ซุปหน่อไม้ อาหารอีสานแซ่บนัว

ซุปหน่อไม้ อาหารอีสานแซ่บนัว

ซุปหน่อไม้

หนึ่งในเมนูที่ผู้คนหลงไหลในเมนูอาหารอีสาน คงไม่มีใครไม่รู้จักเมนูนี้ “ซุปหน่อไม้” และแน่นอนที่สุด วันนี้เราจะมาทำซุปหน่อไม้กันครับ

ซุปหน่อไม้ เป็นอาหารที่นิยมของชาวอีสาน ซึ่งสามารถหากินได้แทบจะทุกจังหวัด แต่ขั้นตอนวิธีในการปรุงซุปหน่อไม้นั้นอาจจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละถิ่น แต่ก็ไม่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเครื่องปรุงหลักที่ขาดไม่ได้เลยคือ น้ำปลาร้า เรียกได้ว่าชาวอีสานทุกครัวเรือน จะต้องมีน้ำปลาร้าประจำอยู่ในครัว รับประทานกับผักสดที่ปลูกอยู่ข้างบ้าน ถือเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายอย่างหนึ่งของชาวอีสาน ส่วนประกอบจะมีอะไรบ้างไปดูกันเลยว่าต้องใช้ต้องเตรียมอะไร

ส่วนประกอบ

  • หน่อไม้ต้ม 3  หน่อ
  • น้ำใบย่านาง 4  ใบ
  • พริกป่น 2  ช้อนโต๊ะ
  • ข้่าวคั่ว 1 1/2  ช้อนโต๊ะ
  • หอมแดง 2  หัว
  • ต้นหอม 2  ต้น
  • ผักชีใบเลื่อย 1 ต้น
  • ใบสะระเหน่ 2 ต้น
  • น้ำปลา 1  ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลาร้า 2  ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส
  • น้ำเปล่า 200  มล.

วิธีทำ

  1. นำหน่อไม้มาต้มน้ำทิ้ง คือตั้งน้ำให้เดือดแล้วนำหน่อไม้ไปลวก แล้วจึงนำหน่อไม้มาล้างทำความสะอาดอีกรอบ
  2. จากนั้นนำซ้อมหรือปลายมีดแหลมๆ ทำการกรีดๆให้เป็นเส้นๆ แล้วหั่นเป็นท่อนๆ คือเราจะทำเส้นหน่อไม้นะคะ เมื่อได้เส้นหน่อไม้แล้วทำการคั้นเอาน้ำหน่อไม้ออก
  3. ล้างทำความสะอาดใบย่านางจากนั้นทำการโขลกใบย่านาง ให้ละเอียด ใส่น้ำลงไป แล้วจึงคั้นเอาแต่น้ำ
  4. นำน้ำย่านางที่ได้ไปใส่หม้อตั้งเตา รอให้น้ำเดือดแล้วนำหน่อไม้ไปต้มกับน้ำใบย่างนางคะ พอเดือดปุดๆแล้วก็ปิดเตาได้คะใช้ได้แล้ว ล้างทำความสะอาดผักต่างๆของเราด้วยนะคะไม่ว่าจะเป็น ต้นหอม สะระแหน่ ผักชีใบเลื่อย หอมแดงแกะเปลือกแล้วล้าง
  5. ทำการซอยส่วนผสมรอ ไม่ว่าจะเป็น ต้นหมอ สะระเหน่ ปักชีใบเลื่อย หมอแดง จับมาซอยให้หมดคะ แต่สะระแหน่อาจจะแบ่งไว้ แต่งหน้าด้วยสักนิดหนึ่ง
  6. จากนั้นเราจะทำการปรุงกันคะ หาอ่างหรือถ้วยใบโตมานะคะ นำหน่อไม้พร้อมกับน้ำมาคลุกเคล้าด้วยน้ำปลาร้า พริกปน มะนาว น้ำปลา หอมแดงซอย คุกเคล้าให้เข้ากัน โรยด้วยข้าวคั่ว ตบท้ายด้วยผักชีใบเลื่อย ต้นหอม สาระแหน่ เพิ่มความนัวอีกนิดด้วย ผงปรุงรส เคล้ากันอีกรอบ เป็นอันเรียบร้อยแล้ว

แค่ได้กลิ่นก็น้ำลายสอกันแล้วล่ะ …มื้อกลางวันวันว่างๆนี่ลองนำไปทำกันดูนะคะ สุขสนุกกันทั้งครอบครัวเป็นแน่แท้ ร่วมกันทำกับข้าว แล้วล้อมวงชวนกันกิน เท่านี้ก็มีความสุขได้แล้วเนอะ^^





บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ต้องรู้ !! ก่อนซื้อที่ดิน ตราครุฑ 3 สี ในโฉนดที่ดิน แตกต่างกันอย่างไร

ต้องรู้ !! ก่อนซื้อที่ดิน ตราครุฑ 3 สี ในโฉนดที่ดิน แตกต่างกันอย่างไร

ตราครุฑ 3 สี ในโฉนดที่ดิน

มารู้จัก “ตราครุฑ 3 สี ในโฉนดที่ดิน” แต่ละสีแตกต่างกันอย่างไร

โดยทั่วไปแล้วหลักๆของสีบนตราครุฑ จะถูกจำแนกออกเป็น 3 สี โดยมี สีแดง สีดำ และ สีเขียว โดยที่แต่ละสีนั้นมีความสำคัญ และหน้าที่ของมันที่แตกต่างกัน ดังนี้

เริ่มต้นด้วย “ครุฑแดง “

ถูกใช้บนโฉนดที่ดิน น.ส.4 เป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจนที่สุด ซื้อขายได้ โอนได้ถูกต้องตามกฎหมาย ก็อย่างที่ ๆ เราส่วนใหญ่มีครอบครองกันก็เป็นอันนี้แหละ ที่ในเมืองเกือบทั้งหมดก็จะเป็น “ครุฑแดง” ตัวนี้กันทั้งนั้น ส่วนโฉนดหลังแดงก็คือเอกสาร น.ส.4 ที่จะมีการระบุด้านหลังโฉนดว่าห้ามโอนภายในระยะเวลา 5-10 ปี
ต่อไปก็จะเป็นจำพวก หนังสือแสดงการทำประโยชน์ หรือ น.ส.3 จะเป็นหนังสือแสดงการทำประโยชน์ที่ออกโดยกรมประชาสงเคราะห์นะครับ โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 เป็นการจัดที่ดินในรูปนิคมสหกรณ์ ให้กับเกษตรกรที่เป็นสมาชิกไม่เกินครอบครัวละ 50 ไร่ โดยสีครุฑที่ใช้บนหนังสือแสดงการทำประโยชนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท



” ครุฑดำ “

จะถูกใช้บนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ประเภท น.ส.3 และ น.ส.3 ข. โดยที่สองสองประเภทนี้นั้นมีลักษณะเป็นแผนที่รูปลอย ไม่มีการกำหนดตำแหน่งที่ดินที่แน่นอน หรือออกในท้องที่ที่ไม่มีระวางรูปถ่ายทางอากาศนั้นเอง

” ครุฑเขียว “

จะถูกใช้บนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ประเภท น.ส.3 ก. เท่านั้น ซึ่ง น.ส.3ก. ใช้เมื่อมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยวิธีกำหนดตำแหน่งที่ดินในระวางรูปถ่ายทางอากาศ

“ครุฑน้ำเงิน”

ที่ดิน สปก. จะเป็นที่ดินที่ “สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” จัดสรรให้กับเกษตรกรเพื่อเป็นที่ดินทำกิน ซึ่งเอกสารนี้จะเป็นตรา ครุฑน้ำเงิน หลายคนชอบโดนหลอกให้ซื้อที่ดินประเภทนี้ พี่โอกาสเลยอยากออกมาย้ำว่า ที่ดินแบบนี้ “ซื้อขายไม่ได้” ครับ แต่สามารถทำสัญญาเช่าได้ 99 ปี และเป็นมรดกให้ทายาทได้

แต่แนะนำว่าไม่ควรไปซื้อที่ดิน  สปก ดีกว่านะครับ และก่อนซื้อที่ดินทุกครั้ง อย่าลืมดูกันด้วยนะครับว่าเป็นโฉนดแบบไหน จะได้ไม่โดนหลอก !

สรุป สีตราครุฑบนโฉนดที่ดิน ที่ดินแต่ละแบบ ก็มีความแตกต่างกัน ทั้งการใช้งาน และ กรรมสิทธิ์ ดังนั้น ก่อนทำการ ซื้อขาย เช็กเอกสารและสีตราครุฑกันให้ดีนะครับ จะได้ทำธุรกรรมได้อย่างสบายใจอย่างไรก็ดี ควรมีการตรวจเช็คที่สำนักงานที่ดินทุกครั้งก่อนทำการซื้อขายกัน ตรวจสอบกรรมสิทธิ์ทุกอย่างให้ครบถ้วน เพื่อหลีกเลี่ยงกลโกงที่มีทุกรูปแบบ

เชื้อราบิวเวอเรีย (Beanveria bassiana)

เชื้อราบิวเวอเรีย (Beanveria bassiana)

เชื้อราบิวเวอเรีย

เชื้อราบิวเวอเรีย หรือราขาว เป็นเชื้อรากำจัดแมลง (Entomopathogenic fungi) มีสปอร์สีขาวเข้าทำลายแมลงศัตรูพืชได้ โดยสปอร์งอกเส้นใยเข้าไปในตัวแมลง แมลงที่ถูกเชื้อราเข้าทำลายจะอ่อนแอเบื่ออาหาร อ่อนเพลี่ย ไม่เคลื่อนไหว และตายในที่สุดเมื่อแมลงตายจะมีเส้นใยสีขาวเจริญบนตัวแมลงหลังจากนั้นจะเห็นสปอร์คล้ายฝุ่นสีขาวปกคลุมตัวแมลงและสปอร์นี้ก็สามารถแพร่กระจายไปในธรรมชาติหากไปตกลงบนตัวแมลงตัวใหม่ ก็ทำให้ตายได้เช่นกัน




เชื้อราบิวเวอเรียสามารถเข้าทำลายแมลงได้ทุกส่วนตั้งแต่ลำตัว ขา ปีก หนวด ตา เป็นต้น แมลงที่ลำตัวอ่อนนุ่ม สปอร์แทงเข้าได้ทุกส่วน ส่วนแมลงที่มีปีกแข็งเช่น ด้วงปีกแข็ง เชื้อราจะแทงเข้าระหว่างข้อปล้องของแมลง

การเข้าทำลายแมลงของเชื้อราบิวเวอเรีย

เชื้อราบิวเวอเรีย

ลักษณะของแมลงที่ตายด้วยเชื้อราบิวเวอเรีย

เชื้อราบิวเวอเรียสามารถทำลายแมลงศัตรูพืชได้หลายชนิด เช่น เพลี้ยไฟ ไรแดง เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่นเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แมลงหรี่ขาว หนอนห่อใบข้าวแมลงค่อมทอง เป็นต้น เชื้อราบิวเวอเรียสามารถทำลายได้ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย

แมลงศัตรูพืชที่เชื้อราบิวเวอเรียสามารถทำลายได้

เชื้อราบิวเวอเรีย

วิธีการใช้เชื้อราบิวเวอเรีย

อัตราการใช้

1 ถุง (250 กรัม)/ น้ำ 20 ลิตร

วิธีการใช้

1.เชื้อราบิวเวอเรียที่เจริญบนเมล็ดข้าวอัตรา 1 ถุง (250 กรัม) ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยผสมน้ำกับสารจับใบคนให้เข้ากัน นำน้ำเล็กน้อยมาผสมเชื้อราบิวเวอเรีย ขยำให้สปอร์สีขาวหลุดออกจากเมล็ดข้าว กรองเอาเศษข้าวออก เหลือเฉพาะน้ำสปอร์ของเชื้อราบิวเวอเรีย

2. นำเชื้อราที่ได้ไปฉีดพ่นให้ทั่วต้นพืช โดยเฉพาะบริเวณที่มีศัตรูพืช หรือบริเวณที่ศัตรูพืชเกาะอาศัยอยู่และต้องให้ถูกตัวแมลงศัตรูพืชให้มากที่สุด และขณะฉีดพ่นควรเขย่าถังฉีดด้วยเพื่อไม่ให้เชื้อราตกตะกอน

3. ช่วงระยะเวลาการพ่นควรเป็นเวลาที่แมลงศัตรูพืชออกหากิน หรือตอนเย็นเพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดด

4. ควรฉีดพ่น 2-3 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน หรือจนกว่าแมลงศัตรูพืชหมดไป

การผลิตขยายเชื้อราบิวเวอเรีย หรือราขาว

อุปกรณ์ผลิตขยายเชื้อสด

เชื้อราบิวเวอเรีย

1. แช่ข้าวสาร์ในน้ำ 10 นาที ล้างข้าวสารให้สะอาด

2. ผึ่งให้สะเด็ดน้ำเล็กน้อย

3. ตักใส่ถุงพลาสติก 200 กรัม (2-3 ทัพพี)/ถุง

4. ใส่คอขวด ปิดด้วยจุกสำลี ปิดกับด้วยกระดาษ

5. นำไปนึ่ง บนลังถึง(ซึ้ง) นาน 40 นาที ทิ้งให้ข้าวอุ่น หยดเชื้อ 5-7 หยด แล้ว ใส่สำลี ปิดด้วยดระดาษ

6. วางถุงข้าว ในลักษณะเบนราบ ไม่ซ้อนกับกัน ประมาณ 7-10 วัน เชื้อเจริญเติบโตเต็มที่

ข้อจำกัดในการใช้

1. เชื้อราบิวเวอเรีย ต้องการความชื้นสูงในการงอก จึงควรเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม

2. หลีกเลี่ยงการใช้ในช่วงแสงแดดจัด ควรใช้ในเวลาเย็น

3 เชื้อราจะมีประสิทธิภาพดีที่สุดเมื่อได้สัมผัสกับแมลงมากที่สุดจึงควรฉีดพ่นให้ถูกตัวแมลงมากที่สุด


ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตร ด้านอารักขาพืช จังหวัดสงขลา

กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทร. 0-7455-7940 โทรสาร. 0-7455-7940

เรียบเรียงโดย : วัชลี โสพิน และ นิพวรรณ หมีทอง


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ไอเดียดี!! เลี้ยงกบในขวดพลาสติก ประหยัดพื้นที่ดูแลง่าย

ไอเดียดี!! เลี้ยงกบในขวดพลาสติก ประหยัดพื้นที่ดูแลง่าย

เลี้ยงกบในขวดพลาสติก

ไอเดียการ เลี้ยงกบในขวดพลาสติก เป็นการประยุกต์การเลี้ยงกบให้เข้ากับสภาพพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด และเป็นการนำเศษวัสดุที่เหลือใช้มาใช้ให้เกิดประโยชน์และเป็นการจัดการที่ง่ายและสะดวก



วัสดุและอุปการณ์ในการเลี้ยง

  • ขวดน้ำพลาสติกขนาด 5-6 ลิตร
  • ขวดน้ำพลาสติกขนาด 1 ลิตร
  • ชั้นวาง
  • พันธุ์กบ
  • อาหารกบหรืออาหารปลาดุก
  • น้ำหมักจุลินทรีย์

การทำขวดเลี้ยง

  • นำขวดพลาสติกขนาด 5-6 ลิตร เจาะ รูตรงใกล้คอขวด
  • นำขวดพลาสติก ขนาด 1 ลิตร ดัด ตรงคอขวดให้ได้เป็นรูปกรวย แล้วนำมาเสียบ ตรงขวดใหญ่ที่เจาะรูไว้แล้ว เพื่อทำเป็นช่อง หายใจ และที่ให้อาหารกบ
  • นำลูกกบอายุ 1-2 เดือน ใส่ลงในขวด พลาสติกในจำนวนขวดละ 5-6 ตัว แล้วแต่
  • ใส่น้ำระดับคางกบ แล้วนำไปวางบน

การให้อาหารและการทำความสะอาด

  • หยอดอาหารลงในกรวยเช้าและเย็น
  • ให้อาหารเสริมจำพวก หนอน จิ้งหรีด ไส้เดือน ควรถ่ายน้ำออกทุกครั้งก่อนให้
  • ควรทำการถ่ายพยาธิให้กบเดือนละ ครั้ง จนกว่าจะขาย โดยใช้ดีเกลือ 3 กรัม/ อาหาร 1 กิโลกรัม ให้ครั้งเดียว
  • ถ้ามีเวลาควรล้างทำความสะอาดทุก เช้าก่อนให้อาหาร แต่ถ้ามีเวลาน้อย ก็ควรใช้ น้ำหมักจุลินทรีย์หยอดลงไป จะช่วยป้องกัน น้ำในขวดไม่เหม็น (ล้างขวด 3 วัน/ครั้ง)

ระยะเวลาการเลี้ยง

ส่วนมากจะใช้ระยะเวลาในการเลี้ยง ประมาณ 3-4 เดือน

ข้อดีของการเลี้ยงกบในขวดพลาสติก

  • เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่จำกัดได้ดี
  • ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูนหรือบ่อดิน
  • ให้อาหารกบได้ง่ายและทั่วถึง ไม่เปลืองอาหาร
  • ควบคุมโรคได้ง่าย ถ่ายน้ำสะดวก และใช้น้ำน้อยกว่า
  • นำมารับประทานได้ , เพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว , ลดภาวการณ์เกิดน้ำเสีย , ง่ายต่อการผลิต , ลดการเกิดขยะจากขวดน้ำได้ด้วย
  • เหมาะกับผู้เริ่มทดลองเลี้ยงเพื่อศึกษา ไม่หวังผลกำไร หรือเลี้ยงเล่นๆ 5 วัน หรือ 10 วัน สนุกๆ เป็นต้น

เลี้ยงกบในขวดพลาสติก

ข้อเสียของการเลี้ยงกบในขวดพลาสติก

  • ยากต่อการสังเกตและดูแล หากเลี้ยงในปริมาณมากๆ
  • ไม่เหมาะกับการเลี้ยงจริงจังเชิงพาณิชย์ ที่ต้องมีปริมาณผลผลิตต่อเดือนสูง
  • ไม่สะดวก และเสียเวลามากๆ เมื่อเทียบกับผลผลิตที่ได้รับ ขาดทุนเวลา
  • ไม่คุ้มค่าเวลาเลี้ยง เหน็ดเหนื่อยกว่าปกติ ไม่มีกำไร เหมือนขี่ช้างจับตั๊กแตน ไม่คุ้มค้า

กบเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ที่ตลาดทั่วไปหัน มาให้ความสนใจและความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดทั้งใน และต่างประเทศ สำหรับเกษตรกรที่เลี้ยง กบท่านใดหลีกเลี่ยงในช่วงที่มีการจับกบใน แหล่งตามธรรมชาติก็จะช่วยเป็นการลด ปัญหาในด้านราคาตกต่ำ แต่อย่างไรก็ตาม จากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทาง ธรรมชาติ จึงทำให้แหล่งที่อยู่อาศัยตาม ธรรมชาติของกบลดลง


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย เพิ่มรายได้เสริม

การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย เพิ่มรายได้เสริม

การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย

การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย


การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี๋ย เป็นรูปแบบการเพาะที่ง่าย ใช้วัสดุน้อยสามารถใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเป็นวัสดุเพาะได้ เช่น ฟางข้าว ตอซังข้าว กากถั่วเหลือง กากมันสำปะหลัง

เห็ดฟาง เป็นเห็ดที่เพาะง่าย ใช้เวลาสั้นประมาณ 5 – 7 วัน ก็เก็บดอกเห็ดที่เพาะได้ เป็นเห็ดที่มีผู้นิยมบริโภคมาก ทำให้ความต้องการของตลาดสูง ซึ่งทำให้มีราคาดีตลอดปิ้ จึงมีผู้นิยมเพาะเห็ดฟางกันมาก การเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย มีการพัฒนามาจากการเพาะแบบกองสูง ซึ่งเป็นการประหยัดวัสดุเพาะและง่ายต่อการดูแล สามารถให้อาหารเสริม และให้ผลผลิตที่แน่นอน




 

ขั้นตอนการเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย

การเตรียมการก่อนเพาะ

  • นำวัสดุเพาะ ได้แก่ ฟางข้าว แช่น้ำ 1-2 วัน ส่วนทะลายปาล์ม รดน้ำให้เปียก วันละ 1 ครั้ง หรือแช่น้ำไว้และคลุมพลาสติกสีดำให้มิดชิดทำอย่างนี้ 4 วัน อาหารเสริมทุกชนิด ได้แก่ ไส้ฝ้าย ไส้นุ่น ผักตบชวาสับตากแห้ง แช่น้ำให้นาน 1-2 ชั่วโมง ส่วนอาหารเสริมที่ได้จากมูลสัตว์ ได้แก่ มูลไก่ มูลวัว หรือ มูลม้า ผสมดินร่วนในอัตราส่วน 2 : 1 ไม่ต้องแช่น้ำ
  • ขุดดินตากแดด 1 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรค ย่อยดินให้ร่วนละเอียดจะช่วยให้ผลผลิตเห็ดฟางเพิ่มขึ้น 10-20% เนื่องจากเห็ดฟางจะเกิดรอบๆ กองวัสดุเพาะปรับดินให้เรียบ รดน้ำให้ชุ่ม วางแบบพิมพ์ลงบนดิน แบบพิมพ์ทำจากไม้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู ด้านบนกว้าง 30 เซนติเมตร ด้านล่างกว้าง 35 เซนติเมตร ยาว 80-120 เซนติเมตร สูง 30 เซนติเมตร

วิธีการเพาะ

  • วัสดุที่ใช้เพาะ หากเพาะด้วยฟางข้าว ให้ใส่ฟางลงไปในแบบพิมพ์ให้หนา 8-12 เซนติเมตร ใช้มือกดูให้แน่น หรืออาจจะย่ำ 1-2 รอบ ใส่อาหารเสริมบริเวณขอบโดยรอบ กว้าง 5-7 เชนติเมตร หนา 2.5 เซนติเมตร หากเป็นทะลายปาล์มต้องเทขี้เลื่อยลงไปในแบบพิมพ์ เกลี่ยให้เรียบก่อนนำทะลายปาล์มที่แช่น้ำแล้ววางให้เต็ม และรดน้ำให้ชุ่ม แล้วโรยเชื้อไม่ต้องใส่อาหารเสริม

  • โรยเชื้อเห็ดโดยรอบบนอาหารเสริม เชื้อเห็ดที่ใช้ควรขี้ให้แตกออกจากกันเสียก่อนเป็นอันเสร็จชั้นที่ 1 เมื่อเสร็จแล้วก็ทำชั้นต่อไปโดยทำเช่นเดียวกับการทำชั้นแรกคือ ใส่ฟางลงในแบบไม้อัดหนา 8-12 เซนติเมตรกดให้แน่น ใส่อาหารเสริม ในช่วงฤดูหนาวหรืออุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส ควรทำ 4-5 ชั้น หรือสูง 35-40 เซนติเมตร์ ในฤดูร้อนควรทำ 3 ชั้น หรือสูง 28-30 เซนติเมตร หากเพาะด้วยทะลายปาล์มสามารถโรยเชื้อเห็ดฟางบนทะลายปาล์มได้เลย
    การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย
  • เมื่อทำกองเสร็จแล้ว ชั้นสุดท้ายคลุมฟางหนา 2-3 เซนติเมตร รดน้ำบนกองให้โชกอีกครั้ง ถอดแบบพิมพ์ เพื่อนำไปใช้เพาะกองต่อไป
  • เมื่อโรยเชื้อเสร็จแล้ว ใช้เชื้อเห็ดฟางผสมกับอาหารเสริมโรยรอบกอง จะทำให้ดอกเห็ดเกิดระหว่างกอง เป็นการเพิ่มปริมาณดอกเห็ด การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ยมักจะทำกองห่างกันประมาณ 1 คืบ ขนานกันไป 10-20 กองเพื่อทำให้อุณหภูมิและความชื้นของกองไม่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วนัก
  • คลุมด้วยผ้าพลาสติกใสหรือทึบ โดยคลุมทั้งหมดด้วยผ้าพลาสติก 2 ผืน โดยให้ขอบด้านหนึ่งทับกันบริเวณหลังกอง จากนั้นใช้ฟางแห้งคลุมทับพลาสติกอีกทีหรืออาจทำแผงจากปิด ไม่ให้แสงแดดส่องถึง ก่อนการคลุมด้วยพลาสติกอาจทำโครงไม้เหนือกองเพื่อไม่ให้พลาสติกติดหลังกอง แล้วปิดด้วยฟางหลวม ๆ ก่อน

การดูแลรักษา

ในฤดูร้อน 3 วันแรก ช่วงกลางวันถึงเย็น ควรเปิดผ้าพลาสติกหลังกองกว้างประมาณ 1 ฝ่ามือ ส่วนกลางคืนปิดและคลุมฟางไว้เหมือนเดิม วันที่ 1-3 วัน เห็ดฟางต้องการอุณหภูมิประมาณ 35-38 องศาเซลเซียส ในวันที่ 4-5 ให้ตรวจดูความชื้นถ้าเห็นว่าข้างและหลังกองแห้ง ให้ใช้บัวรดน้ำโชยน้ำเบา ๆ ให้ขึ้นแล้วปิดไว้อย่างเดิมเห็ดฟางต้องการอุณหภูมิต่ำกว่าวันแรก ๆ จนกระทั่งวันที่ 8-10 ช่วงเก็บผลผลิตได้เห็ดฟางต้องการอุณหภูมิประมาณ 30 องศาเซลเซียส

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

ดอกเห็ดฟางที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวควรอยู่ในระยะดอกตูมรูปไข่ จะได้ราคาดี วิธีการเก็บจะใช้มือจับดอกเห็ดกดลงเล็กน้อย และหมุนจนดอกเห็ดหลุดออกจากวัสดุเพาะและไม่ควรให้กระเทือนถึงดอกเล็ก ๆ ในกองเพาะจะทำให้ดอกเห็ดฝอได้ ช่วงเวลาในการเก็บเกี่ยวถ้ามีการเพาะหลายแปลงจะเก็บในช่วงกลางคืนและช่วงเย็น เมื่อเก็บดอกเห็ดมาแล้ว จะทำการตัดแต่งทำความสะอาดโคนเห็ดเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกออก และส่งตลาดต่อไป เห็ดฟาง 1 กอง จะได้ผลผลิตประมาณ 1.5-2 กิโลกรัม

ข้อแนะนำการเพาะเห็ดฟาง

  • การเพาะเห็ดฟางโดยใช้ฟางข้าวเป็นวัสดุเพาะฟางที่นำมาใช้เพาะเห็ดต้องแห้งสนิทมาก่อน ไม่มีเชื้อราปนเปื้อน
  • การแช่ฟางควรแชใช้อิ่มน้ำมากที่สุด เพื่อให้เส้นใยเห็ดฟางเจริญได้ดี
  • เลือกเชื้อเห็ดฟางที่ไม่มีจุลินทรีย์อื่นปลอมปน เช่น ราเขียว ราดำ ราขาว และไม่มีการรวมตัวของเส้นใย เป็นดอกเห็ดถ้ามีดอกเห็ดเล็ก ๆ เกิดขึ้นจะเจริญไม่ดีในแปลงเพาะและให้ผลผลิตต่ำ
  • พื้นที่เพาะเห็ดฟางควรอยู่กลางแจ้ง พื้นดินควรมีความชื้นหมาด ถ้าปรับปรุงดินด้วยปุ้ยคอกก็จะเพิ่มผลผลิตได้
  • การวางแผนกองเพาะเห็ดควรวางในทิศทางตะวันออก – ตะวันตก เพราะจะทำให้รับแสงแดดตลอดทั้งแปลง
  • น้ำที่ใช้แช่วัสดุเพาะควรเป็นน้ำสะอาดทางการเกษตร ห้ามใช้น้ำประปาที่มีสารคลอรีนเด็ดขาดเพราะจะทำให้เส้นใยเห็ดไม่เจริญในกองฟาง
  • เห็ดฟางเป็นเห็ดฟางที่เพาะง่ายไม่ต้องมีการนึ่งฆ่าเชื้อที่วัสดุเพาะ มีอายุในการเพาะสั้น ในช่วงฤดูร้อนใช้เวลา 8-10 วัน ช่วงฤดูหนาวใช้เวลา 15-20 วัน
  • เนื่องจากเห็ดฟางมีอายุในการเพาะที่สั้น จึงใช้วัสดุเพาะปริมาณมาก ผู้เพาะจึงควรสะสมวัสดุเพาะไว้ให้มาก เช่น ฟางข้าว ควรเก็บสะสมในฤดูหลังนา เพื่อการเพาะที่ต่อเนื่องถึงจะมีรายได้อย่างต่อเนื่อง
  • ราคาของผลผลิตจะสูงขึ้นในช่วงเดือนเมษายน เป็นต้นไป จนถึงเดือนพฤศจิกายนจะได้ผลผลิตที่ลดลงเนื่องจากอากาศร้อนและมีปริมาณน้ำมากในฤดูฝน
  • การให้น้ำเห็ดฟาง จะให้บนกองฟางที่เพาะเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ดังนั้นก่อนการคลุมกองฟางจะรดน้ำบนกองฟางให้ชื้นที่สุดและคลุมกองฟางด้วยผ้าพลาสติกใส
  • การคลุมกองฟางต้องไม่ให้ชายพลาสติกคลุมติดชิดกองฟางโดยเด็ดขาด เพราะว่าจะมีหยดน้ำตกลงบนขอบข้างกองฟางมากเกินไปทำให้เส้นใยเห็ดยุบตัวไม่รวมตัวเป็นดอกเห็ด
  • ถ้าต้องการให้เกิดดอกเห็ดทั่วทั้งกอง ให้ใช้ไม้โค้งปักรอบเพื่อไมให้พลาสติกคลุมชิดกองฟาง
  • วัสดุเพาะเห็ดที่เป็นตอซังหรือฟางข้าวสามารถนำไปสับและหมักใช้เพาะเห็ดนางรมได้เป็นอย่างดี

ที่มา : กรมส่งเสริมวิชาการเกษตร, www.sarakaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

แกงปลาช่อนใส่หน่อไม้ดอง ซดน้ำฮ้อนๆ​ แซ่บๆ แกงอีสาน

แกงปลาช่อนใส่หน่อไม้ดอง ซดน้ำฮ้อนๆ​ แซ่บๆ แกงอีสาน

แกงปลาช่อนใส่หน่อไม้ดอง

แกงปลาช่อนใส่หน่อไม้ดอง


สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เราจะพาทุกท่านมาทำ แกงปลาช่อนใส่หน่อไม้ดอง กันครับ ซึ่งปลาช่อนเป็นปลาที่มีเนื้อค่อนข้างเยอะ ก้างอยู่เป็นระเบียบไม่เยอะ หรือมีแทรกตามเนื้อ ทำให้ปลาช่อนสามารถทำเมนูได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ต้มผัด แกง ทอด หรือทำห่อหมก นั้นเอง สำหรับการทำแกงปลาช่อนใส่หน่อไม้ดอง นั้นก็ไม่มีอะไรยุ่งยากแถวยังอร่อยอีกด้วย เรามาดูวีธีทำกันเลยครับ

เตรียมวัตถุดิบ

  • หน่อไม้ดอง 1 ถ้วยใหญ่
  • ปลาช่อนนาหั่น
  • พริกขี้หนูสด 10 เม็ด
  • กระเทียม 8 กลีบ
  • หอมแดง 3 หัว
  • ตะไคร้ หัวข่า และใบมะกรูด
  • น้ำปลาร้า
  • ผักชีต้นหอมหั่นท่อนพอประมาณ “ตามชอบ”
  • ใบแมงลักหรือใบโหระพา พอประมาณ
  • ผงชูรส รสดี “ตามชอบ
  • น้ำปลาปรุงรส

วิธีทำ

1. โขรกเครื่องแกงให้ละเอียด ตั้งหม้อต้มหน่อไม้ดองให้สุก
2. เมื่อหน่อไม้สุกได้ที่แล้ว ใส่น้ำพริกแกง น้ำปลาร้า ปรุงรสตามใจชอบ
3.ต้มจนหน่อไม้ดองสุก ใส่ปลาหั่นท่อน ใส่ใบแมลัก ปิดไฟ และโรยด้วยผักชีต้นหอม พร้อมเสริฟ

“น้ำหน่อไม้ดอง ถ้าไม่เค็มและปรี้ยวมาก ให้ใส่ลงในน้ำแกงพอประมาณ”

“หน่อไม้ดองจากตลาด ควรชิมรสก่อนนำมาแกง ถ้ามีรสเปรี้ยวและเค็มเกินไป ให้ล้างน้ำก่อนแกง”

ขอบคุณเจ้าของรูปด้วยครับ




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

โรคปากเปื่อยพุพองในแพะ (Contagious Ecthyma)

โรคปากเปื่อยพุพองในแพะ (Contagious Ecthyma)

โรคปากเปื่อยพุพองในแพะ

โรคปากเปื่อยพุพองในแพะ เป็นโรคติดเชื้อที่ติดต่อในฝูงได้อย่างรวดเร็วสามารถก่อโรคในแพะทุกอายุและก่อโรครุนแรงในลูกแพะ สามารถติดต่อสู่คนแต่สามารถป้องกันโดยการสวมถุงมือและอุปกรณ์ป้องกันอื่นๆ

โรคที่ก่อปัญหาในการเลี้ยงแพะในประเทศไทย พบได้ทุกช่วงอายุ มีหลายชื่อเรียก เช่น คอนตาเชียส เอทธิมา (Contagious ecthyma) สแคบนี้ เม้าท์ (scabby mouth) ซอร์เมาท์ (sore mouth) หรือ ออฟ (Orf) อัตราการป่วยอาจสูงถึง 100% อัตราการตายต่ำ หากติดเชื้อแทรกซ้อน หรือภาวะกดภูมิคุ้มกันอาจเพิ่มอัตราการตายเป็น 20% – 50%

สาเหตุ

  • เชื้อไวรัสออฟ (orf virus) สกุลพาราพอกซ์ไวรัส (genus Parapoxvirus)
  • เชื้อสามารถมีชีวิตอยู่รอดนอกตัวสัตว์ได้นานภายใต้สภาวะอากาศที่แห้ง ในขนสัตว์และอุปกรณ์การเลี้ยงสัตว์

การติดต่อ

สัตว์

  • สัมผัสสัตว์ป่วยโดยตรงเชื้อผ่านเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลตามผิวหนัง
  • ติดเชื้อที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม คอก อุปกรณ์การเลี้ยง และพาหนะขนย้ายสัตว์ บริโภคชิ้นส่วนซากสัตว์ป่วย

คน

  • สัมผัสสัตว์ป่วยโดยตรงผ่านแผล
  • การทำวัคซีนเชื้อเป็นให้กับสัตว์
  • อุปกรณ์เลี้ยงสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ
  • ติดต่อจากสัตว์สู่คนเท่านั้น

อาการที่แสดง

สัตว์

  • แสดงอาการหลังติดเชื้อ 2-3 วัน ผื่นนูนแดง กลายเป็นแผลพุพองหรือตุ่มหนอง เลือดไหล และกลายเป็นสะเก็ด
  • พบรอยโรคที่รอบริมฝีปาก รูจมูก เปลือกตา ใบหู ง่ามกีบ เต้านม อวัยวะสืบพันธุ์
  • ลูกสัตว์พบรอยโรคในช่องปากส่งผลต่อการดูดนม
  • อาจพบอาการมีไข้ ซึม อ่อนแรง ซูบผอม และติดเชื้ออื่นแทรกซ้อนได้
  • อาการตามผิวหนังสามารถหายได้ภายใน 1 – 2 เดือน

คน

  • แสดงอาการหลังติดเชื้อ 3 – 7 วัน
  • เกิดตุ่มนูนบริเวณผิวหนัง แข็ง สีแดงถึงน้ำเงิน และปวด มักพบที่นิ้วหรือมือ และ อาจมีไข้ต่ำๆ
  • หากไม่มีติดเชื้อแทรกซ้อนจะหายได้เองภายใน 3 – 6 สัปดาห์

โรคปากเปื่อยพุพองในแพะ

การรักษา

สัตว์

  • รักษาประคับประคองอาการ ทายาฆ่าเชื้อบริเวณบาดแผล
  • ให้ยาปฏิชีวนะ กรณีพบการติดเชื้อแบคที่เรียแทรกซ้อน
  • ใข้ยากำจัดหนอนแมลงในบาดแผล

คน

  • รักษาประคับประคองอาการ ใช้ยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่ และทำแผล
  • ให้ยาปฏิชีวนะ กรณีพบการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

การป้องกัน

สัตว์

  • กักสัตว์อย่างน้อย 7 วัน ก่อนนำเข้ารวมฝูง แยกเลี้ยงสัตว์ที่มีอาการ เลี่ยงการแพร่กระจายโรคในฝูง
  • ทำความสะอาดอุปกรณ์การเลี้ยงสัตว์ และพาหนะขนย้ายสัตว์ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
  • การใช้วัคซีนเชื้อเป็น พิจารณาทำในพื้นที่ที่มีอุบัติการณ์ของโรค
  • แยกสัตว์ที่ทำวัคชื่นออกจากสัตว์ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน จนกว่าสะเก็ดแผลจะหาย

คน

  • สวมถุงมือเมื่อสัมผัสตัวสัตว์ป่วย และอุปกรณ์การเลี้ยงสัตว์
  • หากสัมผัสสัตว์ป่วยให้ล้างบริเวณที่สัมผัสด้วยสบู่ทันที

ที่มา : สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์




 

บทความอื่นที่น่าสนใจ

การทำปลาส้มตัว วิธีการถนอมอาหารแบบภูมิปัญญาพื้นบ้าน

การทำปลาส้มตัว วิธีการถนอมอาหารแบบภูมิปัญญาพื้นบ้าน

การทำปลาส้มตัว

การทำปลาส้มตัว


วันนี้เรามาดูวิธีการถนอมอาหารแบบภูมิปัญญาพื้นบ้านที่มีมาตั้งแต่ รุ่นปู่ ย่าย ตา ยาย กันครับ ซึ่งเป็นการถนอมอาหารให้กินได้นานและมีรถชาติที่อร่อย เพิ่มขึ้นด้วยครับ นั้นก็คือ การทำปลาส้มตัว นั้นเองครับ

ปลาสัม คือ การแปรรูปปลาให้เป็นอาหาร เป็นตัวๆ หรือเป็นชิ้นๆ ผสมกับข้าวสุกและเกลือ แล้วหมักจนมีรสเปรี้ยว และมีกลิ่นหอมที่เกิดจากขบวนการหมักโดยเชื้อจุลินทรีย์ที่สร้างกรดแลคติด ปลาที่นิยมใช้ในการทำปลาส้มคือ ปลาตะเพียน ปลาสวาย ปลาเทโพ และปลาสร้อย เป็นต้น

การทำปลาส้ม นิยมทำกันเป็นชิ้นเล็กๆ แต่ส่วนหนึ่งผู้บริโภคนิยมทั้งตัว แต่การทำปลาส้มทั้งตัวนั้นถ้าหากไม่มีความเชี่ยวชาญปลาส้มที่ได้จะมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวไม่น่ารับประทาน

ปลาส้ม เป็นอาหารที่ทำจากปลา มีคุณค่าทางปรตีนสูง นำมาทำได้หลายเมนูตามความชอบของแต่ละคน ราคาไม่แพง เวลาจะกินก็เอามา ทอด นึ่ง ย่าง หลน หรือบางคนจะกินดิบๆ แกล้มกับหัวหอมแดง กระเทียม และพริกสด ได้เช่นกัน (อย่างไรก็ตาม การกินปลาส้มควรทำให้สุกก่อนนะค่ะ ไม่ควรกินดิบๆ เพราะในปลามีพยาธิใบไม้ในตับอยู่ การหมักปลาจนเป็นปลาเกิดความเปรี้ยว ใช่ว่าจะฆ่าพยาธิได้)

ประเภทของปลาส้ม ปลาส้ม มีอยู่ 4 ประเภท คือ

  1. ปลาส้มตัว เป็นปลาส้มที่ทำจากปลาทั้งตัว ที่ผ่าท้องควักไส้ออกแล้ว
  2. ปลาส้มชิ้น เป็นปลาส้มที่ทำจากเนื้อปลาล้วน ที่หั่นเป็นชิ้นตามขวางของลำตัวปลา
  3. ปลาส้มเส้น เป็นปลาส้มที่ทำจากเนื้อปลาล้วนที่หั่นเป็นเส้น
  4. ปลาส้มฟัก หรือแหนมปลา เป็นปลาส้มที่ทำจากเนื้อปลาล้วนที่บดหรือสับ

คุณป้าศรีนวล คล่องรับ เกษตรกรแปรรูปปลาสัมศรีนวล บ้านหนองหลวง ต.เวียงชัย จ.ชียงราย แนะนำการทำปลาส้มทั้งตัวให้อร่อยไม่เหม็นเปรี้ยว

วัตถุดิบ

  • ปลาที่ขอดเกล็ดปลา ตัดหัว ควักใส้ออกแล้วบั้งตัวปลาให้มีระห่างพอสมควร 100 กิโลกรัม
  • กระเทียมโขลก 1.5 กิโลกรัม
  • ข้าวเหนียว 2 ลิตร
  • เกลือป่น (ไม่ผสมไอโอดีน) 1.2 กิโลกรัม

วิธีทำปลาส้มตัว

  • นำปลามาล้างน้ำสะอาด 10 น้ำ (การล้าง 10 น้ำเป็นการยืดอายุปลาส้มที่ไม่ได้แช่ตู้เย็นให้อยู่ให้นานถึง 10 วัน )
  • นำเนื้อปลามาพักให้สะเด็ดน้ำ
  • นำข้าวเหนียวมาล้างในน้ำสะอาด จำนวน 3 น้ำเพื่อป้องกันกลิ่นเหม็นเปรี้ยว และ เป็นเคล็คลับที่สามารถทำให้เก็บปลาส้มไว้ได้นานๆ
  • นำส่วนผสมทั้งหมดคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วกดให้แน่น เมื่อครบ 3-4 วัน ปลาที่หมักไว้จะมีกลิ่นหอม แล้วนำปลามาคลุกข้าวคั่ว จากนั้นหมักทิ้งไว้อีก 1 วัน ก็จะได้ปลาเปรี้ยว ปลาใส่อวนที่อร่อยๆ
  • บรรจุถุงจำหน่าย

*ปลาสัมจะออกรสชาติเปรียวเมื่อทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน



 


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

แจกสูตร! น้ำพริกอ่อง ทำเองได้ อร่อยถูกใจแน่นอน

แจกสูตร! น้ำพริกอ่อง ทำเองได้ อร่อยถูกใจแน่นอน

น้ำพริกอ่อง

วันนี้จะพาทุกคนขึ้นเหนือไปลองทำน้ำพริกอ่องกันครับ น้ำพริกอ่อง เมนูอาหารเหนือที่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย ด้วยรสชาติเผ็ดอมหวานกลมกล่อม ทานคู่กับผักสดและข้าวสวยร้อนๆ เข้ากันสุดๆ ลักษณะเด่นของน้ำพริกอ่อง คือมีสีส้มของสีมะเขือเทศและพริกแห้ง ที่เคี่ยวจนเป็นน้ำขลุกขลิก มีน้ำมันลอยหน้าเล็กน้อย มีสามรส คือ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด เล็กน้อย และรสหวานตาม นิยมรับประทานกับผักสดหรือผักต้มก็ได้ น้ำพริกอ่องนั้นมีหลายสูตรแต่ล่ะสูตรก็จะแตกต่างกันออกไป

  • บางสูตร ผัดหมูก่อนแล้ว จึงตามด้วยเครื่องปรุงและมะเขือเทศภายหลังฃ
  • บางสูตร โขลกเนื้อหมู เครื่องปรุงและมะเขือเทศให้เข้ากันก่อน จึงนำไปผัดกับน้ำมันพืช
  • บางสูตร ใส่ถั่วเน่าแข็บหรือใส่เต้าเจี้ยว ในการปรุงรส

ส่วนผสม

  • เนื้อหมูบด 400 กรัม
  • มะเขือเทศลูกเล็ก 20 ลูก
  • ผักชีซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

เครื่องแกง

  • พริกขี้หนูแห้ง 20 เม็ด
  • หอมแดง 5 หัว
  • กระเทียม 10 กลีบ
  • กะปิแกง 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1/2 ช้อนชา
  • ผงชูรสนิดหน่อย
  • น้ำปลาปรุงรสตามชอบ

วิธีการทำ

1. โขลกพริก หอมแดง กระเทียม รวมกันให้ละเอียด
2. ใส่กะปิและเกลือ โขลกให้เข้ากัน
3. ผัดเครื่องแกงกับน้ำมัน จนมีกลิ่นหอม ใส่เนื้อหมูบด ลงผัดให้สุก เติมน้ำเล็กน้อย
4. พอเดือด ใส่มะเขือเทศ ลงผัดให้เข้ากัน ตั้งไฟต่อจนมะเขือเทศสุก ปิดไฟ

TIPS : กินแกล้มกับ ผักสด แคบหมู หรือคลุกข้าวสวยร้อน ๆ ก็เข้ากันได้ดีสุด ๆ ไปเลย

@Suphot Malod
เพจ : อาหารเหนือพร้อมสูตรวิธีทำ




 

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก หลังคาทรงสูง โทนสีดำ ทันสมัยสวยงาม

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก หลังคาทรงสูง โทนสีดำ ทันสมัยสวยงาม

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก หรือ Nordic House Style เป็นสไตล์บ้านอีกรูปทรงที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศไทย แม้ว่าบ้านสไตล์นอร์ดิกจะเป็นเทรนด์การออกแบบบ้านจากโซนยุโรปที่มีอากาศหนาวแต่ก็ได้รับความนิยมมายังสภาพบ้านเราที่มีอากาศร้อนชื้นด้วย เนื่องด้วยบ้านสไตล์นอร์ดิกนั้นเป็นบ้านที่มีขนาดพอดีไม่ได้เล็กหรือใหญ่จนเกินไป มีการดีไซน์ที่เรียบง่ายปรับให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัย โปร่งโล่ง สบายตา ผ่อนคลาย น่าพักอาศัย มีความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์เชิญชวนให้ผู้คนตกหลุมรักบ้านสไตล์นอร์ดิกอย่างแน่นอน

สวัสดีครับ วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ เว็บสาระเกษตรไปชมบ้านไม้สวยๆ ซึ่งเป็น บ้านสไตล์นอร์ดิก ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงใหญ่ พร้อมดาดฟ้า  เป็นผลงานการออกแบบ MB Design House บริการรับเขียน 3D By sketchu  จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ที่มา | MB Design House บริการรับเขียน 3D By sketchu
เรียบเรียง : kasetbanna.com

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์นอร์ดิก

ตกแต่งผนังหน้าจั่วและหน้าบ้าน ด้วยอิฐแดงโชว์ พร้อมติดโคมไฟดาวน์ไลท์

ข้อดีของบ้านสไตล์นอร์ดิก

ข้อดีของบ้านสไตล์นอร์ดิกนั้นมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน อย่างแรกคือเรื่องดีไซน์ของบ้านที่เน้นการออกแบบให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เข้าพักอาศัย เน้นความเรียบง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน มีการเปิดพื้นที่รับแสงจากธรรมชาติให้บ้านมีความอบอุ่น สบายตา ผ่อนคลาย บ้านสไตล์นอร์ดิกจะมีการเน้นใช้ประโยชน์จากธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นเรื่องแสง สี เพื่อให้ตัวบ้านมีความน่าอยู่อาศัย สบายตา เน้นการตกแต่งอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ

ข้อเสียของบ้านสไตล์นอร์ดิก

บ้านทรงนอร์ดิกก็มีข้อเสียเช่นเดียวกันเนื่องด้วยสไตล์การออกแบบบ้านทรงนี้มาจากเขตหนาว แต่สภาพภูมิอากาศของไทยเป็นแบบร้อนชื้น เพราะฉะนั้นสไตล์การออกแบบบ้านที่ไม่มีชายคาบ้านจะทำให้ผนังบ้านเจอกับแดดโดยตรงอาจก่อปัญหาให้ผนังบ้านซีดจางเร็วกว่าปกติจึงต้องปรับใช้สีทาบ้านที่ทนแดดได้ดี นอกจากแดดแล้วอาจเจอกับปัญหาบ้านรัวซึมหรือผนังเกิดเชื้อราจากฝนโดยอาจเลือกสีทาบ้านที่ทนแดด ทนลม ทนฝนจะก่อให้เกิดผลดีที่สุด 

ที่มา : Facebook MB Design House บริการรับเขียน 3D By sketchu


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ