ปลูกกระเทียม ไว้กินเอง ในรั้วบ้าน อย่างง่าย

ปลูกกระเทียม ไว้กินเอง ในรั้วบ้าน อย่างง่าย

ปลูกกระเทียม

ปลูกกระเทียม


กระเทียม (Garlic) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium sativum อยู่ในวงศ์ Alliaceae เป็นพืชล้มลุกมีหัวอยู่ใต้ดิน รากไม่ยาวนัก ใบมีลักษณะยาวแบน ปลายใบแหลมโคนต้นมีใบหุ้มซ้อนกัน ออกดอกเป็นช่อสีขาว หัวกระเทียมมีกลิ่นหอมฉุน รสชาติเผ็ตร้อน นิยมใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารไทยแทบทุกชนิด และยังมีสรรพคุณช่วยลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต มีสารออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเพิ่มภูมิต้านทานโรค และช่วยให้การย่อยอาหารดีขึ้นด้วยกระเทียมเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร

ฤดูกาลปลูก

กระเทียม สามารถปลูกได้เกือบทุกภาคของประเทศชอบดินร่วนระบายน้ำได้ดี และสภาพภูมิอากาศค่อนข้างหนาวเย็น จึงเหมาะที่จะปลูกในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม และเก็บเกี่ยวในช่วงเตือนมกราคมถึงเดือนเมษายน แหล่งปลูกที่สำคัญอยู่ทางภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง การปลูกกระทียม แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ

  • ช่วงที่ 1 ปลูกช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายนและเก็บเกี่ยวเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า “กระเทียมดอ” หัวฝอง่ายเก็บได้ไม่นาน นิยมใช้ทำกระเทียมดอง
  • ช่วงที่ 2 ปลูกช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม(หลังเก็บเกี่ยวข้าว) และเก็บเกี่ยวเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน เรียกว่า “กระเทียมปี” หัวคุณภาพดีเก็บได้นาน นิยมใช้ทำกระเทียมแห้ง โดยทางภาคเหนือนิยมปลูกทั้งสองช่วงส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมปลูกช่วงที่ 2

การเตรียมพันธุ์

เนื่องจากพันธุ์กระเทียมมักจะมีราคาแพงในช่วงฤดูกาลปลูก ดังนั้นเกษตรกรที่ปลูกกระเทียมเป็นอาชีพควรจะเก็บกระเทียมไว้ส่วนหนึ่งเพื่อใช้ทำพันธุ์ปลูกในปีต่อไป กระเทียมที่ใช้ทำพันธุ์ต้องแก่จัดและแห้งสนิท เลือกลักษณะที่หัวโต แน่น ไม่ฝ่อไม่มีโรคและแมลง โดยใช้หัวกระเทียมอัตรา 150 – 200 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ 60 – 80 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับกระเทียมที่แกะกลีบแล้ว

การเตรียมดิน

กระเทียมชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำดี และเป็นกรดอ่อนๆ โดยทั่วไปการเตรียมดินมี 2 แบบ ตามลักษณะการปลูก ดังนี้

  • การปลูกแบบยกแปลง การเตรียมดินแบบนี้มักนิยมใช้ในพื้นที่ที่การระบายน้ำไม่ดี โดยใช้แรงคนขุดหรือใช้เครื่องทุ่นแรงไถพรวนแล้วจึงยกแปลงโดยมีร่องน้ำอยู่ข้างแปลง ขนาดแปลงปลูกกว้าง 1 – 2.5 เมตร ระยะระหว่างแปลง 50 เซนติเมตร
  • การปลูกแบบไม่ยกแปลง เป็นการเตรียมดินทั้งผืนปลูกให้เต็มพื้นที่ วิธีนี้มักใช้กับดินร่วน หรือดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี

ควรใส่ปุ๋ยคอกที่แห้งดีแล้ว หรือปุยหมัก อัตราไร่ละ 1,600 กิโลกรัม เพื่อปรับปรุงสภาพดิน และช่วยให้กระเทียมงอกและแตกกอดีขึ้น

การปลูก

นิยมปลูกด้วยกลีบนอก เพราะจะให้ผลผลิตสูงและหัวขนาดใหญ่ ก่อนปลูกควรรดน้ำให้ดินชื้นแล้วจิ้มกลีบกระเทียมลงดินให้ลึกประมาณ 2 ใน 3 ส่วนของกลีบ ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 10 x 10 – 15 เซนติเมตร หากเป็นพันธุ์จีนใช้ระยะปลูก 12 x 12 เซนติเมตร หลังปลูกใช้ฟางคลุมแปลง เพื่อควบคุมวัชพืช รักษาความชื้นของดิน และลดความร้อนของแปลงปลูก

การดูแลรักษา

การให้น้ำ

ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยให้ครั้งแรกหลังปลูกเสร็จ และให้ครั้งที่สองประมาณ 2 สัปดาห์นับจากครั้งแรก จากนั้นให้ 7 – 10 วันต่อครั้ง หากสังเกตเห็นใบกระเทียมเริ่มเหี่ยวต้องรีบให้น้ำทันที และงดให้น้ำก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 2 สัปดาห์

การให้ปุ๋ย

ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 อัตรา 50 – 100 กิโลกรัมต่อไร่ ตามความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกใส่หลังจากปลูกเสร็จ และครั้งที่สองใส่เมื่ออายุประมาณ 60 วัน และควรให้ปุ๋ยยูเรียเพื่อเร่งการเจริญเติบโต หลังปลูกแล้วประมาณ 2 สัปดาห์

การกำจัดวัชพืช

การเตรียมดินที่ดีและการใช้ฟางคลุมแปลงจะทำให้วัชพืชมีโอกาสขึ้นได้น้อย แต่หากมีวัชพืชขึ้นควรกำจัดโดยการถอน ตั้งแต่ระยะที่วัชพืชยังไม่โตเพราะจะถอนง่าย และไม่กระทบกระเทือนรากของกระเทียมมาก

การเก็บเกี่ยว

ควรเก็บเกี่ยวกระเทียมในระยะที่แก่จัด อายุประมาณ 100 – 120 วัน ลักษณะคือ ใบแห้งตั้งแต่ปลายใบลงมามากกว่า 30 % ต้นกระเทียมเอนล้มนอนไปกับพื้นดิน 25 %  ขึ้นไป จะได้กระเทียมที่มีหัวแกร่ง เก็บได้นาน

วิธีเก็บเกี่ยว

ให้ถอนต้นและวางผึ่งไว้ในแปลงโดยวางสลับให้ใบคลุมหัว ป้องกันไม่ให้ถูกแสงแดดโดยตรง ประมาณ 2 – 3 วัน ระวังอย่าให้ถูกฝน และน้ำค้างในเวลากลางคืน แล้วนำมาผึ่งลมในที่ร่มประมาณ 5 – 7 วัน ให้หัวและใบแห้งดี จากนั้นนำมาคัดขนาดและมัดจุกแล้วนำไปแขวนไว้ในโรงเรือนเปิด หรือใต้ถุนบ้านที่มีการถ่ายเทอากาศดีประมาณ 3 – 4 สัปดาห์ ให้กระเทียมแห้งสนิท แล้วจึงนำไปเก็บรักษาหรือจำหน่ายต่อไป

โรคที่สำคัญ

  • โรคแอนแทรกโนส ลักษณะอาการ ใบมีแผลจุดสีเขียวหม่น ขยายกว้างเป็นวงกลม เนื้อเยื่อบริเวณแผลยุบตัวลง มีจุดสีดำเล็กๆ เรียงซ้อนเป็นวงอยู่ในบริเวณแผล ถ้าโรคเกิดรุนแรงแผลจะขยายมาชนกันเป็นแผลใหญ่ ทำให้ใบหักพับลงและแห้งตาย ป้องกันกำจัดโดย ก่อนปลูกควรไถพรวนตากดินและปรับปรุงดินด้วยปูนขาว แช่ต้นกล้าหรือหัวพันธุ์ในสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น โพรคลอราช อย่าปล่อยให้น้ำขังในแปลง เก็บส่วนที่เป็นโรคไปทำลายให้ห่างจากแปลงปลูก และปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เพื่อลดการระบาด
  • โรคใบจุดสีม่วง ลักษณะอาการ ใบเป็นแผลรูปร่างคล้ายกระสวยสีม่วงซีดๆ แผลขยายตัวรูปวงรีตามความยาวใบ ทำให้ใบหักพับและแห้งตาย สาเหตุเกิดจากเชื้อรา ป้องกันกำจัดโดย เลือกพันธุ์ปลูกที่ปราศจากโรคดูแลแปลงปลูกให้สะอาด เก็บส่วนที่เป็นโรคไปทำลายและควรปลูกพืชอื่นหมุนเวียนเพื่อตัดวงจรโรค

แมลงศัตรูที่สำคัญ

  • ไรขาวหรือไรหอมกระเทียม ดูดกินน้ำเลี้ยงตามใบพืชทั้งอ่อนและแก่ทำให้ใบยอดพันกัน ป้องกันกำจัดโดย คลุกกลีบกระเทียมด้วยกำมะถันผงก่อนปลูกและหมั่นตรวจดูแปลง หากพบว่ากระเทียมแสดงอาการดังกล่าวให้รีบถอนทิ้ง
  • เพลี้ยไฟหอม ดูดกินน้ำเลี้ยงที่ใบ ทำให้เป็นจุด สีขาวซีด บางครั้งใบซีดขาวและเหี่ยวแห้ง ป้องกันกำจัดโดยบำรุงต้นกระเทียมให้แข็งแรง และใช้กับดักกาวเหนียวเพื่อช่วยลดการระบาด

ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , withikaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปลูกฟ้าทะลายโจร พืชสมุนไพรไทย มีประโยชน์มาก

ปลูกฟ้าทะลายโจร พืชสมุนไพรไทย มีประโยชน์มาก

ปลูกฟ้าทะลายโจร

ปลูกฟ้าทะลายโจร


ฟ้าทะลายโจร (Kariyat, The Creat)  เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน มีสรรพคุณทางยามากมาย โดยได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (บัญชียาจากสมุนไพร) กระทรวงสาธารณสุข ในรูปแบบยาเดี่ยว

ฟ้าทะลายโจรเป็นไม้ล้มลุก สูง 30-100 ซม. ลำดันเป็นสี่เหลี่ยม แผ่นใบรูปไข่ หรือรูปรี กว้าง 2-4 ซม. ยาว 5-12 ซม. ช่อดอกออกที่ยอดหรือง่ามใบใกล้ยอด เป็นช่อแยกแขนง ดอกสีขาวแกมม่วง มีขน ดอกสมบูรณ์เพศ ผลหรือฝัก รูปขอบขนานกว้าง 2-4 มม. ยาว 15-18 มม. สีน้ำตาล ผลแห้งแตกตามยาวมีแรงดีด แยกเป็น 2 ส่วน เมล็ดขนาดเล็ก มี 8-12 เมล็ด น้ำหนัก 1,000 เมล็ด 1.28-1.33 กรัม

สายพันธุ์ฟ้าทะลายโจร

ฟ้าทะลายโจรมีหลายสายพันธุ์ ซึ่งจะมีปริมาณสารสำคัญ และผลผลิต ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ ฤดูกาล วิธีการปลูก ดูแลรักษาและเก็บเกี่ยว ปัจจุบันมีพันธุ์ที่ปลูกกันทั่วไป และพันธุ์ที่กรมวิชาการมีการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์และกำลังส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปปลูก เช่น

  • พันธุ์แนะนำจากกรมวิชาการเกษตรกร เช่น พันธุ์พิษณุโลก 5 – 4 อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 77 วัน และ พันธุ์พิจิตร 4 – 4 อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 82 วัน
  • พันธุ์อื่นที่ปลูกกันทั่วไป เช่น พันธุ์จาก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม (ให้ผลผลิตน้ำหนักสดต่อต้นสูง) พันธุ์จากระยอง พันธุ์ศรีสะเกษ และพันธุ์พื้นเมือง เป็นต้น

การปลูกฟ้าทะลายโจร

การเตรียมดิน

ไถพรวน 2 ครั้ง ตากดินทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์ หว่านปูนขาว ปรับสภาพดิน ตามอัตราแนะนำจากผลวิเคราะห์ดิน ปลูกในฤดูฝน ป้องกันน้ำท่วมชัง โดยยกแปลงสูง 25-30 ซม. ความกว้าง 1-2 เมตร และความยาวของแปลงตามความเหมาะสมของขนาดพื้นที่ เว้นทางเดินระหว่างแปลง 50 ซม. และทำร่องระบายน้ำ

การเตรียมพันธุ์

เมล็ดมีการพักตัว กระตุ้นความงอกก่อนเพาะ โดยแช่มล็ดในน้ำสะอาด นาน 6 ชั่วโมง แล้วนำขึ้นมาผึ่งลมให้แห้ง

เพาะเมล็ดในกระบะเพาะ ที่มีดินพรุ (peat) เป็นวัสดุเพาะ เมื่อเมล็ดงอกเป็นกลั มีใบเลี้ยงคลี่บานเต็มที่ จึงทยอยคัดแยกกล้าที่มีขนาดเท่ากัน ย้ายกลัาลงถาดหลุมที่มีดินพรุ หรือส่วนผสมของดินร่วน : ปุ๋ยมูลวัวแห้ง : แกลบดำ = 1 : 2 : 2

วิธีการปลูก

ปลูกแบบใช้กล้า วิธีนี้ช่วยประหยัดเมล็ดพันธุ์ (อัตราการใช้เมล็ดประมาณ 15 กรัมต่อไร่) ได้ตันฟ้าทะลายโจรออกดอกใกล้เคียงกันทั่วทั้งแปลง ทำให้สารสำคัญสม่ำเสมอสะดวกในการดูแลรักษาและเก็บเกี่ยวย้ายกล้า ระยะมีใบจริง 6 ใบ ปลูกลงแปลงขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 15 ซม. ระยะปลูกระหว่างต้น 30 ซม. ระหว่างแถว 60 ซม.

ปลูกฟ้าทะลายโจร

การดูแลรักษา

การให้น้ำ

ให้น้ำแต่ละหลุมปลูกก่อนปลูก 1 วัน หลังย้ายปลูกลงแปลงช่วง 15 วันแรก ให้น้ำเช้าบ่าย หลังจากกล้าตั้งตัวให้น้ำช่วงเช้า จนกระทั่งเก็บเกี่ยว ปริมาณน้ำที่ให้สังเกตดินในแปลงเปี๊ยกชื้น จึงหยุดให้

การให้ปุ๋ย

รองกันหลุมด้วยดินผสมกับปุ้ยคอก อัตรา 300 กรัมต่อหลุม ย้ายกล้าวางที่กันหลุมให้ลึกประมาณ 5 ซม. กลบดินที่เหลือลงในหลุม กดดินบริเวณโคนตันพอแน่น รดน้ำให้ชุ่ม ใส่ปุ๋ยคอกครั้งที่สองหลังปลูก 1 เดือน อัตรา 300 กรัมต่อตัน แบบโรยเป็นแถวขนานกับแนวทรงพุ่ม พรวนดินและให้น้ำ

การกำจัดวัชพืช

หมั่นกำจัดวัชพืช (โดยใช้แรงงานคน) อย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะช่วงแรกหลังจากย้ายปลูก เมื่อตันฟ้าทะลายโจรเติบโตจนชิดกัน ปัญหาวัชพืชจะค่อย ๆ หมดไป

การป้องกันกำจัดโรคและแมลง

การปลูกฟ้าทะลายโจร ยังไม่พบว่า มีโรคและแมลงชนิดใดทำความเสียหายรุนแรง เพียงแต่ทำความเสียหายบ้างเล็กน้อยเท่านั้น หากพบวิธีการป้องกันและกำจัดในเบื้องต้นคือ ถอนต้นและนำไปทำลายนอกแปลง

การเก็บเกี่ยว

ระยะออกดอก 25-50% ของทั้งแปลงซึ่งมีอายุหลังปลูกประมาณ 80 วัน เก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงเช้าใช้กรรไกรตัดส่วนเหนือดินห่างจาก โคนต้น 4 ข้อ หรือประมาณ 10 ชม. (ต้นตอ) รับนำผลผลิต ไบไว้ในที่ร่ม ส่วนตันตอทำการดูแลรักษาเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกไนฤดูปลูกต่อไป

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

นำต้นฟ้าทะลายโจรหลังเก็บเกี่ยว ล้างในน้ำสะอาด ผึ่งลมให้สะเด็ดน้ำ ตัดหรือน ให้มีความยาว 3-5 ชม. แล้วนำมาเกลี่ยบนกระดัง คลุมด้วยผ้าขาวบาง นำไปตากให้แห้งหรือใส่ถาดสเตนเลส เข้าตู้อบอุณหภูมิ 55 องศา นาน 48 ชม. จนฟ้าทะลายโจรแห้ง มีความชื้นไม่เกิน 11% เก็บใส่ถุงพลาสติกใสผนึกให้แน่น เก็บในที่สะอาด

สรรพคุณของฟ้าทะลายโจรที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่

  • แก้ไข้ทั่ว ๆ ไป เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่
  • ระงับอาการอักเสบ พวกไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ขับเสมหะ รักษาโรคผิวหนังฝี
  • แก้ติดเชื้อ พวกทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย บิด และแก้กระเพาะลำไส้อักเสบ
  • เป็นยาขมเจริญอาหาร

นอกจากนี้ ฟ้าทะลายโจรยังมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมพบว่า มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันตับจากการถูกทำลาย

วิธีใช้ฟ้าทะลายโจร

ฟ้าทะลายโจรมีจำหน่ายในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ยาแคปซูล ยาเม็ด ยาต้ม ยาผง ฯลฯ โดยขนาดรับประทานและระยะเวลาในการรับประทานขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค โดยทั่วไปผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 1-2 แคปซูล หรือ 2-4 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร รับประทานติดต่อกันไม่เกิน 10 วัน

ข้อควรระวังในการรับประทานฟ้าทะลายโจร

  • ห้ามรับประทานฟ้าทะลายโจรในผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ฟ้าทะลายโจร
  • ห้ามรับประทานฟ้าทะลายโจรในผู้ป่วยที่มีโรคตับหรือไตเรื้อรัง
  • ห้ามรับประทานฟ้าทะลายโจรในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ห้ามรับประทานฟ้าทะลายโจรร่วมกับยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน หรือแอสไพริน

ฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูง แต่ควรรับประทานอย่างระมัดระวังและควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาอื่น ๆ อยู่

ที่มา : ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร , www.sarakaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

 

ผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง แซ่บจัดจ้าน พร้อมวิธีทำ

ผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง แซ่บจัดจ้าน พร้อมวิธีทำ

ผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง

ผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง


สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาทำ ผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง กันค่ะ เป็นเมนูกับข้าวที่เผ็ดร้อนที่ทำไม่ยาก เครื่องผัดฉ่าสามารถซื้อได้ตามตลาด ราคาไม่แพง ผัดฉ่าไก่หน่อไม้ดองทานคู่กับไข่เจียว หรือ ไข่ต้ม ก็เข้ากันไม่น้อย ประโยชน์ของสมุนไพรที่ใส่จัดเต็ม ทำให้เมนูผัดฉ่าไก่หน่อไม้ดอง มีรสชาติ เผ็ดร้อน ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี เพราะมีทั้ง กระชาย เม็ดพริกไทยอ่อน เครื่องแกงเผ็ด ใบมะกรูด และพริกชี้ฟ้า นั่นเอง

เรามาลงมือทำผัดฉ่าไก่ใส่หน่อไม้ดอง กันเลยนะคะ

วัตถุดิบ

  • สะโพกไก่      2  ชิ้น
  • พริกแกงเผ็ด     2  ช้อนโต๊ะ
  • เครื่องผัดฉ่า     1  แพ็ค
  • หน่อไม้ดองต้มแล้ว    3 ขีด
  • น้ำสะอาด    1 ถ้วยเล็ก
  • น้ำมันพืช สำหรับผัด      4 ช้อนโต๊ะ

เครื่องปรุงรส

  • ซอสหอยนางรม    3  ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา    2  ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรส    1  ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส    1 ช้อนชา

วิธีทำ

  • ล้างไก่ด้วยน้ำให้สะอาด แล้วสับเป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการ แล้วพักไว้
  • ล้างหน่อไม้ดองให้สะอาด แล้วนำไปต้มประมาณ 5 นาที เทน้ำออก พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  • ให้นำเครื่องผัดฉ่ามาล้างด้วยน้ำให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำพริกชี้ฟ้ามาหั่นเฉียงเตรียมไว้ แล้วฉีกใบมะกรูดที่มากับเครื่องผัดฉ่า ฉีกเตรียมไว้
  • ล้างพริกไทยอ่อนให้สะอาด แล้วพักไว้
  • เสร็จแล้ว ให้ตั้งกระทะไฟกลางๆ เทน้ำมันพืชลงไป รอให้น้ำมันร้อนนิดหน่อย แล้วจึงใส่ พริกแกงเผ็ดลงไปผัดให้หอม
  • เสร็จแล้วตามด้วยสะโพกไก่ที่สับไว้ ลงไปผัดให้สุกประมาณหนึ่ง แล้วเทน้ำสะอาดตามลงไป ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง รอให้ไก่สุก
  • เสร็จแล้วใส่หน่อไม่ดองลงไป ผัดให้เข้ากัน แล้วตามด้วยกระชาย พริกไทยอ่อน ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง
  • แล้วมาปรุงรสด้วย ซอสหอยนางรม ซอสปรุงรส น้ำปลา ผงชูรส ผัดให้เข้ากัน ชิมรสชาติตามที่ต้องการ แล้วใส่ใบมะกรูดลงไปในขั้นตอนสุดท้าย ผัดให้เข้ากันอีกที ปิดไฟ ตักใส่จาน พร้อมรับประทาน

เรียบเรียง : นงนุช

ที่มา : www.withikaset.com


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

เคล็ดลับพัฒนาตัวเองให้ประสบความสำเร็จ

เคล็ดลับพัฒนาตัวเองให้ประสบความสำเร็จ

เคล็ดลับพัฒนาตัวเองให้ประสบความสำเร็จ

เคล็ดลับพัฒนาตัวเองให้ประสบความสำเร็จ ความสำเร็จเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ความสำเร็จนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน จำเป็นต้องอาศัยความพยายาม วินัย และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เคล็ดลับพัฒนาตัวเองให้ประสบความสำเร็จมีดังนี้

1. ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน

เป้าหมายคือจุดหมายปลายทางที่เราต้องการไปให้ถึง การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เรามองเห็นทิศทางและโฟกัสไปที่สิ่งที่ต้องทำ เป้าหมายควรมีรายละเอียด เป็นไปได้ และวัดผลได้ เช่น ต้องการลดน้ำหนัก 10 กิโลกรัมภายใน 6 เดือน หรือต้องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยคณะที่ต้องการให้ได้

2. วางแผนอย่างรอบคอบ

เมื่อเรามีเป้าหมายแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมาย แผนควรมีความเป็นไปได้ ครอบคลุมทุกขั้นตอน และมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนได้หากจำเป็น

3. ลงมือทำอย่างจริงจัง

การตั้งเป้าหมายและวางแผนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการลงมือทำอย่างจริงจัง เราต้องมีความมุ่งมั่นและอดทนในการฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ที่จะเข้ามาระหว่างทาง

4. เรียนรู้และพัฒนาอยู่เสมอ

โลกของเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้และพัฒนาอยู่เสมอ เพื่อที่จะอยู่รอดและประสบความสำเร็จในโลกที่เปลี่ยนแปลงนี้ เราสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้จากหลากหลายช่องทาง เช่น การศึกษา การอ่านหนังสือ การฝึกอบรม หรือการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้อื่น

5. มองโลกในแง่บวก

ทัศนคติของเรามีอิทธิพลต่อความสำเร็จของเราอย่างมาก หากเรามองโลกในแง่บวก เราจะมีความกระตือรือร้น เชื่อมั่นในตัวเอง และพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ

6. กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง

บางครั้งเราอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย การเปลี่ยนแปลงอาจเป็นเรื่องยาก แต่หากเรามีความมุ่งมั่นและตั้งใจ เราก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้

7. หาแรงบันดาลใจ

แรงบันดาลใจเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เราก้าวต่อไปข้างหน้าได้ เราสามารถหาแรงบันดาลใจได้จากหลากหลายแหล่ง เช่น บุคคลที่ประสบความสำเร็จ คนใกล้ตัว หนังสือ ภาพยนตร์ หรือสื่อต่างๆ

8. ยอมรับความล้มเหลว

ทุกคนย่อมล้มเหลวกันได้บ้าง สิ่งสำคัญคืออย่าย่อท้อต่อความล้มเหลว เราต้องเรียนรู้จากความล้มเหลวและก้าวต่อไปข้างหน้า

เคล็ดลับเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางพื้นฐานในการพัฒนาตนเอง เราสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับความต้องการของเรา สิ่งสำคัญคือเราต้องมีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและประสบความสำเร็จในชีวิต


บทความอื่นที่น่าสนใจ

นา “ปากล้า” เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่คล้ายกับการทำนาโยน

นา “ปากล้า” เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่คล้ายกับการทำนาโยน

นา “ปากล้า”

ชุมชนบนพื้นที่สูงของไทยส่วนใหญ่ปลูกข้าวเพื่อบริโภคในครัวเรือนสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยทำนาได้ปีละครั้ง เพราะต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก วิธีการปลูกข้าวจะยึดถือภูมิปัญญาและธรรมชาติ นิยมปลูกพันธุ์ข้าวท้องถิ่น

ปัจจุบันพื้นที่สูงเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคการเกษตรเนื่องจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น กลุ่มคนหนุ่มสาวนิยมไปทำงานรับจ้างในเมือง จึงส่งผลทำให้แรงงงานในการทำนาน้อยลง หากนำเทคโนโลยีการปลูกข้าวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่สูงมาปรับใช้ ก็จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยเพิ่ม

นา “ปากล้า” เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่คล้ายกับการทำนาโยน แต่ได้พัฒนาเทคนิคการเตรียมแปลงและวิธีการปลูกอย่างประณีต ซึ่งสามารถกำหนดระยะปลูกของต้นข้าวได้อย่างเป็นระเบียบ เพื่อความสะดวกในการจัดการแปลงโดยเฉพาะการกำจัดวัชพืชและกำจัดต้นพันธุ์ปน มีขั้นตอนดังนี้

1. เตรียมพื้นที่แปลงนาอย่างประณีต ทำเทือกให้สม่ำเสมอ ลดน้ำในแปลงเพื่อให้ต้นข้าวยึดติดได้ง่าย

2. เพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวในถาดเพาะขนาด 434 หลุม จำนวน 2 เมล็ดต่อหลุม กลบด้วยดินเหนียวร่วนละเอียด รดน้ำให้ชุ่ม และนำถาดกล้าไปอนุบาล

3. ต้นกล้าข้าวอายุ 20-25 วันหลังเพาะ นำไปปลูกด้วยวิธีการปากล้า ให้เป็นแถวเป็นแนว ระยะระหว่างแถว/หลุมประมาณ 25 x 25 เซนติเมตร

4. ดูแลรักษาแปลงข้าว ร่วมกับการให้น้ำในแปลงนาด้วยวิธีนาน้ำน้อย และกำจัดต้นพันธุ์ปนในระยะแตกกอ ระยะออกรวง และระยะก่อนเก็บเกี่ยว

ผลการทดสอบวิธีการปลูกข้าวแบบนาปากล้า ในฤดูนาปี พ.ศ. 2564 พบว่า พื้นที่นา 1 ไร่ โดยเฉลี่ยใช้ถาดกล้า 30 ถาด เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้ 6.3 กิโลกรัม จำนวนแรงงานปลูก 4 คน ระยะเวลาปลูก 1 ชั่วโมง 50 นาที และผลผลิตข้าวเฉลี่ย 650 กิโลกรัม

ผลการเปรียบเทียบด้วยวิธีปากล้าและวิธีปักดำ (ปลูกกล้าข้าวอายุ 40-50 วัน) พบว่า ผลผลิตข้าวต่อไร่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ตัวอย่างเช่นผลผลิตข้าวพันธุ์บือชอมี (ไก่ป่า) ปลูกทดสอบพื้นที่แม่สะป๊อก (ระดับความสูง 600 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง) วิธีปากล้าให้ผลผลิต 640 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับวิธีปักดำให้ผลผลิต 520 กิโลกรัมต่อไร่

ข้อดีการทำนา “ปากล้า”

  • ประหยัดเมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยละ 70-80 เมื่อเทียบกับวิธีปักดำ อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว 6 กิโลกรัมต่อไร่
  • ต้นกล้าเจริญเติบโตเร็ว ปลูกกล้าอายุสั้น ลดความเสี่ยงหรือความเสียหายในระยะกล้า
  • รากข้าวไม่เกิดการฉีกขาดจากการถอน และใบข้าวไม่เกิดแผลจากการตัดใบ ส่งผลให้ต้นกล้าฟื้น/ตั้งตัวได้เร็วหลังจากปากล้าลงดิน
  • การปากล้าเป็นแถวเป็นแนวช่วยจัดการแปลงได้ง่าย เช่น ควบคุมโรค/แมลง เดินกำจัดวัชพืช และเดินสำรวจเพื่อกำจัดต้นพันธุ์ปน เป็นต้น
  • เกษตรกรสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ได้ทันที เนื่องจากประหยัดต้นทุน ประหยัดแรงงาน และลดความเสี่ยงเรื่องการทิ้งกล้าหากเกิดฝนทิ้งช่วงหรือฝนแล้ง

ที่มา : สวพส.
เขียน / เรียบเรียงเรื่องโดย : ดร.จันทร์จิรา รุ่งเจริญ และนายสาธิต มิตรหาญ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

หมกฮวก อาหารบ้านเฮา ยามฟ้าใหม่ฝนใหม่

หมกฮวก อาหารบ้านเฮา ยามฟ้าใหม่ฝนใหม่

หมกฮวก

วิธีการทำให้สุกด้วยใบตอง นำลูกอ๊อดและเครื่องปรุงต่างๆ มาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ปรุงด้วย ปลีกกล้วย หอม กระเทียม พริก ผักหอมอื่นๆ และก็เกลือ คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้ว จากนั้นนำมาห่อด้วยใบตอง แล้วนึ่ง หรือปิ้ง หรือจะเผาก็ได้

หมกฮวก อาหารอีสานมื้อนี้ เป็นเมนูแรไอเทม (ศัพท์เด็กน้อยวัยรุ่นพวกติดเกมส์ ) แปลว่า ของหายากเนื่องจากเป็นอาหารที่สุดอร่อย หากินยาก ปีหนึ่งได้กินแค่ฤดูกาลเดียว ลุ้นฤดูนี้ไป ให้หากะบ่เห็น การจับใช้สวิง หรือ ด่างเขียว แล้วแต่สถานการณ์ หาตามน้ำข่อนแจทุ่งนา ที่มีฮวกมาโฮมกัน ซึ่งอาจจะได้ปลาตัวเล็กตัวน้อยด้วย

ส่วนประกอบ

  • ฮวก 1/2 กิโลกรัม
  • ตะไคร้ 5 ต้น
  • หอมแดง 6 หัว
  • พริกแดงจินดา 10 เม็ด
  • น้ำปลาร้า 1 ทัพพี
  • น้ำปลา 1/2 ทัพพี
  • ต้นหอมหั่นท่อน 3 ต้น
  • ผักชีหั่นท่อน 2 ต้น
  • ใบแมงลัก 2 กำมือ

วิธีในการทำ ช่วงเดือน พ.ค. – มิ.ย. หลังจากฝนตกมาได้ พอมีน้ำเจิ่งนองตามท้องไร่ท้องนา กบและเขียด อึ่งอ่าง คางคก ต่างลงมาวางไข่ตามแหล่งน้ำ ทำให้เกิด ฮวก ตามแหล่งน้ำขนาดเล็ก การจับฮวก หากจับตอน น้ำโฮ่ง หรือน้ำหลาก ทำได้ยาก จึงต้องรอ ตอนไถนาฮุดแล้วสาก่อน ฝนจะทิ้งช่วงสักพัก ทำให้เกิด น้ำข่อนตามบึง หนอง บวก เก่า โกนหลี่ แฮ่งดี บรรดา ฮวก หรือ ลูกอ๊อด จะไหลมารวมกัน บริเวณที่มีน้ำอยู่ เมื่อหาแหล่งได้แล้ว ก็ทำตามนี้ได้เลย

  • นำฮวกมาควักไว้ออกเพราะจะได้ไม่ขมเวลาเอาไปทำหมก จากนั้นนำไปล้างน้ำให้สะอาด 2-3 ครั้ง แล้วนำไปพักให้สะเด็ดน้ำก่อนนำ
  • นำตะไคร้ใส่ลงในครก ตามด้วยหอมแดง และพริกแดงจินดา แล้วโขลกให้พอหยาบ ๆ จากนั้นตักเครื่องหมกใส่ลงในหม้อ แล้วใส่ฮวกลงไป จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำปลาร้าและน้ำปลา คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ต้นหอมหั่นท่อน ผักชีหั่นท่อน และใบแมงลักลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง
  • ยกหม้อขึ้นตั้งบนเตาแก๊ส เปิดไฟโดยใช้ไฟปานกลาง จากนั้นใช้ฝาปิดปิดหม้อเอาไว้รอให้สุก โดยไม่ต้องคน เมื่อน้ำเริ่มแห้งแล้วยกลงจากเตาได้เลย
  •  ตัก “หมกฮวก” ใส่ลงในจานที่ต้องการจัดเสิร์ฟ เท่านี้ก็พร้อมฟินแล้วล่ะจ้าทุกคน

การกินหมกฮวก นิยมกินเป็นอาหารมื้อเที่ยง หรือ มื้อค่ำ และต้องกินกับข้าวเหนียวถึงจะได้รสชาติ กลิ่นหอมของเครื่องเคียงที่ปรุงมากับการหมก ชาวอีสานมักล้อมวงกันกินเป็นครอบครัว หลังจากทำงานเสร็จ จึงนับได้ว่าเป็นอาหาร เมนูครอบครัว  หมกฮวกนั้นชาวอีสานทำกินกันในช่วง ไถนาฮุด หรือ การดำนา และกินแค่ฤดูกาลเดียว เมนูนี้ แซบ บ่ต้องพิสูจน์ เป็นอาหารหายาก บางพื้นที่ในอีสาน ชาวบ้านลงมติกัน ห้ามส่อนฮวก เพราะปริมาณกบและเขียดลดลงขั้น วิกฤติ จึงต้องอนุรักษ์ไว้ ฉะนั้น การหมกฮวกที่ยังพอเห็นได้ มีเพียงพื้นที่ ที่ยังความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์อยู่ จึงเป็นอาหารที่หากินได้ยากยิ่ง


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ไหว้พระ 9 วัดอยุธยา เสริมดวงสิริมงคลให้กับตนเอง

ไหว้พระ 9 วัดอยุธยา เสริมดวงสิริมงคลให้กับตนเอง

ไหว้พระ 9 วัดอยุธยา

อยุธยา เมืองมรดกโลกที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งศรัทธาและประวัติศาสตร์ ไม่เพียงเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นดินแดนแห่งวัดวาอารามอันศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนหลั่งไหลไปสักการะกันตลอดปี หากคุณกำลังมองหาทริปเสริมดวงที่ได้ทั้งความอิ่มบุญและได้เที่ยวไปในตัว การ “ไหว้พระ 9 วัดอยุธยา” ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมยอดนิยมที่ไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะเพื่อความเป็นสิริมงคล ขอพรเรื่องงาน สุขภาพ การเงิน ความรัก หรือเพื่อเติมพลังใจให้กับตัวเอง ทริปนี้ตอบโจทย์ครบทุกด้าน

นอกจากจะได้กราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังได้ซึมซับบรรยากาศเมืองเก่า ชมสถาปัตยกรรมโบราณ และเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า เรียกได้ว่าเป็นทริปที่ทั้งสบายใจ อิ่มบุญ และเต็มไปด้วยประสบการณ์ดี ๆ ที่จะอยู่ในความทรงจำอย่างแน่นอน

1.วัดไชยวัฒนาราม

วัดไชยวัฒนาราม

         วัดไชยวัฒนาราม หรือ วัดชัยวัฒนาราม เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทางฝั่งตะวันตกนอกเกาะเมือง[1] วัดไชยวัฒนาราม ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญของกรุงศรีอยุธยา

วัดไชยวัฒนาราม

Location | วัดไชยวัฒนาราม ม.2 ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
Open – Close | เปิดทำการเวลา 08.00 – 17.00 น.
Fee | ค่าเข้าชม 10 บาท/คน
Phone | 035 322 730

2.วัดพนัญเชิงวรวิหาร

         วัดพนัญเชิง เป็นวัดที่มีประวัติอันยาวนาน ก่อสร้างก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา และไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง ตามหนังสือพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้าง และพระราชทานนามว่า วัดเจ้าพระนางเชิง[ต้องการอ้างอิง] และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์กล่าวไว้ว่า ได้สถาปนาพระพุทธรูปพุทธเจ้าพแนงเชิง เมื่อปี พ.ศ. 1867 ซึ่งก่อนพระเจ้าอู่ทองจะสถาปนากรุงศรีอยุธยาถึง 26 ปี

วัดพนัญเชิงวรวิหาร

ภาพประกอบ wikipedia.org 

Location |  วัดพนัญเชิงวรวิหาร ม.12 ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
Open – Close |  เปิดทำการเวลา 08.00 – 17.00 น.
Fee | ไม่มีค่าเข้าชม
Phone | 035 243 867-8 

3.วัดพระงาม

     วัดพระงาม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ในตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ที่ดินที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ 44 ไร่ 48 ตารางวา สถานที่ตั้งของวัดอยู่ห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 500 เมตร

ภาพประกอบ https://go.ayutthaya.go.th/

Location |  วัดพระงาม ม.4 ต.คลองสระบัว อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
Open – Close | เปิดทำการเวลา 08.00 – 18.00 น.
Fee |  ไม่มีค่าใช้จ่าย

4.วัดภูเขาทอง

          วัดภูเขาทอง เป็นวัดโบราณในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร เมื่อ พ.ศ. 1930 มีเจดีย์ใหญ่ที่ชื่อว่า เจดีย์ภูเขาทอง

วัดภูเขาทอง

ภาพประกอบ www.tourismthailand.org

Location | 153 ม.2 ต.ภูเขาทอง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
Open – Close | เปิดทำการเวลา 08.30 – 17.00 น.
Fee | ไม่มีค่าเข้าชม

5.วัดมหาธาตุ

วัดมหาธาตุ

ภาพประกอบ https://thai.tourismthailand.org

         วัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นหนึ่งในวัดในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา วัดมหาธาตุเป็นวัดที่มีความสำคัญยิ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะเป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมธาตุใจกลางพระนคร และเป็นที่พำนักของสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายคามวาสีอีกด้วย วัดแห่งนี้จึงได้รับการก่อสร้างและดูแลตลอดเวลาจวบจนถูกทำลายและถูกทิ้งร้างลงหลังเสียกรุงครั้งที่ 2

ภาพประกอบ https://go.ayutthaya.go.th/

Location |  ถ.นเรศวร ต.ท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
Open – Close | เปิดทำการเวลา 08.30 – 16.30 น.
Fee |  ค่าเข้าชม 10 บาท/คน

6.วัดมเหยงคณ์

        วัดมเหยงคณ์ เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ตั้งอยู่ในตำบลหันตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดมเหยงคณ์ หรือ วัดมหิยงคณ์ มีความหมายถึง ภูเขา หรือ เนินดิน คำว่า มเหยงคน์เป็นชื่อของพระธาตุที่มีความสำคัญของศรีลังกา เรียกว่า มหิยังคณ์เจดีย์ เดิมเป็นพระอารามหลวงฝ่ายวิปัสสนาธุระ

Location | วัดมเหยงคณ์ ม.5 ต.หันตรา อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
Open – Close | เปิดทำการเวลา 08.00 – 16.30 น.
Fee | ค่าเข้าชม 10 บาท/คน

7.วัดใหญ่ชัยมงคล

      วัดใหญ่ชัยมงคล เดิมชื่อ “วัดป่าแก้ว” หรือ “วัดเจ้าไท” ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะพระนคร ปัจจุบันเป็นพื้นที่ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จุดเด่นของวัดได้แก่เจดีย์องค์ใหญ่ที่เชื่อกันว่า ได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ภายในได้มีการค้นพบชัยมงคลคาถาบรรจุอยู่ ภายในพระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชัยมงคล พระประธานที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัด นอกจากนี้แล้ว ภายในวัดยังเป็นที่ประดิษฐานศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2544 อีกด้วย

ภาพประกอบ www.wikipedia.org

Location | 40/3 ม.3 ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
Open – Close | เปิดทำการเวลา 08.30 – 16.30 น.
Fee | ไม่มีค่าเข้าชม
Phone | 035 242 640

8.วัดกษัตราธิราชวรวิหาร

         วัดกษัตราธิราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา นอกเกาะเมืองทางด้านทิศตะวันตก ตรงข้ามกับวังหลังหรือวังสวนหลวง เดิมชื่อ “วัดกษัตรา” หรือ “วัดกษัตราราม” วัดกษัตราธิราชวรวิหาร เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีพระปรางค์เป็นประธานของวัด ในสมัยรัชกาลที่ 1 สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข และสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ (เกศ) ทรงปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม

ภาพประกอบ www.wikipedia.org

Location | ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
Open – Close | เปิดทำการเวลา 08.00-18.00 น.
Fee |  ไม่มีค่าเข้าชม

9.วัดพุทไธศวรรย์

          วัดพุทไธศวรรย์ เป็นพระอารามหลวงตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ในตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา ในสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดพุทไธศวรรย์เป็นพระอารามหลวงที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงวัดหนึ่ง ปรากฏตามตำนานว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างขึ้นในบริเวณที่ซึ่งเป็นที่ตั้งพลับพลาที่ประทับเมื่อทรงอพยพมาตั้งอยู่ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ที่ตรงนี้มีชื่อปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า “ตำบลเวียงเล็ก หรือ เวียงเหล็ก” ครั้นเมื่อสถาปนากรุงศรีอยุธยาแล้ว ถึง พ.ศ. 1896 จึงโปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้นเป็นพระราชอนุสรณ์ ณ ตำบลซึ่งพระองค์เสด็จมาตั้งมั่นอยู่แต่เดิม และพระมหากษัตริย์องค์ต่อ ๆ มาก็คงจะได้โปรดให้สร้างถาวรวัตถุ เพิ่มเติมขึ้นอีกหลายอย่าง เมื่อเสียกรุงฯ ในปี พ.ศ. 2310 วัดพุทไธศวรรย์เป็นอีกวัดหนึ่งที่มิได้ถูกข้าศึกทำลายเหมือนวัดอื่น ๆ ทุกวันนี้จึงยังมีโบราณสถานไว้ชมอีกมากมาย

วัดพุทไธศวรรย์ ภาพประกอบ https://thai.tourismthailand.org/

Location | ตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
Open – Close | เปิดทำการเวลา 08.00-17.00 น.
Fee | ไม่มีค่าเข้าชม


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เคล็ดที่ไม่ลับ ปลูกผักหวานป่า ยังไงให้รอด โตเร็วยอดอวบอ้วน

เคล็ดที่ไม่ลับ ปลูกผักหวานป่า ยังไงให้รอด โตเร็วยอดอวบอ้วน

ปลูกผักหวานป่า

สำหรับวันนี้ เราจะพาทุกท่านไปเรียนรู้เทคนิคเกี่ยวกับเรื่องการ ปลูกผักหวานป่า ยังไงให้รอด โตเร็วให้มียอดอวบอ้วน เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจ เคยได้ยินมาว่า ปลูกต้นผักหวานป่าให้รอดนั้นไม่ง่าย แต่ถ้ารอดแล้วก็อยู่ยาวเป็น10 ปีเลยทีเดียว ว่าแล้ว ก็ลองปลูกต้นผักหวานป่าบ้างดีกว่า อยากรู้ว่ามันจะยากเหมือนที่เคยได้ยินมามั้ย

ผักหวานป่า สามารถปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิด แต่จะเติบโตได้ดีและเจริญงอกงามเร็วในดินที่มีอินทรียวัตถุตามธรรมชาติ ผักหวานป่าเป็นพืชที่ทนแล้ง ไม่ชอบแดดจัด ไม่ชอบน้ำมาก ชอบที่โล่ง ดินร่วนปนทรายตามธรรมชาติ ผักหวานป่าจะชอบแสงแดดรำไรประมาณ 50 % ชอบร่มไม้ใหญ่ เช่น ต้นมะขามเทศ ต้นสะเดา ต้นตะขบ ต้นแค ผักหวานป่าจะต้องมีม้พี่เลี้ยงให้ร่มเงาไว้ประมาณ 2-3 ปีในช่วงแรก ผักหวานป่าชอบอากาศร้อนช่วงเดือน มีนาคม – เมษายน ผักหวานป่าจะให้ยอดดี แตกยอดมาก เมืองถึงช่วงฤดูฝน (มีฝนตก) ผักหวานป่าจะหมดยอดและเริ่มพักต้นเพื่อสะสมอาหารสร้างการเจริญเติบโตทางลำต้น

การขยายพันธุ์ผักหวานป่า นั้นสามารถทำได้ 4 วิธี ด้วยกันคือ

  • การเพาะเมล็ด
  • การตอนกิ่ง
  • การชำไหล(ราก)
  • การสกัดราก

ซึ่งแต่ละวิธีก็จะมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป  และ การให้ผลผลิตที่ไวแตกต่างกันด้วย สำหรับเกษตรกรที่กำลังคิคจะปลูกผักหวานป่า  นั้นก็ต้องศึกษาหาข้อมูลประกอบ ให้ดีก่อนลงมือเพาะปลูก ว่าวิธีไหนเหมาะกับสภาพพื้นที่ของตัวเองมากที่สุด เพื่อลงอัตราการตาย ให้น้อยที่สุดครับ

ขั้นตอนการเพาะเมล็ด

  • ลอกเปลือกหุ้มเมล็ดออก เพื่อให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น การลอกเปีอกหุ้มจะต้องล้างออกให้สะอาด เพื่อไม่ให้เกิดการเน่าหรือเกิดเชื้อรา การลอกเปลือกหุ้มทำได้ด้วยการใช้ตะแกรงล้างให้สะอาด
  • นำเมล็ดที่ล้างสะอาดมาตากลมให้แห้งก่อนจะนำไปลงดินเพาะ จากนั้นนำเมล็ดไปวางเรียงในถาดเพาะ (ดินที่ใช้ในถาดเพาะต้องเป็นทรายล้วนเท่านั้นเพื่อไม่ให้รากหักหรือ ขาดตอนย้ายลงถุง)
  • ใช้ผ้าหนาคุมถาดเพาะไว้เพื่อมีความชื่นอยู่ตลอดเวลา พร้อมรดน้ำให้ชุ่มทุกวันให้ผักหวานงอกเร็วขึ้น จากนั้น 20-30 วันความยาวของรากจะยาวพอที่ย้ายลงถุง หลังจากย้ายลงถุงเรียบร้อยแล้วใช้เวลาอีก 3-4 เดือน จึงจะเริ่มแตกใบอ่อน

ปลูกผักหวานป่า

เทคนิคปลูกต้นผักหวานป่า มีดังนี้

เลือกใช้ต้น พันธุ์จากการเพาะเมล็ดมาปลูก จะให้ผลผลิตดีและอายุยืนกว่า แบบกิ่งตอน ปลูกพืชพี่เลี้ยงไว้ก่อนที่จะปลูกต้นผักหวานป่า เช่น ต้นมะขามเทศ ชะอม โสน กระถิน ต้นแค ฯลฯ พืชที่กล่าวมานี้จัดเป็นพืชตระกูลถั่วทั้งหมด เลือกปลูกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือจะหลายอย่างก็ได้ สำหรับเราเลือกใช้ต้นแค ซึ่งปลูกไปพร้อม ๆ กับต้นผักหวาน และต้นมะขามเทศ เป็นพืชพี่เลี้ยง

วิธีปลูกผักหวานป่า

  • เริ่มจากการขุดหลุมขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ระยะห่างของต้น 2×2 เมตร 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 400 ต้น แล้วนำปุ๋ยคอกหรือปุยหมักที่สลายตัวดีแล้ว รองก้นหลุมปริมาณ 5 กิโลกรัม/หลุม และสารปรับสภาพดิน (จากสวน) คลุกเคล้าผสมกับหน้าดินจากนั้นเติมน้ำลงไปให้แฉะทิ้งไว้ 2-3 อาทิตย์ก่อนปลูก
  • หลังจากครบกำหนดก่อนจะปลูกต้องงดการให้น้ำต้นกล้า 2 วัน เพื่อเวลาแกะดินจะได้ไม่แตกและรากจะได้ไม่ขาด
  • เติมน้ำใส่หลุมที่เตรียมไว้ให้แฉะเพื่อเตรียมปลูก จากนั้นฉีกถุงแล้วนำตันผักหวานลงไปในหลุมที่เตรียม ต้องปลูกให้ต้นกล้าสูงจากปากหลุม 5 เซนติเมตร พูนกลบด้วยหน้าดินเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำขังในหลุมปลูกจากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม
  • การเลือกพื้นที่ในการปลูกผักหวานป่านั้นจะต้องเลือกที่ที่มีร่มรำไร บริเวณที่ไม่มีน้ำขัง การย้ายต้นกล้า (การปลูก) ควรเลือกทำในช่วงเวลาเย็นหรือไม่มีแสงแดด

การดูแลต้นผักหวานป่า

  • ระวังอย่าให้สัตว์เข้าไปเหยียบย่ำและห้ามพรวนดินรอบต้นผักหวานเด็ดขาด เนื่องจากรากผักหวานป่าจะฟูและลอยอยู่หน้าดินหากกระทบมากอาจจะตายได้
  • การให้ปุ๋ยควรใส่อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง คือช่วงก่อนฤดูการเก็บยอด และหลังฤดูการเก็บยอด โดยปุยที่ใส่จะต้องเป็นปุ๋ยขี้วัวที่หมักดีแล้ว (ขี้วัวเก่า) ใส่รอบๆ ห่างจากต้นประมาณ 1 ศอก ห้ามใส่ปุ๋ยเคมีเด็ดขาด
  • การกำจัดวัชพืชให้ทำในช่วงฝนตกชุกเท่านั้น เพื่อไม่กระทบกับราก ควรใช้มือหรือเครื่องตัดหญ้า ตัดแล้วเอาไปคลุมโคนต้นผักหวานป่าไว้
  • การกำจัดศัตรูพืช เช่น หอยทาก ป้องกันด้วยการใช้ปูนขวโรยรอบแปลงเพาะกล้า ถ้าผักหวานป่ายังอายุน้อยอยู่ไม่ควารเก็บยอด ต้องผักหวานอายุเกิน 2 ปี ก่อนถึงจะสามารถเก็บยอดได้ ไม่ควรใช้กรรไกรตัดกิ่งเพราะจะทำให้ผักหวานไม่แตกยอด ให้ใช้การหักหรือใช้มีดแทน

ปลูกผักหวานป่า

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

  • ผักหวานป่าจะเริ่มแตกยอดให้เก็บได้เมื่อมีอายุ 3 ปีขึ้นไป แในช่วงแรกจะยังแตกยอดไม่เยอะมากและจะค่อยๆเ ยอะขึ้นตามอายุและขนาดพุ่มของผักหวานป่าที่เพิ่มมากขึ้น
  • การเก็บยอดอ่อนผักหวานป่าที่แตกยอดออกมานั้นจะต้องมีความยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร
  • การเก็บผลผักหวานป่าเพื่อนำไปเพาะพันธุ์ต่อจะต้องเก็บผลที่สุก (สีเหลือง) แล้วเท่านั้นจะให้ดีก็ต้องให้สุกเต็มที่ก่อนเพื่อเปลือกที่หุ้มเมล็ดอยู่นั้นจะได้หลุดออกง่ายขึ้น

ราคาขายผักหวานจะขึ้นอยู่กับว่าผลผลิตออกมาในช่วงนอกหรือในฤดู ราคาขายส่งในฤดู อยู่ที่กิโลกรัมละ 150 บาท ขายปลีกกิโลกรัมละ 200 บาท หากขายนอกฤดูราคาจะเพิ่มขึ้นอีก 50 บาท คือขายส่งอยู่ที่ 200 บาท ต่อกิโลกรัม และขายปลีก 250 บาท ต่อกิโลกรัม โดยการขายส่งจะมีแม่ค้ามารับถึงที่ มีทั้งเจ้าประจำและขาจร เป็นรายได้ที่หาได้ตลอดทั้งปี


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ชีวิตพอเพียง โจน จันได

ชีวิตพอเพียง โจน จันได

ชีวิตพอเพียง โจน จันได

       โจน จันได หรือที่หลายคนรู้จักเขาในนาม “โจน บ้านดิน” คนจนผู้ยิ่งใหญ่จากรายการ เจาะใจ เมื่อหลายปีก่อน มาวันนี้ เขาคือผู้เชี่ยวชาญในการสร้างบ้านดินของประเทศไทย โจน จันได เป็นผู้ปลุกกระแสบ้านดินให้ฟีเวอร์ในปัจจุบัน เขาเดินทางไปรอบโลกเพื่อนำเสนอแนวทางในการสร้างบ้านดิน โดยเรียนรู้ชีวิตผ่านประสบการณ์ตรงนอกระบบการศึกษา จนแตกแขนงออกเป็นเครือข่ายคนสร้างบ้านดินในทุกวันนี้

       เดิมที โจน จันได เกือบจะได้เป็นนักกฎหมาย เมื่อครั้งจากบ้านที่ยโสธรเข้ามาร่ำเรียนศาสตร์สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่กรุงเทพมหานคร เขาใช้ชีวิตอยู่วัด กินข้าววัด และทำงานพิเศษเพื่อหาเงินค่าเล่าเรียนเอง แต่แล้วลูกอีสานคนนี้ ก็ตัดสินใจทิ้งอนาคตนักกฎหมาย และลาสังคมเมืองที่หลายคนหลงใหล ด้วยเหตุว่าถามหาความสุขที่แท้จริงให้ชีวิตไม่เจอ

        ย้อนกลับไปวัยเด็ก แม้ลมหายใจแรกของเขาจะเคยได้พบกับคำว่า “พึ่งตัวเอง” จากวิถีชีวิตพออยู่พอกินของหมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดยโสธร แต่กระแสการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ เกิดขึ้น กลับทำให้คนที่เติบโตในครอบครัวชาวนามีความอับอายในชีวิตที่เป็นอยู่ และตัดสินใจพาตัวเองห่างออกจากความเป็นอยู่เดิม โดยมุ่งหน้าไปยังชีวิตที่ “ศิวิไลซ์” เหมือนๆ กับคนส่วนมากในสมัยนั้น

        จากที่จะไม่ได้เรียนหลังจากจบชั้นประถมศึกษาเนื่องจากครอบครัวไม่มีเงินส่งเสีย เขายอมโกนหัวบวชเณร ณ วัดธรรมมงคล ย่านสุขุมวิท พร้อมๆ กับเข้าไปเรียนต่อโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่สัมพันธวงศ์ศึกษา จนจบระดับ 5 (เทียบเท่ากับมัธยมปลายในปัจจุบัน) ก่อนจะลาสิกขาออกมาเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมๆ กับการทำงานหาเงิน ทั้งพนักงานเสิร์ฟตามร้านอาหาร ไปจนถึงพนักงานทำความสะอาดในโรงแรมต่างๆ

        แต่แล้วความต่างของวิถีชีวิตก็ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตที่เป็นอยู่  เวลาในแต่ละวันของเขาหมดไปกับการทำงานหนักๆ ให้ได้สิ่งตอบแทนที่เรียกว่า “เงิน” เพียงเพื่อมาจ่ายค่าเช่าบ้าน ทั้งที่ตัวเองมีบ้านโดยไม่ต้องเช่า มาจ่ายค่าอาหารได้เพียงมื้อละจาน เพื่อประทังชีวิตไปวันๆ และมาจ่ายค่าเดินทางไปกลับระหว่างห้องพักกับที่ทำงาน ทั้งๆ ที่เขาสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้จากผืนดินของบ้านตัวเอง

       “แต่ก่อนตอนอยู่กรุงเทพฯ ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเวลา แม้แต่จะไปเยี่ยมพ่อแม่ ผมยังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเวลา ในที่สุด ผมก็ถามตัวเองว่า ผมรีบไปไหน ผมทำงานให้ใคร ในเมื่อผมทำงานแทบเป็นแทบตายแล้วตัวเองไม่มีอยู่ไม่มีกิน แล้วผมจะทำไปให้ใคร  พอมาคิดดู ผมรู้สึกแย่มากที่ไม่ได้ทำอะไรให้ตัวเองเลย ผมทำงานให้คนอื่นตลอด ทำแทบเป็นแทบตายเพื่อไปจ่ายค่าเช่าบ้าน ทำแทบเป็นแทบตายเพื่อไปจ่ายค่าข้าวมื้อละจาน ทำแทบเป็นแทบตายเพื่อที่จะมีเงินไปซื้อเสื้อผ้า มีเงินเพื่อจ่ายค่ารถเมล์ แต่มีอะไรบ้างที่ผมทำเพื่อตัวเอง ไม่มีเลย ทำทั้งปีทั้งชาติ เงินก็ไหลออกไหลออก ทำแล้วไม่ได้อะไร ผมจะทำไปทำไม

       ผมก็เลยกลับบ้านที่ยโสธร คราวนี้ผมทำเพื่อตัวเองทั้งหมดเลย  ผมอยากกินผัก ก็ปลูกผัก อยากกินปลา ก็เลี้ยงปลา ทำแค่นี้ก็เลี้ยงคนอื่นได้ แม่ น้อง และหลานของผม พวกเขามีอาหารกินเหลือเฟือ ความง่ายมันอยู่ตรงนี้ (เน้นเสียง)  ผมมาใช้ชีวิตแบบนี้มันเหลือกินเลย แต่ผมไปทำงานอยู่กรุงเทพฯ ตั้ง 7 ปี ทำแทบตายก็กินไม่เคยอิ่ม พอมาอยู่อย่างนี้มันคิดได้ว่าชีวิตมันง่ายแค่นี้เอง ทำงาน 30 นาทีต่อวัน แต่เลี้ยงคน 6 คนได้ แต่ 8 ชั่วโมงต่อวันในกรุงเทพฯ กลับเลี้ยงคนๆ เดียวไม่ได้

        7 ปีในกรุงเทพฯ กับชีวิตที่ยากและไม่ได้เรียนรู้อะไร ทำให้เขาตัดสินใจออกจากชีวิตที่ทำงานหนักๆ “เพื่อคนอื่น” กลับบ้านเกิด ที่ยโสธร และพาตัวเองคืนสู่สามัญ เริ่มต้นวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายที่เขาคุ้นเคยในวัยเด็ก โดยใช้ชีวิตแบบ “พึ่งตัวเอง” และ “เพื่อตัวเอง”

        จากที่เคยทำงานในกรุงเทพฯ วันละ 8 ชั่วโมง แต่เลี้ยงคนๆ เดียวแทบไม่ได้ ก็เหลือเพียงวันละ 30 นาที ซึ่งสามารถเลี้ยงคน 6 คนได้สบายๆ และวิถีชีวิตเช่นนั้น ยังเปิดโอกาสให้คนธรรมดาๆ คนหนึ่งมีโอกาสได้เรียนรู้การพึ่งตัวเองในเรื่องที่อยู่อาศัย 1 ในปัจจัย 4 อย่าง “บ้านดิน

       ทุกวันนี้คนกว่าจะได้บ้านหลังหนึ่ง ต้องทำงานเก็บเงินเป็นยี่สิบสามสิบปี แสดงว่าแย่มาก อาหารก็แพงขึ้น และไม่มีความปลอดภัยเลย เราไม่รู้ว่าเขาเอาอะไรมาให้เรากิน

การพัฒนาที่เป็นอยู่ ชีวิตที่คนทุกวันนี้เป็นอยู่เป็นสิ่งที่หาสาระไม่ได้เลยเราทำไปด้วยความงมงาย ด้วยความไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำชีวิตให้ยากขึ้นๆ ๆ ๆ จนลืมไปว่าชีวิตเกิดมาทำไม ครอบครัวเป็นยังไง มีความสำคัญยังไง

ธรรมะคืออะไร ความสุขเป็นยังไง ไม่มีใครสอนเลย

คนมีแต่ซื้อๆๆๆ เพื่อให้มีความสุข แต่ความจริงเป็นอย่างนั้นมั้ย?

คนบอกว่าอยากมีเสรีภาพ ต้องมีโทรศัพท์มือถือ ต้องมีอะไรมากมาย และจะมีเสรีภาพอย่างที่เขาโฆษณา แต่ความจริงมันคือเสรีภาพจริงๆ มั้ย?

มนุษย์ต้องหาเงินเป็นแสนเป็นล้านเพื่อให้มีบ้านสักหลัง ขณะที่ นก หนู สามารถทำรังได้ในวันเดียว

            “เมื่อมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าฉลาดที่สุดในโลก แต่ทำไมเราทำในสิ่งที่โง่ที่สุด”

            โจนบอกว่ามันผิด ถ้ายากแสดงว่ามันผิด

            “อย่างการมีอาหาร คนทำงานในเมืองวันละ 8-12 ชั่วโมง แต่ไม่พอกินสำหรับคนเดียว ทำเพื่ออะไรกัน แต่ผมทำสวนวันละ 30 นาที ผมมีอาหารเลี้ยงคน 7-8 คนได้สบาย ง่ายมากเลย นี่คือความง่าย”

            “บางคนซื้อเสื้อผ้าตัวละเป็นพันสองพัน ทำงานกี่เดือนถึงจะได้เสื้อทำไมต้องทำให้มันยาก เราหลอกตัวเอง เราทำให้ชีวิตมันยากขึ้นๆอย่าลืมว่าคนเรามีชีวิตไม่ยาวนักบนโลกนี้ อีกไม่นานก็ตายแล้วแต่ทำไมเราเอาเวลาที่มีค่าสูงสุดมาทำสิ่งไร้สาระไม่เป็นประโยชน์กับตัวเรา”

           “ใส่เสื้อผ้าสวยๆ รู้สึกยังไง ใส่เสื้อผ้าสวยแค่ไหน คนไม่สวยก็ไม่สวยเหมือนเดิมไม่มีดั้งก็ไม่มีเหมือนเดิม เราหลอกตัวเอง หลอกคนอื่นทำไม” 


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ข้อคิดก่อนทำการเกษตร สำหรับมือใหม่

ข้อคิดก่อนทำการเกษตร สำหรับมือใหม่

ข้อคิดก่อนทำการเกษตร

วันนี้เรามี ข้อคิดก่อนการทำการเกษตร มาลงเพื่อเป็นข้อคิดสำหรับคนที่ต้องการทำไม่ว่าจะเป็นการทำเป็นอาชีพอย่างจริงจัง หรือ ทำเพื่อเป็นการผ่อนคลายก็ตาม ผมเห็นว่า นอกจากความพร้อมทางด้านจิตใจและความรู้นั้นยังไม่พอ ทางด้านร่างกายและอุปนิสัย ก็สำคัญไม่น้อย ดังนั้น การจะเป็นเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จได้นั้น ต้องอาศัยอะไรหลายๆ อย่างผสมผสานกัน จึงจะสำเร็จและเป็นไปได้ดี

ไม่ว่าจะทำการเกษตรในรูปแบบใด เกษตรกรส่วนใหญ่มักมีคำถามในใจที่เหมือนๆกัน คือ “ทำการเกษตรอย่างไรให้อยู่รอด” ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผมเองก็ได้ยินและรับรู้เรื่องราวปัญหาของชาวเกษตรกร ไม่ว่าจะค่าปุ๋ย-ค่ายาที่มีราคาแพง ค่าเชื้อเพลิง ค่าแรงงาน แม้กระทั่งค่าใช้จ่ายในครัวเรือนตางๆของเกษตรกรเอง หลายครั้งหลายคราที่ต้องปิดถนน เดินขบวน เรียกร้องให้ผู้ที่มีอำนาจลงมาช่วยเหลือ สารพัดปัญหาต่าง ๆ นา ๆ

แต่มีกี่รายที่มองย้อนดูตัวเองบ้างว่า เป้าหมายของการทำการเกษตรของตนมีอะไร มีความพร้อม ความรู้แค่ไหน ต้นทุนพอเพียงหรือไม่ ผมเองก็พอจะได้รวบรวมประสบการณ์และความรู้จากภายนอกมาได้พอที่จะให้ ท่านๆที่อยากจะทำการเกษตรหรือทำการเกษตรอยู่แล้ว ได้พิจารณาหรือนำเอาไปปฎิบัติ

1.ข้อห้ามในการทำการเกษตร

  • ห้ามพูดว่าไม่มีเวลา (เพราะแสดงให้เห็นว่า คุณขี้เกียจ)
  • ห้ามพูดว่าแถวนี้ไม่มีใครเขาทำ (เพราะแสดงให้เห็นว่า คุณก็ไม่แตกต่างจากคนอื่น แค่ทำตามเขา)
  • ห้ามเชื่อคนข้างบ้าน (เพราะเขาเองก็อาจจะทำตามคนอื่น โดยไม่ถูกต้อง เช่นเรื่องปุ๋ย เรื่องยา)
  • ห้ามเชื่อคนขายยา (เพราะบางครั้ง เขาไม่มีสิ่งยาที่คุณต้องการ แต่ก็จะบอกคุณว่า ยี่ห้อนี้ สูตรนี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน)

2. วางแผนก่อนลงมือทำ

  • ใช้หลักการตลาดนำการผลิต (หากคิดทำเพื่อการค้า) ปลูก/เลี้ยง อะไรก็ได้ ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับเวลาและทุนที่เสียไป
  • ปลูกพืชที่ให้ผลผลิตในช่วงที่ที่ขาดตลาด (นอกฤดู) บำรุงและรักษาคุณภาพให้ดี สม่ำเสมอ (การบำรุงมี 2 อย่าง คือ เพื่อเสริมคุณภาพ และ รักษาคุณภาพ)

3. ศึกษาข้อมูลปัจจัยการเพาะปลูก

  • ความเหมาะสมของสภาพดิน เช่น ดินเหนียว ดินร่วน ดินทราย
  • คุณภาพและปริมาณของน้ำ ที่นำมาใช้ เพราะพืชทางด้านการเกษตรบางประเภทต้องใช้มาก หรือบางอย่างอาจจะไม่ต้องการน้ำมาก
  • สภาพภูมิอากาศ ที่เหมาะสมกับพืชนั้น เช่น แสงแดด อุณหภูมิ ฤดูกาล
  • ธาตุอาหารที่จำเป็น คือ ธาตุอาหารหลัก N, P, K และ ธาตุอาหารรอง รวมไปถึงจุลธาตุด้วย
  • สายพันธุ์ของพืชที่จะนำมาปลูกนั้น ว่าเป็นสายพันธุ์จริง หรือ ดัดแปลง
  • โรคและศัตรู รวมถึงการป้องกันและกำจัดศรัตรูพืช เพราะเมื่อเจอปัญหาแล้วจะได้แก้ไขด้วยตนเอง ไม่ต้องตกใจ

4.ลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี

  • ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี ในกรณีที่ต้องใช้เป็นจำนวนมาก
  • การใช้ปุ๋ยทางใบควรมีการใช้สลับกันระหว่างปุ๋ยเคมีกับปุ๋ยน้ำ หรือใช้ร่วมกัน
  • ลดธาตุหลัก แต่เพิ่มธาตุรอง และธาตุเสริม
  • ในแต่ละวิธีการผลิต เกษตรกรควรปรับวิธีการการผลิตให้เหมาะสม
  • ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำหรือฮอร์โมน เกษตรกรควรทำขึ้นใช้เอง

5.ลดต้นทุนค่าสารเคมี

ใช้สารสมุนไพรอย่างต่อเนื่อง ปรับวิธีการใช้ โดยใช้สารเคมีสลับกับสารสมุนไพรทำเอง โดยค่อยๆลดปริมาณการใช้สารเคมีลง ใช้การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีการผสมผสาน สารสมุนไพรที่ใช้ควรทำขึ้นมาใช้เอง

6. เปลี่ยนทัศนคติ

หลายปีที่ผ่านมาเกษตรกรได้ละทิ้งแนวทางการผลิตที่อาศัยธรรมชาติและภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ เข้ามาสู่การใช้สารเคมีในรูปแบบต่างเพื่อการผลิต โดยมุ่งเน้นรายได้เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนและความเสียหายที่ตามมา และทุกวันนี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเกษตรแบบอินทรีย์ชีวภาพ นำสารเคมี เป็นการทำการเกษตรที่ได้ผลและคุณประโยชน์มากกว่า การทำเกษตรเคมีเดี่ยวๆ ซึ่งบทพิสูจน์ในเวลานี้ก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างอยู่มากมายหลายแห่ง แทบทุกตำบลเลยก็ว่าได้ ทั้งภาคเอกชน หรือหน่วยงานของรัฐ โครงการของสมเด็จท่านอีกหลายๆโครงการ ล้วนประสพความสำเร็จแล้วทั้งสิ้น ลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง หยุดความคิดเก่าๆไว้ก่อน แล้วเปิดใจเปิดเวลา ศึกษาและทดลองทำ ก็จะรู้ว่า คุ้มค่าและเกิดคุณประโยชน์แก่ตนอย่างไร

7.ข้อห้ามที่ควรจำ

  • อย่าหวังหรือฝากอนาคตไว้กับกิจกรรมทางการเกษตรเพียงกิจกรรมเดียว
  • อย่าเล็งผลหรือรายได้เพียงอย่างเดียว จนไม่คำนึงถึงผลเสีย
  • อย่าตกเป็นทาสโฆษณา อย่าตามกระแส อย่าทำตามข้างบ้าน
  • อย่าลืมความผิดพลาดของตน ที่ผ่านมา

หลักทั้ง 7 ข้อนี้ ก็ลองนำไปปฎิบัติกันดู ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆทำ “งานทุกอย่างย่อมมีปัญหาทั้งสิ้น” รายละเอียดข้อปลีกย่อยยังมีอีกหลายอย่าง แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้ทำเองว่า คิดอย่างไร จะทำอย่างไรแต่ของผม ใช้หลัก “ทำเกษตรตามอารมณ์ แนวเศรษฐกิจพอใจ” โดยใช้หลักการทั้ง 7 เป็นแนวทาง 

จากเนื้อหา เรื่อง ข้อคิดก่อนทำการเกษตร ที่ได้นำมาให้อ่านกันนี้ เป็นเรื่องของความจริงที่จะปฏิเสธไม่ได้เลย อย่างผมตอนที่ทำงานอยู่ ประสบการณ์บางอย่างก็ไม่ได้เจอหรอก แต่พอเข้ามาทำการเกษตรจริงๆ จึงได้รู้ว่า บางเรื่องนั้นเกษตรกรมีโอกาสที่จะโดนล้างสมอง หรือทำให้เป็นทาสของโฆษณา ได้ง่ายมากถ้าคุณฟังวิทยุมากๆ อยากจะให้ศึกษาข้อมูลด้านวิชาการบ้าง อย่าไปมัวเชื่อเพื่อนบ้าน ที่บอกด้วยความภาคภูมิใจว่า อย่าไปเชื่อนักวิชาการมากต้องลงมือทำด้วยตนเองอย่างเรานี่ แน่นอนกว่า แบบนี้ผมได้ฟังตลอดเวลา ขอให้สนุกกับการเดินตามฝันนะครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ