนการเลี้ยงไก่ควบคู่กับการปล่อยปลา

  • การนำลูกไก่มาเลี้ยงควรเริ่มหลังจากเตรียมบ่อปลาและน้ำมีสีเขียวดีแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อให้มูลไก่ตกลงสู่บ่อปลา ซึ่งลูกปลาที่เพิ่งปล่อยและอาหารธรรมชาติที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ลูกปลาจะได้กินเป็นอาหารอย่างต่อเนื่อง
  • การเลี้ยงไก่ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้อัตราการรอดตายสูงที่สุด หากไก่มีอัตรารอดสูงนอกจากผู้เลี้ยงจะได้รับกำไรจากไก่สูงแล้ว ผลผลิตปลาก็จะสูงตามไปด้วย
  • อาหารและมูลไก่ในช่วง 5 สัปตาห์แรกนี้ จะเป็นอาหารที่มีคุณค่สูงต่อลูกปลา ลูกปลาจะสามารถกินมูลไก่ได้โดยตรง การเลี้ยงปลาสามารถเริ่มเลี้ยงไปพร้อมๆ กัน กับการเลี้ยงไก่
  • ควรเลือกลูกปลาที่มีลักษณะแข็งแรง ขนาดไล่เลี่ยกัน ขนาดปลาที่จะใช้เลี้ยงเริ่มต้นควรเป็นลูกปลาตัวโตเพื่อให้ได้อัตรารอดตายที่สูง ขนาดของลูกปลากินพืชและปลาที่กินอาหารไม่เลือก ควรเป็น 2 นิ้ว และขนาดลูกปลาดุกควรเป็น 1 นิ้ว

อาหารและการให้อาหาร

ในการเลี้ยงแบบผสมผสานกับการเลี้ยงไก่นั้น โดยปกติถ้าจัดอัตราส่วนที่เลี้ยงให้เหมาะสมต่อกันแล้วก็ไม่จำเป็นต้องให้อาหารสมทบ เพราะปลาได้อาศัยกินมูลไก่และเศษอาหารที่ไก่กินตกหล่นไปในบ่อ และอาหารธรรมชาติอื่นๆ เพียงพอ เช่น แพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ตอนสัตว์ ตลอดจนตะไคร่น้ำ ตัวอ่อนของแมลง ฯลฯ

ส่วนในระยะแรกที่ปล่อยพันธุ์ปลาเลี้ยงในบ่อนั้นลูกปลายังมีขนาดเล็กไม่แข็งแรง และไม่คุ้นเคยกับมูลไก่ที่ใช้เป็นอาหาร ดังนั้น จึงควรใช้รำข้าวละเอียดโดยโปรยให้ลูกปลากิน หรือใช้อาหารผสม เช่น ปลายข้าวต้มผสมรำและปลาปนปั้นเป็นก้อนโยนให้ปลากิน หรือจะใช้อาหารที่มีราคาถูก เช่น กากถั่วหรือเศษอาหารจากภัตตาคารก็ได้ ปริมาณอาหารสมทบที่ให้ควรลดลงตามลำดับและงดเมื่อปลาที่เลี้ยงโตขึ้นและคุ้นกับมูลไก่ที่ใช้เป็นอาหารแล้ว

การจับปลาเพื่อจำหน่าย

ในกรณีที่เลี้ยงปลานิลกับไก่นั้น จะต้องคัดจับปลานิลขนาดใหญ่ออกจำหน่ายเมื่อเลี้ยงเป็นเวลา 4-5 เดือน เพราะปลานิลที่เลี้ยงไว้จะออกลูกและเพิ่มอัตราความหนาแน่นมากขึ้น ทำให้ปลาส่วนใหญ่ไม่เจริญเดิบโตหรือแคระแกร็นการคัดจับปลานิลทำได้ง่าย โดยใช้ข่ายในลอนขนาดช่องตา 6-8 เซนติเมตร ในช่วงตอนบ่ายกำหนดเวลาให้พอเหมาะกับเวลาที่จะนำปลาไปจำหน่ายให้แก่ผู้ซื้อในตลาด การคัดจับปลานิลต้องปฏิบัติเป็นประจำสำหรับบ่อขนาดใหญ่เนื้อที่ตั้งแต่ 3-5 ไร่ ส่วนการเลี้ยงปลานิลกับปลาสวายหรือในการเลี้ยงปลาแบบรวม เมื่อเลี้ยงปลาเป็น เวลา 6-8 เดือน ก็ควรจะใช้อวนขนาดใหญ่คัดจับปลาที่มีขนาดโตออกจำหน่ายเสียบ้างเพื่อลดอัตราความหนาแน่น และทำการวิดน้ำจับปลาทั้งหมดเมื่อเลี้ยงปลาครบรอบ 1 ปี หรือรอจับในช่วงเวลาที่ปลามีราคาสูงขึ้น

แนวโน้มการเลี้ยงปลาแบบผสมผสานในอนาคต

จากผืนแผ่นดินซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดและคงที่ แต่ความต้องการใช้ประโยชน์กลับเพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา เนื่องจากการดิ้นรนเพื่อแสวงหาปัจจัยสี่อันจำเป็นต่อการดำรงชีวิต การเลี้ยงปลาแบบผสมผสานเป็นการเลี้ยงปลาอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะช่วยพัฒนาพื้นที่ให้เกิดศักยภาพในการเพิ่มผลผลิตด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ลดปัญหาขาดแคลนอาหารโปรตีน ทั้งยังก่อให้เกิดรายได้ และช่วยให้สภาพแวดล้อมมีความสมดุล ไม่ส่งผลกระทบต่อการเสริมสร้างมลภาวะในสิ่งแวดล้อม เพราะสามารถใช้น้ำเพื่อการเลี้ยงปลา ขอบคันบ่อเป็นที่เลี้ยงสัตว์บกและปลูกพืชผัก จึงเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าในที่สุด

แหล่งอ้างอิงข้อมูล : สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง, กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์




บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีปลูกคะน้า ไว้กินเองแบบง่ายๆ ได้ผลดี

วิธีปลูกคะน้า ไว้กินเองแบบง่ายๆ ได้ผลดี

วิธีปลูกคะน้า


ผักคะน้า มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปเอเชียและปลูกกันมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย คะน้าเป็นผักที่นิยมปลูกและบริโภคกันมา โดยปลูกเพื่อบริโภคส่วนของใบและลำต้น อายุตั้งแต่หว่านหรือหยอดเมล็ดจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 45-55 วัน ผักคะน้าเป็นผักสวนครัวที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงเวลาที่ปลูกได้ผลดี ที่สุดอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายน




สายพันธุ์ที่นิยมปลูกในไทย

คะน้า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica Oleracea Var alboglabra อยู่ในวงศ์กะหล่ำ (Cruciferac) หรือผักตระกูลกะหล่ำ มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชีย สายพันธุ์ที่นิยมปลูกในไทยเป็นคะน้าจีน มีทั้งคะน้าใบและคะน้ายอดหรือคะน้าก้าน โดยเฉพาะคะน้าฮ่องกงที่ถูกใจคนชอบกินก้านที่สุด โดยไทยสั่งเมล็ดเข้ามาปลูกและปรับปรุงพันธุ์ มี 3 พันธุ์ด้วยกัน ได้แก่

  • พันธุ์ใบกลม : มีลักษณะใบกว้างใหญ่ ปล้องสั้น ปลายใบมนและผิวใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ทนทานต่อดินฟ้าอากาศได้ดี ได้แก่ พันธุ์ฝางเบอร์ 1 ฝางเบอร์ 2 เป็นต้น
  • พันธุ์ใบแหลม : เป็นพันธุ์ที่มีลักษณะใบแคบกว่าพันธุ์ใบกลม ปลายใบแหลม ข้อห่าง ผิวใบเรียบ ได้แก่ พันธุ์ P.L.20 เป็นต้น
  • พันธุ์ยอดหรือก้าน : มีลักษณะใบเหมือนกับคะน้าใบแหลม แต่จำนวนใบต่อต้นมีน้อยกว่า ปล้องยาวกว่า ได้แก่ พันธุ์แม่โจ้ 1 เป็นต้น

วิธีการปลูก การปลูกคะน้านิยมปลูก 2 แบบ คือ

  • การหว่านเมล็ดพันธุ์ให้กระจายทั่ว ๆ แปลง : วิธีนี้เหมาะสำหรับแปลงปลูกแบบยกร่องมีคูน้ำล้อมรอบ ซึ่งขนาดของร่องแปลงผักกว้าง 5-6 เมตร หลังเตรียมดินแล้วปูฟางข้าวลงบนแปลง จากนั้นหว่านเมล็ดแล้วรดน้ำตามให้ชุ่ม วิธีนี้ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1- 2 กิโลกรัมต่อไร่
  • การโรยเมล็ดแบบเป็นแถว : เหมาะสำหรับแปลงที่ยกร่องแปลงธรรมดาขนาดแปลงกว้างประมาณ 1 เมตร ร่องน้ำทางเดิน 0.5 เมตร โดยโรยเมล็ดให้ห่างกันพอสมควร ระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 20 เซนติเมตร กลบดินบาง ๆ คลุมด้วยฟางข้าวแล้วรดน้ำให้ชุ่ม ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 800 กรัมต่อไร่ เมื่อผักอายุ 15 – 20 วันให้ทำการถอนแยกครั้งแรก เลือกกล้าที่ไม่สมบูรณ์ออกเหลือระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 10 เซนติเมตร ถอนแยกครั้งที่ 2 เมื่อผักอายุประมาณ 25 วัน ให้เหลือระยะห่างระหว่างต้น 20 เซนติเมตร การถอนแยกแต่ละครั้งสามารถนำต้นคะน้ามาตัดรากออกส่งขายเป็นยอดผัก

ปลูกคะน้า

การเตรียมดิน

โดยขุดดินให้ลึกประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ประมาณ 7 – 10 วันใส่ปุยคอกหรือป้ยหมักที่สลายตัวดีประมาณ 1 ตันต่อไร่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับปรุงดินให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม

การให้น้ำ

ให้วันละ 2 เวลาคือ เช้าและเย็น ในช่วงระยะเมล็ดเริ่มงอกห้ามขาดน้ำเด็ดขาด

การใส่ปุ๋ย

ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ และอาจเร่งการเจริญเติบโตโดยใช้ปุ๋ยสูตร 21-0-0 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านแล้วรดน้ำตาม

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

คะน้าที่ปลูกในประเทศไทยมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 45 – 55 วัน หลังจากปลูก คะน้าอายุ 45 วัน เป็นระยะที่ตลาดมีความต้องการมาก แต่คะน้าที่มีอายุ 50 – 55 วัน เป็นระยะที่เก็บเกี่ยวได้น้ำหนักมากกว่า

การตลาด

รวมกลุ่มการผลิตให้มีคุณภาพ ปลอดภัยและสามารถจำหน่ายในพื้นที่ และตลาดค้าส่ง

ที่มา : sarakaset.com




บทความอื่นที่น่าสนใจ