รีวิวหนังสือ : หยุดเลี้ยงลิงในสมองคุณ (Jennifer Shannon)

รีวิวหนังสือ : หยุดเลี้ยงลิงในสมองคุณ (Jennifer Shannon)

หยุดเลี้ยงลิงในสมองคุณ

หยุดเลี้ยงลิงในสมองคุณ (Jennifer Shannon) ลิงในสมองจากหนังสือ เป็นการเปรียบเทียบถึงสภาวะความวิตกกังวลของเราว่าเกิดจากปฏิกิริยาอัตโนมัติในการเอาชีวิตรอดเมื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคาม ซึ่งอาการเหล่านั้นมักส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวและกระโดดไปมาเหมือนลิง

ฉะนั้นในเวลาที่เราถูกเจ้าลิงปล้นสมองจึงทำให้เรามักตัดสินใจไปตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ซึ่งนั่นถือเป็นการป้อนอาหารให้ลิงจนทำให้มันแข็งแรงและมีอำนาจมากขึ้น

ผู้เขียนใช้แนวทางการรักษาแบบบำบัดความคิดและพฤติกรรม หรือ CBT (Cognitive Behavior Therapy) เป็นพื้นฐานในการเขียนหนังสือ ซึ่งใส่ใจว่าอะไรทำให้ปัญหายังคงเป็นปัญหา มากกว่าจะตามสืบค้นต้นตอกระบวนการคิดที่สร้างมันขึ้น หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือจิตวิทยาอีกเล่มที่อ่านง่าย ย่อยง่าย เพราะไม่มีศัพท์เทคนิคหรือข้อมูลเชิงวิชาการมากนัก

เนื้อหาภายในเล่มแบ่งเป็น 11 บท ได้แก่

  • บทที่ 1 รับรู้ภัยคุกคาม
  • บทที่ 2 ข้อสันนิษฐานสามข้อ
  • บทที่ 3 ให้อาหารลิง
  • บทที่ 4 ไม่ยอมเสี่ยง
  • บทที่ 5 โลกมันกลมนะ
  • บทที่ 6 ความรู้สึกที่จำเป็นต้องรู้สึก
  • บทที่ 7 เสียงกระซิบกระซาบของลิง
  • บทที่ 8 จุดประสงค์และแผนการ
  • บทที่ 9 วางเดิมพันให้น้อยลง
  • บทที่ 10 ฝึกชมเชยตัวเอง
  • บทที่ 11 ชีวิตที่เปิดกว้าง

การนำเสนอในเล่มจะพาผู้อ่านค่อย ๆ ล้วงไปทำความรู้จักลิงตัวปัญหาของตนแล้วเรียนรู้ที่จะรับมือและหยุดวงจรการตอบสนองไปตามสัญชาตญาณเพื่อให้ตนเองอยู่รอดปลอดภัยด้วยวิธีปรับมุมมองทางความคิดให้เปิดกว้างกว่าเก่า และกล้าเผชิญหน้ากับความวิตกกังวลมากกว่าเก่า

หยุดเลี้ยงลิงในสมองคุณ

โดยส่วนตัวเรามองว่าคล้ายกับการฝึกมี Growth Mindset ที่มองเห็นปัญหาว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ที่จะเติบโตในภายภาคหน้า ในหนังสือมีแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เราค้นพบแนวทางที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งเมื่อเราทดลองทำก็พบคำตอบที่น่าสนใจ และคุณเองก็อาจค้นพบวิธีตัดจบความกังวลของตัวเองได้เช่นกัน

ไม่ใช่ทุกครั้งที่ความวิตกกังวลจะเป็นผู้ร้ายในสายตาของเรา ความวิตกกังวลบางอย่างนำไปสู่การค้นพบและแนวทางป้องกันก่อนที่จะกลายเป็นวัวหายแล้วล้อมคอกได้ หากแต่บางครั้งเจ้าความวิตกกังวลนี้กลับทำตัวเป็นภัยคุกคามเสียเองเมื่อมันทำให้คุณหลงอยู่ในวังวนความคิดที่ไม่มีทางออก และทำได้เพียงหลบเลี่ยงมันด้วยการเก็บงำผ่านกิจกรรมการเอาตัวรอดที่ทำให้คุณรู้สึกว่าตนเองจะปลอดภัย อาจเป็นงานอดิเรกที่ชอบหรือการพยายามหากิจกรรมผ่อนคลาย และนั่นเท่ากับคุณกำลังหล่อเลี้ยงปัญหาเอาไว้จนมันมีแต่จะกลายเป็นความกังวลที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ

คนขี้กังวลมักมีนิสัยแบบนี้

ความวิตกกังวลคือสภาวะที่กระตุ้นให้เราต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อตอบสนองต่อสิ่งที่เราคิดว่าเป็นภัยคุกคาม ผู้เขียนได้ตั้งข้อสันนิษฐานที่เป็นการตอบสนองสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดจากภัยคุกคามไว้ 3 ข้อ ได้แก่ การทนความไม่แน่นอนไม่ได้ (ฉันต้องแน่ใจเต็มร้อย ฉันถึงจะรอด) การนิยมความสมบูรณ์แบบ (ฉันต้องไม่ทำผิดพลาด ฉันถึงจะรอด) และการรับผิดชอบจนล้นเกิน (ฉันต้องรับผิดชอบความสุขและความปลอดภัยของทุกคน ฉันถึงจะรอด) ซึ่งคนที่ประสบปัญหาภาวะวิตกกังวลมากจนเกินไปมักมีส่วนประกอบไม่ข้อใดก็ข้อหนึ่ง หรืออาจจะมากกว่าหนึ่งข้อด้วยซ้ำ

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่สำคัญเท่าสิ่งที่เราตอบสนอง

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ความวิตกกังวลมักกระตุ้นให้เราลงมือทำอะไรสักอย่าง และสิ่งที่คุณลงมือทำนั่นเองถือเป็นการให้อาหารลิงและยืนยันอย่างแน่นอนว่ามันเป็นภัยคุกคามอย่างถูกต้อง เพราะตอนที่เราตัดสินใจทำเพียงเพื่อต้องการระงับความกังวลนั้นเป็นเพียงการตอบสนองไปตามสัญชาตญาณโดยขาดการรู้คิด วิธีที่คุณจะรู้ว่าเมื่อใดสิ่งที่คุณลงมือทำคือการใช้กลยุทธ์เอาตัวรอด ให้ลองสังเกตว่ามันมีลักษณะ 1 ใน 2 รูปแบบนี้หรือไม่ แบบแรก สิ่งที่คุณทำคลี่คลายสถานการณ์ความวิตกกังวลได้เพียงชั่วคราวและต้องทำซ้ำ ๆ หรือแบบที่สอง สิ่งที่คุณลงมือทำพาคุณออกห่างจากเป้าหมายหรือค่านิยมสำคัญในชีวิตของคุณไปทุกที

อย่ากลัวที่จะรู้สึกแย่

วิธีการเบื้องต้นที่จะนำพาเราไปสู่การตัดวงจรความวิตกกังวลที่มากเกินพอดีนั่นคือการยอมให้ตัวเองได้รู้สึกแย่บ้าง ด้วยการฝึกคิดถึงมุมมองใหม่ ๆ เพื่อหยุดระบบความคิดที่ตัดสินทุกสิ่งที่คุณไม่รู้จักและไม่เคยทดลองว่าเป็นภัยคุกคามของชีวิต คุณอาจเริ่มด้วยแนวคิดที่ว่าไม่จำเป็นต้องแน่ใจเต็มทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ผิดพลาดได้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย หรือรับผิดชอบขอบเขตของตนเองก่อน ลองเผชิญหน้าและเรียนรู้ที่จะโอบรับความกังวลของคุณเองโดยไม่ต้องรีบหาวิธีกำจัด ลองมองว่าสิ่งเหล่านี้คือสารตั้งต้นที่จะช่วยพาคุณไปสู่ความเข้าใจในสเกลการเติบโตที่ใหญ่ขึ้นของชีวิต มากกว่าจะยอมยึดตัวเองเอาไว้กับพื้นที่ปลอดภัยและวนอยู่ในวงจรความวิตกกังวลซ้ำ ๆ

หนังสือที่ช่วยรับมือความวิตกกังวล

โดยสรุปแล้วสำหรับเรา หนังสือได้หยิบยื่นเครื่องมือการฝึกฝนตนเองสำหรับผู้ที่ตกอยู่ในภาวะวิตกกังวลจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต แต่ละวิธีที่ถูกถ่ายทอดคล้ายกับการหยิบยื่นมุมมองความคิดของการฝึกเป็นคนมี Growth Mindset หรือทัศนคติแบบพัฒนาได้แต่ขยายความเฉพาะเจาะจงที่จะแก้ปัญหาเรื่องความวิตกกังวลตามชื่อหนังสือ มันจึงเป็นอีกเล่มที่เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการจะแก้ไขจุดบกพร่องในเรื่องนี้ เพราะนอกจากแบบทดสอบและแนวทางที่ช่วยให้เราค้นพบว่าความวิตกกังวลใดที่บั่นทอนชีวิตเราอยู่ วิธีคิดของเราแบบไหนที่ถือเป็นการหล่อเลี้ยงมันไว้ และเราใช้กลยุทธ์อะไรจนทำให้เราประสบความสำเร็จในการหล่อเลี้ยงความวิตกกังวลของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันยังช่วยนำเสนอวิธีคิดและกลยุทธ์ทางเลือกอื่น ๆ ที่เราอาจไม่รู้ว่าควรเริ่มจากจุดไหนให้ลองปรับใช้ด้วยการบอกเล่าแบบง่าย ๆ ผ่านตัวอย่างกรณีศึกษาที่ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น

หยุดเลี้ยงลิงในสมองคุณ

แต่ถ้าหากคุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วยังคงวิตกกังวลว่าหนังสือเล่มเดียวมันคงช่วยแก้ไขอะไรไม่ได้ เราอยากให้คุณลองเริ่มพาตัวเองไปสู่ทางเลือกใหม่

“หยุดเลี้ยงลิงในสมองคุณ! (Don’t Feed the Monkey Mind)”

ผู้เขียน : Jennifer Shannon
(สุดคนึง บูรณรัชดา แปล)
จำนวนหน้า : 192 หน้า / ราคาปก : 265 บาท
สำนักพิมพ์ : Bookscape
หมวด : จิตวิทยา/พัฒนาตนเอง


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ร้านกาแฟสไตล์นอร์ดิก ผสานความทันสมัยและเรียบง่าย

ร้านกาแฟสไตล์นอร์ดิก (Nordic House Style) ผสานความทันสมัยและเรียบง่าย

ร้านกาแฟสไตล์นอร์ดิก

ร้านกาแฟสไตล์นอร์ดิก คือร้านกาแฟที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความเรียบง่ายและความอบอุ่นของประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย เช่น สวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และเดนมาร์ก ซึ่งมีลักษณะเด่นคือการใช้โทนสีอ่อน วัสดุธรรมชาติ และแสงธรรมชาติ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและสบายตา

วันนี้เป็น ร้านกาแฟสไตล์นอร์ดิก (Nordic House Style) ผสานความทันสมัยและเรียบง่าย หลังคาแหลม ฟังก์ชั่นพื้นที่โล่ง 2 หลัง 1 ห้องน้ำ เชื่อมด้วยห้องกลางบ้านและมีดาดฟ้าด้านบน  พื้นที่ใช้สอย 140 ตารางเมตร เป็นผลการออกแบบและก่อสร้างจาก รวยก่อสร้าง ท่านที่กำลังหาไอเดียในการสร้างร้านกาแฟสไตล์นอร์ดิกลองชมรายละเอียดด้านในดูก่อนนะครับ

ผลงานและรูปภาพ : รวยก่อสร้าง
เรียบเรียง : kasetbanna.com

ร้านกาแฟสไตล์นอร์ดิก

ตัวร้านกาแฟเป็นหลังคาทรงหน้าจั่วแบบสไตล์นอร์ดิก หลังคาเลือกสีเข็มของสีเทา ตัดกับฝ้าเฟดานสีไม้ ด้านหน้ามี 2 หน้าจั่ว เล่นระดับกับหลังคากันสาดแบบโมเดิร์น นอกจากนนี้ ยังมีหน้าตัวด้านข้างของบ้าน อีก 2 เพิ่มลูกเล่นให้บ้าน

ร้านกาแฟสไตล์นอร์ดิก

ตัวร้านตกแต่งด้วยสีขาว ผนังตกแต่งด้วยผนังงานไม้สีน้ำตาล ระแนงเหล็ก และหน้าต่างทรงสูง และมีระเบียงด้านหน้าบ้าน

ร้านกาแฟสไตล์นอร์ดิก

จุดเด่นของบ้านสไตล์นอร์ดิก

  • ความเรียบง่าย: เน้นเส้นสายที่สะอาดตา ไม่ซับซ้อน ใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นแต่มีประโยชน์ใช้สอย
  • โทนสีอ่อน: มักใช้สีขาว สีครีม สีเทา หรือสีพาสเทล เพื่อสร้างความรู้สึกโปร่ง โล่ง สบายตา
  • วัสดุธรรมชาติ: ใช้ไม้ ไม้ไผ่ หรือผ้าลินิน เพื่อให้บ้านดูอบอุ่นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • แสงธรรมชาติ: ออกแบบให้มีหน้าต่างบานใหญ่เพื่อรับแสงธรรมชาติเข้ามาในบ้านให้มากที่สุด
  • เฟอร์นิเจอร์ฟังก์ชัน: เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานได้หลากหลายและมีดีไซน์เรียบง่าย
  • ต้นไม้: นำต้นไม้มาตกแต่งเพื่อเพิ่มความสดชื่นและความเป็นธรรมชาติ

Nordic House Style

ส่วนของภายในร้านห้องโถงโปร่ง ปูพื้นด้วยกระเบื้องลายหินอ่อนดูสบายตา ฝ้าเพดานเรียบโปร่งสวยงาม สีภายในเลือกใช้โทนสีขาวสบายตัวและที่สำคัญทำให้บ้านดูสว่างด้วย

Nordic House Style

ร้านกาแฟสไตล์นอร์ดิก

หากท่านกำลังมองหาแบบบ้านที่เรียบง่าย อบอุ่น และเหมาะกับสภาพอากาศในประเทศไทย บ้านสไตล์นอร์ดิกอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับท่าน

ข้อมูลและภาพประกอบจาก : สร้างบ้านสระบุรี&ทีมงานรวยก่อสร้าง 


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

แกงแคกบนา เมนูอาหารพื้นบ้านรสจัดจ้าน

แกงแคกบนา เมนูอาหารพื้นบ้านรสจัดจ้าน

แกงแคกบนา

แกงแคกบนา เป็นเมนูอาหารไทยพื้นบ้านที่มีรสชาติจัดจ้าน เป็นที่นิยมรับประทานกันมาก โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคอีสาน “แกงแค” หมายถึง แกงที่มีรสชาติเผ็ดจัดจ้าน ส่วน “กบนา” ก็คือ กบที่อาศัยอยู่ในนาข้าว นำมาประกอบอาหาร ทำให้ได้เมนูที่ทั้งอร่อยและมีคุณค่าทางอาหาร ผักที่เป็นส่วนผสมหลัก ส่วนใหญ่ประกอบด้วย ผักตำลึง ผักชะอม ใบชะพลู ผักชีฝรั่ง มะเขือพวง เห็ดลมอ่อน ผักเผ็ด และดอกแค

ส่วนผสม

  • กบนา 200 กรัม
  • ตำลึง 1 ถ้วย
  • ชะอม 1/2 ถ้วย
  • ชะพลู 1/2 ถ้วย
  • ถั่วฝักยาว 1/2 ถ้วย
  • มะเขือเปราะ 1/2 ถ้วย
  • มะเขือพวง 1/4 ถ้วย
  • ดอกงิ้วแห้ง 5 ดอก
  • เห็ดลมอ่อน 1/2 ถ้วย
  • ถั่วพู 1/2 ถ้วย
  • ผักขี้หูด 1/2 ถ้วย
  • ผักเผ็ด 1/2 ถ้วย
  • ดอกข่า 3 ดอก
  • ใบมะกรูด 5 ใบ
  • ผักชีฝรั่ง 2 ต้น
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ

เครื่องแกง

  • พริกขี้หนูแห้ง 15 เม็ด
  • กระเทียม 10 กลีบ
  • หอมแดง 5 หัว
  • ข่าหั่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • ตะไคร้ซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  • กะปิแกง 1 ช้อนชา
  • ปลาร้าต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1/2 ช้อนชา
  • ผงชูรสนิดหน่อย น้ำปลาปรุงรสตามชอบ

วิธีการทำ

  • สับกบเป็นชิ้นพอคำ
  • เด็ดหรือหั่นผักทุกชนิด ล้างให้สะอาด พักไว้ โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด
  • เจียวกระเทียมที่สับแล้วพอเหลือง ใส่เครื่องแกงลงผัดให้หอม ใส่กบลงไป ผัดให้สุก ใส่น้ำพอท่วมกบ ตั้งต่อให้เดือด ใส่ผักสุกยาก ตามด้วยผักที่สุกง่าย คนให้เข้ากัน พอผักสุก ยกลง ชิมปรุงรสตามชอบ
  • การคั่วหรือผัดเครื่องแกง ใช้ไฟปานกลาง เครื่องแกงบางสูตรอาจใส่เม็ดผักชี มะแขว่น ใบขิง หน่อข่า เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมของแกงแค
    ผักที่ใช้เป็นส่วนผสม สามารถใส่ผักชนิดอื่นๆได้ เช่น หน่อไม้ต้ม ยอดมะพร้าว จักค่านแห้ง ดอกแคขาว ดอกแคแดงตามฤดูกาล



 

แกงแคกบนา นับเป็นเมนูอาหารไทยที่น่าสนใจและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หากมีโอกาสลองทำทานเองที่บ้าน รับรองว่าจะติดใจในรสชาติความอร่อยอย่างแน่นอน


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

แบบบ้านทรงปั้นหยา สวยหรูดูดี สุดทันสมัย พื้นที่ใช้สอย 130 ตรม

แบบบ้านทรงปั้นหยา สวยหรูดูดี สุดทันสมัย พื้นที่ใช้สอย 130 ตรม

แบบบ้านทรงปั้นหยา


แบบบ้านทรงปั้นหยา เป็นรูปแบบบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ด้วยรูปทรงหลังคาที่สวยงามและความแข็งแรงทนทาน ทำให้บ้านทรงปั้นหยาเป็นที่ต้องการของผู้ที่ชื่นชอบสไตล์บ้านไทยดั้งเดิมผสมผสานกับความทันสมัย

วันนี้เรามีแบบบ้านทรงปั้นหยา ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม  มาฝากกันอีกเช่นเคย สำหรับบ้านหลังนี้ มีขนาด 3 ห้องนอน 1 ห้องพระ 2 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 130 ตรม.  ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก  โดยทีมงานรวยก่อสร้าง  จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ที่มารูปภาพและทีมช่าง : รวยก่อสร้าง
Site : ที่บ้านละมุ อ.อุทัย จ.อยุธยา  Line : 0636191556  Tel : 0636191556

แบบบ้านทรงปั้นหยา

หลังนี้เป็นบ้านโทนสีขาว แต่งด้วยกระเบื้องและหินตกแต่งสีเทาเข้ม ประตูไม้ขนาดใหญ่ ด้านล่างตัวบ้านยกพื้นสูง 1 เมตร ทาสีผนังขาวเป็นฐานให้กับตัวบ้านและช่วยกันเปื้อนให้กับผนัง ทำบันไดทางขึ้นด้านหน้าตัวบ้านรอบตัวมุกด้านหน้า

แบบบ้านทรงปั้นหยา

แบบบ้านทรงปั้นหยา

แบบบ้านทรงปั้นหยา

ภายในตัวบ้าน นั้นเราจะพบกับส่วนของโถงที่มีขนาดใหญ่ ให้ใช้สอย เลือกปูพื้นกระเบื้องลายไม้เพิ่มความสว่างดูสะอาดตา ผนังทาสีเทาโทนขาว  พร้อมทั้งฝ้าหลุมขนาดยาวทาสีขาว ประดับตกแต่งโคมไฟคริสตัลดวงใหญ่และไฟซ่อนฝ้าสีสวย ฝั่งซ้ายมือนั้นจะเป็นประตูเชื่อมไปยังโซนครัว

แบบบ้านทรงปั้นหยา

ห้องนอน นั้นถูกออกแบบให้มีห้องน้ำภายในตัวและเน้นโทนสีอ่อน ๆ ทั้งผนังและพื้น ตัดบัวพื้นสีเข้มายไม้ ฝ้าเพดานใช้เป็นฝ้าเรียบทาสีขาว พร้อมกับมีหน้าต่างไว้เปิดระบายอากาศ

ห้องครัวที่อยู่ด้านหลังตัวบ้าน ใช้โทนสีสว่างและติดโคมด้านบนช่วยส่องสว่าง พื้นที่กว้างขวางสามารถวางโต๊ะทานข้าวไว้ภายในห้อง มีหน้าต่างระบายอากาศเวลาแม่บ้านทำอาหารด้วยครับ ส่วนเคาน์เตอร์ครัวนั้นเป็นแบบบิวท์อิน ติดกับผนังฝั่งหลังบ้าน ใช้โทนสีขาวช่วยกันเปื้อนให้กับครัว มีหน้าต่างช่วยรับแสงหนึ่งบาน

จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบ : ทีมงานรวยก่อสร้าง

ติดต่อ : 0636191556
ID line : ruuay168

หมายเหตุ : ทางเว็บ ไม่ได้มีการรับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเพื่อเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

อุทยานแห่งชาติภูเวียง มหัศจรรย์แห่งไดโนเสาร์และธรรมชาติ

อุทยานแห่งชาติภูเวียง มหัศจรรย์แห่งไดโนเสาร์และธรรมชาติ

อุทยานแห่งชาติภูเวียง

อุทยานแห่งชาติภูเวียง อยู่ในพื้นที่ของ ตำบลในเมือง อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น เป็นอีกหนึ่งอุทยานที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวไม่น้อยเลย โดยเฉพาะผู้ที่สนใจเรื่องราวของไดโนเสาร์ เพราะที่นี่คือแหล่งขุดพบซากไดโนเสาร์แห่งแรกของประเทศไทยเลย นอกจากนี้ ธรรมชาติของภูเวียงยังสวยงามน่าค้นหาอีกด้วย ด้วยเหตุนี้เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้อุทยานแห่งชาติภูเวียงนั้น กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจของขอนแก่นนั่นเอง

อุทยานแห่งชาติภูเวียง

ภาพประกอบจาก : Facebook อุทยานแห่งชาติ ภูเวียง – Phu Wiang National Park

จุดพิกัดหลักๆที่ห้ามพลาดเลยของ อุทยานแห่งชาติ ภูเวียง นอกจากรอยเท้าไดโนเสาร์แล้ว ก็ยังมี จุดชมวิวผาชมตะวัน น้ำตกตาดฟ้า ลานกางเต็นท์ตาดฟ้า โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลเรื่องความปลอดภัยด้วยถือว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าจะต้องไปสัมผัสชักครั้ง

อุทยานแห่งชาติภูเวียง

ภาพประกอบจาก : Facebook อุทยานแห่งชาติ ภูเวียง – Phu Wiang National Park

ผาชมตะวัน อยู่บริเวณโซนลานกางเต็นท์ตาดฟ้า มีสถานที่ท่องเที่ยวดังนี้

  • น้ำตกวังสักสิ่ว
  • รอยตีนไดโนเสาร์
  • น้ำตกตาดฟ้า
  • ผาชมตะวัน
  • ลานกางเต็นท์
  • ทุ่งใหญ่เสาอาราม
  • เส้นทางศึกษาธรรมชาติต้นยางใหญ่
  • เส้นทางศึกษาธรรมชาติผาชมตะวัน
อุทยานแห่งชาติภูเวียง

ภาพประกอบจาก : Facebook อุทยานแห่งชาติ ภูเวียง – Phu Wiang National Park

อุทยานแห่งชาติ ภูเวียง

อุทยานแห่งชาติ ภูเวียง

Phu Wiang National Park

ภาพประกอบจาก : Facebook อุทยานแห่งชาติ ภูเวียง – Phu Wiang National Park

อุทยานแห่งชาติภูเวียงเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.30-16.30 น.
หมายเหตุ : ชมพระอาทิตย์ขึ้นสามารถเข้าชมได้ตั้งแต่ 05.30 น. เป็นต้นไป

ข้อมูล อุทยานแห่งชาติภูเวียง ขอนแก่น


บทความอื่นที่น่าสนใจ

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง สวรรค์บนดินที่รอคุณอยู่

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง สวรรค์บนดินที่รอคุณอยู่

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของประเทศไทย ด้วยความสวยงามของธรรมชาติที่หลากหลาย ทั้งทุ่งหญ้ากว้าง ป่าสนเขา น้ำตก และหน้าผาชมวิว ทำให้ภูกระดึงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเดินป่าและธรรมชาติ

ความหลากหลายของ อุทยานแห่งชาติ ภูกระดึง ทิวทัศน์ พรรณไม้ สายน้ำ ทำให้ภูกระดึงครองใจนักเดินทางผู้รักธรรมชาติทุกยุคทุกสมัย อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย คืออุทยานแห่งชาติลำดับ 2 ของประเทศไทย เป็นโรงเรียนแห่งแรกของนักเดินทางผู้นิยมธรรมชาติหลายต่อหลายรุ่น ตำนานเล่าว่า

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

ภาพประกอบจาก Facebook : อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

ตามตำนานกล่าวว่า มีพรานผู้หนึ่งตามล่ากระทิงโทน ขึ้นไปจนถึงบนยอดเขาลูกหนึ่งในเขตตำบลศรีฐาน ได้พบพื้นที่บนยอดเขาราบเรียบและกว้างใหญ่มากเป็นทุ่งหญ้าสลับกับป่าสน มีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างเรียงรายเป็นระเบียบ และยังเต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด เช่น ช้างป่า ฝูงกระทิง เก้ง กวาง ซึ่งหากินอยู่เป็นฝูง ๆ ไม่ตระหนกตื่นกลัวนายพราน เนื่องจากไม่เคยเห็นคนมาก่อน ภูกระดึงซึ่งธรรมชาติได้ปิดซ่อนเร้นมานานก็ถูกเปิดเผยให้มนุษย์รู้จักแต่นั้นมาจากการเล่าลือกันมาแต่โบราณว่า มีผู้ได้ยินเสียงระฆังของพระอินทร์ที่อยู่บนเขานี้ ดังนั้นจึงให้ชื่อว่า “ภูกระดึง” หรือ “ภูกะดึง” เพราะคำว่า “ภู” หมายถึง ภูเขา และ “กระดึง” มาจาก “กระดิ่ง” ภาษาพื้นเมืองจังหวัดเลย แปลว่า “ระฆังใหญ่” นอกจากนี้เมื่อขึ้นไปบนยอดเขาบางส่วนหากเดินหนักๆ หรือใช้ไม้กระทุ้งก็จะมีเสียงก้องคล้ายระฆัง ซึ่งเกิดจากโพรงข้างใต้ จึงได้รับขนานนามว่า “ภูกระดึง”

ภูกระดึง เป็นที่รู้จักกันมานาน ตั้งแต่ในสมัยสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 สมุหเทศาภิบาล (พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม) ได้ทำรายงานสภาพภูมิศาสตร์ เสนอต่อกระทรวงมหาดไทย และต่อมาในปี พ.ศ. 2463 นายอำเภอวังสะพุง ซึ่งปกครองท้องที่เขตภูกระดึงในขณะนั้น ได้ขึ้นไป สร้างพระพุทธรูปไว้บนยอดภูกระดึงองค์หนึ่ง ในปี พ.ศ. 2486 ทางราชการได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าภูกระดึงให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติและกรมป่าไม้ เริ่มดำเนินการสำรวจ เพื่อจัดตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้นที่ภูกระดึง จังหวัดเลย เป็นแห่งแรก แต่เนื่องจากขาดแคลนงบประมาณและเจ้าหน้าที่จึงให้ดำเนินการไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

ภาพประกอบจาก Facebook : อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

ภูกระดึง

ภาพประกอบจาก Facebook : อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

สิ่งอำนวยความสะดวก

ที่อุทยาน มีบริการเต็นท์พร้อมเครื่องนอนให้เช่า แต่จะต้องติดต่อจองเต็นท์กับทางอุทยานฯในวันที่มาถึง บริเวณที่ทำการอุทยานศรีฐาน ด้านล่างก่อนที่จะขึ้นภู เท่านั้น (บริเวรจุดลงทะเบียนด้านล่าง)

ขนาดของเต็นท์ที่มีบริการ

  • เต็นท์โดมขนาด 3 คน ราคา 225 บาท / คืน
  • เต็นท์โดมใหญ่ขนาด 6 คน ราคา 450 บาท / คืน
  • เต็นท์เคเบิ้ลขนาด 6 คน ราคา 450 บาท / คืน

เครื่องนอนที่มีบริการให้เช่า

  • ถุงนอน ราคาถุงละ 30 บาท / คืน
  • แผ่นรองนอน ราคาแผ่นละ 20 บาท / คืน
  • หมอน ราคาใบละ 10 บาท / คืน
  • กรณีที่นำเต็นท์ขึ้นไปกางเอง ก็จะเสียค่าธรรมเนียมกางเต็นท์ 30 บาท / คน / คืน
  • ลูกหาบ กิโลกรัมล่ะ 30 บาท

การเดินทาง ภูกระดึง จ.เลย https://goo.gl/maps/vpAErfZGyUPa7q5c8

อุทยานแห่งชาติ ภูกระดึง

❎ ปิดฤดูกาลท่องเที่ยว 1 มิถุนายน – 30 กันยายน ของทุกปี
✅ เปิดฤดูกาลท่องเที่ยว 1 ตุลาคม – 31 พฤษภาคม ของทุกปี
สอบถามเพิ่มเติม โทร. 042-810-833 หรือ 042-810-834
Facebook : อุทยานแห่งชาติ ภูกระดึง – Phu Kradueng National Park




 

บทความอื่นที่น่าสนใจ

ข้อคิด จากหนังสือ Live in Peace ไม่เป็นบ้าไปกับโลก

ข้อคิด จากหนังสือ Live in Peace ไม่เป็นบ้าไปกับโลก

หนังสือ Live in Peace ไม่เป็นบ้าไปกับโลก

หนังสือ Live in Peace ไม่เป็นบ้าไปกับโลก เล่มนี้ของ “นิ้วกลม” เป็นเหมือนเพื่อนคู่คิดสำหรับทุกคนที่รู้สึกเหนื่อยล้า สับสน หรือวิตกกังวลกับชีวิตในยุคปัจจุบันที่เร่งรีบและเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง หนังสือเล่มนี้จะพาคุณออกเดินทางไปค้นหาความสงบภายในใจ ท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย

1. ในโลกวัตถุนิยมที่เราต่างมีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ความสุขอาจไม่ได้หาได้จากการที่เรารวยขึ้น มีมากขึ้น ได้เลื่อนตำแหน่ง ถูกล็อกเตอรี่ หรือเจอรักแท้แต่ความสุขอาจเกิดจาก “ความรู้สึกพึงพอใจ” ลึก ๆ ภายในใจเรา ซึ่งเกิดจากการหลั่งสารเคมีภายในร่างกาย ทั้งโดพามีน เซราโทนิน และออกซิโตซิน การควบคุมให้ร่างกายหลั่งสารเคมีเหล่านี้ออกมาอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องสำคัญแต่ในโลกที่แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ความสับสนอลหม่านจากสถานการณ์ต่าง ๆ ทำให้การควบคุมเป็นเรื่องยาก สุดท้ายแล้ว เราทุกคนจึงต้องมองหา “ความสงบ” ซึ่งอาจเป็นสิ่งเดียวกันกับ“ความรู้สึกพึงพอใจ” และที่สำคัญคือเราฝึกทักษะนี้ได้

2. เราอาจเหนื่อยกับการวิ่งตาม “สถิติ” ที่ตัวเองอยากสร้างมากเกินไป

เราวัดคุณค่าของตัวเองผ่านเป้าหมายมากมายที่ตั้งไว้ไม่ว่าจะเป็น การวิ่งให้ได้วันละ 10 km การควบคุมปริมาณการกินในแต่ละวัน การโพสต์ภาพอวดลงโซเชียลเพื่อเรียกยอดไลค์ ถ้าวันไหนเราทำได้ดี ร่างกายก็จะหลั่งโดพามีนออกมา แล้วเราก็จะรู้สึกพึงพอใจ แต่ถ้าวันไหนทำได้ไม่ครบตามเป้า เราก็จะรู้สึกกับตัวเองสุดท้ายแล้วเราเองเป็นคนที่ “วัด” และ “ตัดสิน” ตัวเองอยู่ตลอดเวลา

วิธีแก้จากอาการเสพติดเหล่านี้คือ เราต้องไม่ยึดติดกับ “เป้าหมาย” แต่เปลี่ยนมาอยู่กับ “หลักการ” ของสิ่งที่ทำโดยสิ่งเหล่านั้นต้องทำให้เกิดความสุขในระยะยาว เช่น ถ้าวันไหนวิ่งไม่ได้ครบ 10 km ก็ไม่เป็นไร วิ่งแค่ 3 km บ้าง 5 km บ้างก็ได้ขอให้มีความสม่ำเสมอ และทำให้เรามีสุขภาพที่ดีในระยะยาว และที่สำคัญคือเราไม่จำเป็นต้องโพสต์โอ้อวดให้ใครรู้ ตัวเราเองที่รู้ก็เพียงพอ ไม่แน่ว่าเราอาจได้พบความสุขที่เย็นใจมากกว่าความตื่นเต้นจากยอดไลค์ที่ได้ในโพสต์ก็เป็นได้

3. เราอาจถูกกระตุ้นให้โยกตู้สล็อตแมชชีน อยู่ตลอดเวลา

มนุษย์เรามีความเป็นนักพนันอยู่ในตัว การเล่นพนันก็เพราะว่าเรามีความตื่นเต้นที่อาจได้เงินมากในครั้งนี้ และอาจได้น้อยในครั้งอื่น แต่เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่ตู้สล็อตแมชชีน การโพสต์รูปลงโซเชียลเพื่อหวังไลค์และแชร์ รวมถึงผู้ติดตามต่าง ๆ ก็ใช้หลักการเสพติดแบบเดียวกันเพราะมันมีการกระตุ้นให้เราคิดว่า รูปที่เราลงไปอาจได้ไลค์เยอะถ้ายังไม่ได้ ก็ต้องลงรูปอื่นอีกแต่ถ้าได้แล้ว ก็อยากได้รับความรู้สึกนั้นอีก ก็ยังต้องลงอีกอยู่ดี

การเล่น IG ก็ไม่ต่างอะไรกัน เพราะมนุษย์ถูกกระตุ้นจากการเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลาแต่สิ่งเหล่านี้สุดท้ายแล้วก็อาจไม่ช่วยเติมเต็มหัวใจเราได้ เหมือนหลายคนที่แม้จะมีคนติดตามกว่าหลักหมื่นแล้ว เราก็ยังรู้สึกเปลี่ยวเหงาที่หัวใจอยู่ดี

4. ความกลัวของคนเราไม่ได้มีเพียงแค่ FOMO แต่ยังมี FOBO (โฟโบ) อีกด้วย

ความกลัวประเภทนี้คือการกลัวว่าเราจะไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดจากการตัดสินใจของเราและหลายครั้งมันทำให้เราหยุดชะงัก ไม่กล้าตัดสินใจ เช่น การเลือกหนังใน Netflix ที่หลายคนเสียเวลาเป็นชั่วโมง เรื่องนี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นเพราะมนุษย์ล้วนเสพติดความสมบูรณ์แบบอยากได้ Option ที่ดีที่สุด สุดท้ายก็เลยกลายเป็นคนลังเล ตัดสินใจอะไรไม่ขาด

แต่จริง ๆ แล้วลึก ๆ มันอาจเกิดจากการที่เราไม่รู้ว่า “ตัวเองต้องการอะไรจริง ๆ”เพราะถ้าเรารู้แล้ว เราก็จะเลือกในสิ่งทีเป็นตัวเองที่สุด และตัดสิ่งที่เหลือออกไปได้ ถ้าเป็นแบบนั้น ทางที่ไม่ได้เลือกก็ไม่ได้น่าเสียดายอะไร

5. แกะสลักสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต

บทเรียนหนึ่งในการตามหาจิตใจที่สงบ คือเราต้องเริ่มจากการแกะสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิตชีวิตที่มีอะไรยุ่งเหยิงไปหมด การ “ลด” จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องรู้จัก “เลือกมี” และ “เลือกเป็น” เลือกมีเฉพาะในสิ่งที่เราอยากมี และเลือกเป็นในบทบาทที่เหมาะกับเราจริง ๆการเลือกยังรวมไปถึง “เลือกคบ” และให้เวลากับคนที่สำคัญกับเราจริง ๆ

หลักการนี้คือ การทำให้ชีวิตมีน้อย แต่ได้มากคือ เน้นการเสพคุณภาพและดื่มด่ำไปกับรสชาติที่เข้มข้นหอมลึก มากกว่าชีวิตที่มีแต่ปริมาณ

6. ปกป้องเวลาไว้สำหรับสิ่งสำคัญ

เมื่อเราตัดส่วนเกินของชีวิตออกไปแล้วเรายังต้องจัดสรรเวลาให้กับสิ่งที่เหลืออยู่อย่างพอเหมาะวิธีหนึ่งที่เราต้องทำคือ การปกป้องเวลาช่วงเวลาไว้สำหรับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ อาจจัดเป็นช่วงเวลาหนึ่งในทุกสัปดาห์ไม่ว่าจะเป็น การใช้เวลากับครอบครัว การพักผ่อน หรือเวลาในการพัฒนาตัวเอง

7. เพราะโลกนี้ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ มากมาย

การที่โลกหมุนเร็ว ก็ทำให้เราต้องเร่งความเร็วของตัวเอง ทนอยู่เฉยไม่ได้ อยากจะประสบความสำเร็จเร็ว ๆสุดท้ายก็อาจต้อเผชิญกับภาวะ burnout และปัญหาสุขภาพจิต นอกจากนี้สภาพการณ์ต่าง ๆ ทั้งจากเรื่องรถติด โรคระบาด มลพิษ รวมถึงสภาพเศรษฐกิจ ทำให้คนเราวิตกกังวลกันมากขึ้น และมีความเครียดที่เพิ่มมากขึ้นมันชวนให้เรากลับมาอยู่ในโหมดสู้หรือหนีอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้แล้ว เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่โยนความทุกข์มาให้ อาจเปรียบเหมือน “ลูกดอกลูกที่หนึ่ง” ที่ปามาปักอกเราแต่สิ่งสำคัญกว่า คือเราเองต่างหากที่เป็นคนปัก “ลูกดอกลูกที่สอง” เข้าหาตัวเองซ้ำลงไปมันคือความรู้สึก โกรธ ผิดหวัง ทุกข์ วิตกกังวลหลายคนจึงแทบจะเป็นบ้าไปกับการใช้ชีวิตในโลกใบนี้

8. ลองถอนตัวออกจากโลก

สุดท้ายแล้วเราต้องหาวิธีที่จะไม่จมปลักไปกับโลกที่กำลังเป็นบ้าใบนี้ เราต้องมีวิธีถอนตัวออกมาจากโลก วิธีหนึ่งที่ทำได้คือ การฝึกทำสมาธิลองอยู่กับตัวเอง จำกัดและคัดสรร input ลองจัดหาสถานที่และเวลาที่สงบในการพักผ่อนจิตใจเพราะในบ้านที่สงบ เราจะรู้สึกปลอดภัย คลายความกังวล

9. ลองฝึกเป็นผู้สังเกตการณ์

ลองฝึกมีสมาธิ สังเกตการณ์สิ่งต่าง ๆ ตามแบบที่มันเป็น ไม่ต้องตัดสินไม่ต้องใส่ความรู้สึกเข้าไป ไม่ต้องมีบวกลบปล่อยให้โลกเป็นไปในแบบของมัน

10. ลงจากเวทีการแสดง

เราควรลองหา “ห้องส่วนตัว” ที่เราสามารถอยู่ได้ตามลำพังไม่ว่าจะเป็น บ้านของเรา ที่ชายหาด ทะเล บ้านพักตากอากาศ หรือที่ไหนก็แล้วแต่ลองอยู่กับตัวเอง โดยไม่ต้องสนใจคนอื่นดูไม่ต้องสนว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเรา ไม่ต้องสนใจจำนวนไลค์ในโซเชียลมีเดียลงจากเวทีการแสดงต่อหน้าคนอื่นบ้าง สุดท้ายแล้วส่งที่คนเราขาดไปในโลกปัจจุบันอาจเป็น ความรู้สึกตระหนักถึงคุณค่าของตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้คนอื่นมายืนยัน

11. ฝึกอยู่กับปัจจุบัน ตรงนี้ เดี๋ยวนี้

นิสัยหนึ่งที่เราควรฝึกคือ การฝึกสติให้อยู่กับปัจจุบันพักผ่อนอยู่กับตัวเอง และสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้เต็มที่หยุดวิ่งหนีอดีต และหยุดวิ่งไล่ตามอนาคต ลองฝึกสติให้รับรู้ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาสังเกตความคิด ความรู้สึก อารมณ์ อคติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในใจสมองของเราอาจค่อย ๆ เปลี่ยน และค่อย ๆ รับรู้ประสบการณ์ตรงหน้าได้ดีขึ้น

12. ฝึกจดจ่อทุกวัน

ฝึกฝนร่างกายและจิตใจให้จดจ่ออยู่กับลมหายใจ คนที่คุยด้วยตรงหน้า งานที่ทำตรงหน้า หรือธรรมชาติที่กำลังมองอยู่อาจลองตั้งชื่อให้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นดูถ้าเราโกรธ กังวล เป็นทุกข์ เราก็จะรู้ตัวมากขึ้น วิธีนี้จะทำให้เรามีสมาธิ และลดการเข้าสู่โหมดสู้หรือหนี และทำให้เรารู้สึกว่าโลกปลอดภัยมากขึ้น

การฝึกจดจ่อนั้นอาจทำควบคู่กันไปกับการฝึกนั่งสมาธิวันละ 2 นาที เป็นการฝึกอยู่กับตัวเอง ให้เกิดความมั่นคงภายใน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้างนอกก็ตาม

13. ปรับมุมมองความสุขว่าไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ไขว่ขว้ามา

ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองตรงนี้ เงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ หรือแม้แต่ความรัก จะกลายเป็นแค่สิ่งที่เราอยากได้เพียงระดับหนึ่งแต่ความสุขที่เกิดขึ้น จะอยู่ในใจของเราเองและเรายังถ่ายทอดความสุขนี้ไปให้คนอื่นได้อีกด้วย

14. หาวันใดวันหนึ่งประจำสัปดาห์มาเป็น “วันแห่งสติ”

ซึ่งจะเป็นวันที่เราจดจ่ออยู่กับตัวเองทำทุกสิ่งตรงหน้าอย่างมีสติ ตั้งแต่อยู่บนที่นอน ลุกขึ้นมาแปรงฟันอาบน้ำ ไปกินข้าว ทำกิจกรรมต่าง ๆวันนี้จะเป็นวันที่เราอยู่กับความเงียบ อยู่กับตัวเอง ไม่มีสิ่งรบกวน เราอาจได้พบกับความสงบเย็นภายในใจและรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวไปกับทุกกิจกรรมที่ทำตรงหน้า

15. 5 ขั้นตอนในการตอบสนองต่ออารมณ์ลบ

  • ขั้นที่ 1: หยุด – สงบสบยเคลื่อนไหว
  • ขั้นที่ 2: จดจ่อไปที่ลมหายใจ หายใจลึก ๆ เพื่อให้ร่างกายสงบ
  • ขั้นที่ 3: สังเกต จดจ่อที่ร่างกายตัวเองและสังเกตอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เช่น “ฉันรับรู้ถึงอารมณ์โกรธในตัวฉัน”
  • ขั้นที่ 4: ไตร่ตรอง คิดหาเหตุผล และพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์
  • ขั้นที่ 5: ตอบสนอง หลังจากไตร่ตรองมาอย่างรอบคอบแล้ว

16. ซึมซึบความรู้สึกดี ๆ

เราจะเจือจางความทรงจำร้าย ๆ ได้ ด้วยประสบการณ์ด้านบวกเราจึงต้องหมั่นเติมความรู้สึกบวกให้ตัวเองอย่างสม่ำเสมอ อาจเริ่มจากการเปลี่ยนข้อเท็จจริงที่เรามองผ่านให้เป็นความรู้สึกดี ๆ สิ่งรอบตัว ความสำเร็จเล็ก ๆ และถ้าเราได้เจอประสบการณ์ที่ดี ให้เราซึมซับมันอย่างเต็มที่อย่าเพิ่งรีบเปลี่ยนความสนใจไปที่สิ่งใหม่แต่เราควรค่อย ๆ ซึมซับประสบการณ์นั้นให้วึมลึกเข้าไปทั้งทางกายและใจ ถ้าเราตั้งใจ ประสบการณ์และความรู้สึกนั้นจะเข้มข้นมากขึ้น มีค่ามากขึ้น และน่าจดจำมากขึ้น

17. แผ่ความรักให้คนอื่น เพื่อความสุขของตัวเอง

เพราะความเห็นอกเห็นใจเป็นสภาวะสูงสุดของความสุขค่อย ๆ เริ่มจากเปลี่ยนแปลงตัวเอง และเริ่มเปลี่ยนแปลงผู้อื่น ถ้าเราทุกคนทำได้มันก็จะค่อย ๆ ขยายวงกว้างไปและสุดท้ายก็อาจช่วยเปลี่ยนแปลงโลกอันเป็นบ้าใบนี้ได้

รีวิวสั้น ๆ หลังอ่าน

เป็นหนังสือที่นิ้วกลมเขียนโดยใช้เวลาเพียง 3 วัน 5 ชั่วโมง ตอนไปเข้าถ้ำส่วนตัว เช่นเดียวกับตอนที่เขียน Have a nice lifeต้องบอกว่าเมื่อเทียบกันแล้ว เล่มนี้ไม่เชิงเป็นหนังสือพัฒนาตัวเองแต่เป็นหึ่งหนังสือฝึกสติ ฝึกจิตใจให้ผ่อนคลาย ฝึกชีวิตให้ช้าลงกับโลกที่หมุนเร็วและแทบจะเป็นบ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ

Live in Peace มีคอนเซ็ปต์ที่ล้อมาจาก Rest in Peace ที่เรามันอวยพรให้ผู้วายชนแต่คำถามคือ การใช้ชีวิตให้สงบสุขนั้นทำได้ยากมาก ในโลกที่ดูเหมือนจะวุ่นวายมากขึ้นเรื่อย ๆ การทำความเข้าใจสาเหตุปัจจัยที่ทำให้เราแทบเป็นบ้ากับชีวิตตัวเอง และการถอนตัวออกมาจากโลกที่วุ่นวายด้วยการฝึกสติ จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

รู้สึกได้ชัดเจนว่านิ้วกลมทำหน้าที่ประสานเรื่องบ้า ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน กับวิธีปฏิบัติเชิงจิตวิญญาณได้ดีมากยอมรับว่าครึ่งแรกของหนังสือ เป็นจิตวิทยา และเป็นเนื้อหาที่ย่อยง่าย เพราะเป็นการอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแต่ครึ่งหลังมีความเป็นจิตวิญญาณ และปรัชญา เริ่มอ่านยากขึ้น และต้องใชเวลาในการตกผลึกมากขึ้น แต่โดยรวมแล้ว ก็ยังคิดว่าเป็นเล่มที่แนะนำให้ทุกคนลองอ่านกันดู เพราะเนื้อหาแฝงข้อคิดสำคัญในการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันไว้หลายข้อ


ผู้เขียน นิ้วกลม จำนวนหน้า: 304 หน้า สำนักพิมพ์: KOOB, สนพ. เดือนปีที่พิมพ์: 2022


บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีเพาะเมล็ดผักชี ให้งอกเร็วโตเร็ว ใบสวยกอใหญ่

วิธีเพาะเมล็ดผักชี ให้งอกเร็วโตเร็ว ใบสวยกอใหญ่

วิธีเพาะเมล็ดผักชี

        วันนี้มีเรื่องราวดีๆ มานำเสนอ เกี่ยวกับ วิธีเพาะเมล็ดผักชี ให้งอกเร็วโตเร็ว ใบสวยกอใหญ่ ปกติแล้วผักชีจะขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด แต่เมล็ดผักชีจะมีกะลาครอบด้านนอกที่แข็ง ซึ่งกว่าเมล็ดจะสามารถงอกแตกออกมาเป็นต้นกล้าได้จะใช้เวลาค่อนข้างที่จะมาก ดังนั้นแล้ววันนี้เราจึงมาแนะนำวิธีการเพาะให้งอกเร็วขึ้น สามารถทำให้เราได้ผลผลิตเร็วขึ้น จะมีวิธีการทำอย่างไรนั้น เราไปดูขั้นตอนกันครับ

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

  • กระถางพร้อมดินปลูก
  • เศษฟางข้าว
  • เมล็ดพันธ์ุผักชี
  • ค้อนทุบ
  • บัวรดน้ำพร้อมน้ำ

 วิธีการทำ

1. นำเมล็ดผักชีมาทุบให้กะลาผักชีแตกก่อนที่จะนำไปปลูก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เมล็ดผักชีงอกได้เร็วขึ้น

วิธีเพาะเมล็ดผักชี

2. เมื่อทุบเมล็ดผักชีเสร็จแล้ว ก็สามารถนำไปโรยลงในภาชนะที่เราจะทำการปลูกได้เลย สำหรับการปลูผักชีไว้รับประทานเองแนะนำให้ปลูกเป็นรุ่น แต่ละรุ่นห่างกันประมาณ 30-40 วัน แล้วเราจะมีผักชีไว้รับประทานได้ตลอด

วิธีเพาะเมล็ดผักชี

3. หลังจากที่หว่านเสร็จเรียบร้อย นำเศษฟางข้าวมาคลุมเพื่อเป็นการรักษาความชื้นไม่ให้การระเหยของน้ำเร็วเกินไป และจะช่วยในเรื่องของการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งทำการคลุมไว้ในลักษณะแบบนี้เลย จนกว่าผักชีจะงอกแล้วปล่อยให้ย่อยสลายเป็นปุ๋ยต่อไป

4. จากนั้นทำการรดน้ำให้ชุ่มพอประมาณ

การดูแลรักษา

การดูแลรักษา หลังจากที่เราปลูกเสร็จแล้วก็สามารถที่จะวางได้กลางแจ้งได้เลย ทำการรดน้ำทุกวันเป็นปกติวันละ 1 ครั้ง ซึ่งตัวฟางข้าวที่เราคลุมหน้าดินจะช่วยรักษาความชื้นให้กับเมล็ดผักชีที่เราหว่านลงไป เทคนิคนี้จะใช้เวลาอยู่ไม่เกิน 7 วัน ผักชีก็จะเริ่มงอกต่อจากนั้นเราก็สามารถที่จะรดน้ำ ให้ปุ๋ยและฮอร์โมนต่างๆ ได้ ปกติแล้วผักชีจะมีความไวต่อปุ๋ยหรือสารเคมีเป็นอย่างมากจะทำให้ใบเหี่ยว สำหรับปุ๋ยที่ควรใส่แนะนำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำหมักต่างๆ นำมาฉีดพ่น โดยเราสามารถให้ปุ๋ยได้ตั้งแต่ผักชีงอกได้ 1 สัปดาห์แล้ว

หลังจากที่เราปลูกไปแล้วจะใช้เวลาประมาณ 30-35 วัน เราก็สามารถที่จะเก็บผลผลิตไปประกอบอาหารได้ ซึ่งอายุการเก็บผลผลิตจนกว่าจะออกดอกจะขึ้นอยู่กับสายยพันธ์ุของผักชี เทคนิคนี้สามารถที่จะปลูกผักชีได้ทุกสายพันธ์ุ

เพาะผักชี

วิธีเพาะเมล็ดผักชีให้งอกเร็ว สำหรับเพื่อนๆเกษตรกรถ้าเกิดท่านต้องการที่จะปลูกผักชีในลักษณะแบบนี้จะมีข้อดี คือ จะช่วยเร่งระยะเวลาในการงอกของผักชีได้ดีสามารถที่จะงอกได้ทุกเมล็ด เป็นการเพิ่มผลผลิตอีกทางหนึ่ง เพราะว่าโดยปกติถ้าเราใช้เป็นเมล็ดที่ยังไม่ทุบบางเมล็ดอาจจะไม่งอก ซึ่งเทคนิคการปลูกผักชีในลักษณะแบบนี้จะช่วยงอกได้เร็ว


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ค่าเสียหายส่วนแรก คืออะไร ?

ค่าเสียหายส่วนแรก คืออะไร ?

ค่าเสียหายส่วนแรก คืออะไร

ในการซื้อประกันรถยนต์ นั้นมีหลายอย่างที่ต้องดูควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นราคาเบี้ยประกัน ความน่าเชื่อถือของบริษัทประกันภัย รูปแบบซ่อมอู่ หรือซ่อมห้าง สิ่งสำคัญอีกอย่าง ที่ส่งผลต่อราคาประกันรถยนต์ คือ ค่าเสียหายส่วนแรก ในบทความนี้เราจะมาแนะนำให้รู้จักกับ ค่าเสียหายส่วนแรกว่า คืออะไร และ เหมาะกับใคร พร้อมแล้ว ไปหาคำตอบกันเลยครับ

ค่าเสียหายส่วนแรก คืออะไร ? ง่ายๆ เลยคือ เงินที่คุณต้องจ่ายเองก่อนที่บริษัทประกันจะเข้ามาช่วยชดใช้ค่าเสียหายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายกับรถของคุณค่ะ

ทำไมต้องมีค่าเสียหายส่วนแรก ?

  • เพื่อป้องกันการเคลมเล็กๆ น้อยๆ  บริษัทประกันอยากให้คุณระมัดระวังในการขับขี่มากขึ้น และไม่เคลมทุกครั้งที่เกิดรอยขีดข่วนเล็กน้อย
  • เพื่อลดเบี้ยประกัน ยิ่งคุณยอมจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกมากขึ้น เบี้ยประกันที่ต้องจ่ายก็จะยิ่งน้อยลง

ค่าเสียหายส่วนแรกมีกี่แบบ?

  • ค่า Excess: เป็นค่าเสียหายส่วนแรกที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยปกติจะอยู่ที่ 1,000 บาทต่อครั้ง โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีคู่กรณี เช่น รถโดนขีดข่วน หรือชนเสาไฟฟ้า
  • ค่า Deductible: เป็นค่าเสียหายส่วนแรกที่คุณเลือกจ่ายเองเพิ่มเติม โดยมีให้เลือกหลายระดับ เช่น 2,000 บาท 3,000 บาท 5,000 บาท เป็นต้น ยิ่งเลือกจ่ายเยอะ เบี้ยประกันก็จะยิ่งถูก

สรุปง่ายๆ

  • ค่าเสียหายส่วนแรก คือ เงินที่คุณต้องควักกระเป๋าจ่ายเองก่อน
  • ยิ่งจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกมาก เบี้ยประกันก็จะยิ่งถูก
  • มี 2 แบบให้เลือก คือ ค่า Excess (กฎหมายกำหนด) และ ค่า Deductible (คุณเลือกเอง)

ตัวอย่าง

สมมติว่ารถของคุณโดนชน และมีค่าซ่อมทั้งหมด 10,000 บาท ถ้าคุณเลือกค่า Deductible ไว้ 2,000 บาท คุณก็ต้องจ่ายค่าซ่อมเอง 2,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 8,000 บาท บริษัทประกันจะรับผิดชอบให้

           รู้หรือไม่?  ในส่วนของ ค่าเสียหายส่วนแรกแบบเป็น ดีดักทิเบิ้ล แต่และบริษัทประกันภัยก็กำหนดไว้ไม่เหมือนกัน เบื้องต้น คปภ. กำหนดค่าเสียหายส่วนแรกไม่เกิน 5,000 บาท เพื่อนำมาลดเบี้ยได้ตามจำนวนที่เราเลือก 

           กล่าวโดยสรุปแล้ว ถึงแม้ว่าค่าเสียหายส่วนแรกจะอยู่ในรายละเอียดความคุ้มครองของแพ็กเกจประกันที่เราเลือกซื้อไว้ แต่เราก็ไม่ได้รับเงินส่วนตรงนี้นะครับ เพราะมันเป็นค่าใช้จ่ายที่เราต้องจ่ายให้กับบริษัทประกัน ตามประเภทข้างต้นที่กล่าวมาครับ

สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติม

  • อ่านกรมธรรม์ให้ละเอียด: ก่อนทำประกัน ควรอ่านรายละเอียดในกรมธรรม์ให้เข้าใจ เพื่อรู้ว่าเงื่อนไขการจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเป็นอย่างไร
  • เปรียบเทียบหลายๆ บริษัท: แต่ละบริษัทจะมีเงื่อนไขและค่าเบี้ยประกันที่แตกต่างกัน ควรเปรียบเทียบให้ดีก่อนตัดสินใจ

ค่าเสียหายส่วนแรกดีหรือไม่ เหมาะกับใคร ? 

       วิธีคิดง่าย ๆ ถ้าอยากรู้ว่าค่าเสียหายส่วนแรกดีจริงไหม หรือเป็นเทคนิคหลอกในการซื้อประกัน เพื่อนลองคิดภาพตามนี้นะครับ ถ้าเรายิ่งจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกสูง เราก็ยิ่งได้เบี้ยประกันในราคาที่ถูกลง ถ้าหากเพื่อน ๆ ขับรถด้วยความระมัดระวัง ไม่มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ก็ถือว่าคุ้มค่า ช่วยให้ประหยัดเงินในกระเป๋าได้เป็นอย่างดี


บทความอื่นที่น่าสนใจ

แกงผักขี้เหล็กใส่หนังวัว เมนูอีสานรสเด็ด หอมใบย่านาง

แกงผักขี้เหล็กใส่หนังวัว เมนูอีสานรสเด็ด หอมใบย่านาง

แกงผักขี้เหล็กใส่หนังวัว

แกงผักขี้เหล็กใส่หนังวัว เป็นอีกหนึ่งเมนูขึ้นชื่อของอาหารอีสานที่มีรสชาติเข้มข้น กลมกล่อม ด้วยรสเปรี้ยว เค็ม เผ็ดร้อนจากเครื่องแกง และความขมเล็กน้อยของผักขี้เหล็กที่ตัดกันได้อย่างลงตัว เมื่อทานคู่กับข้าวเหนียวร้อนๆ ก็ยิ่งอร่อยเข้ากันเป็นที่สุด

ส่วนผสม

  • ผักขี้เหล็ก (เก็บข้างบ้าน) ครึ่งโล
  • หนังวัว  3  ขีด
  • น้ำปลาร้า  2  ทัพพี
  • น้ำปลา  1  ทัพพี
  • ผงคนอร์รสไก่  ครึ่งทัพพี
  • พริกแห้ง  13  เม็ด
  • พริกสด  7  เม็ด
  • หอมแดง  10  หัว
  • ผักชีลาว  1  กำ
  • ต้นหอม  1 กำ
  • ใบนางลัก  1  กำ
  • ผงชูรส  1 ช้อนชา
  • น้ำใบย่านาง  ครึ่งโล
  • ใบมะกรูด  5  ใบ

วิธีทำ

  1. ต้มผักขี้เหล็กทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ถ้าไม่ชอบขมมากให้เทน้ำออกแล้วเอาน้ำใส่ใหม่ต้มอีกรอบ เมื่อต้มเสร็จแล้วเทน้ำออกปั้นทิ้งไว้
    ** เอาหนังวัวไปเผาไฟทุบส่วนที่ไหม้ออก ล้างให้สะอาดแล้วต้มจนเปลื่อยตักออกพักทิ้งไว้ หรือจะซื้อในตลาดก็มีนะคะผักขี้เหล็กต้มแล้วหนังวัวต้มแล้ว
  2. ตำพริกแห้งไม่ต้องละเอียดมากใส่หอมแดงพริกสดตำต่อไม่ต้องละเอียด
  3. ล้างผักชีลาว ต้นหอม ใบนางลัก หั่นทิ้งไว้
  4. ต้มน้ำย่านางใส่พริกที่ตำไว้ลงไปรอน้ำเดือด
  5. ใส่น้ำปลาร้า น้ำปลา ผงชูรส ผงคนอร์ ใบมะกรูดฉีก รอน้ำเดือดอีกครั้งแล้วใส่ผักขี้เหล็กกับหนังวัวต้มต่อเรื่อยๆจนน้ำเดือด
  6. น้ำเดือดใส่ผักที่เตรียมไว้ ตักใส่จานพร้อมเสริฟ



 

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ