ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ จังหวัดอุดรธานี

ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ จังหวัดอุดรธานี

ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี

วันนี้แอดจะพาไปชมทุ่งบัวแดงสวยงามอร่ามตา บนพื้นที่กว่า 22,000 ไร่ ที่ “ทะเลบัวแดง” หรือ “ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี” แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัดอุดรธานี โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ของทุกปี ดอกบัวแดง หรือ บัวสาย ในบึงหนองหานจะโผล่พ้นน้ำออกดอกเบ่งบานให้เราได้ชมกัน และจะมีปริมาณมากที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ น้ำในบึงก็ใสสะอาดมองเห็นถึงรากบัว ความสูงของพื้นน้ำประมาณหนึ่งเมตรกว่า ๆ ซึ่งเป็นระดับที่บัวสามารถชูช่อและสังเคราะห์แสงได้ดี

บึงหนองหาน แหล่งน้ำจืดธรรมชาติขนาดใหญ่ มีพื้นที่กว่า 36 ตารางกิโลเมตร อุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ปลา พันธุ์นก และพืชน้ำจำนวนมาก มีระบบนิเวศโดดเด่นและเป็นที่สนใจของนักวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเดินทางมาศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง ช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี ดอกบัวแดงจะเบ่งบานมากที่สุด นักท่องเที่ยวจะมองเห็นดอกบัวแดงบานเต็มผืนน้ำของหนองหานสุดลูกหูลูกตา จึงเป็นที่มาของคำว่า “ทะเลบัวแดง”

ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการล่องเรือชมทะเลบัวแดง คือเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคมปีถัดไป ระหว่างเวลา 06.00-11.00 น. เพราะเป็นช่วงที่ดอกบัวแดงบาน แต่หากสนใจจะชมทัศนียภาพต่าง ๆ ภายในหนองหาน เช่น พันธุ์นกหรือพืชน้ำ สามารถนั่งเรือเที่ยวชมได้ตลอดทั้งวัน มีเรือรับจ้างบริการพาชมทะเลบัวแดงและทัศนียภาพในหนองหาน โดยขึ้นที่ท่าเรือบ้านเดียม ตำบลเชียงแหว

ค่าล่องเรือชมทะเลบัวแดง

เรือให้บริการทุกวัน เวลา 06.00-17.00 น. ใช้เวลานั่งเรือชมหนองหานและทะเลบัวแดงรอบละ 1.30 ชั่วโมง

  • เรือหางยาวเล็ก นั่งได้ 2 คน ราคา 300 บาท ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
  • เรือใหญ่ นั่งได้ 6 คน ราคา 500 บาท ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง
    สอบถามรายละเอียดที่ โทร. 08 1964 5420 และ 08 9395 0871

ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี

หนองหาน กุมภวาปี หรือ ทะเลบัวแดง อุดรธานี

ตั้งอยู่ที่ ทะเลสาบหนองหาน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี
สอบถามเพิ่มเติมที่ ททท.สำนักงานอุดรธานี 0-4232-5407
เฟซบุ๊ก: https://www.facebook.com/tatudon


บทความอื่นที่น่าสนใจ

มารู้จัก 7 จุลินทรีย์ ที่สำคัญต่อเกษตรอินทรีย์

มารู้จัก 7 จุลินทรีย์ ที่สำคัญต่อเกษตรอินทรีย์

7 จุลินทรีย์ ที่สำคัญต่อเกษตรอินทรีย์

ปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากเริ่มหันมาทำ “เกษตรอินทรีย์” กันมากขึ้น เพราะช่วยลดสารเคมีตกค้าง ทั้งคนปลูกก็ปลอดภัย ผู้บริโภคก็สบายใจ แถมยังเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตได้ด้วย

การทำเกษตรอินทรีย์นั้น ทุกอย่างต้องมาจากธรรมชาติ แม้แต่กระบวนการย่อยสลายวัตถุอินทรีย์ในดินก็สำคัญอย่างมาก และหัวใจสำคัญที่ช่วยทำงานเงียบ ๆ ใต้ดินก็คือ “จุลินทรีย์” นั่นเอง

จุลินทรีย์ในดินมีหลายกลุ่ม ทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา แอกติโนมัยซีต สาหร่าย โปรโตซัว และไวรัส บางชนิดเป็นประโยชน์ต่อพืช แต่บางชนิดก็อาจทำให้เกิดโรคได้ หากระบบนิเวศในดินสมดุล พืชก็จะเจริญเติบโต แข็งแรง และให้ผลผลิตดีขึ้น

ประโยชน์สำคัญของจุลินทรีย์ คือ ช่วยย่อยอินทรียวัตถุให้กลายเป็นธาตุอาหารที่พืชดูดใช้ได้เร็วขึ้น ส่งผลให้พืชโตไว แข็งแรง และทนทานมากขึ้น

ด้านล่างนี้คือ “7 จุลินทรีย์ ที่สำคัญต่อเกษตรอินทรีย์” ที่พบได้บ่อยในเกษตรอินทรีย์

1. จุลินทรีย์กลุ่มแบคทีเรีย (Bacteria)

จุลินทรีย์กลุ่มนี้มีหลากหลายสายพันธุ์ที่รวมตัวกันอยู่ในกองปุ้ยหมัก และในหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำขายเป็นการค้า มักมีลักษณะ
รูปร่างของจุลินทรีย์เป็นแบบง่ายๆ 3 รูปแบบคือ กลมเป็นท่อน และเป็นเกลียว อาศัยอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ โดยเฉพาะในดินป่าที่ชื้นมีบทบาทในการย่อยสลายอินทรียวัตถุและปลดปล่อยธาตุอาหารที่สำคัญให้กับพืช

2. จุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อรา (Funji)

จุลินทรีย์กลุ่มเชื้อรามักจะพบในกองปุ้ยหมักเสมอ มักจะพบเติบโตในช่วงแรกๆ ในการหมักปุ้ย และจะพบบริเวณด้านนอกผิวของกองปุ้ยหมักเป็นจำนวนมาก เชื้อรามีประโยชน์ในการย่อยสลายเศษวัสดุอินทรีย์ในกองปุ้ยหมักให้มีขนาดเล็กลงในระยะแรกๆ ของการหมักปุ้ย จุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อราแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ยีสต์ (Yeasts)และราเส้นใย

3. จุลินทรีย์กลุ่มยีสต์ (Yeasts)

ยีสต์เป็นเชื้อราที่ทำให้เกิดกระบวนการหมัก โดยจะเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นเอทิลแอลกอฮอล์และคาร์บอนไดออกไซด์ ปกติยีสต์จะอยู่ที่ผิวหน้าของวัสดุที่หมัก โดยจะเป็นฟองที่ลอยเป็นฝ้าอยู่ที่ผิวของน้ำหมักนอกจากนี้ยีสต์ยังผลิตวิตามินและฮอร์โมนในระหว่างกระบวนการหมักด้วย ยีสต์จะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในค่าความเป็นกรดสูงระหว่าง 4.0-6.5 ดังนั้น ในการหมักเมื่อเกิดกลิ่นแอลกอฮอล์ขึ้น จึงแสดงให้เห็นว่ากระบวนการหมักมีคุณภาพและเป็นการหมักที่สมบูรณ์

4. จุลินทรียกลุ่มที่เป็นราเส้นใย

เชื้อรากลุ่มนี้เป็นจุลินทรีย์ที่มีความหลากหลาย มีความแตกต่างกันมากในด้านขนาดและรูปร่าง อาศัยการสืบพันธุ์ด้วยการสร้างสปอร์ ซึ่งมีทั้งสปอร์ที่อาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ เป็นจุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศ พบเห็นอยู่ที่ริมผิวหน้าของน้ำหมักหรือปุ๋ยหมัก

5. จุลินทรีย์แอกติโนมัยชีต

เป็นจุลินทรีย์จำพวกเซลล์เดียว มักพบบนกองปุ๋ยหมัก จะเจริญเติบโตเป็นกลุ่ม เห็นเป็นจุดสีขาวคล้ายๆ ผงปูน หลังจากที่อุณหภูมิของกองปุ้ยสูงขึ้นมาก เชื้อแอกโนมัยชีตนี้มีบทบาทที่สำคัญในการย่อยอินทรียสารเช่น เซลลูโลส ลิกนิน ไคติน และโปรตีน ที่อยู่ในกองปุ้ยหมักขณะที่อุณหภูมิสูง

6. จุลินทรีย์สาหร่าย สีเขียวแกมน้ำเงิน

แตกต่างจากจุลินทรีย์ชนิดอื่น ตรงที่มีคลอโรฟิลล์ มักเห็นเซลล์เป็นสีเขียว เจริญเติบโตได้ดีในนาข้าว สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้ถึงประมาณ 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ มักอาศัยพึ่งพาอยู่กับแหนแดง ซึ่งเป็นเฟิร์นน้ำขนาดเล็กๆ ทำให้แหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดอย่างดีในนาข้าว

7. จุลินทรีย์โปรโตซัว (Protozoa)

โปรโตซัวเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวขนาดเล็ก ที่จัดได้ว่ามีความสำคัญมากในระบบนิเวศ อาศัยอยู่ในน้ำ ดิน หรือเป็นปรสิตสำหรับชนิดที่เป็นปรสิตบางชนิดอาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของปลวกเพื่อช่วยย่อยเนื้อไม้จุลินทรีย์โปรโตซัวมีความสำคัญมาก เพราะสามารถย่อยสลายอินทรียวัตถุได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันจึงมีเกษตรกรนำเอาจาจปลวกมาหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ เพื่อนำไปย่อยสลายฟางข้าวในนาและทำปุ๋ยหมัก

แม้จุลินทรีย์จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุ เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน และช่วยให้พืชแข็งแรง ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารพิษต่าง ๆ

หากเราเข้าใจและใช้จุลินทรีย์อย่างเหมาะสม ดินก็จะอุดม พืชก็เติบโตดี ผลผลิตปลอดภัย ทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภคก็ได้ประโยชน์ไปพร้อมกัน — นี่แหละคือหัวใจของ “เกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืน”


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ผัดกะเพราทะเล รสจัดจ้านรสชาติเผ็ดร้อน

ผัดกะเพราทะเล รสจัดจ้านรสชาติเผ็ดร้อน

ผัดกะเพราทะเล

ผัดกะเพราทะเล


     สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเมนูอาหารยอดฮิต ที่มีคนนิยมทานกันมากๆ มาฝากค่ะ เป็นเมนูอาหารที่ทุกท่านเห็นแล้วอยากทานขึ้นมาทันทีเลยทีเดียว นั่นคือเมนูผัดกะเพรานั่นเองค่ะ ผัดกะเพราถือเป็นเมนูอาหารที่ หารับประทานได้ง่าย และมีขายทั่วไปตามร้านอาหาร ผัดกะเพราสามารถใส่เนื้อสัตว์ได้หลากหลายชนิด เป็นเมนูที่มีความเผ็ดร้อน จัดจ้านและมีความอร่อยลงตัว ซึ่งวันนี้ทางเราได้เลือกทำผัดกะเพราทะเล รสจัดจ้าน กะเพราทะเล รสจัดจ้านที่ใส่ทั้งกุ้งและปลาหมึก รสชาติจัดจ้านถึงเครื่อง มาให้ทุกท่านได้ลองทำทานกันค่ะ
เรามาลงมือทำและเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำ ผัดกะเพราทะเลกันเลยนะค่ะ

วัตถุดิบ

  1. กุ้งขาว  3  ขีด
  2. ปลาหมึกกล้วย  4  ตัว
  3. พริกขี้หนู  15  เม็ด
  4. พริกขี้หนูแห้ง  5  เม็ด
  5. กระเทียม  1  หัวใหญ่
  6. ใบกะเพรา  1 กำ
  7. เกลือ สำหรับล้างกุ้งและปลาหมึก
  8. น้ำส้มสายชู สำหรับแช่กุ้งและปลาหมึก

เครื่องปรุงรส

  1. น้ำปลา 2  ช้อนโต๊ะ
  2. น้ำมันหอย 3  ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำมัน สำหรับผัด 3  ช้อนโต๊ะ
  4. ผงชูรส 1 ช้อนชา
  5. ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนและวิธีการทำ

  1. ตัดหนวดกุ้ง แล้วล้างกุ้งด้วยเกลือเพื่อลดกลิ่นคาว เสร็จแล้วล้างด้วยน้ำเปล่าให้สะอาดแล้วแช่กุ้งด้วยน้ำเปล่าผสมน้ำส้มสายชู ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วล้างด้วยเปล่าให้สะอาดอีกครั้ง เสร็จแล้วพักไว้ก่อน
  2. ล้างปลาหมึกด้วยเกลือ คลุกปลาหมึกกับเกลือประมาณ 2 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จากนั้นให้นำปลาหมึก ไปแช่น้ำที่ผสมน้ำสายชู ไว้ประมาณ 3 นาที แล้วล้างด้วยน้ำเปล่าให้สะอาดอีกครั้ง จากนั้นหั่นปลาหมึก เป็นแว่นๆตามขนาดที่ต้องการ เสร็จแล้วพักไว้
  3. ต้มน้ำประมาณ 2 ถ้วยน้ำจิ้ม ให้เดือด เมื่อเดือดแล้วให้นำน้ำร้อนมาราดที่ปลาหมึกให้ทั่ว ขั้นตอนนี้เป็นการลดน้ำในตัวของปลาหมึกออก เมื่อนำไปผัดปลาหมึกจะคายน้ำออกมาไม่มากนั่นเอง
  4. เด็ดใบกะเพรา แล้วล้างน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วพักไว้ก่อน
  5. โขลกพริกขี้หนู พริกขี้หนูแห้ง กับกระเทียมพอหยาบๆ เสร็จแล้วพักไว้
  6. ตั้งกระทะ เปิดไฟกลางๆ ใส่น้ำมันลงไป แล้วตามด้วย พริกที่โขลงไว้ ผัดให้พริกแกงหอมแล้วจังใส่กุ้งลงไปผัด ให้สุกปานกลาง คือเปลือกของกุ้งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม จากนั้นให้ใส่ปลาหมึกที่ผ่านการลวกแล้วลงไปผัดให้เข้ากัน จากนั้นปรุงรส ด้วยน้ำปลา น้ำมันหอย ซอสปรุงรส ผงชูรส ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง ชิมรสชาติตามที่ต้องการ เมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้ว ให้ใส่ใบกะเพราลงไปผัดอีกครั้ง เป็นอันเสร็จ ปิดไฟ ตักใส่จานพร้อมรับประทาน

ข้อมูลอ้างอิง : sarakaset.com
เรียบเรียงโดย : นงนุช


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว ดีไซน์สวยทันสมัย โดดเด่นสวยงาม

บ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว ดีไซน์สวยทันสมัย โดดเด่นสวยงาม

บ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว


บ้านสไตล์โมเดิร์น (Modern Style) เป็นรูปแบบของบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เน้นการออกแบบที่เรียบง่าย เน้นประโยชน์ใช้สอย เน้นรูปทรงเรขาคณิต เน้นการใช้แสงธรรมชาติ และเน้นความทันสมัย มีลักษณะเด่น รูปทรงเรขาคณิต เช่น สี่เหลี่ยม สี่เหลี่ยมจัตุรัส วงกลม สามเหลี่ยม และเน้นความเรียบง่าย เน้นประโยชน์ใช้สอย เน้นความทันสมัย

สวัสดีครับ วันนี้เรามี บ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว ดีไซน์สวยทันสมัย โดดเด่นสวยงาม  มาฝากกันอีกเช่นเคย สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น แบบบ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว ที่มีขนาด 3 ห้องนอน, 1 ห้องน้ำ, 1 โถง, 1 ระเบียงใหญ่ สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลาง  ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์  จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ : ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์ 

บ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว

หลังนี้เป็นบ้านหลังคาทรงแหงน ตัวบ้านใช้โทนสีขาวเทาเข้ม แต่งด้วยไม้เทียมสีน้ำตาลสวยงาม เลือกใช้ประตูหน้าต่างบานกระจกสี่เหลี่ยมทรงสูง ช่วยเสริมความทันสมัยและทำให้ห้องภายในตัวบ้านดูโปร่งโล่ง

บ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว

ผนังด้านข้างใช้สีทูโทนเทาอ่อน โทนเดียวกับผนังด้านหน้าตัวบ้าน  ใช้หน้าต่างบานกระจกดูทันสมัย

บ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว

ตัวบ้านยกพื้นสูง ทาสีขอบพื้นผนังด้านล่างด้วยโทนสีเทา ทำบันไดทางขึ้นด้านหน้า ตรงกลางเป็นส่วนของเฉลียงรับลมด้านนอก ทำกันสาดด้านบนเชื่อมต่อกับตัวบ้าน

ห้องโถงด้านในใช้โทนสีขาวสว่าง ฝ้าเพดานใช้ ไฟซ่อนฝ้า และติดไฟดาวน์ไลท์เพื่อส่องสว่าง และกระจกบานใหญ่ของตัวบ้าน

ภายในห้องนอนใช้โทนสีขาวบรรยากาศสงบน่าพักผ่อน ได้รับแสงจากประตูกระจกด้านหน้าและหน้าต่างของห้อง

บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก | ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์


หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ



บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์นอดิก หรูหราทันสมัย ผสมกลิ่นอายสไตล์ยุโรป

บ้านสไตล์นอดิก หรูหราทันสมัย ผสมกลิ่นอายสไตล์ยุโรป

บ้านสไตล์นอดิก

บ้านสไตล์นอร์ดิก เป็นแบบบ้านที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เป็นบ้านที่ได้รับแรงบรรดาลใจมาจาก บ้านสไตล์ยุโรปตอนเหนือ เป็นบ้านที่มีเอกลักษณ์ในเรื่องของความอบอุ่น เรียบง่าย พร้อมความโปร่งโล่ง เป็นบ้านที่สามารถตอบโจทย์ของใครหลายคนได้เป็นอย่างดี

วันนี้เรามี บ้านสไตล์นอดิก ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 โถง 1 ห้องครัว 2 ที่จอดรถ สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลางและขนาดใหญ่ พื้นที่ใช้สอย 110-120 ตร.ม. ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก U-Sabai HOME โครงการบ้านเดี่ยว พิษณุโลก จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ | U-Sabai HOME โครงการบ้านเดี่ยว พิษณุโลก

บ้านสไตล์นอดิก

บ้านสไตล์นอดิก

ห้องครัวมีเคาน์เตอร์ครัวอยู่ที่มุมทางขวามือด้านในห้อง และจัดวางรูปตัวแอล  ห้องครัวใช้ผนังโทนสีขาว ฝ้าแบบเรียบด้านบนใช้โทนสีขาวแบบเดียวกัน มีหน้าต่างช่วยรับแสงและระบายอากาศในห้อง

ห้องน้ำ กรุด้วยกระเบื้องทั้งห้องโดยใช้กระเบื้องสีเทาเป็นหลัก ก่อผนังกั้นส่วนอาบน้ำไว้ด้านในแบบเดียวกับอีกห้อง พร้อมทำพื้นต่างระดับช่วยระบายน้ำแบบเดียวกัน

จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ

ขอบคุณรูปภาพเเละข้อมูล : U-Sabai HOME โครงการบ้านเดี่ยว พิษณุโลก

สนใจสอบถามเพิ่มเติม
โทร. 095-6301999/086-0432827
Line Id:0956301999


หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปลูกอ้อยคั้นน้ำ ขายแบบครบวงจร รายได้ไม่ธรรมดา

ปลูกอ้อยคั้นน้ำ ขายแบบครบวงจร รายได้ไม่ธรรมดา

ปลูกอ้อยคั้นน้ำ

ปลูกอ้อยคั้นน้ำ เป็นพืชที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรเป็นอย่างมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำอ้อยพร้อมดื่มมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีการปลูกทั่วทุกภาคของประเทศ และน้ำอ้อยพาสเจอไรส์เพื่อจำหน่ายต่างประเทศ การผลิตอ้อยคั้นน้ำต้องอาศัยการจัดการด้านพันธุ์ การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยวและการขนส่ง เพื่อให้ได้อ้อยคั้นน้ำ พร้อมดื่มที่มีคุณภาพ

ปัจจัยที่ใช้ในการปลูกอ้อยพันธุ์เพื่อคั้นน้ำ

เรื่องของสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกควรเป็นที่ดอนน้ำไม่ท่วมขัง และ การเดินทางสะดวก ห่างไกลจากแหล่งมลพิษ ควรเป็นดินร่วน หรือ ดินร่วนเหนียว ร่วนปนทรายหรือดินเหนียว มีความอุดมสมบูรณ์ของดินปานกลางขึ้นไป ระดับหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ระหว่าง 5.5-7.0 สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต 30-35 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี และมีแหล่งน้ำเพียงพอ

การเลือกพันธุ์อ้อย

เลือกใช้อ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 จะมีลักษณะเป็นสีเขียวเข้ม ลำขนาดใหญ่ สีเขียวอมเหลือง ปล้องยาวให้ผลผลิต 5-6 ลำ ไว้ตอได้ 3-4 ครั้ง ต้านทานต่อโรคลำต้นเน่าแดง อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกอ้อยได้ประมาณ 1,000 กอ ใช้ระยะปลูก 1.5-1 เมตร หลังปลูกได้ 8 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ โดยอ้อยแต่ละกอจะให้ผลผลิตประมาณ 4-6 ลำ เฉลี่ยพื้นที่ 1 ไร่จะอยู่ที่ประมาณ 5,000 ลำ อ้อยคั้นน้ำขายที่ลำละประมาณ 10 -15  บาท ทำให้มีรายได้สูงถึงไร่ละ 5,000 บาท แต่ถ้านำมาคั้นน้ำบรรจุขวด อ้อยสด 1 ลำจะคั้นน้ำได้ 3-4 ขวด (ขวดขนาด 350 ซีซี ) ขายราคาขวดละ 10-15 บาท ก็จะช่วยเพิ่มรายได้ถึง 150,000-200,000 บาท เลยทีเดียว นับอ้อยคั้นน้ำเป็นอีกพืชทางเลือกที่จะส่งผลตอบแทนให้เกษตรกรได้ดีเลยที่เดียว

การปลูกอ้อยคั้นน้ำ

ปลูกอ้อยคั้นน้ำ

การเตรียมดิน

  • ในสภาพที่ลุ่ม ต้องขุดเป็นร่องหรือยกร่อง โดยมีสันร่องกว้าง 5-6 เมตร ความยาวร่องตามขนาดพื้นที่ และมีคูน้ำรอบแปลงลึกประมาณ เมตร ในสภาพที่ดอนเป็นการปลูก ในพื้นที่ราบ จึงควรมีการปรับระดับพื้นที่ให้มีความลาดเอียงประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์
  • ถ้าดินมีอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์ ก่อนเตรียมดิน ควรหว่านปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้วอัตรา 1,000-2,000 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนกลบ
  • ไถด้วยผาลสาม 1 ครั้ง ลึก 30-50 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน พรวนด้วยผาล 7  1-2 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหล ของวัชพืชข้ามปี ออกจากแปลง
  • ในสภาพที่ลุ่ม ให้ทำร่องปลูกตามแนวขวางบนสันร่อง ระยะห่างระหว่างร่อง 0.75-1.0 เมตร ในสภาพที่ดอนระยะระหว่างร่อง 1.25 – 1.5 เมตร

ปลูกอ้อยคั้นน้ำ

การเตรียมท่อนพันธุ์

  • ใช้ท่อนพันธุ์อายุ 6-8 เดือน จากแหล่งและแปลงที่ไม่มีโรคลำต้นเน่าแดงระบาด หรือจัดทำ แปลงพันธุ์ไว้ใช้เอง เพื่อลดต้นทุนการผลิตโดยเตรียมแปลงพันธุ์ 1 ไร่ สำหรับแปลงปลูก 10 ไร่
  • ใช้มีดตัดลำอ้อยชิดโคน และตัดยอดอ้อยต่ำกว่าคอใบสุดท้ายที่คลี่แล้วประมาณ 20 เซนติเมตร ลอกกาบใบตัดอ้อยเป็นท่อน จำนวน 3 ตาต่อท่อน แล้วนำไปปลูกทันทีไม่ควรทิ้งไว้เกิน 7 วัน
  • ตรวจแปลงพันธุ์อย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบการระบาดของโรค ลำต้นเน่าแดง ต้องขุดกออ้อยออกเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที

วิธีการปลูก

ปลูกเป็นแถวเดี่ยวทั้งในแปลงพันธุ์และแปลงปลูกให้เราวางท่อนพันธุ์ในร่อง ให้มีระยะระหว่างท่อน 50 เซนติเมตร แล้วไถกลบดินให้สม่ำเสมอ สำหรับพันธุ์สุพรรณบุรี50 กลบหนา 3-5 เซนติเมตร สำหรับพันธุ์สิงคโปร์ กลบหนา 1-2 เซนติเมตร

การดูแลรักษา และใส่ปุ๋ย

ให้ปุ๋ยเคมีหลังปลูก หรือหลังแต่งตออ้อย 2 ครั้ง

  • ดินร่วน ดินร่วนเหนียว หรือดินเหนียว ให้ปุ๋ยสูตร16-8-8 ครั้งแรกเมื่ออายุ 1 เดือน อัตรา 35 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งที่สองเมื่ออายุ 3 เดือน อัตรา 40 กิโลกรัมต่อไร่
  • ดินร่วนปนทราย ให้ปุยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ครั้งแรกพร้อมปลูก อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งที่สองเมื่ออายุ 3 เดือน อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่
  • ในอ้อยปลูก ให้ปุ๋ยแบบโรยเป็นแถวข้างกออ้อยแล้วพรวนกลบ ในอ้อยตอ ให้ฝังกลบปุ๋ยห่างจากกออ้อย 10-15 เซนติเมตร

การให้น้ำ

  • ให้น้ำทันทีหลังปลูก เพื่อให้อ้อยงอกสม่ำเสมอหลังจากนั้นให้น้ำทุก 2-3 สัปดาห์

ในสภาพที่ลุ่ม ให้น้ำโดยการตักน้ำสาดหรือใช้เครื่องสูบน้ำวางลงในเรือขนาดเล็ก สูบน้ำจากร่อง
ในสภาพที่ดอน ให้น้ำประมาณครึ่งร่อง โดยไม่ต้องระบายน้ำออก

  • งดให้น้ำ 2 สัปดาห์ ก่อนเก็บเกี่ยว ถ้าในช่วงเก็บเกี่ยวมีฝนตกหนัก ต้องระบายน้ำออกจากร่องทันทีให้เหลือไม่เกินครึ่งร่อง

ศัตรูของอ้อยคั้นน้ำและการป้องกันกำจัด

โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

  • โรคลำต้นเน่าแดง
    สาเหตุ เชื้อรา
    ลักษณะอาการ ยอดเหลืองลำต้นมีรอยแผลสีน้ำตาลแดง ผิวปล้องเหี่ยว เนื้อในลำเน่าสีแดง ทำให้อ้อยตายทั้งกอ สปอร์ปลิวไปตามแรงลมและน้ำ ระบาดรุนแรงในเขตปลูกอ้อน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุราษฎร์ธานีและพัทลุง ทำให้อ้อยสูญเสียผลผลิต 50-100 เปอร์เซ็นต์ ช่วงเวลาระบาด ระบาดรุนแรงในฤดูฝน
    การป้องกันกำจัด
             ปลูกพันธุ์ทนทานต่อโรค คือ สุพรรณบุรี 50 ไม่ใช้ต้นพันธุ์จากแหล่งและแปลงที่มีโรคระบาด
  • แมลงศัตรูที่สําคัญและป้องกันกําจัด
             ปัญหาจากแมลงศัตรูอ้อยคั้นน้ํามีน้อยมาก พบการทําลายของหนอนกอลายจุดเล็กในบางพื้นที่ แต่ความเสียหายไม่รุนแรง จึงไม่จําเป็นต้องใช้สารป้องกันกําจัด

การเก็บเกี่ยว

ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม

  • เก็บเกี่ยวอ้อยที่อายุ ประมาณ 8 เดือน
  • น้ําอ้อยมีความหวาน 13-17 องศาบริกซ์ ลําอ้อยมีความยาวไม่น้อยกว่า 2 เมตร
  • ควรเก็บเกี่ยวในช่วงเช้าหรือเย็น ขณะที่อากาศไม่ร้อนจัด

วิธีการเก็บเกี่ยว

  • ตัดเฉพาะอ้อยที่มีอายุ 8 เดือน สังเกตได้คือ พันธุ์สุพรรณบุรี 50 จะมีลําสีเขียวอมเหลือง สําหรับพันธุ์สิงคโปร์จะมีลําสีเหลืองเข้ม
  • ใช้มีดถากใบและกาบใบออกทั้งสองด้าน อย่าให้เปลือกหรือลําเสียหาย ตัดลําอ้อยชิดดินแล้วตัดยอดอ้อยต่ํากว่าจุดคอใบประมาณ 25 เซนติเมตร วางบนแคร่หรือพื้นที่สะอาด ห้ามวางบนพื้นดิน
  • ใช้ยอดอ้อยหรือเชือกฟางมัดโคนและปลายลําอ้อย มัดละ 10 ลํา แล้วใส่รถบรทุกส่งให้ลูกค้าทันที หรือนําไปไว้ในที่ร่มเพื่อเตรียมจัดส่ง

ขั้นตอนการทำน้ำอ้อยคั้น เพื่อจำหน่อย

ปัจจัยที่จำเป็นต้องใช้ทำอ้อยคั้นน้ำ แบ่งออกได้เป็นดังนี้

  • ท่อนอ้อย ความยาวประมาณ 75-90 เซนติเมตร
  • เครื่องคั้นน้ำอ้อย ก่อนใช้ล้างลูกหีบด้วยน้ำสะอาดแล้วทิ้งไว้ให้แห้ง
  • ภาชนะบรรจุน้ำอ้อย ภาชนะที่ใช้อาจเป็นขวดแก้ว หรือขวดพลาสติกพร้อมฝาปิด สามารถปิดได้สนิท ซึ่งก่อนบรรจุต้องล้างทำความสะอาดและคว่ำขวดไว้จนกว่าจะแห้ง
  • วัสดุการผลิตอื่นๆ เช่น ผ้าขาวบาง มีด ตระกร้า และภาชนะรับอ้อย ต้องทำความสะอาดก่อนนำมาใช้ทุกครั้ง

ขั้นตอนการทำ

  • นำท่อนอ้อยที่หั่นเป็นท่อนแล้วไปปอกเปลือกออกให้ทั่วทั้งลำ แล้วนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  • นำท่อนอ้อยที่ล้างสะอาดแล้ว เข้าเครื่องคั้นน้ำอ้อย ลูกหีบจะดึงท่อนอ้อยเข้าไปเองช้าๆ จนตลอดท่อนอ้อยเพื่อแยกชานอ้อยกับน้ำอ้อยออกจากกัน
  • นำน้ำอ้อยที่ได้กรองด้วยผ้าขาวบางที่สะอาดหนา 4 ชั้น (เพื่อความสะดวกในการทำงานและความสะอาดของน้ำอ้อย ควรต่อท่อจากภาชนะรองรับน้ำอ้อยของเครื่องคั้นน้ำอ้อยจนถึงภาชนะใส่น้ำอ้อย โดยผ่านผ้าขาวบางที่ปิดคลุมภาชนะใส่น้ำอ้อยไว้)
    ผลผลิต น้ำอ้อยพร้อมดื่มที่บรรจุขวดสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นหรือแช่ไว้ในถังน้ำแข็งที่มีอุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียส จะเก็บไว้ได้นานถึง 4 วัน หากจะเก็บนานกว่านั้น ควรเก็บในลักษณะแช่แข็ง

แหล่งข้อมูล : กรมส่งเสริมการเกษตร


บทความอื่นที่น่าสนใจ

(คลิป) สุดยอดไอเดีย เลี้ยงกบในนาข้าว เลี้ยงง่ายโตไว

(คลิป) สุดยอดไอเดีย เลี้ยงกบในนาข้าว พื้นที่ 2 งานสร้างวิมานบนดินฟินกับธรรมชาติ


การเลี้ยงกบในนาข้าว ฟังๆ แล้ว เหมือนจะธรรมดาเกินไปใช่ไหม? แต่ผลการ ตอบแทนแล้ววิธีการเลี้ยงแบบที่ว่านี้นับว่าไม่ ธรรมดาและอือฮื้อไม่ธรรมดาเสียแล้วพี่น้อง ดังนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่าว่า วิธีการ เลี้ยงกบในนาข้าว นี้มันมีความสำคัญและได้ ประโยชน์อย่างไร?

ประโยชน์ของการ เลี้ยงกบในนาข้าว

ในกลุ่มของเกษตรกรแทบทุกภาคของ ของประเทศไทยในปัจจุบันการเลี้ยงกบในเชิง ธุรกิจทางการค้า ได้เกิดแพร่หลายมากขึ้น เพราะกบเป็นสัตว์ที่เลี้ยง่าย โตเร็ว ต้นทุนต่ำความต้องการจากท้องตลาดมีสูงทั้งในและต่างประเทศ โดยเกษตรกรสามารถยึดเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมได้เป็นอย่างดี

เลี้ยงกบในนาข้าว

การเลี้ยงกบในบ้านเรามีอยู่ด้วยกันหลายวิธีทังนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและ ความต้องการของผู้เลี้ยงว่าลงเอยอย่างไร เช่นการเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงกบใน บ่อดิน การเลี้ยงกบในคอก การเลี้ยงกบใน กะลา เป็นต้น ส่วนการเลี้ยงกบที่จะขอนำ เสนอทั้งหมดนั้นจะได้จากประสบการณ์การ ที่เลี้ยงเอง และศึกษามาจากผู้เลี้ยงกบที่มี ประสบการณ์และประสบกับความสำเร็จมา แล้วในบางส่วน วิธีนี้ก็คือ การเลี้ยงกบในนา ข้าวปกติเรานี้แหละ ซึ่งส่วนมากและส่วนใหญ่ แล้ว เรามักจะได้ยินได้ฟังแต่การเลี้ยงปลาใน นาข้าวใช้ไหม ? การเลี้ยงกบนา ก็จะคล้ายๆ หรือเหมือนๆ กับการเลี้ยงปลาในนาเรานั้นแหละ การเลี้ยงด้วยวิธีนี้จะได้มากกว่าที่คิด คือ จะได้ทังข้าวได้ทังปลา และสิงที่จะได้ตามหลังมาอีกนั้นก็คือกบ อาหารที่เหลือจากการ รวบรวมขี้กบ ก็จะกลายเป็นอาหารของปลา ไม่ต้องมีการบำรุงปุ๋ยกับต้นข้าวเลย

วิธีการเลี้ยง

จากประสบการณ์ที่เคยผ่านการเลี้ยง กบเป็นสัตว์ที่ชอบมีความเป็นอยู่ที่มี ลักษณะเหมือนธรรมชาติมากๆ เพราะฉะนั้น
ถ้าเราจะนำกบมาเลี้ยงให้มันมีชีวิตใกล้เคียง กับธรรมชาติให้มากที่สุดแล้ว หนทางแห่งความสำเร็จนั้นก็มีอยู่แค่เอื้อมเท่านั้น และอีก อย่างการเลี้ยงกบในนาข้าวเราสามารถเลี้ยง ได้ทีละมากๆ ได้ กบที่ปล่อยลงเลี้ยงในนาข้าว ได้ต้องรอให้กบมีอายุโดยประมาณ 2 เดือนก่อน เพราะกบอายุในวัยนี้มีสภาพที่แข็งแรง สามารถกินอาหารจากธรรมชาติได้ และปรับ สภาพเข้ากับสิ่งแวดล้อมในนาข้าวได้ดี ส่วน ต้นข้าวที่พร้อมจะปล่อยกบ ต้องมีอายุ 2-3 เดือน เช่น กัน เพราะต้นขนาดนี้โตพอที่จะ เป็นที่หลบซ่อนกำบังตัวของกบ และเป็นที่อยู่ อาศัย จำพวกของแมลงต่างๆ ที่จะมาเป็น อาหารตามธรรมชาติของกบได้เป็นอย่างดี

ส่วนความพร้อมทางด้านอื่นๆ ก็ต้องมี การจัดการให้เรียบร้อยเหมือนกัน ตามบริเวณ รอบๆ คันนา ต้องกั้นด้วยอวนเขียวให้มีความ สูงจากคันนาประมาณ 1.20 เมตร และรอบๆ คันนา ต้องขุดคูกว้างประมาณ 2 เมตร และ ขุดให้กว้างเป็นพิเศษไว้มุมใดมุมหนึ่งของคันนา เพื่อเป็นการสะดวก เวลาปล่อยน้ำกับการจับกบ เมื่อทุกอย่างพร้อมเราก็สามารถ ปล่อยกบลงในนาเลี้ยงได้เลยโดยไม่ต้องมีการ ลังเลใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 2 เดือน ก็สามารถ จับกบไปจำหน่าย ที่เหลือก็นำมาทำเป็นอาหารดีนักแล

การให้อาหาร

การให้อาหารเม็ดหรือปลาสับ ก็จัดการ วางไว้บริเวณรอบๆ ของคันนากบก็จะขึ้นมา กินอาหารของมันเองโดยไม่ต้องมีการบังคับ ปริมาณของอาหารที่ให้ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณ ของกบที่เราเลี้ยงเป็นตัวกำหนดด้วย โดยการ สังเกตจากการให้อาหารของเรา ถ้ากบกิน อาหารหมดอย่างเอร็ดอร่อย ก็ควรเพิ่มอาหาร ให้อีกตามความพอเหมาะพอควร ซึ่งในระยะ นี้กบจะเติบโตเร็วมาก เพราะนอกจากกบจะ ได้อาหารจากที่เราให้แล้วนั้นกบยังพลอยได้ อานิสงส์จากธรรมชาติอีกทางหนึ่งด้วยเรียก ได้ว่ากบรับได้รับโชค 2 ชั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
และการเลี้ยงกบแบบวิธีดังนี้ นับได้ว่าเป็นวิธี ที่ไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องของโรคได้อีกด้วย

ภาพประกอบจาก: Facebook หัวไร่ปลายนา ณ อุบล
ที่มา | เกษตรอิสาน ยุคใหม่


บทความอื่นที่น่าสนใจ

 

(คลิป) ไร่นาสวนผสม ระบบการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

(คลิป) ไร่นาสวนผสม ระบบการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน


ไร่นาสวนผสม (Integrated Farming) คือ การนำเอาศาสตร์และศิลป์ของการทำนาข้าว การปลูกพืชสวน และการทำปศุสัตว์มาผสมผสานกัน เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ทางระบบนิเวศและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร โดยอาศัยหลักการที่ว่าพืช สัตว์ และดิน ต่างมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน พืชช่วยสร้างอาหารให้กับสัตว์ สัตว์ช่วยปรับปรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ และดินก็ช่วยหล่อเลี้ยงพืชและสัตว์ให้เจริญเติบโตได้

ไร่นาสวนผสมเป็นระบบการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ซึ่งสามารถช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาการพังทลายของดิน ปัญหาน้ำเน่าเสีย ปัญหามลพิษทางอากาศ และปัญหาการขาดแคลนอาหารได้ นอกจากนี้ ไร่นาสวนผสมยังเป็นระบบการทำเกษตรกรรมที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง

ประโยชน์ของการทำไร่นาสวนผสม

  • ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม
  • เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร
  • สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน
  • เพิ่มความมั่นคงทางอาหาร
  • ส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกร
  • อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

รูปแบบของไร่นาสวนผสม

ไร่นาสวนผสมสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ สภาพดิน และความต้องการของเกษตรกร รูปแบบของไร่นาสวนผสมที่พบทั่วไปในประเทศไทย ได้แก่

  • ไร่นาสวนผสมแบบข้าว-พืชไร่
  • ไร่นาสวนผสมแบบข้าว-พืชสวน
  • ไร่นาสวนผสมแบบข้าว-ปศุสัตว์
  • ไร่นาสวนผสมแบบนาข้าว-สวนผลไม้
  • ไร่นาสวนผสมแบบนาข้าว-บ่อปลา

ขั้นตอนการทำไร่นาสวนผสม

ขั้นตอนการทำไร่นาสวนผสมสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่

  1. การเตรียมดิน
  2. การปลูกพืช
  3. การเลี้ยงสัตว์
  4. การจัดการศัตรูพืชและโรคพืช
  5. การเก็บเกี่ยวผลผลิต

ไร่นาสวนผสมเป็นระบบการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ซึ่งสามารถช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน และส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกร

ที่มา : Youtrube ชาวสวน ยุคใหม่ 


บทความอื่นที่น่าสนใจ

หลุมพอเพียง ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก หลุมเดียวจบ

หลุมพอเพียง ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก หลุมเดียวจบ

หลุมพอเพียง

หลุมพอเพียง


การทำ หลุมพอเพียง เริ่มต้นจากปลูกไม้พี่เลี้ยง เช่น กล้วยเป็นไม้ให้ร่มเงาบริเวณกลางหลุม ช่วยเก็บความชื้นและคายน้ำยามแล้ง ให้ปลูกตรงกลางค่อนไปทางตะวันตกเล็กน้อย เพราะจะช่วยบังแสงยามบ่ายที่ร้อนจัด ภายใน 1 ปีกล้วยออกเครือให้ตัดต้นแม่ออก เก็บหน่อที่แข็งแรงที่สุดไว้ หน่ออื่นแยกไปปลูกที่อื่น

หลุมพอเพียงคือการปลูกพืชในหลุม ที่เตรียมดินโดยใช้ เศษวัสดุเช่น ฟางข้าว เศษใบไม้ ปุ๋ยคอก ใส่ลงไปแล้วกลบด้วยดินเป็นชั้นๆ ปลูกหญ้าแฝกรอบหลุม ปลูกกล้วยตรงกลางเพื่อเป็นพี่เลี้ยงและปลูกพืชแบบหลากหลายชนิด หลายประเภท ในหลุมเดียวกัน เพื่อลดภาระการรดน้ำ การให้ปุย และใช้หลักการเกื้อกูลกัน ของพืชแต่ละชนิดในการป้องกันการทำลายของแมลงศัตรูพืช ซึ่งหลุมพอเพียง มีขนาด กว้างประมาณ 80-100 เซนติเมตร

ปลูกอะไรในหลุมพอเพียง ?

  • พืชพี่เลี้ยง เป็นพืชที่ให้ร่มเงา เก็บความชื้น เช่น กล้วยน้ำว้ากล้วยหอม ควรปลูกทางทิศตะวันตก เพราะช่วยบังแสงช่วงบ่ายที่อากาศร้อนจัด
  • พืชฉลาด เป็นพืชข้ามปี เก็บผลผลิตได้นานพอสมควร เช่นชะอม ผักหวาน มะละกอ ผักติ้ว ผักเม็ก เริ่มเก็บกินได้ตั้งแต่ 1เดือน
  • พืชปัญญาอ่อน หรือ พืชรายวัน เป็นกลุ่มพืชส้มลุก ปลูกง่ายตายเร็ว ต้องคอยปลูกใหม่ ดูแลรดน้ำทุกวัน เก็บผลผลิตได้เร็วและได้ทุกวัน เช่น พริก มะเขือ กะเพรา โหระพา ตะไคร้ ข่า ฟักทอง แตงกวา ผักบุ้งจีน ฯลฯ เริ่มเก็บกินได้ตั้งแต่ 15 วัน
  • พืชบำนาญ เป็นพืชยืนต้น เก็บกิน เก็บขายได้ระยะยาว เช่นขนุน มะม่วง มะนาว กระท้อน เงาะ ทุเรียน มังคุด ยางพารา เป็นต้น ในหลุมหนึ่งควรเลือกปลูกแค่ประเภทเดียว
  • พืชมรดก เป็นกลุ่มไม้ใช้สอยที่อายุยืน เก็บไว้เป็นมรดกได้ เช่น ประดู่ สักทอง ยางนา สะเดา พะยง ชิงชัน ไม้พวกนี้เป็นไม้ใหญ่ ปลูกฝั่งตรงข้ามกับต้นกล้วย

หลุมพอเพียง ถือเป็นวิธีการบริหารจัดการสิ่งที่อยู่ในหลุม เริ่มจากเตรียมพื้นที่ตามขนาดที่กำหนด แล้วก็ปลูกหญ้าแฝกเป็นรูปวงกลมหรือเป็นล็อกสี่เหลี่ยม จากนั้นปลูกไม้ในหลุมนี้ ลงได้ถึง 4-5 ประเภทในหลุมเดียว โดยระยะห่างระหว่างหลุม 4×4 เมตร ถ้ามีพื้นที่ 1 ไร่ จะได้ 100 หลุม หรือถ้าไม่มีที่เป็นผืนก็สร้างหลุมไว้ตามหัวไร่ปลายนา มุมบ้าน หลังครัว ขอบบ่อน้ำ ริมทางเดิน ได้หมด ไม่ต้องมีพื้นที่เยอะก็ปลูกได้หลุมพอเพียงจะช่วย ลดภาระการรดน้ำ ปลูกซ้ำ และเกื้อต่อการกำจัดศัตรูพืช เพราะให้พืชในหลุ่มเกื้อกูลกันเอง

ข้อแนะนำ ควรปลูกหญ้าแฝกล้อมหลุมพอเพียงไว้ด้วยเพราะรากหญ้าแฝกจะเป็นร่างแหในแนวดิ่งช่วยยึดดินให้คงรูปเปรียบเสมือนกระถางธรรมชาติ เพราะปมรากแฝกจะช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดิน ช่วยดูดซับน้ำในดินไว้ แทนที่จะซึมหายลงใต้ดินอย่างรวดเร็ว

การปลูกพืชบางอย่างที่มีกลิ่นเฉพาะ ช่วยไล่แมลงศัตรูพืชได้

หลุมพอเพียง สามารถกำจัดศัตรูพืชต่าง ๆ ได้ด้วยตัวมันเองโดยเกษตรกรไม่ต้องหาสารเคมีมาไล่ให้ยุ่งยาก พืชสามารถไล่แมลงศัตรูพืชได้ เช่น กระเทียม กะเพรา ผักชีพวกนี้แมลงจะกลัวเมื่อปลุกในหลุมพอเพียงเดียวกัน จะช่วยไล่แมลงได้ดีทีเดียว

ข้อดีของการปลูกพืชแบบหลุมพอเพียง

ถือเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่ทำให้พืชหลักที่ต้องการปลูก เช่น ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ป่ายืนต้น เจริญเติบโตและมีโอกาสรอดสูง เพราะผู้ปลูกจะคอยห่วงใยหมั่นดูแล ทำให้พืชหลัก ดังกล่าวเจริญเติมโตดีกว่าปกติอีกด้วยและหากพืชชนิดใดชนิดหนึ่งจะเบียดเบียนพืชอื่นมากเกินไปก็คอยควบให้เหมาะสมตัดแต่งทรงพุ่มจัดพืชหรือเถาเลี้อยให้เหมาะสมตัดแต่งทรงพุ่มจัดพืชหรือเถาเลี้อยให้เหมาะสม สำหรับพืชพี่เลี้ยงก็ไม่ต้องใส่ใจมาก โดยในหนึ่งหลุมปลูกกล้วยเพียง 1-2 ต้น เท่านั้น คือ ต้นที่กำลังให้เครือ อีกหนึ่งต้นสำรองไว้สำหรับเครือต่อไปนอกนั้นให้ขุดหน่อไปขายหรือไปปลูกที่อื่น

ที่มา : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  www.moac.go.th


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เป็ดเนื้อ เลี้ยงง่ายโตไว ด้วยสูตรอาหารลดต้นทุน

เป็ดเนื้อ เลี้ยงง่ายโตไว ด้วยสูตรอาหารลดต้นทุน

เป็ดเนื้อ

เป็ดเนื้อ นั้นนับเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญอีกชนิดหนึ่ง เพราะตลาดยังมีความต้องการอยู่อย่างต่อเนื่อง และก็มีแนวโน้มความต้องการที่สูงขึ้นเรื่องๆ เนื่องจากมีผู้นิยมบริโภคเนื้อเป็ดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้มีการเลี้ยงเป็ดเนื้อกันอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งการเลี้ยงเป็ดเนื้อในปัจจุบันนั้น นิยมเลี้ยงกันรายละเป็นจำนวนมากๆ และได้พัฒนาในการเลี้ยงมากขึ้นทั้งในด้านการผสมพันธุ์ พันธุ์เป็ดที่ใช้เลี้ยง อาหาร การจัดการเลี้ยงดู การป้องกันและควบคุมโรค

การเลี้ยงเป็ดเนื้อ นั้นเลี้ยงง่ายและเติบโตเร็ว สามารถใช้อาหารและวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ให้ผลตอบแทนในระยะเวลาสั้น จำหน่ายได้ง่าย สามารถเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมร่วมกับอาชีพอื่นได้

พันธุ์เป็ดที่นิยมเลี้ยง

  • พันธุ์บาร์บารี (Barbary)
    พันธุ์บาร์บารี (Barbary)
    ขนสีขาวตลอดลำตัว และมีขนสีดำอยู่กลางหัว ปากสีชมพู เท้าสีเหลืองอ่อน ใบหน้าสีชมพูมีผิวขรุขระ นูนเด่น ไม่มีขน แรกเกิดมีขนสีขาวอมเหลือง มีจุดดำอยู่กลางหัว ปากสีชมพู แข้งสีเหลือง เริ่มไข่เมื่ออายุ 28 สัปดาห์ โตเต็มที่ตัวผู้หนัก 5-6 กิโลกรัม ตัวเมีย หนัก 2.5-3.5 กิโลกรัม ผลผลิตไข่ปีละ 150-158 ฟอง/แม่ ฟักไข่เองได้ดี
  • พันธุ์กบินทร์บุรี (Kabinburi)
    พันธุ์กบินทร์บุรี (Kabinburi)
    ขนสีขาวตลอดลำตัว และมีขนสีดำอยู่กลางหัว ปากสีชมพู เท้าสีเหลืองอ่อน ใบหน้ามีสีชมพูผิวขรุขระนูนเด่นไม่มีขน เริ่มไข่เมื่ออายุ 6 – 7 เดือน ผลผลิตไข่ปีละ 160 – 180 ฟอง/แม่โตเต็มที่เพศผู้หนัก 4.5 – 5.1 กิโลกรัม เพศเมียหนัก 2.8 – 3.2 กิโลกรัม สามารถเลี้ยงขุนโดยใช้เวลา 10 – 12 สัปดาห์
  • พันธุ์ท่าพระ (Tha pra)

    ขนเป็นสีดำมีขนสีขาวแซมที่ปีกและหน้าอก หน้าเป็นปุ่ม หนังนสีแดง ปากสีดำแชมชมพู แข้งสีดำ ตาสีดำ เริ่มไข่เมื่ออายุ 210 วัน ผลผลิตไข่ ปีละ 98 ฟอง/แม่ น้ำหนักเพศผู้เมื่ออายุ 12 สัปดาห์ 3,184 กรัม เพศเมีย 1,915 กรัม โตเต็มที่เพศผู้หนัก 9.1 – 4.5 กิโลกรัม เพศเมียหนัก 2.5 – 3.2 กิโลกรัม

สำหรับรูปแบบการเลี้ยงเป็ดนั้นสามารถบ่งออกได้ 2 แบบใหญ่ๆ คือ

  • การเลี้ยงแบบหลังบ้าน  ซึ่งการเลี้ยงแบบนี้นั้นนิยมเลี้ยงตามชนบท เป็นการเลี้ยง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ไข่หรือเนื้อเป็นอาหารภายในครัวเรือน โดยทั่วไปจะปล่อยให้เป็ดหาอาหารจากแหล่งน้ำเป็นหลัก โดยปล่อยให้เป็ดออกไปหากินเองในแหล่งน้ำธรรมชาติ
  • การเลี้ยงแบบเป็นการค้าหรือจำหน่าย เป็นการเลี้ยงเป็ดเป็นจำนวนมากๆ พันธุ์ที่ใช้เลี้ยงจะเป็นพันธุ์ทางการค้าที่เลี้ยงง่ายโตเร็ว ซึ่งมีการเลี้ยง หลายลักษณะคือ
    • การเลี้ยงแบบไล่ทุ่ง  เมื่ออายุครบ1 เดือน ก็จะปล่อยลงไปในทุ่งนาเพื่อเก็บกินเมล็ดข้าวที่เหลือและกินกุ้ง ปู ปลา หอย ในทุ่งนา เพื่อเป็นการประหยัดค่าอาหาร หลังจากนั้นจึงต้อนเป็ดเข้าโรงเรือนเพื่อนำไปขุนต่ออีกประมาณ 1 เดือน เพื่อผลิตเป็นเป็ดเนื้อหรือเพื่อเตรียมเป็นเป็ดไข่ต่อไป
    • การเลี้ยงแบบปล่อยลาน การเลี้ยงแบบนี้นั้นจะต้องมีลานดินและบ่อน้ำอยู่ใกล้กับโรงเรือน เป็ดจะกินอาหารนอกโรงเรือนและลงเล่นน้ำ อาหารที่ใช้เลี้ยงจะเป็นอาหารข้น
    • การเลี้ยงในโรงเรือน จะให้เป็ดอยู่ภายในโรงเรือนตลอด การเลี้ยงแบบนี้ต้องลงทุนมาก แต่จะได้ผลตอบแทนสูง อาหารที่ใช้เลี้ยงจะเป็นอาหารข้น

เป็ดเนื้อ

โรงเรือน

โรงเรือนควรทำจากไม้หรือวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่น หลังคามุงด้วยหญ้าคาหรือแฝก มีพื้นที่ 7 ตัว/ตร.ม. ตั้งอยู่ในทิศตะวันออก และมีรางน้ำ รางอาหารที่เพียงพอกับจำนวนเป็ดที่เลี้ยง พื้นควรเป็น พื้นทรายหรือพื้นซีเมนต์จะทำความสะอาดได้ง่ยและควรปูเปลือกข้าวหรือแกลบเป็นวัสดุรองพื้น

การเลี้ยงดู

การดูแลลูกเป็ด 0-7 วัน ควรมีอุปกรณ์ให้น้ำให้อาหาร แผงกั้นกกและเครื่องกก ควรติดตั้งแผงกั้นกกให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 เมตร ซึ่งสามารถกกได้ 500 ตัว หรือใช้พื้นที่ในการกกประมาณ 40 ตัว/ตร.ม.

ข้อควรระวัง เนื่องจากลูกเป็ดเนื้อมีอัตราเจริญเติบโตเร็วมากและตื่นตกใจง่าย เมื่อตกใจก็จะวิ่งไปสุมรวมกันและอาจจะทับกันตายและ ขาบาดเจ็บจนเดินไม่ได้

การดูแลเป็ดระยะรุ่น-ใหญ่(7 วัน – จับขาย) ภายในโรงเรือนควรจะใช้ตาข่ายกั้นแบ่งเป็นห้องๆโดยเลี้ยงเป็ด 500 ตัว/ห้อง การให้น้ำควรจะย้ายออกไปอยู่ด้านข้างของโรงเรือน ซึ่งจะทำเป็นพื้นสแลท เพื่อให้น้ำที่หกไหลออกไปนอกโรงเรือนหรืออาจวางไว้บริเวณลาน

การป้องกันโรค

โรคที่สำคัญในเป็ดเทศ ได้แก่

  • โรคอหิวาต์ ควรทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์ ปีละ 4 ครั้งโดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือนำยาปฏิชีวนะละลายน้ำให้กิน ติดต่อกัน 2-3 วัน
  • กาฬโรคเป็ด ควรทำการฉีดวัคซีนป้องกันกาฬโรคเป็ด ปีละ 2 ครั้ง โดยฉีดเข้าใต้ผิวหนังหรือกล้ามเนื้อ ดูแลความสะอาดเล้า และอุปกรณ์ต่างๆ เสมอ ก็จะทำให้การป้องกันโรคได้ผลดียิ่งขึ้น
  • การให้แสงสว่าง วันละ 14-16 ชั่วโมง จะช่วยให้เป็ดไข่ดีขึ้นจึงต้องเปิดไฟสว่างขนาด 20 วัตต์ ต่อพื้นที่ 10 ตารางเมตร เพิ่มขึ้นวันละ 24 ชั่วโมง คือ หัวค่ำเปีดไฟถึง 3 ทุ่ม และอีกครั้งหนึ่งเวลาเข้ามืด 5-6 โมงเช้า

สอบถามรายละเอียดได้ที่
กองงานพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ กรมปศุสัตว์ โทร. 0 2653 4444 ต่อ 3371 โทรสาร 0 2653 4930

E-mail : drasa2@dld.go.th, www.royal.dld.go.th


บทความอื่นที่น่าสนใจ