เทคนิคกระตุ้นยอดอ่อนชะอม ให้แตกในฤดูหนาว

เทคนิคกระตุ้นยอดอ่อนชะอม ให้แตกในฤดูหนาว

เทคนิคกระตุ้นยอดอ่อนชะอม

       หากพูดถึงเรื่องของการปลูกชะอมแล้ว ก็คงมีคำถามต่างๆมากมาย ว่าจะทำอย่างไรให้ต้นชะอมที่เราปลูกนั้น แตกยอดเยอะๆ ซึ่งวันนี้มีคำตอบมาฝาก

       ในการปลูกชะอมจะให้ได้ผลผลิตดีต้องมีการจัดการน้ำให้ดี เพราะถ้าชะอมได้น้ำดี ชะอมจะแตกยอดอ่อนอยู่เสมอ โดยเฉพาะในฤดูฝนจะพบว่าชะออมแตกยอดได้ดีมากกว่าฤดูกาลอื่นๆ

แต่ขณะที่ชะอมกำลังแตกยอดอ่อนก็ควรมีการเสริมปุ๊ขให้แก่ชะอมด้วยเช่นกัน และควรให้ปีขอย่างสม่ำเสมอด้วย โดยเฉพาะปุ๊ขคอกหรือปุ๋ยหมัก และควรให้ประมาณ 15 วันครั้ง ส่วนการให้น้ำควรให้ตามสภาพอากาศ  หน้าฝน อาจไม่จำเป็นต้องให้น้ำเลย ยกเว้นฝนทิ้งช่วงหลายวัน ส่วนหน้าร้อน ต้องให้น้ำทุกวัน มิเช่นนั้นชะอมจะให้ยอดน้อย ยอดน้อยที่สุดจะเป็นหน้าหนาว แต่เรามีวิธีบังคับให้ชะอมแตกยอดในหน้าหนาวได้ด้วยการตัดแต่งกิ่ง หรือว่ารูดใบออกให้มาก จากนั้นจึงอัดปุ๋ยและน้ำเข้าไป ยอดก็จะแตกออกมามากแต่ไม่เท่ากับการแตกยอดในฤดูฝน

การเสริมปุ๋ยให้แก่ชะอม

ขณะที่ชะอมกำลังแตกยอดอ่อนก็ควรมีการเสริมปุ๋ยให้แก่ชะอมด้วยเช่นกัน และควรให้ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอด้วย โดยเฉพาะปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก และควรให้ประมาณ 15 วันครั้ง

การให้น้ำแก่ชะอม

ส่วนการให้น้ำควรให้ตามสภาพอากาศ หน้าฝน อาจไม่จำเป็นต้องให้น้ำเลยยกเว้นฝนทิ้งช่วงหลายวัน ส่วนหน้าร้อน ต้องให้น้ำทุกวันมิเช่นนั้นชะอมจะให้ยอดน้อย

สูตรปุ๋ยบำรุงชะอมให้ต้นแข็งแรงและแตกยอดดี

  • ปุ๋ยคอกทุกชนิด จำนวน 100 กิโลกรัม
  • เศษใบไม้แห้งหรือฟางแห้ง จำนวน 20 กิโลกรัม
  • กากน้ำตาล จำนวน 3 กิโลกรัม
  • ปุ๋ยยูเรีย จำนวน 1 กิโลกรัม
  • น้ำ จำนวน 20 ลิตร

วิธีการทำ

  • ละลายปุ๋ยยูเรียกับน้ำให้เข้ากัน จนยูเรียนั้นละลายเป็นเนื้อเดียวกันกับน้ำ จากนั้นก็นำกากน้ำตาลเทลงไปผสมกันคนให้เข้ากันให้ดีพักไว้ก่อน
  • นำปุ๋ยคอกมาผสมคลุกเคล้ากับเศษใบไม้และเศษฟางให้เข้ากัน แล้วก็นำน้ำที่ผสมไว้มาราดลงไปในกองปุ๋ยคอกแล้วก็กลับกองปุ๋ยให้ได้นำเสมอกัน
  • หลังจากที่เทน้ำราดและคลุกเคล้าปุ๋ยกับน้ำเข้ากันดีแล้ว ก็ต้องหมักปุ๋ยทิ้งไว้ประมาณ 1เดือน ระหว่างนั้นต้องกลับกองปุ๋ยทุกๆ 7 วันเพื่อให้ความร้อนจะปุ๋ยนั้นคลายออกได้บ้าง
  • การทำปุ๋ยหมักนี้ต้องอาศัยร่มเงาต้นไม้ ให้พอมีแดดร่ำไรเพียงพอ และน้ำที่เทราดลงไปนั้นให้ปุ๋ยมีความชื้นประมาณ 60% หรือสามารถกำเป็นก้อนได้ ไม่ให้แฉะมากเกินไปวิธีการใช้

การนำไปใช้งาน

ใส่รอบโคนต้นชะอมต้นละ 1 กิโลกรัม เพื่อบำรุงต้นชะอมให้แข็งแรง และ ทำให้ต้นชะอมนั้นสามารถแตกยอดอ่อนได้เร็วจะงามขึ้น ควรใส่ให้ทุกๆ 3 เดือน

เทคนิคกระตุ้นยอดอ่อนชะอม

     เทคนิคอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ชะอมแตกยอดได้ดีและได้เร็ว คือ จะใช้น้ำมะพร้าวอ่อน จำนวน 1 – 2 ช้อนแกง ผสมกับน้ำเปล่าจำนวน 20 ลิตรฉีดพ่น ในตอนเช้าหรือตอนเย็น ช่วงปากใบเปิด จะทำให้ชะอมแตกยอดดีมาก

     ชะอมเป็นพืชพื้นบ้านที่ปลูกง่ายปกติปลูกตรงไหนก็ขึ้นงามดีอยู่แล้วเป็นผักสวนครัวรั้วกินได้ แต่ในการปลูกควรระวังเรื่องน้ำท่วมโดนต้นในฤดูฝน การปลูกในที่ราบลุ่มจำเป็นต้องยกร่องขึ้นมา โดยไม่มีการกำหนดระยะห่างระหว่างร่อง ขอให้สามารถเดินทำงานเดินเก็บขอดได้ก็พอ ส่วนระหว่างต้นปลูกห่างประมาณ 1 ศอกต่อต้น ซึ่งก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ไม่ได้มีมาตรฐานบังคับแต่อย่างใด ใครอยากปลูกห่างแค่ไหนก็คงทำได้ “แต่การปลูกชิดจะทำให้ไม่เปลืองเนื้อที่ และหลายๆคนบอกว่า จะทำให้การแตกยอดดี


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การทำปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพ

การทำปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพ

การทำปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพ

ปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพ คือ ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ทำให้อยู่ในรูปของแห้ง และผ่านกระบวนการทางชีวภาพ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ปุ๋ยอินทรีย์ คือ ปุ๋ยที่ได้จากวัสดุธรรมชาติ เช่น เศษพืช ซากสัตว์ มูลสัตว์ และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ผ่านกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ ทำให้เกิดสารอินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชและดิน

ปุ๋ยชีวภาพ คือ ปุ๋ยที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ซึ่งมีคุณสมบัติในการตรึงไนโตรเจนจากอากาศ เปลี่ยนฟอสฟอรัสในดินให้อยู่ในรูปที่พืชใช้ได้ และผลิตสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช

ปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพ จึงเป็นการรวมเอาข้อดีของปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพเข้าด้วยกัน โดยมีลักษณะเป็นปุ๋ยแห้ง ทำให้สะดวกในการใช้งาน การเก็บรักษา และการขนส่ง

วันนี้ผมจะมาสอน การทำปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพ

ปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพ คือ ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ทำให้อยู่ในรูปของแห้ง และผ่านกระบวนการทางชีวภาพ โดยมีรายละเอียดดังนี้ส่วนประกอบ

  • มูลสัตว์ 1 กระสอบ
  • แกลบ เศษใบไม้,เศษหญ้า หรือซังข้าวโพด 1 กระสอบ
  • ขี้เถ้าแกลบ 1 กระสอบ
  • รำอ่อน 1 กระสอบ
  • น้ำสะอาด 10 ลิตร (ถ้าวัตถุดิบแห้งมากก็สามารถเพิ่มปริมาณขึ้น)
  • หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น 1 ลิตร
  • กากน้ำตาล 2 ลิตร

วิธีทำ

  • นำมูลสัตว์ แกลบ ขี้เถ้าแกลบ และรำอ่อนมาผสมคลุกเคล้าให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ผสมน้ำกับหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นและกากน้ำตาลให้เข้ากัน รดลงบนกองวัสดุ และผสมให้เข้ากันจนมีความชื้นประมาณ 35% โดยทดลองกำดู จะเกาะกันเป็นก้อนได้แต่ไม่เหนียว และเมื่อปล่อยทิ้งลงพื้นจากความสูงประมาณ 1 เมตร ก้อนปุ๋ยจะแตก แต่ยังมีรอยนิ้วมือเหลืออยู่
  • คลุกเคล้าให้เข้ากันดี ตักปุ๋ยใส่กระสอบ และมัดปากถุงให้แน่น กองกระสอบปุ๋ยซ้อนกันเป็นชั้น ๆ และควรวางเรียงกระสอบให้ห่างกัน เพื่อให้ความร้อนสามารถระบายออกได้ทั้ง 4 ด้าน เพื่อไม่ต้องกลับกระสอบทุกวัน
  • ทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน ตรวจดูว่ามีกลิ่นหอมและไม่มีไอร้อน ก็สามารถนำไปใช้งานและเก็บรักษาไว้ได้นาน

ที่มา : facebook Jetawich Aitsaro Jetawich


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เป็ดไข่มีกี่สายพันธุ์ ที่นิยมเลี้ยงมีพันธุ์อะไรบ้าง?

เป็ดไข่มีกี่สายพันธุ์ ที่นิยมเลี้ยงมีพันธุ์อะไรบ้าง?

เป็ดไข่มีกี่สายพันธุ์

1. เป็ดกากีแคมเบลล์

เป็ดพันธุ์นี้พัฒนาพันธุ์โดย Adele Campbell ในประเทศอังกฤษตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 จนได้เป็นเป็ดพันธุ์ที่ให้ไข่ดกที่สุดในโลกพันธุ์หนึ่ง โดยให้ไข่ประมาณ 300 ฟองต่อปี เป็นเป็ดที่ให้ผลผลิตไข่ดี ไข่ดก ไข่ใหญ่ และเป็นพันธุ์ที่ทนต่อโรค

เป็ดกากีแคมเบลล์ มีขนสีน้ำตาล แต่ขนที่หลังและปีกมีสีสลับอ่อนกว่า ปากสีดำ ค่อนข้างไปทางเขียว จะงอยปากต่ำ ตาสีน้ำตาลเข้ม คอส่วนบนสีน้ำตาล แต่ส่วนล่างเป็นสีกากี ขาและเท้าสีเดียวกับสีขน แต่เข้มกว่าเล็กน้อย

ตัวเมียเมื่อโตเต็มที่หนักประมาณ 2.0-2.5 กิโลกรัม เริ่มไข่เมื่ออายุประมาณ 4 เดือนครึ่ง ตัวผู้จะมีขนบนหัว คอ ไหล่ และปลายปีกสีเขียว ขนปกคลุมลำตัวสีกากีและน้ำตาล ขาและเท้าสีกากีเข้ม เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักประมาณ 2.5-2.7 กิโลกรัม

2. เป็ดอินเดียน รันเนอร์ 

เป็ดพันธุ์นี้พบครั้งแรกในหมู่เกาะของประเทศอินโดนีเซีย ชวา และบาหลี มีขนาดเล็ก ตัวผู้เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักประมาณ 1.7-2.5 กิโลกรัม ตัวเมียมีน้ำหนักประมาณ 1.5-2.0 กิโลกรัม เป็ดพันธุ์นี้มีอยู่ 3 สี คือ สีขาว สีเทา และสีลาย

เป็ดพันธุ์นี้มีลักษณะเด่นประจำพันธุ์ที่แปลกกว่าเป็ดพันธุ์อื่นๆ คือ ขณะยืนคอยืดตั้งตรง ลำตัวเกือบตั้งฉากกับพื้นคล้ายกับนกเพนกวิน ไม่ค่อยบินแต่จะเคลื่อนที่โดยการเดินและวิ่งมากกว่า ปากสีเหลือง แข้งและเท้าสีส้ม

ตัวเมียเริ่มให้ไข่เมื่ออายุประมาณ 4 เดือนครึ่ง ให้ไข่ฟองโตและไข่ทน ให้ไข่ประมาณ 150-200 ฟองต่อปี

3. เป็ดนครปฐม

เลี้ยงกันมากในเขตจังหวัดนครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี และในพื้นที่ลุ่มในภาคกลางซึ่งเป็นเขตน้ำจืด ปัจจุบันทำการวิจัยด้านพันธุกรรมและพัฒนาพันธุ์ เพื่อวัตถุประสงค์ให้เป็นเป็ดที่ให้ทั้งไข่และเนื้อ และต้านทานโรค มีขนาดตัวใหญ่กว่าเป็ดกากีแคมเบลล์ ให้ไข่ช้า แต่ให้ไข่ขนาดใหญ่

ตัวเมียมีขนสีลายกาบอ้อย ปากสีเทา เท้าสีส้ม ตัวผู้จะมีสีเขียวแก่ ตั้งแต่คอไปถึงหัว รอบคอมีวงรอบสีขาว อกสีแดง ลำตัวสีเทา ปากสีเทา และเท้าสีส้ม ตัวผู้เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักประมาณ 3.0-3.5 กิโลกรัม ตัวเมียมีน้ำหนักประมาณ 2.5-3.0 กิโลกรัม เริ่มให้ไข่เมื่ออายุประมาณ 6 เดือน

4. เป็ดปากน้ำ

เลี้ยงกันมากในเขตจังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา และชลบุรี ตลอดจนจังหวัดที่อยู่ชายฝั่งทะเลอื่นๆ เลี้ยงง่าย แข็งแรง มีความต้านทานโรคสูง เหมาะสำหรับเกษตรกรรายย่อยในชนบทและสำหรับผสมข้ามพันธุ์กับเป็ดพันธุ์กบินทร์บุรี จะให้ลูกผสมที่มีผลผลิตสูง เป็นเป็ดพื้นเมืองที่กรมปศุสัตว์อนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ต่อเนื่องมากว่า 30 ปี เป็นเป็ดพันธุ์เล็ก

ตัวเมียมีปาก เท้า และขนปกคลุมลำตัวสีดำ อกสีขาว ส่วนตัวผู้จะมีขนบนหัวและคอสีเขียวเป็นเหลือบเงา มีลำตัวขนาดเล็กกว่าเป็ดนครปฐม ให้ไข่ฟองเล็กกว่า เริ่มให้ผลผลิตไข่เมื่ออายุ 18-20 สัปดาห์ สามารถให้ผลผลิตไข่ประมาณ 280-300 ฟองต่อตัวต่อปี ตัวผู้ของเป็ดพันธุ์พื้นเมืองนิยมนำไปเลี้ยงเป็นเป็ดเนื้อ

5. เป็ดบางปะกง

ได้รับการพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์โดยกรมปศุสัตว์ ปรับปรุงพันธุ์จากเป็ดพันธุ์กากีแคมเบลล์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 เลี้ยงและขยายพันธุ์ที่สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์บางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งปัจจุบันได้ย้ายฐานการวิจัยและผลิตลูกเป็ดไปที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาสัตว์ปีก จังหวัดปราจีนบุรี ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์นครสวรรค์ จันทบุรี และสุราษฎร์ธานี

เพศผู้มีขนสีกากีเข้ม หัว ปลายปีก ปลายหางสีเขียวแก่ ปากสีน้ำเงิน ขา แข้งสีส้ม อายุเริ่มผสมพันธุ์ 6 เดือน เพศเมียขนตามลำตัวสีกากีอ่อนตลอดลำตัว ปากสีดำน้ำเงิน แข้งสีดำ เริ่มให้ไข่ที่อายุประมาณ 20 สัปดาห์ น้ำหนักตัวเมื่อให้ไข่ฟองแรก 1,533 กรัม ผลิตไข่ปีละ 301 ฟองต่อแม่

โรงเรือนสำหรับเลี้ยงเป็ดไข่ ลักษณะทั่วไปของโรงเรือนเป็ดที่ดี

  • กันลม แดด ฝน ได้
  • อากาศภายในโรงเรือนสามารถระบายถ่ายเทอากาศได้ดี
  • สามารถรักษาความสะอาดได้ง่าย ไม่มีน้ำขัง
  • พื้นควรเป็นพื้นทราย หรือพื้นซีเมนต์ จะทำให้ทำความสะอาดได้ง่าย และควรปูเปลือกข้าวหรือแกลบเป็นวัสดุรองพื้น
  • บริเวณที่วางอุปกรณ์ให้น้ำควรมีการระบายน้ำที่ดี พื้นโรงเรือนบริเวณที่ให้น้ำควรใช้พื้นไม้ระแนง หรือพื้นสแลทจะสามารถระบายน้ำได้ดี หรืออาจจะทำเป็นแท่นตะแกรงลวดสำหรับวางอุปกรณ์ให้น้ำ
  • สร้างง่าย ราคาถูก และใช้วัสดุก่อสร้างที่มีในท้องถิ่น
  • ไม่ควรเลี้ยงแน่นจนเกินไป อัตราส่วนในการเลี้ยงต่อพื้นที่
    • เป็ดเล็ก 6-8 ตัวต่อ 1 ตารางเมตร
    • เป็ดรุ่น 5-6 ตัวต่อ 1 ตารางเมตร
    • เป็ดไข่ 4-5 ตัวต่อ 1 ตารางเมตร
    • เป็ดเนื้อ 7 ตัวต่อ 1 ตารางเมตร ทุกขนาด

         โรงเรือนสำหรับเลี้ยงเป็ดไข่จะต้องมิดชิดพอสมควรเพื่อป้องกันสัตว์อื่นเข้ามารบกวน ซึ่งจะทำให้เป็ดตกใจและไข่ลดลงได้ ภายในโรงเรือนนี้จะวางรังไข่ไว้บนพื้นสำหรับเป็ดใช้วางไข่ รังไข่ที่มักใช้จะทำด้วยไม้ขนาด 12×14 นิ้ว สูง 12 นิ้ว ด้านบนและด้านหน้าเปิด ใช้ฟางหรือแกลบรองพื้นรัง อัตราการใช้รังไข่ 1 รังต่อเป็ด 4-5 ตัว ระบายอากาศภายในโรงเรือนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้เป็ดเครียดจากความร้อนซึ่งอาจจะทำให้เป็ดไข่ลดลงได้ นอกจากนี้ ยังช่วยระบายก๊าซแอมโมเนียออกจากโรงเรือนอีกด้วย

        ระยะเป็ดไข่ ควรให้แสงสว่างวันละ 16-18 ชั่วโมง เพื่อช่วยในการทำให้เป็ดไข่ดีขึ้น การเพิ่มความยาวแสงควรเพิ่มเมื่อเป็ดอายุประมาณ 18 สัปดาห์โดยเพิ่มแสงสัปดาห์ละ 30 นาที จนกระทั่งความยาวแสงอยู่ที่ 16-18 ชั่วโมงต่อวัน การเปิดไฟอาจจะเปิดให้ในช่วงค่ำประมาณ 2 ชั่วโมง และเปิดไฟในช่วงเช้ามืดประมาณ 2-3 ชั่วโมง เรื่องคุณภาพของไข่เป็ดที่ออกมา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์เป็ดนั้นๆ ว่าสายพันธุ์ไหนดีกว่ากัน แต่จะขึ้นอยู่กับอาหารที่ให้เป็ดกินมากกว่านั่นเอง

        สำหรับผู้ที่เป็นมือใหม่สนใจที่จะเลี้ยงเป็ดไข่เป็นอาชีพ แนะนำว่า ควรซื้อมาทดลองเลี้ยงในขั้นต้นอย่างน้อย 100-300 ตัว เพื่อศึกษาอุปนิสัยและทดลองเลี้ยงให้ประสบผลสำเร็จ และสิ่งที่สำคัญที่สุด ผู้เลี้ยงต้องมองดูว่าภายในบริเวณที่จะเลี้ยงมีพื้นที่ทำเล้าและปล่อยให้เป็ดไข่เดินมากน้อยแค่ไหน โดยต้องให้พื้นที่อยู่ในระดับปานกลาง ไม่คับแคบจนเกินไป พื้นที่จึงเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันในการเลี้ยงเป็ดไข่ และต่อมาให้มองถึงเรื่องการตลาดว่าเมื่อผลิตไข่ออกมาแล้วจะจำหน่ายในรูปแบบไหน โดยต้องส่งให้กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องโดยที่ไข่เป็ดไม่ขาดช่วง ก็จะช่วยให้ลูกค้าเชื่อมั่น สามารถซื้อขายกันได้เป็นเวลานาน

ที่มา : facebook Jetawich Aitsaro Jetawich


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การทำหญ้าหมัก สำหรับเลี้ยงสัตว์

การทำหญ้าหมัก สำหรับเลี้ยงสัตว์

การทำหญ้าหมัก

สวัสดีครับ ในบทความนี้เราจะพามาศึกษาวิธี การทำหญ้าหมัก สำหรับเลี้ยงสัตว์ ในช่วงน่าแล้วที่อาหารขาดแคลนกันครับ บอกได้เลยว่ามีวิธีการทำที่ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิดครับ

ทำความเข้าใจกับ ” หญ้าหมัก “

หญ้าหมัก หมายถึง พืชอาหารสัตว์ต่างๆ ที่เก็บรักษาไว้ในสภาพความชื้นสูงในที่ไม่มีอากาศซึ่งการเก็บถนอมในลักษณะหมักนี้ สามารออยู่ได้เป็นเวลานาน โดยส่วนประกอบต่างๆและคุณค่าของอาหารไม่เปลี่ยนเปลี่ยนแปลงสำหรับไว้ใช้เป็นอาหารสัตว์ในช่วงขาดแคลนหญ้าสด

ประเภทของหญ้าหมัก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  • หญ้าหมักสด คือ หญ้าหมักที่ได้จากการใช้พืชสด มีความชื้นสูง จากการตัดโดยตรงแล้วนำมาหมัก
  • หญ้าหมักแห้ง คือ หญ้าหมักที่ได้จากการใช้พืชสดน่ามาผึ่งแดลระยะสั้น เพื่อไล่ความชื้นออกให้เหลือความชื้นน้อย แล้วจึงนำมาบรรจุหลุมหมักและต้องสับให้สั้นกว่าชนิดแรกเพื่อให้การอัดแน่นแน่นไปด้วยดี เนื่องจากความชื้นต่ำ กิจกรรมจุลินทรีย์จึงค่อนข้างจำกัด

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำหญ้าหมัก

อุปกรณ์สำหรับสับหญ้า ถุงดำหรือถุงพลาสติก หรือเท่าที่มีตามท้องถิ่น เพื่อบรรจุหญ้าสำหรับหมัก สารเสริมที่ทำให้การหมักดีขึ้น เช่น กากน้ำตาล 1 กก. เกลือ 500 กรัม เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพของหญ้าหมัก

วิธีการหมัก

  • หั่นหรือสับหญ้าสดให้มีขนาด 2-3 ซม.
  • บรรจุหญ้าสดที่หั่นแล้วลงในถุงพลาสติก อัดให้แน่นเพื่อไล่อากาศออกให้หมด ในขณะที่บรรจุหญ้าลงในถุง ให้ใส่กากน้ำตาล เกลือลงไปด้วย โดยแบ่งใส่เป็นชั้นๆ เพื่อช่วยให้การหมักดียิ่งขึ้น
  • ใช้ยางรัดปิดปากถุง ที่บรรจุหญ้าให้สนิท เพื่อป้องกันอากาศและน้ำเข้านำไปเก็บไว้ในที่ร่ม ระวังอย่าให้ถุงมีรอยรั่วซึม เพราะจะทำให้เกิดรา และเน่าเสีย
  • หมักไว้ 3-4 สัปดาห์ หญ้าเหล่านั้นจะกลายเป็นหญ้าหมัก นำมาใช้เลี้ยงสัตว์ได้

หมายเหตุ กรณีเริ่มใช้หญ้าหมัก เลี้ยงควรแบ่งให้วันละน้อยและเพิ่มขึ้นเมื่อสัตว์เคยชิน

ลักษณะที่ดีของหญ้าหมัก

สีหญ้าหมักที่ดี ควรมีสีเขียวแกมเหลือง หรือสีเหลือง ซึ่งถ้าหญ้าหมักเป็นสีดำไม่ควรนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ กลิ่นหอมคล้ายผัก ผลไม้ดอง เนื้อหญ้าหมักจะต้องไม่เป็นเมือก ไม่เละ ไม่มีราหรือส่วนเน่าบูด ความชื้นควรอยู่ระหว่าง 65 – 70 % ทดสอบโดยบีบหญ้าหมักด้วยมือ ถ้ามีน้ำเหลวๆไหลออกมาแสดงว่า มีความชื้นมากเกินไป อาจทำให้หญ้าหมักเสียได้ง่าย

ข้อควรระวังในการทำหญ้าหมัก

  • การอัดหญ้าลงในภาชนะที่ใช้หมักต้องอัดให้แน่นเพื่อไล่อากาศที่มีอยู่ในภาชนะออกให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้การหมักเกิดได้ดี และหญ้าหมักเสียน้อยที่สุด
  • การปิดภาชนะที่บรรจุต้องทำให้มิดชิดเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศจากภายนอกเข้าไปในกองหญ้าหมัก
  • เมื่อเปิดภาชนะควรใช้ให้หมดในระยะเวลาอันสั้น และเปิดภาชนะอย่าให้กว้างมาก เพื่อช่วยให้หญ้าหมักเสื่อมช้าลง
  • หญ้าที่นำมาใช้หมักไม่ควรจะมีความชื้นสูงมากเพราะจะทำให้เกิดน้ำในภาชนะหมักมากเกินไป และหญ้าหมักเก็บได้ไม่นาน
  • ระมัดระวังหนูหรือแมลงสาบที่จะมากัดภาชนะหรือพลาสติกที่ปิดให้เป็นรู อากาศจะเข้าไปทำให้หญ้าหมักเสียได้
หญ้าหมัก

ภาพประกอบจาก | facebook ตังค์เต็มฟาร์ม

ข้อดีของหญ้าหมัก

  • สามารถทำได้ทุกฤดูกาล และสามารถใช้ทุกส่วนของต้นพืชให้เป็นประโยชน์ ส่วนของลำต้นที่แข็งเมื่อหมักแล้วจะอ่อนนุ่มสัตว์ชอบกิน
  • ใช้พื้นที่ในการเก็บรักษาน้อย
  • หญ้าหมักมีลักษณะอวบน้ำ สัตว์ชอบกิน
  • การสูญเสียโดยการร่วงหล่นของใบพืช จากการทำหญ้าหญ้าหมักมีน้อย จึงสามารถรักษาธาตุอาหารต่าง ๆ ไว้ได้สูงกว่าหญ้าแห้ง และลดอันตรายจากอัคคีภัย ในการเก็บเมื่อเทียบกับหญ้าแท้ง
  • สามารถเก็บรักษาได้นานเป็นปีๆ โดยคุณค่าทางอาหารไม่ลดลงถ้าหากมีการปฏิบัติอย่างดี

ข้อเสียของหญ้าหมัก

  • ต้องมีความรู้ความชำนาญในการทำหญ้าหมัก เปลืองแรงงานและลงทุนมากกว่าการทำหญ้าแห้ง
  • ขาดวิตามินดี
  • เป็นราเสียหายง่าย เมื่อเปิดหลุมแล้ว เนื่องจากหญ้าหมักมีฤทธิ์เป็นกรค จึงทำลายกายภาชนะที่เป็นโลหะได้

หญ้าหมักดี วัวขุนมีสุขภาพดี!

การทำหญ้าหมักเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวขุนทุกท่าน ลองทำดูแล้วคุณจะพบว่ามันง่ายกว่าที่คิด แถมยังช่วยให้วัวขุนของคุณแข็งแรง อ้วนท้วนสมบูรณ์ และมีสุขภาพดีอีกด้วย

ข้อมูล : สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปลูกหญ้าแพงโกล่า สำหรับเลี้ยงสัตว์มือใหม่

ปลูกหญ้าแพงโกล่า สำหรับเลี้ยงสัตว์มือใหม่

ปลูกหญ้าแพงโกล่า

หญ้าแพงโกล่า (Digitaria decumbens) ถือว่าเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์ได้เป็นอย่างดี ราคาถูก จะช่วยลดต้นทุนในการเลี้ยงสัตว์ได้มาก ไม่ว่าจะเป็น โคเนื้อ โคนม กระบือ แพะ แกะ นั้นสามารถนำหญ้าแพงโกล่า มาเลี้ยงได้เป็นอาหารหยาบ ซึ่งหญ้าแพงโกล่ายังปลูกง่ายทั้งที่ลุ่มและที่ดอน

วิธีการ ปลูกหญ้าแพงโกล่า

สำหรับหญ้าแพงโกล่านั้น สามารถปลูกได้ทั้งที่ลุ่มและที่ดอน ซึ่งจะมีวิธีปลูกที่แตกต่างกันเล็กน้อย เรามาดูวิธีการปลูกแบบคร่าวๆ ทั้ง 2 วิธีกันเลยครับ

การปลูกหญ้าแพงโกล่าในที่ลุ่ม

ช่วงเวลาปลูก สามารถปลูกหญ้าแพงโกล่าในพื้นที่ลุ่ม ที่มีการให้น้ำชลประทานได้ตลออดทั้งปี การปลูกในพื้นที่ลุ่มให้เตรียมดินโดยการทำเทือกแบบนาหว่านน้ำตม การเตรียมท่อนพันธุ์หญ้าแพงโกล่า ใช้การตัดหญ้าแพงโกล่าทั้งต้น เมื่ออายุ 50-60 วัน ท่อนพันธุ์ที่ได้ควรนำไปปลูกทันที

การเตรียมแปลง

สำหรับการเตรียมแปลงนั้น เริ่มจากการไถดะเตรียมดิน ในเดือน มีนาคม –เมษายน ของแต่ละปี จากนั้นเอาน้ำเข้าท่วมแปลงไว้สูงประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นปล่อยน้ำออกแล้วแล้วทำการจึงไถดะ ไถคราด แล้วก็พรวนดินไว้ แล้วนำท่อนพันธุ์หญ้าแพงโกล่าหว่านได้เลย

การใส่ปุ๋ย

ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ในแต่ละรอบของการตัดควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) 2 ครั้ง ๆ ละ 10 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งแรกหลังตัด 1 วัน และครั้งที่ 2 หลังตัด 10-15 วัน หลังการให้น้ำแต่ละครั้งหรือขณะดินมีความชื้นเหมาะสม สำหรับการใส่ปุ๋ยรองพื้น สูตร 15-15-15 ในปีต่อไปควรใส่ตอนต้นฤดูฝนขณะดินมีความขึ้นเหมาะสม

การให้น้ำ

การปลูกในพื้นที่ลุ่มหรือพื้นที่นา ควรมีการให้น้ำหลังจากการตัดหญ้าไปใช้ประโยชน์ และให้น้ำครั้งต่อไปทุกๆ 10-15 วัน โดยวิธีการปล่อยน้ำเข้าแปลง ในปริมาณน้ำที่คาดว่าน้ำจะแห้งได้ภายใน 1-2 วัน ส่วนในพื้นที่ดอนที่ไม่สามารถปล่อยน้ำเข้าแปลงได้ ควรให้น้ำด้วยระบบน้ำฝอย หรือสปริงเกอร์ ทุกๆ สัปดาห์ ในช่วงฝนทิ้งช่วงหรือในฤดูแล้ง

ระยะเวลาการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมสำหรับหญ้าแพงโกล่า

อายุของหญ้าแพงโกล่าตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนกระทั่งอายุครบ 45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวหญ้าไปขายได้ ซึ่งในช่วงนี้ความยาวของหญ้าจะเหมาะสมอยู่ที่ 30 – 40 เซนติเมตร ต่อจากนั้นอีก 45 วันก็เก็บเกี่ยวครั้งต่อไปได้เลย ระยะเวลาเหมาะสมในการเก็บเกี่ยวครบอายุของหญ้าคือประมาณ 45 วัน

ข้อดีของการปลูกหญ้าแพงโกล่า

  • ลงทุนปลูกครั้งเดียวแต่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตไปได้เรื่อยๆ ต่อเนื่องหลายปี จึงทำการไถกลบแล้วเริ่มปลูกใหม่อีกครั้ง
  • หญ้าแพงโกล่าสามารถเก็บขายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ตั้งแต่เดือนมีนาคม ไปถึงเดือนพฤศจิกายน ของปี และหญ้าจะพักตัวในช่วงหน้าหนาว ตั้งแต่เดือน ธันวาคม ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เฉลี่ยแล้วตลอดทั้งปีสามารถเก็บเกี่ยวหญ้าแพงโกล่าขายได้ต่อเนื่องถึง 6 ครั้งต่อปี

การปลูกหญ้าแพงโกล่ามีข้อดีอีกหลายประการ เช่น ไม่มีโรคและแมลงรบกวน ต้นทุนสูงในปีแรก ส่วนปีต่อไปต้นทุนทุนจะลดลง เนื่องการปลูกหญ้าแพงโกล่าแต่ละครั้งสามารถเก็บเกี่ยวได้นาน 5-7 ปี จึงเหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการลดพื้นที่ทำนา ตัดวงจรโรคและแมลง หรือลดอัตราเสี่ยงจากน้ำท่วมในฤดูฝน

ปลูกหญ้าแพงโกล่า

ราคาขายหญ้าแพงโกล่าแบบแห้ง

สำหรับการทำหญ้าแพงโกล่าเป็นหญ้าแห้ง จะเริ่มตัดหญ้าในเดือนพฤศจิกายน โดยตัดหญ้าที่ความยาว 30-40 เซนติเมตร จากนั้นนำหญ้าแพงโกล่าตากแดดให้แห้ง ไม่เกิน 3 วัน แล้วอัดหญ้าเป็นก้อนโดยใช้เครื่องอัด น้ำหนักก้อนละ 20 กิโลกรัม

  • หญ้าเกรดดีอายุไม่เกิน 45 วัน อัดแห้งขายได้ในราคากิโลกรัมละ 4 บาท เท่ากับก้อนละ 80 บาทต่อ 20 กิโลกรัม (หญ้าอัดแห้ง 1 ก้อน)
  • หญ้าอายุไม่เกิน 60 วัน ขายได้ในราคากิโลกรัมละ 2 บาท เท่ากับ ก้อนละ 40 บาทต่อ 20 กิโลกรัม (หญ้าอัดแห้ง 1 ก้อน)
  • ปริมาณ หญ้าสด 4 กิโลกรัม เมื่อนำมาทำหญ้าแห้งเหลือปริมาณ 1 กิโลกรัม เพราะฉะนั้นขายแบบหญ้าสดจะได้ราคาดีกว่าการขายแบบแห้ง

รูปภาพประกอบสวยๆ จาก Facebook Nongmai Farming


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา ดีไซน์ร่วมสมัย ดูโดดเด่น มีเอกลักษณ์

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา ดีไซน์ร่วมสมัย ดูโดดเด่น มีเอกลักษณ์

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

กลับมาพบกันอีกเป็นประจำเช่นเคย คราวนี้ ในบ้าน ได้มาพร้อมกับ.. บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา ดีไซน์สวยๆ จากทีมงาน รวยก่อสร้าง

เชื่อว่าหลายคนอยากมีบ้านในฝันที่เน้นดีไซน์แบบเรียบง่าย แต่ดูสวยและมีสไตล์ วันนี้เราจึงนำตัวอย่างไอเดียแบบบ้านชั้นเดียว หลังทรงปั้นหยา ดีไซน์ร่วมสมัย ดูโดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มาแนะนำเผื่อเป็นแนวทางดีๆ สำหรับใครที่กำลังมองหาแบบบ้านสวยๆ สไตล์โมเดิร์น ที่มาพร้อมกับฟังก์ชั่นการใช้งานที่ทันสมัย น่าสนใจแค่ไหนเราไปชมกันเลย

ผลงานและรูปภาพโดยทีมงาน : รวยก่อสร้าง
เรียบเรียงโดย : kasetbanna.com

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

บ้านหลังนี้เป็นบ้านทรงร่วมสมัย ยกพื้นต่ำ ประกอบไปด้วยหลังคาปั้นหยา ผนังภายนอกทาด้วยสีฟ้ายืนพื้น สร้างบรรยากาศอบอุ่น ผ่อนคลาย พร้อมกรุไม้เทียมและหินทรายเป็นรายละเอียดทำให้บ้านดูด้วยงาม มีมิติมากขึ้น

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

ลักษณะโดยรวมเป็นบ้านโทนสีฟ้าอ่อนๆ ดีไซน์หลังคาทรงจั่วซ้อน แนวร่วมสมัย ภายในบ้านประกอบด้วย 4 ห้อง นอน 2 ห้องน้ำ ห้องโถง 1 ห้องครัว โดดเด่นด้วยเสามุกหน้าบ้าน ตัวบ้านมีพื้นที่ใช้สอย 192 ตารางเมตร

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา

ประตูหน้าบ้านเลือกใช้บ้านไม้ขนาดหญ่สวยงาม และหน้าต่างของบ้านหลังนี้เลือกใช้แบบกระจกโปร่งใส ตัดขอบวงกบด้วยสีขาว ช่วยให้บ้านหลังน้อยดูโปร่งสบายไม่อึดอัด แถมยังช่วยในการกระจายแสงธรรมชาติเข้าสู่บ้านได้ดี ประหยัดค่าไฟไปในตัวด้วย

ห้องโถงตกแต่งด้วยสีขาว เพดานเป็นแบบฝ้าหลุมฝังหลอดไฟ LED พร้อมซ่อนไฟวอร์มไลท์ให้แสงสว่าง สร้างบรรยากาศอบอุ่น เชื้อเชิญแขกผู้มาเยี่ยมเยือน

ห้องนอนตกแต่งด้วยโทนสีสว่าง ผนังเลือกใช้สีขาว ปูพื้นด้วยกระเบื้องสีครีมให้ความอบอุ่น ผ่อนคลาย พร้อมหน้าต่างระบายอากาศ เปิดรับแสงจากธรรมชาติ และยังสามารถชมวิวภายนอกได้อย่างชัดเจน เหมาะกับการพักผ่อน

สำหรับครัว มีขนาดกลางกำลังดี ด้วยเคาน์เตอร์ครัวกระเบื้องสีครีมอ่อน ท็อปด้านบนด้วยโทนเทาอ่อน ตัดกับบานตู้ที่เป็นสีขาว แถมผนังยังใช้กระเบื้องสีเทาลายหินอ่อนให้สามารถเช็ดคราบได้ง่ายมากขึ้น ส่วนหน้าต่างกระจกใสแบบเลื่อนได้ ช่วยในการถ่ายเทกลิ่นอาหารได้อย่างดีเยี่ยม

ห้องครัว

สำหรับห้องน้ำของบ้าน เป็นอีกห้องที่ภายในกว้างขวาง จึงสามารถแบ่งพื้นที่ใช้สอยแบบแห้งและแบบเปียกได้อย่างเป็นสัดส่วน พร้อมกับมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบทุกฟังก์ชันการใช้งาน บอกเลยสวยงามน่าใช้มากๆ ครับ

ห้องน้ำ

บ้านเดี่ยวทรงปั้นหยา เป็นแบบบ้านที่น่าสนใจและมีความคลาสสิก แต่ก่อนตัดสินใจสร้าง ควรพิจารณาถึงงบประมาณ สภาพอากาศในพื้นที่ และความต้องการในการใช้งานของตนเองให้รอบคอบ

หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปี

บัญชีราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงาน ปีงบประมาณ 2563  โดย ​กลุ่มออกแบบและก่อสร้าง สำนักอำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน >>> https://www.yotathai.com/passadu/cost-build-63




 

บทความอื่นที่น่าสนใจ

ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ Only Time Will Tell

ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ Only Time Will Tell

ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ Only Time Will Tell

ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ Only Time Will Tell  เป็นหนังสือที่รวบรวมบทความของ วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN โดยมีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับ การใช้ชีวิต การ พัฒนาตนเอง และ ความสัมพันธ์ ผ่านมุมมองที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง หนังสือเล่มนี้ชวนให้ผู้อ่านได้หยุดคิด ทบทวน และค้นหาคำตอบเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง

1. ใช้ชีวิตให้พอใจในความเรียบง่าย

ชีวิตที่น่าพอใจไม่ได้ต้องการสิ่งหรูหรามากมาย บางครั้งแค่การมีคนข้าง ๆ ที่ทำให้วันของเรามีความหมายก็เพียงพอแล้ว ความสุขไม่ได้ซับซ้อน หากเรามองหาความสุขจากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว ชีวิตที่มีคนสำคัญคอยอยู่เคียงข้างอาจทำให้ทุกวันที่แสนธรรมดากลายเป็นวันที่มีความหมายและเต็มไปด้วยคุณค่า การให้ความสำคัญกับสิ่งเล็ก ๆ ทำให้เราเข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต

2. อย่าปล่อยให้ความเหงาทำให้เราเสียโอกาสในการค้นพบตัวเอง

ความเงียบอาจทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยว แต่บางครั้งมันกลับเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่ทำให้เราค้นพบสิ่งใหม่ในตัวเอง ความเงียบไม่ใช่ความเหงาเสมอไป มันเป็นโอกาสให้เราได้ทบทวน เรียนรู้ และสำรวจจิตใจของตัวเอง บางครั้งการอยู่กับตัวเองทำให้เราเข้าใจตัวตนของเรามากขึ้น เห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี และค้นพบความสงบในชีวิต

3. รักษาสัญญาด้วยความมั่นใจในคำพูด

คำสัญญาคือสิ่งที่เปราะบาง และมันบ่งบอกถึงความรับผิดชอบและความจริงใจในตัวเรา การรักษาสัญญาคือการแสดงความเคารพทั้งต่อผู้อื่นและตัวเอง แต่ถ้าไม่มั่นใจในสิ่งที่พูด ก็ไม่ควรสัญญาเลย เพราะคำสัญญาที่ผิดพลาดไม่เพียงแต่ทำลายความไว้วางใจของผู้อื่น แต่ยังบั่นทอนความน่าเชื่อถือในตัวเราเองด้วย คำพูดที่หนักแน่นและจริงใจจึงมีพลังมากกว่าคำสัญญาที่ว่างเปล่า

4. บางทีความพ่ายแพ้ก็เป็นครูที่ยิ่งใหญ่

ความล้มเหลวบางครั้งให้บทเรียนที่ลึกซึ้งกว่าความสำเร็จ มันสอนเราให้รู้จักตัวเองมากขึ้น รู้ว่าเรามีความแข็งแกร่งแค่ไหน และทำให้เราเห็นมุมมองใหม่ ๆ ที่อาจไม่เคยเห็นในตอนที่ชนะ ความพ่ายแพ้จึงไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุด แต่คือการเริ่มต้นใหม่ของการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง การกล้าที่จะยอมรับความพ่ายแพ้คือความกล้าหาญที่แท้จริง เพราะมันทำให้เราเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น

5. ตัดสินใจอย่างช้าและใช้เวลาเพื่อเข้าใจผู้อื่น

การรีบตัดสินคนอื่นอาจทำให้เราพลาดที่จะเข้าใจและเห็นมุมมองของเขาจริง ๆ การตัดสินใจอย่างช้าและเปิดใจฟังผู้อื่นจะทำให้เราเข้าใจและเคารพในความแตกต่างของแต่ละคน เพราะความแตกต่างคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความงดงาม การให้เวลาเพื่อเข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริงนั้นอาจทำให้เราได้พบมิตรภาพที่ยืนยาวและความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง

6. ความฝันอาจไม่สำคัญเท่ากับการใช้ชีวิตจริง

บางครั้ง การปล่อยให้ความฝันของเรากลายเป็นพันธนาการที่ดึงเราออกจากความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด ความฝันมีค่า แต่ถ้าเรายึดติดจนมันทำให้เราไม่สามารถใช้ชีวิตในปัจจุบันได้ เราอาจต้องหันมาประเมินใหม่ การขีดฆ่าความฝันบางอย่างเพื่อให้ชีวิตของเราเดินหน้าต่อไปในเส้นทางที่เหมาะสมก็อาจจะดีกว่า เพราะชีวิตคือการหาจุดสมดุลระหว่างความฝันและความเป็นจริง
เล่มนี้ยังมีข้อคิดดี ๆ อีกมาก

หมายเหตุ: หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ สามารถหาอ่านได้จากร้านหนังสือทั่วไป หรือช่องทางออนไลน์ต่างๆ




บทความอื่นที่น่าสนใจ

แพะท้องอืด ใช้ยาอะไร รักษายังไง

แพะท้องอืด ใช้ยาอะไร รักษายังไง

แพะท้องอืด

แพะท้องอืด เป็นอีกอาการหนึ่งของแพะที่ผู้เลี้ยงแพะมักพบเห็นกันอยู่บ่อยครั้ง สาเหตุอาจเนื่องด้วย แพะอาจไปกินหญ้าที่มีลักษณะที่อ่อนเกินไป หรือการกินอาหารที่ไม่คุ้นเคยหรือไม่เคยกินก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุเช่นเดียวกันที่อาจก่อให้เกิดอาการแพะท้องเสียได้

อาการแพะท้องอืด

อาการขั้นต้น ไม่เคี้ยวเอื้อง ไม่ถ่าย จะเดินหรือยืนจะมีการเหยียดตัว นอนและลุกบ่อยๆถี่ กระวนกระวาย คล้ายสัตว์จะคลอดลูก อาจมีอาการเบ่ง และท้องตรงสวาบด้านช้ายโป้งคล้ายลูกโป้ง กคหรือเกาะแล้วจะแน่นแข็งๆ

อาการรุนแรง จะนอนเหยียดขา ตาเหลือก หายใจไม่ออก ขาดอากาศหายใจ และอาจเสียชีวิต

สาเหตุ

เกิดจากการสะสมแก๊สในทางเดินอาหารของสัตวํและสัตว์ไม่สามารถขับออกมาได้ เนื่องจากมีแก๊ส เกิดขึ้นมากผิดปกติ หรือแก๊สเกิดปกติแต่สัตว์ไม่สามารถเรอเอาแก๊สออกมาได้

สาเหตุ ของการเกิดแก๊สในกระเพาะ

  • กินอาหารข้นมากเกินไป
  • กินพืชตระกูลถั่วในจำนวนมาก จะมีโปรตีนที่ละลายได้ง่ายสูง ( ยอดกระดินอ่อน เปียกน้ำ )
  • กินหญ้าอ่อนหรือยอดอ่อนมาก เวลาสัตว์กินหญ้าอ่อนมักจะกินเร็ว
  • กินพืชมีสารพิษเช่น ใบมัน หัวมัน ยอดอ่อนไมยราบไร้หนาม
  • การเปลี่ยนสูตรอาหารเร็วเกินไป ทำให้จุลินทรีย์ปรับตัวไม่ทันเกิดอาการอาหารไม่ย่อย

การรักษา แพะท้องอืด เบื้องต้น

(เพื่อลดการเกิดแก็สและเร่งระบายแก็ส)

  • กรอกน้ำมันพืช 20-150 ซีซีตามขนาดตัวและอาการ
  • กรอกยาธาตุน้ำแดง อีโน ผงฟู เบคกิ้งโซดา ( โซเคียมไบคาร์บอเนต ) 20-150 ซีซี ตามขนาดตัวและอาการ
  • อย่าให้นอน จับพิงคอกเอาด้านซ้ายออกแล้วเอาเขากดแช่ให้ตดหรือเรอ ทำรอบละ 4-5 ครั้ง หากยังไม่ดีขึ้นสัก 5-10 นาทีทำซ้ำอีก สังเกตการณ์ การเดินการถ่ายปรกติ เคี้ยวเองได้ไหม
  • ถ้ามียา เฮปปาเจน ทำการฉีดตามฉลากระบุไว้

ยาเฮปปาเจน (Hepagen)

ยาขับน้ำดี เป็นยากระตุ้นให้ตับ ผลิตน้ำดีให้มากขึ้น ยานี้ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เข้าช่องท้อง และฉีดช้าๆเข้าเส้น

  • ใช้รักษาอาการที่เกิดร่วมกับโรคตับ มีสรรพคุณต่ออาการที่เกี่ยวกับตับ
  • ขับน้ำดี กระตุ้นตับให้้ผลิตน้ำดีมากขึ้น
  • ช่วยเพิ่มการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร
  • รักษาอาหารไม่ย่อย
  • อาหารเป็นพิษ เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ
  • รักษาอาการที่พยาธิในกระเพราะและลำไส้

วัว ควาย แกะ : อาหารเป็นพิษ แน่นกระเพราะส่วนรูเม็น อาหารไม่ย่อยมีแก๊สในกระเพราะลำไส้
ม้า : อาการตับผิดปกติเนื่องมาจากเลี้ยงดูไม่สมบูรณ์ มีพยาธิไพโลพลาสมา
หมู : ภาวะโลหิตมีพิษจากลำไส้ บวมน้ำ เบื่ออาหาร ท้องผูก หลังคลอดหรือหย่านม


บทความอื่นที่น่าสนใจ

รีวิวหนังสือ ใช้ชีวิตง่าย ๆ ก็สบายใจเหมือนกันนะ

รีวิวหนังสือ ใช้ชีวิตง่าย ๆ ก็สบายใจเหมือนกันนะ

ใช้ชีวิตง่าย ๆ ก็สบายใจเหมือนกันนะ

เคยไหมเวลาที่ชอบอะไร รู้สึกอะไร แต่ไม่กล้าแสดงออกไป เพราะกลัวว่าสิ่งที่เราคิดนั้นมันอาจผิด หรือแตกต่างจากคนอื่น จนสุดท้ายก็ได้ในสิ่งที่ไม่ต้องการมาแทน เกิดเป็นคำถามในใจว่า แท้จริงแล้วเราแคร์ใครมากกว่ากันนะ ตัวเองหรือว่าคนอื่น จริง ๆ แล้วสิ่งที่แตกต่างอาจไม่ใช่สิ่งที่ผิด หากเป็นความกังวลใจของเราเองหรือเปล่า ที่ทำให้มันดูเป็นเรื่องที่ไม่สมควร เราเกรงใจและยอมให้คนอื่นได้เสมอ ฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่ต้องยอมให้หัวใจเรามีความสุขอย่างอิสระเสียที

สรุป 10 ข้อคิดง่าย ๆ จากหนังสือ ใช้ชีวิตง่าย ๆ ก็สบายใจเหมือนกันนะ

1. สำหรับหลายคน บ้านมอบความรู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลายใจที่สุด

2. ถ้าเป็นไปได้เราหลายคนอาจอยากใช้ชีวิตโดยไม่ต้องแข่งขัน แต่นั่นก็ต้องอาศัยความกล้าอย่างมาก ในสังคมที่มีการแข่งขันอย่างดุเดือดอยู่ตลอดเวลา

3. ความจริงแล้วครูก็ไม่อยากมาโรงเรียนเหมือนกัน ไม่ใช่เฉพาะเด็กหรอกที่ไม่อยาก แต่เพราะภาระค่าใช้จ่าย ครูก็ต้องหาเลี้ยงชีพ ถ้าเราเข้าใจว่าจุดยืนของกันและกัน เราก็อาจอยู่ร่วมกันได้มีความสุขมากขึ้น

4. คนเราสองจิตสองใจกับทุกอย่าง ตั้งแต่การเลือกเสื้อผ้า จนความอยากสอบได้แนนดีแต่ไม่อยากตั้งใจเรียน หรืออยากหาเงินได้เยอะแต่ไม่อยากทำงาน เรื่องเสื้อผ้าอาจตัดสินใจไม่ยากมาก แต่เรื่องชีวิต จิตใจคนนั้นไม่ง่ายเลยที่ต้องเลือกสิ่งเหล่านี้

5. ถ้าอยากให้คนอื่นมองเราที่มุมอื่นนอกจากมุมตรง เราก็ต้องหัดมองมุมข้างของคนอื่นก่อน  เพราะไม้บรรทัดที่เราใช้วัดคนอื่น สุดท้ายก็จะคืนสนองกลับมาหาเราเอง

6. แม้จะมีสารพัดความเห็น ว่าเราควรเป็นอย่างนู้น ทำแบบนี้ ใช้ชีวิตแบบที่เขาต้องการแต่ความจริงคือโลกไม่ได้สนใจความสุขของเราหรอก คนที่จะสนองความสุขของตัวเราได้ คือตัวเราเองเท่านั้น

7. เป้าหมายของการเดินทาง อาจเป็นการออกห่างจากกิจวัตรประจำวันที่ซ้ำซากจำเจ การย้ายจากบ้านหรือที่ทำงาน ไปนั่งร้านกาแฟ ก็อาจหลีกเลี่ยงชีวิตประจำวันได้ชั่วครู่ และอาจได้สถานที่หลบภัยดี ๆ ที่ทำให้เห็นโลกในอีกมุมก็เป็นได้

8. สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเป็นอิสระจากการทำงานประจำ อาจไม่ใช่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรู้สึกมั่นใจว่าเรามีกินมากพอจนประทังชีวิตได้ โดยไม่ต้องพึ่งเงินเดือน ซึ่งอาจหมายถึงการทำอาหารกินเอง โดยใช้เงินเดือนที่ได้ให้น้อยที่สุด

9. จริยธรรม หรือสามัญสำนึกของคนเราไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว และล้วนแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา สิ่งที่เคยเป็นจริยธรรมของเมื่อวานอ่านผิดจริยธรรมในวันนี้ถ้าสังคมเปลี่ยนไป

10. เราอาจต้องพบเจอ “ชีวิตช่วงจืดชืด” หลังทำภารกิจสำคัญเสร็จ เช่น สอบเข้ามหาวิทยาลัย หางานทำ หรือแต่งงานและเราอาจเกิดความคิดว่า เราทำไปทั้งหมด ก็เพื่อเรื่องแค่นี้เองหรอ… โดยเรามักไม่มีปัญหาอะไรให้แก้ในชีวิตช่วงนี้ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเนิบ ๆ จนเกินไป

รีวิวิสั้น ๆ หลังอ่าน

เล่มภาคต่อของหนังสือสุดฮิตอย่าง นี่เราใช้ชีวิตยากเกินไปหรือเปล่านะ ที่เขียนโดยคุณฮาวัน หนังสือเล่มแรกจะเป็นการตั้งคำถามประเด็นว่าทำไมเราถึงใช้ชีวิตซะยากกันไปหมด เงื่อนไขชีวิตทำให้อะไรต่าง ๆ ดูเหนื่อย และก็ชวนตั้งคำถามไปถึงสภาพสังคมที่ทำให้เราเป็นแบบนั้นกันไปหมด แต่พอมาเล่มนี้ ก็ยังพอมีกลิ่นอายของเล่มแรกอยู่บ้างแต่หลาย ๆ บท ความเข้มข้นของเนื้อหาดูจะเบาบางลงไปพอควร และกลายเป็นการบ่นไปเรื่อยเปื่อยของผู้เขียนซะมากกว่า แต่บางเรื่องก็นับว่ายังใช้แง่คิดดี ๆ เอามาใช้ได้อยู่ ตามที่สรุปข้อคิดส่วนตัวที่ชอบกันไป

ใช้ชีวิตง่าย ๆ ก็สบายใจเหมือนกันนะ

ส่วนตัวคิดว่า ก็น่าแปลกที่อยู่ ๆ คุณฮาวันดูเหมือนจะมาเอาดีด้านงานนักเขียนเต็มตัว เพราะหนังสือเล่มแรกกระแสดีมาก โด่งดังทั้งในประเทศต้นฉบับเกาหลีใต้ และในไทย คุณฮาวันที่ลาออกจากงานประจำมาแล้ว เลยเขียนเล่มสองออกมา พร้อมยังทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบไปด้วย

แต่ต้องยอมรับว่าเพราะชีวิตของคุณฮาวันอาจจะเรียบง่ายเกินไปเป็นคนชอบอยู่บ้าน ไม่มีงานประจำ ไม่มีสังคม ไม่ได้มีกิจกรรมพิเศษอะไรให้หวือหวา วัตถุดิบในการเขียนเลยอาจไม่ได้เยอะมาก บางบทก็ดูฝืน ๆ เหมือนต้องนึกเรื่องในอดีต จนมีอะไรให้เขียนได้อีก 1 บท

ในขณะที่อ่านหนังสือเล่มนี้ เหมือนกับได้ทบทวนตัวเองไปด้วยว่า เราใจดีกับตัวเองบ้างไหม เปิดโอกาสให้กับตัวเองมากแค่ไหน และเรายังใช้ชีวิตยากเกินไปหรือเปล่า โลกใบนี้ต่างมีหลายมุม หลายด้านให้เราเลือกมอง ขอให้เลือกมองแค่มุมที่เราเพลินใจจะมอง และไม่เดือดร้อนใครก็พอ


ผู้เขียน: Ha Wan (ฮาวัน)
ผู้แปล: ตรองสิริ ทองคำใส
จำนวนหน้า: 224 หน้า
สำนักพิมพ์: springbooks
เดือนปีที่พิมพ์: 7/2022
ชื่อเรื่องต้นฉบับ: I Just Look Better From The Side


บทความอื่นที่น่าสนใจ

แกงแคหอยหรือแกงข้าวคั่วหอย อาหารพื้นบ้านภาคเหนือ

แกงแคหอยหรือแกงข้าวคั่วหอย อาหารพื้นบ้านภาคเหนือ

แกงแคหอยหรือแกงข้าวคั่วหอย

แกงแคหอยหรือแกงข้าวคั่วหอย จะใช้ส่วนผสมเช่นเดียวกับแกงแค เพียงแต่เปลี่ยนจากแกงกับเนื้อไก่หรืออื่นๆ มาเป็นหอยขม และใส่ข้าวคั่ว เพื่อให้น้ำแกงมีความข้นและมีกลิ่นหอมจากข้าวคั่วครับ

ส่วนผสม

  • หอยขม 400 กรัม
  • ข้าวคั่ว 1/2 ถ้วย
  • ตำลึง 1/2 ถ้วย
  • ชะพลู 1/2 ถ้วย
  • ชะอม 1/2 ถ้วย
  • ถั่วฝักยาว 1/4 ถ้วย
  • มะเขือยาว 1/4 ถ้วย
  • มะเขือพวง 1/4 ถ้วย
  • ยอดมะพร้าวอ่อน 1/4 ถ้วย
  • พริกขี้หนู 3 เม็ด
  • ดอกงิ้วแห้ง 10 ดอก
  • ข่าหั่น 4 แว่น
  • ตะไคร้หั่นเป็นท่อน 1 ต้น
  • ผักชีซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ

เครื่องแกง

  • พริกแห้ง 5 เม็ด
  • กระเทียม 5 กลีบ
  • หอมแดง 5 หัวกะปิแกง 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • ผงชูรสนิดหน่อย
  • น้ำปลาปรุงรสตามชอบ

วิธีการทำ

  • โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด ล้างหอยขมให้สะอาด แล้วตัดก้นหอยออก
  • กระทะตั้งไฟ ใส่น้ำมัน ใส่เครื่องแกงลงผัดให้หอม ใส่หอยลงผัดให้เข้ากัน เติมน้ำ เคี่ยวต่อจนหอยสุก
  • ใส่ตะไคร้ และข่า ใส่ผักแกงแค คนให้ทั่ว
  • พอเดือด ใส่ข้าวคั่ว คนให้เข้ากัน พอผักสุก ปิดไฟ

วิธีล้างเศษดินจากหอยขม

ล้างหอยขม โดยแช่น้ำไว้ ใส่พริกขี้หนูทุบพอแตก จะช่วยให้ล้างเศษดินที่ติดอยู่ออกได้ง่าย


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ