เปิดกรีดยางเมื่อไรดี มือใหม่ควรอ่าน

เปิดกรีดยางเมื่อไรดี มือใหม่ควรอ่าน

เปิดกรีดยางเมื่อไรดี

         “เปิดกรีดยางเมื่อไรดี” ฟังดูเหมือนจะเป็นคำถามง่าย ๆ แต่เอาเข้าจริงตอบไม่ง่ายเลยนะครับ เพราะมันไม่ได้มีสูตรตายตัวว่าต้องเดือนนี้ วันนั้น เวลาเท่านี้ถึงจะดี แต่มันขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ภูมิภาค และความสมบูรณ์ของต้นยางเป็นหลัก ผมเองก็เคยงงมาก ๆ ตอนเริ่มทำสวนยางใหม่ ๆ ว่าจะเริ่มกรีดตอนไหนดี กลัวกรีดเร็วไปต้นจะโทรม แต่ถ้าช้าก็เสียดายรายได้ วันนี้เลยอยากมาเล่าแบบชัด ๆ จากประสบการณ์จริง บวกกับคำแนะนำจาก กยท. ให้เพื่อน ๆ ได้เอาไปใช้เป็นแนวทาง ไม่ต้องเดาเอาเองให้เสียเวลา

การเปิดกรีดยาง เป็นเวลาที่มือใหม่ ยังไม่รู้จะลงมือช่วงเวลาไหนดี แต่ถ้ามือเก๋า ไม่มีปัญหาละ จะทำเมื่อไรก็ได้ เมื่อเวลาเหมาะสม เพราะจะบอกว่า เดือนไหน ก็ไม่ได้ เพราะแต่ละภาคฤดูกาลแตกต่างกัน ดูกันง่ายๆ ณ เวลานี้ ภาคเหนือ ฤดูร้อน แห้งแล้งมาก แต่ภาคใต้ฝนตก จะให้ภาคเหนือเปิดตอนนี้เลย ก็ดูกระไรอยู่ เพราะอากาศแล้ง ถึงเปิดกรีดก็น้ำยางออกน้อย อีกทั้ง ช่วงนี้ ต้นยางกำลังลำเลียงอาหารไปเลี้ยงใบ ซึ่งเพิ่งจะผลิออกมา แต่ถ้าบางแห่งที่อากาศเย็นกว่าหน่อย หรือ บำรุงน้ำดี ก็อาจจะโตและแก่แล้วก็ได้เหมือนกัน

เปิดกรีดยางตอนต้นยางอายุกี่ปี

นี่เป็นอีกกรณีหนึ่ง ที่เราจะได้ยินบ่อยๆ แต่เดิมมา เราจะได้รับการบอกกล่าวว่า ถ้าต้นยางอายุได้ 7 ปี ต้นยางโตพอคือ วัดรอบต้นได้ 50 ซม. ก็เปิดกรีดได้ แต่….เดี๋ยวก่อน…. นั่นเป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อน? (หรือเปล่า) อ่านต่อครับ พอเราศึกษาจากคำแนะนำของ กยท.มากๆ จะเจอคำแนะนำว่า ให้เปิดกรีด เมื่อต้นยางเราโต สมบูรณ์มากพอ คือ วัดความสูงจากพื้นดินขึ้นไป 150 ซม. แล้ววัดรอบต้น (ตรงที่ความสูง 150 ฅม.) มีเส้นรอบต้น 50 ซม. สามารถกรีดได้

และ กยท. ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า แต่ก่อนมามักจะบอกกันว่า ถ้ายางพาราอายุได้ 7 ปี สามารถเปิดกรีดได้ เพราะคิดว่าเป็นการสรุปที่เข้าใจง่าย ความจริงคือการประมินว่า พอต้นยางพาราอายุ 7 ปี ต้องวัดรอบต้นได้ 50 ซม. จากข้อความข้างบน สรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ การเลือกเปิดกรีด คือ ให้วัดรอบต้น ณ ความสูง 150 ซม. ให้มีเส้นรอบต้นได้ 50 ซม.

เปิดกรีดยางช่วงฤดูไหนดี

ถ้าคำถามแบบนี้ พอจะบอกได้ว่า ต้นฤดูฝน (สำหรับภาคเหนือ) ซึ่งจะเปิดกรีดเมื่อไรนั้น ก็คือ หลังจากที่มีฝนตกมาสักระยะหนึ่ง ถ้าตกสักสี่ห้าวันขึ้นไปนี่ สวยเลย เพราะดินชื้น รากฝอยเริ่มงอกออกหากิน หน้ายางก็นิ่มขึ้น น้ำยางก็ไม่ข้น จะมีผลให้คนกรีดมีกำลังใจมากขึ้นหน่อย

เริ่มเปิดกรีดยาง อย่างไรดี

      ในการเปิดกรีดยางครั้งแรกนั้น สามารถจะกรีดติดต่อกัน 5 วันก็ได้ (ทำกลางวันหรือกลางคืนก็ได้ ส่วนมากทำกันกลางวัน) ช่วงนี้ เรียกกันว่า เนาหน้ายาง หลังจาก 5 วันแล้ว เว้นหนึ่งวัน แล้วกรีด 2 วัน ถ้าน้ำยางออกยังไม่มาก ก็ทำกลางวันไปก่อนก็ได้ แต่ถ้าพร้อมจะทำกลางคืน หรือ ตอนเช้ามืด ก็ทำได้เลย เพราะโดยทั่วไปแล้ว การกรีดตอนเช้าน้ำยางจะออกเยอะ ตามหลักทางวิชาการบอกไว้ว่า ช่วงเวลาที่น้ำยางออกมาที่สุดคือ ตีสาม ถึง หกโมงเช้า (03.00 – 06.00 น.) ฉะนั้น เราสามารถเริ่มกรีดก่อนตีสามนิดหน่อย หรือตีหนึ่งตีสองก็ได้ ถ้าต้นยางมีเยอะ ผมเคยอ่านของชาวต่างประเทศ เขาบอกว่า อุณภูมิที่ยางออกดีคือ 20-25 องศาเซลเซียส 

เปิดกรีดยางเมื่อไรดี

วิธีการเปิด คงไม่ต้องพูดถึงละเอียด เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า มีดังนี้

  • วัดสูงจากพื้นดิน 150 ซม. แล้ววัดดูขนาดว่าได้อย่างน้อย 50 ซม. (ถือว่าต้นโตสมบูรณ์)
  • กรีดเฉียง (ไหล่ยาง) ด้านซ้ายสูงเอียงลงมาทางขวา 23 องศา (น้ำยางไหลดี ตัดท่อยางได้มากท่อ)
  • มีดกรีดยางต้องคม ฯลฯ

ทำอย่างไรให้น้ำยางออกมาก ข้อนี้ตอบแบบบ้านๆ ง่ายๆ คือ

  • ใส่ปุ๋ยตามความต้องการของดิน หรือ ใส่ปุ๋ยตามสูตร 
  • กรีดยางเป็น ไม่ใช่แค่ “กรีดยางได้” นะครับ ต้อง “กรีดเป็น”ด้วย
  • ถ้าใส่ปุ๋ยเคมี ก็ควรมีปุ๋ยอินทรีย์สลับบ้างบางปี ถ้าใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ควรใส่ให้มากหน่อย เพราะ NPK มีน้อยกว่าเคมี
  • การใส่ปุ๋ย ควรใส่เป็นระยะ เช่น จากปีหนึ่ง ใส่ 2 ครั้ง ครั้งละ ครึ่งกก. ต่อต้น ก็อาจจะใส่จำนวนน้อยลงครึ่งหนึ่ง แล้วใส่บ่อยขึ้น จากสองครั้ง เป็นสี่ครั้ง ห่างจากครั้งแรก สองเดือน นี่เป็นเบื้องต้นนะครับ มีข้อสังเกตอีกหลายอย่าง ค่อยๆ ดูกันไป

ใช้กรดอะไรหยอดทำยางก้อน?

ใช้กรดอะไรหยอดทำยางก้อน คำถามนี้ ที่จริงไม่ควรจะมีแล้วนะครับ เพราะทางกยท. (ตั้งแต่ยังเป็น สกย.) ได้แนะนำไว้แล้วว่า ให้ใช้ “กรดฟอร์มิก” เพราะรักษาคุณภาพยางได้ดีกว่าคือ มีความยืดหยุ่น และไม่เป็นอันตรายต่อต้นยางพารา ผมเคยเขียนแนะนำไว้แล้วว่า ประหยัดมากๆ ก็ผสมโดย กรดฟอร์มิก 50 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร (ถ้าต้องการให้เข้มข้นมากขึ้นก็ 100 หรือ 120 ซีซีต่อน้ำ 1 ลิตร คือ ขวด M150 กระทิงแดงฯ )

กรณีน้ำกรดนี้ ผมคิดว่า เราน่าจะใช้ กรดฟอร์มิค ที่เป็นแกลลอน ดีกว่า ที่เขาแบ่งใส่ขวดขายนะครับ แกลลอน ละ 250-320 บาท แล้วแต่ร้านและเกรดของกรด (มีสามเกรดคือ จีน เยอรมันนี และอีกที่จำไม่ได้ครับ) แต่ผมเองชอบซื้อแกลลอนใหญ่ 30 ลิตร ดีกว่า เพราะจะได้แกลลอนไว้ใช้ด้วย ราคา 1,530 บาท เห็นบางที่ถูกกว่านี้ แต่อยู่ไกลไปซื้อไมได้ครับ เราเอามาแบ่งใส่แกลลอนเล็ก เพื่อใช้ในแต่ละครั้งเอา สบายดี 

ส่วนน้ำหมัก หรือ กรดประเภทอื่น ผมว่า เลิกใช้ดีกว่านะครับ เพราะเขาว่าทำให้ก้อนยางไม่ยืดหยุ่น บริษัททำยางรถยนต์เขาตำหนิมา ขึ้นเราใช้ต่อไป ก็จะโดนกดราคาลงไปเรื่อย ๆ ขอพูดสั้นๆ เพราะถ้าพูดทั้งหมดมันยาวครับ

เปิดกรีดยางเมื่อไรดี

การเปิดกรีดยางไม่ได้มีคำตอบเดียวว่าต้องทำเมื่อไร แต่มันอยู่ที่ดูต้น ดูดิน ดูฟ้าเป็นหลัก ถ้าต้นยางโตสมบูรณ์ น้ำฝนมา ดินชุ่ม ก็ถือว่าพร้อมกรีดแล้ว อย่าไปเร่งจนต้นโทรม และอย่ารอจนเสียโอกาสเก็บน้ำยาง สำคัญที่สุดคือ ใส่ใจบำรุงต้นยางอย่างสม่ำเสมอ จะได้มีน้ำยางให้กรีดไปยาว ๆ เพราะทำสวนยางก็เหมือนเลี้ยงลูกนี่แหละครับ ดูแลดี ก็อยู่กับเราไปได้อีกนาน

ที่มา : https://para-buy.blogspot.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

“ลาบหมู” สูตรโบราณ รสแซ่บนัว แบบต้นตำรับอีสานแท้ๆ

“ลาบหมู” สูตรโบราณ รสแซ่บนัว แบบต้นตำรับอีสานแท้ๆ

ลาบหมู

“ลาบหมู” เมนูคู่ครัวไทยอีสานที่ไม่ว่าจะกินกับข้าวเหนียวร้อนๆ หรือแกล้มผักสด ก็อร่อยจนหยุดไม่ได้ ความแซ่บนัวของลาบหมูอยู่ที่ “ข้าวคั่ว” หอมๆ และ “น้ำปลาร้า” กลมกล่อมที่เข้ากันอย่างลงตัว บทความนี้เราจะพาคุณมาดูวิธีทำ ลาบหมูสูตรโบราณแบบอีสานแท้ๆ ที่ทั้งแซ่บ นัว และทำง่าย ใครได้ลองก็ต้องร้องว่า “อร่อย”

ส่วนผสม

  • เนื้อหมูสับติดมันเล็กน้อย ประมาณ 150-200 กรัม
  • หอมแดง 60 กรัม
  • ต้นหอมซอย 15 กรัม
  • ใบสะระแหน่ 4 กรัม
  • ผักชีฝรั่ง 10 กรัม
  • ข่าเผาโขลกละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกป่น 1/2 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมข้าวคั่ว

  • ข้าวคั่ว 20 กรัม
  • ข่าเผาโขลกละเอียด 1 ช้อนชา
  • ตะไคร้หั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • ใบมะกรูดหั่นฝอย 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

  • ซอยเครื่องที่เป็นผักทุกอย่าง รวนเนื้อหมูสับจนสุก พักไว้
  • ผสมเครื่องปรุงรส น้ำปลา น้ำมะนาว ข้าวคั่ว พริกปันและเครื่องที่ชอยเตรียมไว้ในชาม คนให้เข้ากัน นำไปคลุกเคล้ากับหมูสับ
  • ตักใส่จาน โรยใบสะระแหน่เพิ่มความหอม เสิร์ฟพร้อมข้าวเหนียวร้อน ๆ และผักแกล้มอีสาน

วิธีทำข้าวคั่ว

นำส่วนผสมทั้งหมดตั้งไฟ คั่วจนข้าว เป็นสีเหลืองนวล ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วนำไปโขลกให้ละเอียด

เคล็ดลับ / ข้อเสนอแนะ

  •  ควรเลือกเนื้อหมูสับติดมันเล็กน้อย จะนุ่มกว่าเนื้อหมูล้วน
  • ควรเติมน้ำต้มกระดูกเล็กน้อย เพราะจะทำให้เมื่อรวนเนื้อหมูสับ ไม่แห้งและกระด้าง พริกป่น และข้าวคั่วควรใช้ของใหม่ ไม่เก่าค้าง เพราะจะทำให้มีกลิ่นหอมน่ารับประทาน

ลาบหมูสูตรโบราณอีสานแท้ ถือเป็นเมนูพื้นบ้านที่กินกี่ครั้งก็ไม่มีเบื่อ เพราะมีทั้งความหอมของข้าวคั่ว ความนัวของปลาร้า และรสเผ็ดเปรี้ยวกลมกล่อมที่เป็นเอกลักษณ์ ใครได้ลองทำตามสูตรนี้ รับรองว่าได้ลาบหมูแซ่บนัวเหมือนนั่งกินอยู่ในบ้านอีสานแท้ ๆ


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

บ้านพักอาศัยคสล.1 ชั้น ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 170 ตรม.

บ้านพักอาศัยคสล.1 ชั้น ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 170 ตรม.

บ้านพักอาศัยคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) ชั้นเดียวหลังนี้ มีดีไซน์ที่โดดเด่นและทันสมัย เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ชอบความเรียบง่ายแต่ดูอบอุ่น ภายนอกตัวบ้านออกแบบในสไตล์ โมเดิร์นทรอปิคอล (Modern Tropical) ที่เน้นเส้นสายเฉียบคมและความโปร่งสบาย

บ้านพักอาศัยคสล.1 ชั้น หลังที่เราจะนำมาให้ชมในวันี้ มีขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงใหญ่ 1 ห้องครัว 1 ห้องพระ พื้นที่ใช้สอย 170 ตารางเมตร จะน่าอยู่แค่ไหนตามเราไปรับชมกันต่อเลย

ที่มา : โดยช่างหนึ่ง กวี 083 675 1235 (กวีก่อสร้าง)

บ้านพักอาศัยคสล.1 ชั้น

ตัวบ้านยกพื้นเล็กน้อยช่วยป้องกันความชื้นและเพิ่มความสวยงาม ด้านหน้าเป็นบันไดปูกระเบื้องโทนครีมอ่อนที่ดูสะอาดตา ผนังภายนอกใช้สีขาวตัดกับขอบฐานสีเทาเข้ม ช่วยขับให้ตัวบ้านดูมีมิติและดูหรูหราในแบบเรียบง่าย

หลังคาทรงเพิงหมาแหงน (Slant Roof) ลาดเอียงไปด้านเดียว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของบ้านสมัยใหม่ ช่วยระบายน้ำฝนได้ดีและรับลมได้เต็มที่ ตัวโครงหลังคามุงด้วยกระเบื้องสีเทาเข้มตัดกับฝ้าเพดานใต้หลังคาสีส้มอ่อน เพิ่มความอบอุ่นและความโดดเด่นให้กับภาพรวมของบ้าน

บ้านพักอาศัยคสล.1 ชั้น

บริเวณผนังติดตั้งช่องหน้าต่างกระจกบานใหญ่กรอบสีดำ ช่วยให้ภายในบ้านสว่างจากแสงธรรมชาติและถ่ายเทอากาศได้ดี ประตูหลักเป็นบานเลื่อนขนาดใหญ่ทำจากไม้จริง ให้ความรู้สึกแข็งแรงและกลมกลืนกับธรรมชาติภายนอก

บ้านพักอาศัยคสล.1 ชั้น

จุดเด่นของบ้านหลังนี้
คือความลงตัวระหว่าง “ความทันสมัย” กับ “ความเรียบง่าย” ด้วยการออกแบบให้ดูโปร่ง โล่ง และใช้โทนสีอบอุ่น ตัวบ้านดูสะอาดตาไม่รกสายตา เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดเล็กถึงปานกลางที่ต้องการบ้านที่สวย ใช้งานได้จริง และดูแลรักษาง่าย

บ้านพักอาศัยคสล.1 ชั้น

เมื่อมองเข้ามา จะเห็นพื้นที่ห้องโถงโล่งกว้าง พื้นปูด้วยกระเบื้องสีครีมอ่อนเงางาม ช่วยสะท้อนแสงและเพิ่มความสว่างให้กับตัวบ้านได้ดี ผนังทาด้วยสีขาวตลอดทั้งหลัง ทำให้บ้านดูสะอาดและสบายตา ส่วนเพดานออกแบบให้มีความสูงโปร่ง พร้อมช่องแสงด้านบนรูปทรงสามเหลี่ยมรับกับแนวหลังคา ช่วยให้แสงธรรมชาติเข้ามาได้มากในเวลากลางวัน

บ้านมีหน้าต่างบานใหญ่รอบด้าน ทำให้ภายในได้รับแสงธรรมชาติเต็มที่และมีการระบายอากาศที่ดี หน้าต่างบานกรอบสีดำทันสมัยตัดกับผนังสีขาวอย่างลงตัว เพิ่มความคมชัดให้กับดีไซน์ของห้อง นอกจากนี้ยังมีประตูไม้บานเลื่อนขนาดใหญ่เป็นทางเข้าหลัก ให้ความรู้สึกอบอุ่นและดูโดดเด่น

ภายในบ้านให้ความรู้สึกอบอุ่น เรียบหรู และเป็นระเบียบ เหมาะกับการตกแต่งเพิ่มเติมได้หลายสไตล์ ทั้งมินิมอล สแกนดิเนเวียน หรือโมเดิร์นคลาสสิก ตัวบ้านเน้นความเรียบง่ายแต่แฝงด้วยความหรูหราเล็ก ๆ จากการเลือกใช้วัสดุและโทนสีที่ลงตัว

เป็นห้องครัวแบบเคาน์เตอร์แนวยาวชิดผนัง (Linear Kitchen) ที่จัดวางอุปกรณ์และพื้นที่ใช้งานครบถ้วน ทั้งอ่างล้างจาน เตาแก๊ส และที่ดูดควัน โดยมีช่องหน้าต่างขนาดใหญ่สองบานช่วยระบายอากาศและรับแสงธรรมชาติได้ดี ทำให้ห้องไม่อับชื้น

พื้นครัวปูด้วยกระเบื้องสีครีมอ่อนเงางาม ดูสะอาดและช่วยให้ห้องดูกว้างขึ้น ผนังเคาน์เตอร์ตกแต่งด้วยกระเบื้องลายหินอ่อนสีเทาเข้ม ให้ความรู้สึกหรูหราและโมเดิร์นไปในตัว ตัดกับหน้าบานตู้สีดำด้านที่ดูเรียบแต่มีสไตล์

เคาน์เตอร์ครัวทำจากโครงสร้างคอนกรีตปูกระเบื้องอย่างแข็งแรง ทนต่อความร้อนและการใช้งานหนัก มีพื้นที่สำหรับเตรียมอาหารและวางอุปกรณ์ทำครัวอย่างลงตัว ส่วนบนติดตั้งเครื่องดูดควันสแตนเลสขนาดใหญ่ ช่วยดูดกลิ่นและควันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความสะดวกสบายในการทำอาหารทุกวัน

จุดเด่นของห้องครัวนี้ คือความเรียบง่ายแต่ดูดี ด้วยการใช้โทนสีเทา ดำ และขาว ซึ่งเข้ากันอย่างลงตัว ให้บรรยากาศที่อบอุ่นแต่ยังคงความทันสมัยไว้ครบถ้วน อีกทั้งยังดูแลทำความสะอาดได้ง่าย เหมาะกับครอบครัวที่ต้องการครัวสวยและใช้งานได้จริง

ห้องน้ำมีขนาดพอเหมาะ จัดสรรพื้นที่ได้อย่างลงตัวระหว่างส่วนอาบน้ำและส่วนสุขภัณฑ์ ผนังและพื้นเลือกใช้วัสดุที่ดูอบอุ่นและสะอาดตา เพิ่มความรู้สึกผ่อนคลายขณะใช้งาน

ผนังหลักของห้องน้ำปูกระเบื้องลายหินอ่อนสีขาว มีลวดลายเทาอ่อนบาง ๆ ช่วยให้ห้องดูสว่างและหรูหรามากขึ้น ส่วนพื้นที่อาบน้ำใช้กระเบื้องลายไม้สีน้ำตาลเข้ม เพิ่มความอบอุ่นและให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ ตัดกับพื้นห้องโซนแห้งที่ปูกระเบื้องสีเทาเรียบ ๆ ช่วยแบ่งโซนใช้งานได้อย่างชัดเจนและปลอดภัยจากการลื่น

บ้านพักอาศัยคสล.1 ชั้น

 

ติดต่องานโดยตรง

โดยช่างหนึ่ง กวี 083 675 1235 (กวีก่อสร้าง) ควบคุมและดูแลเองทุกขั้นตอนการดำเนินงาน ด้วยความรู้และประสบการณ์ วิชาชีพด้านการก่อสร้างกว่า 20 ปี


หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ชมพู่ทับทิมจันท์ ปลูกอย่างไรให้หวานฉ่ำ ผลดก และต้านโรค

ชมพู่ทับทิมจันท์ ปลูกอย่างไรให้หวานฉ่ำ ผลดก และต้านโรค

ชมพู่ทับทิมจันท์

ชมพู่ เป็นผลไม้เขตร้อนซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย เป็นพืชจัดอยู่ในตระกูลเดียวกับฝรั่งหว้า ยูคาลิปตัส เป็นพืชที่ชอบน้ำ จัดเป็นผลไม้ที่มีลำต้นขนาดใหญ่ ดอกมีกลิ่นหอมคล้ายกุหลาบ ผลมีรสหวานกรอบ คนไทยนิยมปลูกเป็นไม้มงคลประจำบ้าน ชมพู่เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ผลนอกจากจะใช้รับประทานสดแล้ว ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ เช่น เยลลี่ แยม และแช่อิ่ม เป็นต้น

ชมพู่ทับทิมจันท์ ถือเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ชมพู่ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย ด้วยลักษณะเด่นคือผลใหญ่ เนื้อแน่น สีแดงอมชมพูสวยงาม รสชาติหวานฉ่ำ กลิ่นหอมอ่อน ๆ และมีความกรอบถูกใจผู้บริโภค ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นสายพันธุ์ที่มีความทนทานต่อโรคพืชได้ดีในระดับหนึ่ง ทำให้เกษตรกรหลายรายหันมาให้ความสนใจในการปลูกเพื่อบริโภคเองหรือจำหน่ายในเชิงพาณิชย์

บทความนี้จะพาคุณไปเรียนรู้ เทคนิคการปลูกชมพู่ทับทิมจันท์ ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ไปจนถึงการดูแลให้ได้ผลดก สีสวย รสชาติหวานกรอบ พร้อมวิธีป้องกันโรคและแมลงอย่างปลอดภัย ใครที่กำลังมองหาแนวทางปลูกชมพู่ให้ประสบความสำเร็จ 

ลักษณะเด่นของชมพู่ทับทิมจันท์

ชมพู่ทับทิมจันท์มีจุดเด่นคือผลขนาดใหญ่ สีแดงอมชมพู เนื้อแน่น กรอบ หวานจัด และไม่ค่อยมีเมล็ด ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดผลไม้พรีเมียม หรือขายตามตลาดออนไลน์ เพราะนอกจากรสชาติที่ดีแล้ว ยังมีรูปลักษณ์ที่ดึงดูดใจผู้บริโภค

นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นเรื่องความต้านทานโรค เช่น โรคแคงเกอร์ และโรครากเน่าได้ดีระดับหนึ่ง จึงเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะทั้งปลูกในแปลงใหญ่หรือในสวนหลังบ้าน

การขยายพันธุ์

1. การตอนกิ่ง เป็นวิธีที่นิยมใช้ขยายพันธุ์ชมพู่มาช้านานและยังใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยการตอนนี้เริ่มจากการคัดเลือกกิ่งกระโดงหรือกิ่งที่แข็ง ช่วงอายุเพสลาดคือ กิ่งอ่อน กิ่งแก่ สีเขียวอมน้ำตาตาลแล้วควั่นรอบกิ่ง 2 รอย ห่างกันเท่ากับเส้นรอบวงของกิ่ง แล้วกรีดและลอกเปลือกระหว่างรอขควั่นออกขูดเชื้อเจริญออกให้หมด หุ้มด้วยขยมะพร้าวชุ่มน้ำในถุงที่ผ่ากลางถุงแล้ว มัดด้วยเชือกเป็น 2 เปลาะ ประมาณ 30-45 วัน ก็จะเริ่มออกราก เมื่อรากแก่เป็นสีน้ำตาลแล้ว จึงตัดกิ่งไปชำต่อไป

2. การปักขำ เป็นวิธีที่นิยมกัน เช่นเดียวกับฝรั่ง โดยตัดกิ่งอ่อนสีเขียวที่มีใบ 3 คู่ แล้วปลิดใบคู่ล่างออก แล้วจุ่มในฮอร์โมนเร่งราก IBA ชนิดเข้มขั้นสำหรับเร่งราก ปีกขำไว้ในถุงขี้เถ้าแกลบ ประมาณ 1 เดือน ก็จะออกราก แล้วย้ายไปชำในภาชนะต่อไป ปัจจุบันมีผู้รับจ้างชำกิ่งละ 4-5 บาท

3. การต่อกิงแบบไซด์วีเนียร์ เป็นวิธีการขยายพันธ์ที่ใช้สำหรับการเปลี่ยนยอดพันธุ์ชมพ์จากพันธ์หนึ่งไปเป็นอีกพันธุ์หนึ่งตามที่ต้องการ วิธีการนี้ต้นพันธุ์ที่จะต้องเปลี่ยนควรลอกเปลือกออกได้ง่าย มีขั้นตอนดังนี้

    • กรีดเปลือกต้นที่ต้องการจะเปลี่ยนพันธุ์ลงตามขาว 2 แนวขนานกัน แต่ละแนวห่างกันพอที่จะสอดกิ่งขอดพันธ์ดีที่จะนำมาเปลี่ยนได้พอดี โดขลอกเปลือกออกจากบนลงล่างตัดเหลือเป็นบ่า
    • นำขอดพันธุ์ดีซึ่งมีดาที่พักตัว(แก่) คัดปืนเนาทาวอียงเป็นรูปปากฉลาม และตัดอีกด้านหนึ่งเล็กน้อย โดยขอดพันธุ์ดีควรมีดาเหลืออยู่อย่างน้อย 2 ตา แล้วสอดยอดตาพันธุ์ดีลงในแผลดิ้นที่ต้องการจะเปลี่ยน
    • พันด้วยพลาสติกให้แน่นจากล่างขึ้นบนแบบมุงหลังคา โดยพลาสติกต้องหุ้มรอยแผลและขอดพันธุ์ที่สอดไว้แล้วทั้งหมดประมาณ 15 วัน จึงทำการตรวจสอบการติดของเนื้อเชื่อยอดตาพันธุ์ดีกับรอยแผล ถ้าติดยอดตาพันธุ์ดีจะมีสีเขียว ให้กรีดพลาสติกที่อยู่เหนือและข้างยอดตาพันธุ์ดีแล้วจึวจึวจึงตัดยอดต้นที่ต้องการจะเปลี่ยนทิ้งเพื่อให้ตาพันธุ์ดีพัฒนาเป็นกิ่งหรือลำต้นใหม่ต่อไป

การเตรียมแปลงปลูก

ในการปลูกชมพู่ สามารถปลูกได้แบบยกร่องในที่ราบลุ่มภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ซึ่งการปลูกแบบยกร่องนี้ ส่วนหลังร่องกว้างประมาณ 3 เมตร ร่องน้ำกว้าง 1-1.50 เมตร มีแนวชายร่องข้างละ 0.50 เซนติเมตร ซึ่งหลังยกร่องแล้วควรตากดินไว้ 1 เดือน แล้วจึงพลิกหน้าดินให้ดินล่างลงไปอยู่ด้านล่าง และดินบนซึ่งถูกทับขณะชุดร่องกลับมาอยู่ด้านบนตามเดิม ช่วงพลิกนี่เองที่ชาวสวนสามารถทำการปรับสภาพดิน โดยใช้ปูนขาวและปัยคอกลงไปในดินได้เลย สำหรับพื้นพื้นที่ดอนควรไถพรวนพร้อมทำการปรับสภาพดิน และใส่ปุ๋ยคอก

กำหนดระยะการปลูก

  •  แบบยกร่อง ส่วนใหญ่ใช้ระยะห่างระหว่างต้น 4 เมตร
  • บนพื้นที่ดอน ใช้ระยะ 4×4 เมตร หรือ 6×6 เมตร แล้วแต่สภาพความสมบูรณ์ของดินด้วย ถ้าดินอุดมสมบูรณ์ ควรปลูกระยะ 6×6 เมตร

การเตรียมหลุมปลูก

      โดยทั่วๆ ไปหลุมปลูกจะใช้ขนาด 50x50x50 เซนติเมตร (กว้างxยาวxลึก) โดยแยกดินหน้าไว้ข้างหนึ่งและดินล่างไว้อีกข้างหนึ่ง แล้วเอาปุ๋ยคอกประมาณ 50 กิโลกรัมผสมกับหน้าดินอัตราส่วน 1:1 และปุ๋ยร็อคฟอสเฟต 500 กรัม กลบลงไปในหลุมจนพูน

การปลูก

      ต้นพันธุ์ชมพู่ที่คัดเลือกไว้แล้ว นำมามาถอดภาชนะเพาะชำออก แล้วตรวจดูว่ามีรากขดหรือไม่ขยายรากออก หันทิศทางของกิ่งให้เหมาะสม แล้วฝังลงในหลุมที่เตรียมไว้ โดยให้ระดับสูงกว่าระดับดินเดิมเล็กน้อย หลังจากบ่มนำดินล่างมาเติมบนปากหลุมจนพูนแล้วอัดดินให้แน่น ปักไม้และผูกเชือกลำต้น พร้อมปักทางมะพร้าวพรางแสงในทิศทางตะวันตก และตะวันออก เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่มทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นชมพู่ที่ปลูกใหม่เหี่ยวเฉา หลังจากต้นชมพู่ตั้งตัวได้แล้ว จึงค่อยนำทางมะพร้าออก

เทคนิคช่วยให้ชมพู่มีคุณภาพดี

  • ตัดแต่งช่อผลตั้งแต่เริ่มติดผล โดยไว้ผลประมาณ 3-4 ผล ต่อช่อ และจํานวนช่อดอกไม่ควรมากเกินไป โดยให้สัมพันธ์กับทรงทุ่มและความสมบูรณ์ของต้น
  • การใช้จีเอพ่นประมาณ 1-3 ช่วง คือช่วงเริ่มออกดอก ดอกเริ่มบานและหนหลังดอกบานแล้ว 2 สัปดาห์ เพื่อทำให้ทรงผลขาวและขยายขนาดขึ้น
  • การให้ปุ๋ยทั้งทางดินและทางในอย่างเพียงพอ มิฉะนั้นอาจทำให้ผลร่างให้ง่าย
  • การห่อผลทำให้ผิวสวยป้องกันการทำลายของแมลงอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือแมลงวันทอง
  • ควรงดการให้น้ำช่วงก่อนการเก็บเกี่ยว 3-5 วัน ทั้วนี้ขึ้นอยู่กับสภาพดิน ถ้าดินเหนียวควรงดการให้น้ำนานกว่านี้อาจเป็น 5-7 วัน

ผลผลิต

สามารถให้ผลผลิตหลังจากปลูกไปแล้ว 15-18 เดือน

ตลาด และผลตอบแทน

      ตลาดชมพู่ส่วนใหญ่ เป็นตลาดภายในประเทศ ได้แก่ ตลาดประจำจังหวัดต่างๆ ตลาดกรุงเทพฯได้แก่ ตลาดสี่มุมเมือง ปากคลองตลาด ตลาดไท เป็นต้น ราคาชมพูในช่วงฤดูกาล ประมาณกิโลกรัมละ 20-25 บาท ส่วนนอกฤดูกาลราคากิโลกรัมละ 50-80 บาท


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เลี้ยงปลากดเหลือง เลี้ยงง่าย โตไว มือใหม่ก็เลี้ยงได้

เลี้ยงปลากดเหลือง เลี้ยงง่าย โตไว มือใหม่ก็เลี้ยงได้

เลี้ยงปลากดเหลือง

ปลากดเหลือง เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูง มีราคาดี เนื้อมีรสชาติดีเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งในรูปสดและแปรรูป ปลากดเหลือง พบแพร่กระจายในแหล่งน้ำจืดทั่วไปของทวีปเอเชียสำหรับประเทศไทยแพร่กระจายในแหล่งน้ำธรรรมชาติและอ่างเก็บน้ำทั่วทุกภาคของประเทศ ปลากดเหลืองสามารถเจริญเติบโตและอยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย แต่ชอบอยู่ตามพื้นท้องน้ำที่เป็นแอ่งหินหรือพื้นดินแข็ง น้ำค่อนข้างใสมีกระแสน้ำไม่แรงนักในระดับความลึกตั้งแต่ 2-40 เมตร

การเพาะพันธุ์

ปลากดเหลืองที่ใช้ในการเพาะพันธุ์ส่วนใหญ่ได้จากการรวบรวมพันธุ์จากแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่นแม่น้ำ ลำคลอง หรืออ่างเก็บน้ำต่างๆ โดยคัดเลือกพันธุ์ปลาที่แข็งแรง อวัยวะทุกอย่างครบสมบูรณ์ ขนาดไม่ต่ำกว่า 400 กรัม นำมาเลี้ยงเป็นพ่อแม่ปลาได้ทั้งในบ่อดินและกระชัง แต่ควรแยกเพศปลาตัวผู้และตัวเมียออกจากกัน

  • บ่อดิน ควรมีขนาด 800-1,600 ตารางเมตร อัตราการปล่อยปลา 1-2 ตัวต่อตารางเมตร
  • กระชัง ควรเป็นกระชังอวนโพลี ขนาดตา 2-3 เซนติเมตร ขนาดกระชังกว้าง 5 เมตร ยาว 5 เมตร ลึก 2.5 เมตร อัตราการปล่อยปลา 50-100 ตัว ต่อกระชัง

การขุนเลี้ยงพ่อแม่พันธุ

ให้อาหารจำพวกปลาสดสับผสมหัวอาหารและเสริมด้วยอาหารเม็ดปลาดุก หรือให้อาหารต้มสุกจำพวกปลายข้าว 2 ส่วน รำละเอียด 3 ส่วน ปลาปัน 1 ส่วน วิตามินและแร่ธาตประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนัก เสริมด้วยอาหารเม็ดปลาดุกเล็ก 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ปริมาณอาหารที่ให้ในแต่ละวันประมาณ 2-3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักปลา ควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่ในบ่อประมาณ 1-2 ครั้งต่อเดือน ปริมาณ 1 ใน 3 ของบ่อ

เลี้ยงปลากดเหลือง

การคัดเลือกพ่อแม่ปลา

การตรวจสอบพ่อแม่ปลาที่มีความสมบูรณ์ควรทำด้วยความระมัดระวัง อาจใช้ผ้าขนหนูปิดหัวปลาโดยเฉพาะบริเวณตาของพ่อแม่ปลา แล้วหงายท้องตรวจความพร้อมของปลา จะป้องกันการบอบช้ำ และลดความเครียดได้ ปลาเพศเมียที่มีใช่แก่ สังเกตจากส่วนท้องจะบวมเป้งและนิ่ม ช่องเพศมีสีชมพูเรื่อๆ ปลาเพศผู้อวัยวะเป็นติ่งแหลมยื่นยาวออกมาไม่ต่ำกว่า 1 เซนติเมตร

พ่อแม่ปลาที่ใช้ควรมีน้ำหนักตั้งแต่ 450 กรัม หรือเป็นปลาที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 เดือนขึ้นขึ้นไป โดยปกติแล้วแม่พันธุ์ปลาจะมีน้ำหนักมากกว่าพ่อพันธุ์ปลา

การรีดไข่ผสมน้ำเชื้อ

การรีดไข่โดยจับแม่ปลาให้แน่นพร้อมทั้งเช็ดลำตัวให้แห้ง รีดไขใส่กะละมัง พร้อมกันนี้ผ่าเอาถุงน้ำเชื้อจากพ่อปลา ไข้คีมคีบถุงน้ำเชื้อออกมาขยี้ในผ้าขาวบางให้น้ำเชื้อไหลลงไปผสมกับไข่  ใช้ขนไก่คนไข่กับน้ำเชื้อผสมเข้ากันอย่างทั่วถึง ในขั้นตอนนี้ต้องทำอย่างรวดเร็ว และรีบนำไข่ที่ผสมแล้วไปฟัก โดยโรยบนอวนมุ้งไนลอนตาถี่สีฟ้า หรือบนกระชังผ้าโนลอนแก้ว ในระดับน้ำลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร การโรยไข่ปลาพยายามให้ไข่กระจายอย่าทับซ้อนกันเป็นก้อนเปิดน้ำไหลผ่านตลอดเวลาและมีเครื่องเพิ่มอากาศใสไว้ในบ่อฟักไข่ปลาด้วย

การฟักไข่

ไข่ปลากดเหลืองเป็นไข่ติด ไข่ที่ดีซึ่งได้รับการผสมควรมีลักษณะกลมมีสีเหลืองสดใสและพัฒนาฟักออกเป็นตัว โดยใช้เวลาประมาณ 27-30 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิของน้ำ 26-28 องศาเซลเซียส ถุงอาหารจะยุบตัวหมดในเวลา 3 วัน หลังจากนั้นลูกปลาจะเริ่มกินอาหาร โดยบ่อเพาะฟักลูกปลากดเหลืองควรมีหลังคาคลุมบังป้องกันแสงแดดและน้ำฝนได้

เลี้ยงปลากดเหลือง

การเลี้ยงปลากดเหลืองให้ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการนั้นสามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและกระชัง ดังนี้

1. การเลี้ยงในบ่อดิน ควรปรับสภาพบ่อโดยใช้หลักการเตรียมบ่อเลี้ยงปลาทั่วๆ ไปดังนี้ ตากพื้นบ่อให้แห้งพร้อมทั้งปรับสภาพกันบ่อให้สะอาด และใส่ปูนชาวเพื่อปรับสภาพของตินโดยใส่ปูนชาวในอัตราประมาณ 60-100 กิโลกรัมต่อไร่ หลังจากนั้นให้ให้ใส่ปุ๋ยคอกเพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติสำหรับลูกปลาควรใส่ปุ๋ยคอกในอัตราประมาณ 40-80 กิโลกรัมต่อไร่ การปล่อยลูกปลาลงบ่อเลี้ยงจะต้องปรับสภาพอุณหภูมิของน้ำในถุงและน้ำในบ่อให้เท่ากัน โดยแซ่ถุงบรรจุลูกปลาในน้ำประมาณ 30 นาที จึงปล่อยลูกปลา เวลาที่เหมาะสมในการปล่อยลูกปลาควรเป็นตอนเย็นหรือตอนเช้า

2. การเลี้ยงปลารุ่นในกระชัง สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดสงขลาได้ทำการเลี้ยงปลากดเหลืองให้เป็นปลารุ่นในกระชังตาข่ายพลาสติก ขนาด 2x3x1.5 เมตร ปลาความยาวเฉลี่ย 7.17 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 3.14 กรัม อัตราการปล่อย 300 ตัวต่อกระชัง เปรียบเทียบอาหารเนื้อปลาสดสับ กับอาหารเม็ดปลากินเนื้อในระยะเวลา 6 เดือน พบว่า ปลาที่เลี้ยงด้วยเนื้อปลาสดสับ มีอัตราการเจริญเติบโตดีมาก คือ มีน้ำหนักเฉลี่ย 83.87 กรัม อัตราการรอดตาย 73.79 เปอร์เซ็นต์ อัตราแลกเนื้อ 4.98 คิดเป็นต้นทุนอาหาร 24.90 บาทต่อกิโลกรัม (ปลาสดราคากิโลกรัมละ 5 บาท)

3. การเลี้ยงปลาในกระชัง การเลี้ยงปลากดเหลืองในกระชังโดยที่ตัวกระชังทำด้วยตาข่ายพลาสติกขนาดกระชัง 3x4x1.8 เมตร ปล่อยปลาขนาด 200-250 กรัม จนถึงขนาดตลาด อัตราปล่อย 1,000 ตัวต่อกระชัง ให้ปลาเป็ดและส่วนเสมอื่นๆ เป็นอาหารวันละ 1 ครั้ง

ด้านการตลาด

ปลากดเหลืองขนาด 3-5 ตัวต่อกิโลกรัม (ขนาดเฉลี่ย 250 กรัมต่อตัว) จำหน่ายให้ผู้รวบรวมหรือผู้บริโภคในท้องถิ่นทางภาคใต้ราคา 40 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคาจำหน่ายปลีกแก่ผู้บริโภคในเขตเมืองระดับราคา 60-80 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับราคาขายส่งไปยังตลาดต่างประเทศในราคา 100-120 บาทต่อกิโลกรัม

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของปลา ปริมาณ และความสดของปลาเป็นสำคัญ ปัจจุบันผลผลิตเกือบทั้งหมดมาจาจาการจับในแหล่งน้ำธรรมชาติ หากมีการเลี้ยงเพิ่มขึ้นก็จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้จำหน่าย และผู้บริโภคปลากดเหลือง

ที่มา : กรมประมง


บทความอื่นที่น่าสนใจ

อ่อมกบ เมนูอีสานบ้านนา อร่อยแซ่บนัวสุด ๆ

อ่อมกบ เมนูอีสานบ้านนา อร่อยแซ่บนัวสุด ๆ

อ่อมกบ

อ่อมกบ เป็นหนึ่งในเมนูอาหารอีสานยอดนิยม และโดดเด่นด้วยรสชาติที่จัดจ้านเข้มข้น และกลิ่นหอมจากสมุนไพร สำหรับการเตรียมเครื่องปรุงหลัก ๆ มักจะมีตะไคร้ ใบมะกรูด ข่า และพริกขี้หนูซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญที่ช่วยให้ได้กลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน

แกงอ่อมกบ เมนูนี้ทำไม่ยากไม่ง่าย มีหลายขั้นหลายตอน แต่บทความนี้จะเอามาแบบคร่าวๆ ลองประยุคทำดูละกันครับ

  • กบสดสับ 500 กรัมฃ
  • บวบ 2 ฝัก
  • ผักชีลาว 1 กำ
  • ต้นหอม 1 กำ
  • แมงลัก 1 กำ
  • ใบมะกรูด 4-5 ใบ
  • ตะไคร้ 2 ต้น
  • หอมแดง 3-4 หัว
  • กระเทียม 3-4 กลีบ
  • พริกแห้งหรือพริกสด 5-6 เม็ด
  • ข้าวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลาร้าต้มสุก 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำอ่อมกบ

  • นำกบมาเอาขี้,ไส้พุงเครื่องในออก เหลือไว้แค่ตับ จากนั้นก็สับเป็นชิ้นเล็กพอประมาณ ถ้าเป็นกบน้อยไม่ต้องเอาหนังออกก็ได้ แต่ถ้ากบแก่หรือกบเก่าต้องเอาหนังออก ใช้มีดกรีดออกได้เลย ไม่ก็เอาไปเผาไฟพอลอกออกได้
  • ตำส่วนผสมโขรกตระไคร้,พริกสด,หอมแดงให้เข้ากัน
  • ตั้งหม้อเอาน้ำใส่ประมาณ 1/2 ถ้วย แล้วใส้ส่วนผสมขั้นตอนที่ 2 ลงไป พอน้ำเดือดเอากบลงไปต้มให้สุก จากนั้นก็ใส่ผัดตามส่วนผสมลงไป
  • น้ำปลาร้า, ใส่ข้าวคั่ว, ชูรส หรือน้ำปลาตามใจชอบ
  • ต้มจนผักเปื่อย เป็นอันเสร็จ

เป็นอย่างไรกันบ้าง สำหรับเมนู อ่อมกบ น่าทานใช่ไหม สูตรนี้หากคุณผู้อ่านไม่ทานกบก็สามารถใช้เนื้อสัตว์อื่น ๆ แทนได้ เช่น เนื้อหมู, เนื้อไก่หรือเนื้อวัว เป็นต้น  พบกันใหม่เมนูต่อไปครับ


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว ดีไซน์ทันสมัย สวย มีเอกลักษณ์

บ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว ดีไซน์ทันสมัย สวย มีเอกลักษณ์

บ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว

ถ้าคุณกำลังมองหาแบบบ้านที่ดูทันสมัย เรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความเท่ “บ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว” น่าจะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียว ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น เน้นเส้นสายที่คมชัด และการจัดพื้นที่ใช้สอยอย่างลงตัว

บ้านแนวนี้จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือครอบครัวเล็ก ๆ ที่อยากได้บ้านที่อยู่สบาย ดูแลรักษาง่าย และไม่ต้องมีหลายชั้นให้เดินขึ้นลงให้เหนื่อย สำหรับบ้านหลังนี้ ออกแบบและก่อสร้างจากทีมงาน ช่างรสบ้านสวย

บ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว

รายละเอียดบ้านหลังนี้มีขนาด 4 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง พื้นที่ใช้สอยขนาด 81 ตรม. บ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียวหลังนี้โดดเด่นด้วยดีไซน์เรียบง่ายแต่ดูทันสมัย ตัวบ้านใช้โทนสีเขียวอ่อนตัดกับขอบสีขาวและแซมด้วยสีเข้มอย่างสีดำบริเวณราวเหล็ก ทำให้บ้านดูสดชื่นสบายตาและกลมกลืนกับธรรมชาติรอบข้าง

บ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว

หน้าบ้านมีระเบียงกว้าง พร้อมที่นั่งพักผ่อนรับลม บริเวณประตูและหน้าต่างเลือกใช้กระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่ ช่วยให้บ้านดูโปร่งโล่ง รับแสงธรรมชาติได้เต็มที่ เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดเล็ก หรือใครที่กำลังมองหาบ้านในต่างจังหวัดที่ทั้งน่าอยู่และดูมีสไตล์ในแบบไม่ต้องเยอะจนเกินไป

บ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว

บ้านสไตล์โมเดิร์น

ห้องโถงของบ้านหลังนี้ดูโปร่งโล่งและน่าอยู่มาก ด้วยการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายแต่ลงตัว ผนังทาสีครีมอ่อน ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสบายตา ส่วนพื้นปูด้วยกระเบื้องลายไม้ที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกอบอุ่นแบบธรรมชาติได้ดี

ส่วนฝ้าเพดานแบบหลุมตกแต่งด้วยลายโค้งสีเขียว ดูสวยแปลกตาและช่วยเพิ่มมิติให้กับห้อง โคมไฟตรงกลางฝ้าเป็นแบบลวดลายทันสมัย พร้อมไฟดาวน์ไลท์รอบฝ้า ทำให้บรรยากาศยามค่ำคืนดูสว่างกำลังดี

เหมาะกับการใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนของครอบครัว หรือจะใช้เป็นห้องรับแขกก็เหมาะไม่น้อย ทั้งดูดีและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันครับ

ห้องน้ำในบ้านหลังนี้ออกแบบอย่างเรียบง่ายแต่ใช้งานได้สะดวก ผนังปูด้วยกระเบื้องสีขาวลายอิฐ ช่วยให้ดูสะอาดตาและสว่างขึ้น พื้นใช้กระเบื้องลายหินโทนเทา ดูทันสมัยและไม่ลื่นง่าย ภายในติดตั้งสุขภัณฑ์ครบ ทั้งโถสุขภัณฑ์ อ่างล้างหน้า และเครื่องทำน้ำอุ่น พร้อมฝักบัวและที่วางของติดผนัง มีหน้าต่างบานเล็กช่วยระบายอากาศให้ห้องน้ำไม่อับชื้น

ที่มา : ช่างรสบ้านสวย

หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

 

นาฬิกาเพื่อสุขภาพ เทคโนโลยีคู่ใจสายออกกำลังกาย

 นาฬิกาเพื่อสุขภาพ เทคโนโลยีคู่ใจสายออกกำลังกาย

นาฬิกาเพื่อสุขภาพ

นาฬิกาเพื่อสุขภาพ คืออะไร ใช่นาฬิกาที่วัดความดันได้ไหม? หรือเป็นนาฬิกาตรวจสุขภาพที่ทำหน้าให้เรารู้ว่าสุขภาพของตัวเองเป็นอย่างไร?

นาฬิกาสุขภาพ คือ นาฬิกาที่มีฟังก์ชันการวัดค่าทางสุขภาพต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ เช่น การวัดค่าอัตราการเต้นของหัวใจ, การวัดความดัน, Tracking การนอนหลับ ตลอดจนการติดตามการออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้นาฬิกาสุขภาพมีส่วนช่วยให้ผู้สวมใส่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

นาฬิกาเพื่อสุขภาพ คืออะไร ?

นาฬิกาเพื่อสุขภาพ คือ อุปกรณ์สวมใส่ข้อมือที่ออกแบบมาเพื่อช่วยติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ใช้งานในรูปแบบเรียลไทม์ ซึ่งพัฒนาจากนาฬิกาอัจฉริยะ (Smartwatch) ให้เน้นฟังก์ชันด้านสุขภาพโดยเฉพาะ เช่น การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ตรวจจับคุณภาพการนอน ตรวจจับความเครียด วัดค่าออกซิเจนในเลือด ไปจนถึงการแจ้งเตือนให้ขยับร่างกายหากนั่งนานเกินไป

เทคโนโลยีภายในนาฬิกาสุขภาพมักใช้เซ็นเซอร์ขั้นสูงในการตรวจจับสัญญาณชีพของผู้ใช้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกประมวลผลผ่านแอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถดูแนวโน้มสุขภาพของตนเองในระยะยาว

ฟังก์ชันยอดนิยมของนาฬิกาสุขภาพ

แม้แต่ในรุ่นเริ่มต้น นาฬิกาสุขภาพก็มีฟีเจอร์ที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะฟังก์ชันหลักที่ผู้ใช้งานมักให้ความสำคัญ เช่น

  • การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ช่วยให้รู้ว่าในแต่ละช่วงเวลาร่างกายทำงานหนักแค่ไหน เหมาะสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายหรือมีภาวะโรคหัวใจ
  • การวิเคราะห์คุณภาพการนอน ตรวจจับวงจรการนอนทั้งแบบตื้น ลึก และ REM พร้อมแนะนำวิธีการนอนให้มีประสิทธิภาพ
  • การนับก้าวและแคลอรีที่เผาผลาญ ช่วยติดตามกิจกรรมประจำวัน พร้อมตั้งเป้าหมายการเคลื่อนไหวที่เหมาะสม
  • การวัดระดับความเครียด ประเมินความเครียดจากการเต้นของหัวใจและการหายใจ พร้อมแนะแนวทางผ่อนคลาย
  • การวัดค่า SpO2 (ออกซิเจนในเลือด) มีประโยชน์อย่างมากในช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาด และยังใช้ติดตามภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับได้ด้วย

ใครบ้างที่ควรใช้นาฬิกาสุขภาพ ?

นาฬิกาสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำเท่านั้น แต่ยังเหมาะกับคนทั่วไปที่ต้องการเริ่มต้นดูแลตัวเอง ผู้สูงอายุที่ต้องการติดตามสุขภาพรายวัน ไปจนถึงผู้ที่มีภาวะสุขภาพเฉพาะ เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน

ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่มักนั่งติดโต๊ะตลอดวัน ก็สามารถใช้ฟังก์ชันแจ้งเตือนการขยับร่างกายเพื่อป้องกันโรคออฟฟิศซินโดรมได้อีกด้วย

วิธีเลือกสมาร์ทวอทช์ให้โดนใจ

หากใครที่กำลังเป็นมือใหม่ในวงการสมาร์ทวอทช์ มีเทคนิคในการเลือกซื้อสมาร์ทวอทช์มาฝากกัน

1. ดีไซน์และความสะดวกสบาย

เพราะความชอบแต่ละคนไม่เหมือนกัน มีความหลากหลาย สมาร์ทวอทช์จึงออกมีรูปแบบให้เลือกเยอะ แนะนำให้เลือกรุ่นที่มีดีไซน์ที่คุณชอบ และรู้สึกสบายเมื่อสวมใส่ ทั้งขนาดหน้าจอ สาย และน้ำหนัก

2. เลือกรุ่นที่มีฟีเจอร์ตอบโจทย์กับความต้องการ

ในยุคที่เต็มไปด้วยสมาร์ทวอทช์หลากหลายรุ่น ที่มาพร้อมฟีเจอร์สุดล้ำ แต่แม้จะล้ำแค่ไหน หากไม่ตอบโจทย์ในการใช้งาน ก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นควรเลือกซื้อสมาร์ทวอทช์ที่มีฟีเจอร์ตรงกับความต้องการของเรา เช่นการตรวจจับการออกกำลังกาย วัดอัตราการเต้นของหัวใจ หรือหากใครมีปัญหาด้านการนอนหลับ ก็เลือกที่มีฟีเจอร์ตรวจวัดคุณภาพการนอนหลับ จะได้ใช้ได้แบบคุ้มค่านั่นเอง

3. แบตเตอร์รี่ทน ไม่ต้องชาร์จบ่อย

ควรเลือกรุ่นที่มีแบตเตอร์ทนทาน ไม่ต้องชาร์จบ่อย เพราะบางกิจกรรมหรือบางสถานการณ์อาจจะไม่สะดวกชาร์จตัวเครื่องอยู่บ่อยๆ หรืออาจจะเลือกรุ่นที่รองรับการชาร์จแบบ Wireless Charger ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกการชาร์จมากขึ้น

4. มีรูปแบบการเชื่อมต่อที่เข้ากันได้กับสมาร์ทโฟนของเรา

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ คือการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของเรา ควรเลือกซื้อรุ่น หรือแบรนด์ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของเราได้อย่างลื่นไหล จะได้เข้าถึงข้อมูลการออกกำลังกายต่างๆ ได้อย่างสบายใจ

5. มีการรับประกันหลังการขาย

เลือกซื้อจากร้าน หรือแหล่งช้อปออนไลน์ที่เชื่อถือได้ มีประกันและบริการหลังการขาย เพื่อจะได้ใช้สมาร์ทวอทช์ได้อย่างอุ่นใจ หรือจะไปลอง และซื้อที่ห้าง ก็จะได้สัมผัสของจริง พร้อมคำแนะนำการใช้งานจากเจ้าหน้าที่

นาฬิกาสุขภาพไม่ใช่เพียงอุปกรณ์เสริม แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างวินัยดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในโลกที่คนเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยที่จะเป็นทั้ง “ผู้สังเกตการณ์” และ “แรงผลักดัน” ให้คุณลุกขึ้นมาใส่ใจตัวเอง นาฬิกาสุขภาพอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดที่คุณเลือกได้วันนี้


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เมนูตำสะไบนางใส่คอยแครง แซ่บๆ นัวน้ำปลาร้า

เมนูตำสะไบนางใส่คอยแครง แซ่บๆ นัวน้ำปลาร้า

เมนูตำสะไบนางใส่คอยแครง

ถ้าพูดถึงเมนูอีสานสุดแซ่บ ที่ทั้งครบรส ทั้งนัว ทั้งหอมกลิ่นปลาร้าแซ่บๆ ต้องยกให้ “เมนูตำสะไบนางใส่คอยแครง” ที่กำลังมาแรงไม่แพ้ตำป่า หรือตำถาดเลยจ้า เมนูนี้จัดว่าเด็ดจริง โดยเฉพาะคนที่หลงใหลในความนัวของปลาร้า กับความกรุบกรอบของหอยแครงสด ๆ ที่คลุกเคล้ามาอย่างลงตัวกับสะไบนางวัว ยิ่งพอได้โขลกรวมกับพริกสด มะนาว น้ำปลาร้าต้มสุก และเครื่องปรุงครบสูตร บอกเลยว่าความแซ่บทะลุครกจ้าาา

เมนูตำสะไบนางใส่หอยแครง จึงไม่ได้เป็นแค่ของกินธรรมดา ๆ แต่ยังเป็นความผสมผสานของวัตถุดิบพื้นบ้านและวัฒนธรรมการกินที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งในรสชาติ ใครที่ได้ลองเป็นต้องติดใจแน่นอน ไม่ว่าจะกินเปล่า ๆ หรือเป็นกับแกล้มคอเหล้า ก็ฟินได้แบบไม่ต้องง้อร้านหรู

ส่วนประกอบของเมนูตำสะไบนางใส่คอยแครง

  • หอยแครงสด 15-20 ตัว
  • สะไบนางวัวสุกหั่นเป็นชิ้นพอดีกิน
  • พริกสดสีแดง
  • พริกขี้หนูสวนสีเขียว
  • กระเทียม
  • มะเขือเทศสีดาหั่น
  • น้ำปลาร้า
  • น้ำมะนาว
  • น้ำปลา
  • น้ำตาลปี๊บ
  • ผักชีฝรั่งหั่นหยาบ
  • น้ำมะขาม
  • ผงปรุงรส

วิธีทำ

1.นำหอยแครงลงลวกในน้ำเดือดประมาณ 30 วินาที ตักขึ้นแช่ลงในน้ำเย็น ตักขึ้นแกะเปลือกหอยออกด้านหนึ่ง เตรียมไว้
2.นำสะไบนางวัวสุกลวกในน้ำเดือด ตักขึ้นแช่ลงในน้ำเย็น แล้วหั่นเตรียมไว้
3.โขลก กระเทียม พริกสดสีแดง พริกขี้หนูสวน พอหยาบ ใส่มะเขือเปราะ ปรุงรสด้วย น้ำปลาร้า น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ และมะนาว ผงปรุ่งรส คนให้เข้ากัน
5.ใส่มะเขือเทศสีดา หอยแครงลวก สะไบนาง คนให้เข้ากัน โรยผักชีฝรั่ง คนให้เข้ากันอีกครั้ง ตักใส่ภาชนะจัดเสิร์ฟ

เมนูตำสะไบนางใส่คอยแครง เป็นเมนูที่ทำง่ายไม่ยุ่งยาก สามารถลองทำรับประทานได้ที่บ้าน เป็นเมนูวันหยุดรับรอง คุอนครับณจะติดใจในรสชาติน้ำปลาร้าคอมๆ แน่น


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

แป้งเท้ายายม่อม ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเกษตร

แป้งเท้ายายม่อม ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเกษตร

แป้งเท้ายายม่อม

       “เท้ายายม่อม” พืชพื้นเมืองประเภทแป้งชนิดหนึ่ง เป็นทรัพยากรทางธรรมชาติด้านพืชพรรณที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของพืชท้องถิ่นในประเทศไทศไทย พบมากบริเวณภาคตะวันออกและภาคใต้ ส่วนในภาคกลางและภาคตะวันออก จะพบขึ้นกระจายในธรรมชาติบริเวณป่าผลัดใบต่าง ๆ ป้าดิบแล้งที่เป็นดินทราย และบริเวณที่มีร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ โดยในพื้นที่ภาคตะวันออกพบได้ตั้งแต่ ป่าละเมาะ หาดทราย ไปจนถึงบนเขาหินปูนที่ไม่สูงมากนัก

       เท้ายายม่อม จัดเป็นพืชล้มลุกฤดูเดียวโดยธรรมชาติ มีระยะเวลาการเจริญเติบโตอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป จากเมล็ดเป็นพืชที่มีหัวสะสมแป้ง นิยมนำหัวมาผลิตเป็นแป้ง เรียกว่า “แป้งเท้ายายม่อม” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีการทำมาแต่โบราณ โดยแป้งที่ได้จะมีเนื้อละเอียด เมื่อถูกความร้อนจะมีความใส แวววาว และหน็ดเหนียวพอเหมาะ นิยมนำมาทำขนมหวาน ปัจจุบันเท้ายายม่อมเป็นพืชพื้นเมืองที่ไม่ได้ เป็นที่รู้จักและไม่ได้มีการปลูกอย่างแพร่หลายเหมือนในอดีตดังนั้น ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำแป้งเท้ายายม่อมจึงมีค่อนข้างน้อย พบเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น เนื่องจากมีกรรมวิธีในการผลิตที่ค่อนข้างยุ่งยาก ใช้เวลานาน และต้องใช้ความละเอียดสูง ทำให้แป้งเท้ายายม่อมเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงกว่าแป้งจากพืชอื่น

การปลูกและขยายพันธุ์เท้ายายม่อม

ต้นเท้ายายม่อมเจริญเติบโตได้ดีบริเวณใต้ร่มเงาของไม้ชนิดอื่น เหมาะกับดินร่วนปนทรายหรือดินเหนียวปนทราย มีระยะพักตัวที่ลำต้นเทียม เหี่ยวแห้งในฤดูหนาวในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม แต่ลำต้นจะงอกและเติบโตให้เห็นตั้งแต่ต้นฤดูฝนในช่วงเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม สามารถขยายพันธุ์ด้วย 2 วิธี คือ

  • การเพาะด้วยเมล็ด โดยใช้เมล็ดแก่หลังต้นแห้งตายแล้ว แต่ควรเก็บเมล็ดไว้สักระยะ 2 – 3 เดือน เพื่อให้เมล็ดพักตัวก่อน การปลูกเท้ายายม่อมด้วยเมล็ดจะต้องให้ต้นเติบโตอย่างน้อย 2 ปี ก่อนเก็บหัว เพราะหัวเจริญช้ากว่าการปลูกด้วยหัวย่อย
  • การใช้หัว โดยใช้หัวลูกหรือหัวย่อยขนาดกลางที่เจริญออกจากหัวแม่ ใช้อัตราปลูก 100 กิโลกรัม/ไร่ ระยะปลูก 30 X 30 เซนติเมตร การใช้หัวย่อยสามารถเก็บหัวมาแปรรูปหลังปลูก 1 ถดูปลูก หรือ 1 ปี

ทั้งนี้ การปลูกเท้ายายม่อมควรปลูกในต้นฤดูฝนประมาณต้นเดือนพฤษภาคม เพื่อให้ต้นได้งอกและเติบโตในช่วงฝน การเก็บหัวเท้ายายม่อมจะเก็บในช่วงปลาย ฤดูหนาว – ต้นฤดูแล้ง ประมาณเดือนธันวาคม -กุมภาพันธ์ ซึ่งใบจะเริ่มเหลืองและเหี่ยวหรือยุบตัวแห้งตาย โดยหัวหลักจะใช้ทำแป้ง ส่วนลูกหัวหรือขนาดเล็กจะเก็บไว้ปลูกในปีถัดไป

การผลิตแป้งเท้ายายม่อม

     แป้งเท้ายายม่อม ได้มาจากการนำหัวของต้นเท้ายายม้อมมาแปรรูปเป็นแป้ง ซึ่งแป้งที่ผลิตได้นั้นจะมีราคาสูงกว่าแป้งชนิดอื่น เนื่องจากหัวเท้ายายม่อมสามารถเก็บเกี่ยวได้ปีละ 1 ครั้ง และวิธีการผลิตแป้งค่อนข้างชับช้อน กรรมวิธีการผลิตแป้ง มี 2 รูปแบบ คือ การผลิตแบดั้งเดิมและการผลิตแบบปัจจุบัน ซึ่งจะมีความแตกต่างกันในชั้นตอนการปอกเปลือก การทำให้เนื้อละเอียดก่อนนำไปคั้นคั้นน้ำแป้งหรือการทำแห้ง ทั้งหมดนี้เป็นการดัดแปลงโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก ประหยัดเวลา และได้แป้งเท้ายายม่อมที่มีความขาวสะอาดมากขึ้น แต่ผลผลิตแป้งที่ได้จะมีปริมาณใกล้เคียงกัน คือ หัวเท้ายายม่อม 10 กิโลกรัม จะทำเป็นแป้งได้ประมาณ 2 กิโลกรัม

วิธีการทำแป้งเท้ายายม่อมแบบดั้งเดิม

  • นำหัวเท้ายายม่อมมาล้างน้ำให้สะอาด 2 – 3 น้ำก่อนปอกเปลือกบาง ๆ ทิ้ง ทั้งนี้ ควรปอกเปลือกออกให้หมดเพราะเปลือกมีสารพิษมากกว่าส่วนอื่น
  • นำหัวเท้ายายม่อมมาฝนบนแผ่นหนังปลากระเบนที่ยืดกับแผ่นไม้สำหรับทำเป็นเครื่องขูด หลังจากการขูดก็จะได้เนื้อหัวเท้ายายม่อมที่มีลักษณะละเอียดเป็นน้ำแป้ง หากเนื้อแป้งมีน้ำน้อย ให้ผสมน้ำเพิ่มและบีบนวดให้แป้งละลายตัว
  • นำน้ำแป้งที่ได้กรองด้วยผ้าขาวบาง ส่วนกากนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อ เช่น นำไปตากแดดให้แห้งก่อนใช้เลี้ยงสัตว์
  • นำน้ำแป้งที่กรองได้ ตั้งทิ้งไว้นาน 3 – 5 ชั่วโมง จนเนื้อแป้งตกตะกอนด้านล่างก่อนเทน้ำส่วนบนทิ้ง เทน้ำใหม่เพิ่มในระดับเดียวกับครั้งก่อน คนให้เข้ากันก่อนกรองด้วยผ้าขาวอีกครั้ง จากนั้นตั้งทิ้งไว้ตามเดิม แล้วเทแยกน้ำส่วนบนทิ้ง ให้ทำซ้ำตามวิธีเดิมอีก โดยล้างเป็นเวลา 3 วัน วันละ 3 ครั้ง เช้า – กลางวัน – เย็น รวมทั้งหมด 9 ครั้ง
  • นำเนื้อแป้งที่กรองได้มาตากแดดให้แห้ง นาน 2 วัน ก็จะได้ผงแป้งเท้ายายม่อมแห้งสนิท
  • การคัดบรรจุหีบห่อ นำบรรจุถุงหรือวัสดุต่าง ๆ เพื่อจำหน่ายต่อไป หัวเท้ายายม่อม 4 กิโลกรัม จะสกัดเป็นแป้งผงได้ประมาณ 1 กิโลกรัม

ข้อมูล : วิสาหกิจชุมชนบ้านสวนกานต์ร์วีผลไม้แปรรูป จังหวัดชลบุรี
เรียบเรียง : กลุ่มภูมิปัญญาท้องถิ่นและนวัตกรรมด้านการเกษตร กองวิจัยและพัฒนางานส่งเสริมการกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร
บรรณาธิการ : กลุ่มพัฒนาสื่อส่งเสริมการเกษตร สำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร
ออกแบบ : กลุ่มศิลปกรรมส่งเสริมการเกษตร สำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร จัดทำในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ : พ.ศ. 2567


บทความอื่นที่น่าสนใจ