เขาค้อ เพชรบูรณ์ กับสถานที่ท่องเที่ยวที่ห้ามพลาด ดินแดนแห่งสายหมอก ความทรงจำ


ภาพประกอบจาก : Facebook วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

ภาพประกอบจาก : Facebook วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว


ภาพประกอบจาก : เพจ บ้านฅนรักเขา ภูทับเบิก





ภาพประกอบจาก : Facebook คอข่าวเพชรบูรณ์


ภาพประกอบจาก : Facebook วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

ภาพประกอบจาก : Facebook วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว


ภาพประกอบจาก : เพจ บ้านฅนรักเขา ภูทับเบิก





ภาพประกอบจาก : Facebook คอข่าวเพชรบูรณ์


วันนี้แอดจะพาไปชมทุ่งบัวแดงสวยงามอร่ามตา บนพื้นที่กว่า 22,000 ไร่ ที่ “ทะเลบัวแดง” หรือ “ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี” แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัดอุดรธานี โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ของทุกปี ดอกบัวแดง หรือ บัวสาย ในบึงหนองหานจะโผล่พ้นน้ำออกดอกเบ่งบานให้เราได้ชมกัน และจะมีปริมาณมากที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ น้ำในบึงก็ใสสะอาดมองเห็นถึงรากบัว ความสูงของพื้นน้ำประมาณหนึ่งเมตรกว่า ๆ ซึ่งเป็นระดับที่บัวสามารถชูช่อและสังเคราะห์แสงได้ดี
บึงหนองหาน แหล่งน้ำจืดธรรมชาติขนาดใหญ่ มีพื้นที่กว่า 36 ตารางกิโลเมตร อุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ปลา พันธุ์นก และพืชน้ำจำนวนมาก มีระบบนิเวศโดดเด่นและเป็นที่สนใจของนักวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเดินทางมาศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง ช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี ดอกบัวแดงจะเบ่งบานมากที่สุด นักท่องเที่ยวจะมองเห็นดอกบัวแดงบานเต็มผืนน้ำของหนองหานสุดลูกหูลูกตา จึงเป็นที่มาของคำว่า “ทะเลบัวแดง”

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการล่องเรือชมทะเลบัวแดง คือเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคมปีถัดไป ระหว่างเวลา 06.00-11.00 น. เพราะเป็นช่วงที่ดอกบัวแดงบาน แต่หากสนใจจะชมทัศนียภาพต่าง ๆ ภายในหนองหาน เช่น พันธุ์นกหรือพืชน้ำ สามารถนั่งเรือเที่ยวชมได้ตลอดทั้งวัน มีเรือรับจ้างบริการพาชมทะเลบัวแดงและทัศนียภาพในหนองหาน โดยขึ้นที่ท่าเรือบ้านเดียม ตำบลเชียงแหว
ค่าล่องเรือชมทะเลบัวแดง
เรือให้บริการทุกวัน เวลา 06.00-17.00 น. ใช้เวลานั่งเรือชมหนองหานและทะเลบัวแดงรอบละ 1.30 ชั่วโมง

หนองหาน กุมภวาปี หรือ ทะเลบัวแดง อุดรธานี
ตั้งอยู่ที่ ทะเลสาบหนองหาน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี
สอบถามเพิ่มเติมที่ ททท.สำนักงานอุดรธานี 0-4232-5407
เฟซบุ๊ก: https://www.facebook.com/tatudon
บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากเริ่มหันมาทำ “เกษตรอินทรีย์” กันมากขึ้น เพราะช่วยลดสารเคมีตกค้าง ทั้งคนปลูกก็ปลอดภัย ผู้บริโภคก็สบายใจ แถมยังเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตได้ด้วย
การทำเกษตรอินทรีย์นั้น ทุกอย่างต้องมาจากธรรมชาติ แม้แต่กระบวนการย่อยสลายวัตถุอินทรีย์ในดินก็สำคัญอย่างมาก และหัวใจสำคัญที่ช่วยทำงานเงียบ ๆ ใต้ดินก็คือ “จุลินทรีย์” นั่นเอง
จุลินทรีย์ในดินมีหลายกลุ่ม ทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา แอกติโนมัยซีต สาหร่าย โปรโตซัว และไวรัส บางชนิดเป็นประโยชน์ต่อพืช แต่บางชนิดก็อาจทำให้เกิดโรคได้ หากระบบนิเวศในดินสมดุล พืชก็จะเจริญเติบโต แข็งแรง และให้ผลผลิตดีขึ้น
ประโยชน์สำคัญของจุลินทรีย์ คือ ช่วยย่อยอินทรียวัตถุให้กลายเป็นธาตุอาหารที่พืชดูดใช้ได้เร็วขึ้น ส่งผลให้พืชโตไว แข็งแรง และทนทานมากขึ้น
ด้านล่างนี้คือ “7 จุลินทรีย์ ที่สำคัญต่อเกษตรอินทรีย์” ที่พบได้บ่อยในเกษตรอินทรีย์
1. จุลินทรีย์กลุ่มแบคทีเรีย (Bacteria)
จุลินทรีย์กลุ่มนี้มีหลากหลายสายพันธุ์ที่รวมตัวกันอยู่ในกองปุ้ยหมัก และในหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำขายเป็นการค้า มักมีลักษณะ
รูปร่างของจุลินทรีย์เป็นแบบง่ายๆ 3 รูปแบบคือ กลมเป็นท่อน และเป็นเกลียว อาศัยอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ โดยเฉพาะในดินป่าที่ชื้นมีบทบาทในการย่อยสลายอินทรียวัตถุและปลดปล่อยธาตุอาหารที่สำคัญให้กับพืช
2. จุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อรา (Funji)
จุลินทรีย์กลุ่มเชื้อรามักจะพบในกองปุ้ยหมักเสมอ มักจะพบเติบโตในช่วงแรกๆ ในการหมักปุ้ย และจะพบบริเวณด้านนอกผิวของกองปุ้ยหมักเป็นจำนวนมาก เชื้อรามีประโยชน์ในการย่อยสลายเศษวัสดุอินทรีย์ในกองปุ้ยหมักให้มีขนาดเล็กลงในระยะแรกๆ ของการหมักปุ้ย จุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อราแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ยีสต์ (Yeasts)และราเส้นใย
3. จุลินทรีย์กลุ่มยีสต์ (Yeasts)
ยีสต์เป็นเชื้อราที่ทำให้เกิดกระบวนการหมัก โดยจะเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นเอทิลแอลกอฮอล์และคาร์บอนไดออกไซด์ ปกติยีสต์จะอยู่ที่ผิวหน้าของวัสดุที่หมัก โดยจะเป็นฟองที่ลอยเป็นฝ้าอยู่ที่ผิวของน้ำหมักนอกจากนี้ยีสต์ยังผลิตวิตามินและฮอร์โมนในระหว่างกระบวนการหมักด้วย ยีสต์จะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในค่าความเป็นกรดสูงระหว่าง 4.0-6.5 ดังนั้น ในการหมักเมื่อเกิดกลิ่นแอลกอฮอล์ขึ้น จึงแสดงให้เห็นว่ากระบวนการหมักมีคุณภาพและเป็นการหมักที่สมบูรณ์
4. จุลินทรียกลุ่มที่เป็นราเส้นใย
เชื้อรากลุ่มนี้เป็นจุลินทรีย์ที่มีความหลากหลาย มีความแตกต่างกันมากในด้านขนาดและรูปร่าง อาศัยการสืบพันธุ์ด้วยการสร้างสปอร์ ซึ่งมีทั้งสปอร์ที่อาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ เป็นจุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศ พบเห็นอยู่ที่ริมผิวหน้าของน้ำหมักหรือปุ๋ยหมัก
5. จุลินทรีย์แอกติโนมัยชีต
เป็นจุลินทรีย์จำพวกเซลล์เดียว มักพบบนกองปุ๋ยหมัก จะเจริญเติบโตเป็นกลุ่ม เห็นเป็นจุดสีขาวคล้ายๆ ผงปูน หลังจากที่อุณหภูมิของกองปุ้ยสูงขึ้นมาก เชื้อแอกโนมัยชีตนี้มีบทบาทที่สำคัญในการย่อยอินทรียสารเช่น เซลลูโลส ลิกนิน ไคติน และโปรตีน ที่อยู่ในกองปุ้ยหมักขณะที่อุณหภูมิสูง
6. จุลินทรีย์สาหร่าย สีเขียวแกมน้ำเงิน
แตกต่างจากจุลินทรีย์ชนิดอื่น ตรงที่มีคลอโรฟิลล์ มักเห็นเซลล์เป็นสีเขียว เจริญเติบโตได้ดีในนาข้าว สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้ถึงประมาณ 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ มักอาศัยพึ่งพาอยู่กับแหนแดง ซึ่งเป็นเฟิร์นน้ำขนาดเล็กๆ ทำให้แหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดอย่างดีในนาข้าว
7. จุลินทรีย์โปรโตซัว (Protozoa)
โปรโตซัวเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวขนาดเล็ก ที่จัดได้ว่ามีความสำคัญมากในระบบนิเวศ อาศัยอยู่ในน้ำ ดิน หรือเป็นปรสิตสำหรับชนิดที่เป็นปรสิตบางชนิดอาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของปลวกเพื่อช่วยย่อยเนื้อไม้จุลินทรีย์โปรโตซัวมีความสำคัญมาก เพราะสามารถย่อยสลายอินทรียวัตถุได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันจึงมีเกษตรกรนำเอาจาจปลวกมาหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ เพื่อนำไปย่อยสลายฟางข้าวในนาและทำปุ๋ยหมัก
แม้จุลินทรีย์จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุ เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน และช่วยให้พืชแข็งแรง ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารพิษต่าง ๆ
หากเราเข้าใจและใช้จุลินทรีย์อย่างเหมาะสม ดินก็จะอุดม พืชก็เติบโตดี ผลผลิตปลอดภัย ทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภคก็ได้ประโยชน์ไปพร้อมกัน — นี่แหละคือหัวใจของ “เกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืน”
บทความอื่นที่น่าสนใจ

สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเมนูอาหารยอดฮิต ที่มีคนนิยมทานกันมากๆ มาฝากค่ะ เป็นเมนูอาหารที่ทุกท่านเห็นแล้วอยากทานขึ้นมาทันทีเลยทีเดียว นั่นคือเมนูผัดกะเพรานั่นเองค่ะ ผัดกะเพราถือเป็นเมนูอาหารที่ หารับประทานได้ง่าย และมีขายทั่วไปตามร้านอาหาร ผัดกะเพราสามารถใส่เนื้อสัตว์ได้หลากหลายชนิด เป็นเมนูที่มีความเผ็ดร้อน จัดจ้านและมีความอร่อยลงตัว ซึ่งวันนี้ทางเราได้เลือกทำผัดกะเพราทะเล รสจัดจ้าน กะเพราทะเล รสจัดจ้านที่ใส่ทั้งกุ้งและปลาหมึก รสชาติจัดจ้านถึงเครื่อง มาให้ทุกท่านได้ลองทำทานกันค่ะ
เรามาลงมือทำและเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำ ผัดกะเพราทะเลกันเลยนะค่ะ
ขั้นตอนและวิธีการทำ
ข้อมูลอ้างอิง : sarakaset.com
เรียบเรียงโดย : นงนุช
บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์โมเดิร์น (Modern Style) เป็นรูปแบบของบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เน้นการออกแบบที่เรียบง่าย เน้นประโยชน์ใช้สอย เน้นรูปทรงเรขาคณิต เน้นการใช้แสงธรรมชาติ และเน้นความทันสมัย มีลักษณะเด่น รูปทรงเรขาคณิต เช่น สี่เหลี่ยม สี่เหลี่ยมจัตุรัส วงกลม สามเหลี่ยม และเน้นความเรียบง่าย เน้นประโยชน์ใช้สอย เน้นความทันสมัย
สวัสดีครับ วันนี้เรามี บ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว ดีไซน์สวยทันสมัย โดดเด่นสวยงาม มาฝากกันอีกเช่นเคย สำหรับบ้านหลังนี้ เป็น แบบบ้านสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียว ที่มีขนาด 3 ห้องนอน, 1 ห้องน้ำ, 1 โถง, 1 ระเบียงใหญ่ สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลาง ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์ จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ
ผลงานและรูปภาพ : ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์

หลังนี้เป็นบ้านหลังคาทรงแหงน ตัวบ้านใช้โทนสีขาวเทาเข้ม แต่งด้วยไม้เทียมสีน้ำตาลสวยงาม เลือกใช้ประตูหน้าต่างบานกระจกสี่เหลี่ยมทรงสูง ช่วยเสริมความทันสมัยและทำให้ห้องภายในตัวบ้านดูโปร่งโล่ง

ผนังด้านข้างใช้สีทูโทนเทาอ่อน โทนเดียวกับผนังด้านหน้าตัวบ้าน ใช้หน้าต่างบานกระจกดูทันสมัย

ตัวบ้านยกพื้นสูง ทาสีขอบพื้นผนังด้านล่างด้วยโทนสีเทา ทำบันไดทางขึ้นด้านหน้า ตรงกลางเป็นส่วนของเฉลียงรับลมด้านนอก ทำกันสาดด้านบนเชื่อมต่อกับตัวบ้าน

ห้องโถงด้านในใช้โทนสีขาวสว่าง ฝ้าเพดานใช้ ไฟซ่อนฝ้า และติดไฟดาวน์ไลท์เพื่อส่องสว่าง และกระจกบานใหญ่ของตัวบ้าน





ภายในห้องนอนใช้โทนสีขาวบรรยากาศสงบน่าพักผ่อน ได้รับแสงจากประตูกระจกด้านหน้าและหน้าต่างของห้อง


บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ
ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก | ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์
หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ
บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์นอร์ดิก เป็นแบบบ้านที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เป็นบ้านที่ได้รับแรงบรรดาลใจมาจาก บ้านสไตล์ยุโรปตอนเหนือ เป็นบ้านที่มีเอกลักษณ์ในเรื่องของความอบอุ่น เรียบง่าย พร้อมความโปร่งโล่ง เป็นบ้านที่สามารถตอบโจทย์ของใครหลายคนได้เป็นอย่างดี
วันนี้เรามี บ้านสไตล์นอดิก ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 โถง 1 ห้องครัว 2 ที่จอดรถ สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลางและขนาดใหญ่ พื้นที่ใช้สอย 110-120 ตร.ม. ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก U-Sabai HOME โครงการบ้านเดี่ยว พิษณุโลก จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ
ผลงานและรูปภาพ | U-Sabai HOME โครงการบ้านเดี่ยว พิษณุโลก





ห้องครัวมีเคาน์เตอร์ครัวอยู่ที่มุมทางขวามือด้านในห้อง และจัดวางรูปตัวแอล ห้องครัวใช้ผนังโทนสีขาว ฝ้าแบบเรียบด้านบนใช้โทนสีขาวแบบเดียวกัน มีหน้าต่างช่วยรับแสงและระบายอากาศในห้อง

ห้องน้ำ กรุด้วยกระเบื้องทั้งห้องโดยใช้กระเบื้องสีเทาเป็นหลัก ก่อผนังกั้นส่วนอาบน้ำไว้ด้านในแบบเดียวกับอีกห้อง พร้อมทำพื้นต่างระดับช่วยระบายน้ำแบบเดียวกัน


จบไปแล้วนะครับกับการนำเสนอ บ้านหลังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นบ้านอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้รับออกแบบหรือสร้างบ้านแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอให้เป็นตัวอย่างเท่านั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือสนใจ ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่างครับ
ขอบคุณรูปภาพเเละข้อมูล : U-Sabai HOME โครงการบ้านเดี่ยว พิษณุโลก
สนใจสอบถามเพิ่มเติม
โทร. 095-6301999/086-0432827
Line Id:0956301999
หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ
บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปลูกอ้อยคั้นน้ำ เป็นพืชที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรเป็นอย่างมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำอ้อยพร้อมดื่มมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีการปลูกทั่วทุกภาคของประเทศ และน้ำอ้อยพาสเจอไรส์เพื่อจำหน่ายต่างประเทศ การผลิตอ้อยคั้นน้ำต้องอาศัยการจัดการด้านพันธุ์ การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยวและการขนส่ง เพื่อให้ได้อ้อยคั้นน้ำ พร้อมดื่มที่มีคุณภาพ
เรื่องของสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกควรเป็นที่ดอนน้ำไม่ท่วมขัง และ การเดินทางสะดวก ห่างไกลจากแหล่งมลพิษ ควรเป็นดินร่วน หรือ ดินร่วนเหนียว ร่วนปนทรายหรือดินเหนียว มีความอุดมสมบูรณ์ของดินปานกลางขึ้นไป ระดับหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ระหว่าง 5.5-7.0 สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต 30-35 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี และมีแหล่งน้ำเพียงพอ
เลือกใช้อ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 จะมีลักษณะเป็นสีเขียวเข้ม ลำขนาดใหญ่ สีเขียวอมเหลือง ปล้องยาวให้ผลผลิต 5-6 ลำ ไว้ตอได้ 3-4 ครั้ง ต้านทานต่อโรคลำต้นเน่าแดง อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกอ้อยได้ประมาณ 1,000 กอ ใช้ระยะปลูก 1.5-1 เมตร หลังปลูกได้ 8 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ โดยอ้อยแต่ละกอจะให้ผลผลิตประมาณ 4-6 ลำ เฉลี่ยพื้นที่ 1 ไร่จะอยู่ที่ประมาณ 5,000 ลำ อ้อยคั้นน้ำขายที่ลำละประมาณ 10 -15 บาท ทำให้มีรายได้สูงถึงไร่ละ 5,000 บาท แต่ถ้านำมาคั้นน้ำบรรจุขวด อ้อยสด 1 ลำจะคั้นน้ำได้ 3-4 ขวด (ขวดขนาด 350 ซีซี ) ขายราคาขวดละ 10-15 บาท ก็จะช่วยเพิ่มรายได้ถึง 150,000-200,000 บาท เลยทีเดียว นับอ้อยคั้นน้ำเป็นอีกพืชทางเลือกที่จะส่งผลตอบแทนให้เกษตรกรได้ดีเลยที่เดียว

การเตรียมดิน

การเตรียมท่อนพันธุ์
ปลูกเป็นแถวเดี่ยวทั้งในแปลงพันธุ์และแปลงปลูกให้เราวางท่อนพันธุ์ในร่อง ให้มีระยะระหว่างท่อน 50 เซนติเมตร แล้วไถกลบดินให้สม่ำเสมอ สำหรับพันธุ์สุพรรณบุรี50 กลบหนา 3-5 เซนติเมตร สำหรับพันธุ์สิงคโปร์ กลบหนา 1-2 เซนติเมตร
ให้ปุ๋ยเคมีหลังปลูก หรือหลังแต่งตออ้อย 2 ครั้ง
ในสภาพที่ลุ่ม ให้น้ำโดยการตักน้ำสาดหรือใช้เครื่องสูบน้ำวางลงในเรือขนาดเล็ก สูบน้ำจากร่อง
ในสภาพที่ดอน ให้น้ำประมาณครึ่งร่อง โดยไม่ต้องระบายน้ำออก
ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม
วิธีการเก็บเกี่ยว

ปัจจัยที่จำเป็นต้องใช้ทำอ้อยคั้นน้ำ แบ่งออกได้เป็นดังนี้
ขั้นตอนการทำ
แหล่งข้อมูล : กรมส่งเสริมการเกษตร
บทความอื่นที่น่าสนใจ
การเลี้ยงกบในนาข้าว ฟังๆ แล้ว เหมือนจะธรรมดาเกินไปใช่ไหม? แต่ผลการ ตอบแทนแล้ววิธีการเลี้ยงแบบที่ว่านี้นับว่าไม่ ธรรมดาและอือฮื้อไม่ธรรมดาเสียแล้วพี่น้อง ดังนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่าว่า วิธีการ เลี้ยงกบในนาข้าว นี้มันมีความสำคัญและได้ ประโยชน์อย่างไร?
ในกลุ่มของเกษตรกรแทบทุกภาคของ ของประเทศไทยในปัจจุบันการเลี้ยงกบในเชิง ธุรกิจทางการค้า ได้เกิดแพร่หลายมากขึ้น เพราะกบเป็นสัตว์ที่เลี้ยง่าย โตเร็ว ต้นทุนต่ำความต้องการจากท้องตลาดมีสูงทั้งในและต่างประเทศ โดยเกษตรกรสามารถยึดเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมได้เป็นอย่างดี

การเลี้ยงกบในบ้านเรามีอยู่ด้วยกันหลายวิธีทังนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและ ความต้องการของผู้เลี้ยงว่าลงเอยอย่างไร เช่นการเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงกบใน บ่อดิน การเลี้ยงกบในคอก การเลี้ยงกบใน กะลา เป็นต้น ส่วนการเลี้ยงกบที่จะขอนำ เสนอทั้งหมดนั้นจะได้จากประสบการณ์การ ที่เลี้ยงเอง และศึกษามาจากผู้เลี้ยงกบที่มี ประสบการณ์และประสบกับความสำเร็จมา แล้วในบางส่วน วิธีนี้ก็คือ การเลี้ยงกบในนา ข้าวปกติเรานี้แหละ ซึ่งส่วนมากและส่วนใหญ่ แล้ว เรามักจะได้ยินได้ฟังแต่การเลี้ยงปลาใน นาข้าวใช้ไหม ? การเลี้ยงกบนา ก็จะคล้ายๆ หรือเหมือนๆ กับการเลี้ยงปลาในนาเรานั้นแหละ การเลี้ยงด้วยวิธีนี้จะได้มากกว่าที่คิด คือ จะได้ทังข้าวได้ทังปลา และสิงที่จะได้ตามหลังมาอีกนั้นก็คือกบ อาหารที่เหลือจากการ รวบรวมขี้กบ ก็จะกลายเป็นอาหารของปลา ไม่ต้องมีการบำรุงปุ๋ยกับต้นข้าวเลย
จากประสบการณ์ที่เคยผ่านการเลี้ยง กบเป็นสัตว์ที่ชอบมีความเป็นอยู่ที่มี ลักษณะเหมือนธรรมชาติมากๆ เพราะฉะนั้น
ถ้าเราจะนำกบมาเลี้ยงให้มันมีชีวิตใกล้เคียง กับธรรมชาติให้มากที่สุดแล้ว หนทางแห่งความสำเร็จนั้นก็มีอยู่แค่เอื้อมเท่านั้น และอีก อย่างการเลี้ยงกบในนาข้าวเราสามารถเลี้ยง ได้ทีละมากๆ ได้ กบที่ปล่อยลงเลี้ยงในนาข้าว ได้ต้องรอให้กบมีอายุโดยประมาณ 2 เดือนก่อน เพราะกบอายุในวัยนี้มีสภาพที่แข็งแรง สามารถกินอาหารจากธรรมชาติได้ และปรับ สภาพเข้ากับสิ่งแวดล้อมในนาข้าวได้ดี ส่วน ต้นข้าวที่พร้อมจะปล่อยกบ ต้องมีอายุ 2-3 เดือน เช่น กัน เพราะต้นขนาดนี้โตพอที่จะ เป็นที่หลบซ่อนกำบังตัวของกบ และเป็นที่อยู่ อาศัย จำพวกของแมลงต่างๆ ที่จะมาเป็น อาหารตามธรรมชาติของกบได้เป็นอย่างดี
ส่วนความพร้อมทางด้านอื่นๆ ก็ต้องมี การจัดการให้เรียบร้อยเหมือนกัน ตามบริเวณ รอบๆ คันนา ต้องกั้นด้วยอวนเขียวให้มีความ สูงจากคันนาประมาณ 1.20 เมตร และรอบๆ คันนา ต้องขุดคูกว้างประมาณ 2 เมตร และ ขุดให้กว้างเป็นพิเศษไว้มุมใดมุมหนึ่งของคันนา เพื่อเป็นการสะดวก เวลาปล่อยน้ำกับการจับกบ เมื่อทุกอย่างพร้อมเราก็สามารถ ปล่อยกบลงในนาเลี้ยงได้เลยโดยไม่ต้องมีการ ลังเลใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 2 เดือน ก็สามารถ จับกบไปจำหน่าย ที่เหลือก็นำมาทำเป็นอาหารดีนักแล
การให้อาหาร
การให้อาหารเม็ดหรือปลาสับ ก็จัดการ วางไว้บริเวณรอบๆ ของคันนากบก็จะขึ้นมา กินอาหารของมันเองโดยไม่ต้องมีการบังคับ ปริมาณของอาหารที่ให้ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณ ของกบที่เราเลี้ยงเป็นตัวกำหนดด้วย โดยการ สังเกตจากการให้อาหารของเรา ถ้ากบกิน อาหารหมดอย่างเอร็ดอร่อย ก็ควรเพิ่มอาหาร ให้อีกตามความพอเหมาะพอควร ซึ่งในระยะ นี้กบจะเติบโตเร็วมาก เพราะนอกจากกบจะ ได้อาหารจากที่เราให้แล้วนั้นกบยังพลอยได้ อานิสงส์จากธรรมชาติอีกทางหนึ่งด้วยเรียก ได้ว่ากบรับได้รับโชค 2 ชั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
และการเลี้ยงกบแบบวิธีดังนี้ นับได้ว่าเป็นวิธี ที่ไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องของโรคได้อีกด้วย
ภาพประกอบจาก: Facebook หัวไร่ปลายนา ณ อุบล
ที่มา | เกษตรอิสาน ยุคใหม่
บทความอื่นที่น่าสนใจ
ไร่นาสวนผสม (Integrated Farming) คือ การนำเอาศาสตร์และศิลป์ของการทำนาข้าว การปลูกพืชสวน และการทำปศุสัตว์มาผสมผสานกัน เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ทางระบบนิเวศและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร โดยอาศัยหลักการที่ว่าพืช สัตว์ และดิน ต่างมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน พืชช่วยสร้างอาหารให้กับสัตว์ สัตว์ช่วยปรับปรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ และดินก็ช่วยหล่อเลี้ยงพืชและสัตว์ให้เจริญเติบโตได้
ไร่นาสวนผสมเป็นระบบการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ซึ่งสามารถช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาการพังทลายของดิน ปัญหาน้ำเน่าเสีย ปัญหามลพิษทางอากาศ และปัญหาการขาดแคลนอาหารได้ นอกจากนี้ ไร่นาสวนผสมยังเป็นระบบการทำเกษตรกรรมที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง
ไร่นาสวนผสมสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ สภาพดิน และความต้องการของเกษตรกร รูปแบบของไร่นาสวนผสมที่พบทั่วไปในประเทศไทย ได้แก่
ขั้นตอนการทำไร่นาสวนผสมสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่
ไร่นาสวนผสมเป็นระบบการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ซึ่งสามารถช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน และส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกร
ที่มา : Youtrube ชาวสวน ยุคใหม่
บทความอื่นที่น่าสนใจ

การทำ หลุมพอเพียง เริ่มต้นจากปลูกไม้พี่เลี้ยง เช่น กล้วยเป็นไม้ให้ร่มเงาบริเวณกลางหลุม ช่วยเก็บความชื้นและคายน้ำยามแล้ง ให้ปลูกตรงกลางค่อนไปทางตะวันตกเล็กน้อย เพราะจะช่วยบังแสงยามบ่ายที่ร้อนจัด ภายใน 1 ปีกล้วยออกเครือให้ตัดต้นแม่ออก เก็บหน่อที่แข็งแรงที่สุดไว้ หน่ออื่นแยกไปปลูกที่อื่น
หลุมพอเพียงคือการปลูกพืชในหลุม ที่เตรียมดินโดยใช้ เศษวัสดุเช่น ฟางข้าว เศษใบไม้ ปุ๋ยคอก ใส่ลงไปแล้วกลบด้วยดินเป็นชั้นๆ ปลูกหญ้าแฝกรอบหลุม ปลูกกล้วยตรงกลางเพื่อเป็นพี่เลี้ยงและปลูกพืชแบบหลากหลายชนิด หลายประเภท ในหลุมเดียวกัน เพื่อลดภาระการรดน้ำ การให้ปุย และใช้หลักการเกื้อกูลกัน ของพืชแต่ละชนิดในการป้องกันการทำลายของแมลงศัตรูพืช ซึ่งหลุมพอเพียง มีขนาด กว้างประมาณ 80-100 เซนติเมตร
ปลูกอะไรในหลุมพอเพียง ?
หลุมพอเพียง ถือเป็นวิธีการบริหารจัดการสิ่งที่อยู่ในหลุม เริ่มจากเตรียมพื้นที่ตามขนาดที่กำหนด แล้วก็ปลูกหญ้าแฝกเป็นรูปวงกลมหรือเป็นล็อกสี่เหลี่ยม จากนั้นปลูกไม้ในหลุมนี้ ลงได้ถึง 4-5 ประเภทในหลุมเดียว โดยระยะห่างระหว่างหลุม 4×4 เมตร ถ้ามีพื้นที่ 1 ไร่ จะได้ 100 หลุม หรือถ้าไม่มีที่เป็นผืนก็สร้างหลุมไว้ตามหัวไร่ปลายนา มุมบ้าน หลังครัว ขอบบ่อน้ำ ริมทางเดิน ได้หมด ไม่ต้องมีพื้นที่เยอะก็ปลูกได้หลุมพอเพียงจะช่วย ลดภาระการรดน้ำ ปลูกซ้ำ และเกื้อต่อการกำจัดศัตรูพืช เพราะให้พืชในหลุ่มเกื้อกูลกันเอง
ข้อแนะนำ ควรปลูกหญ้าแฝกล้อมหลุมพอเพียงไว้ด้วยเพราะรากหญ้าแฝกจะเป็นร่างแหในแนวดิ่งช่วยยึดดินให้คงรูปเปรียบเสมือนกระถางธรรมชาติ เพราะปมรากแฝกจะช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดิน ช่วยดูดซับน้ำในดินไว้ แทนที่จะซึมหายลงใต้ดินอย่างรวดเร็ว
การปลูกพืชบางอย่างที่มีกลิ่นเฉพาะ ช่วยไล่แมลงศัตรูพืชได้
หลุมพอเพียง สามารถกำจัดศัตรูพืชต่าง ๆ ได้ด้วยตัวมันเองโดยเกษตรกรไม่ต้องหาสารเคมีมาไล่ให้ยุ่งยาก พืชสามารถไล่แมลงศัตรูพืชได้ เช่น กระเทียม กะเพรา ผักชีพวกนี้แมลงจะกลัวเมื่อปลุกในหลุมพอเพียงเดียวกัน จะช่วยไล่แมลงได้ดีทีเดียว
ข้อดีของการปลูกพืชแบบหลุมพอเพียง
ถือเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่ทำให้พืชหลักที่ต้องการปลูก เช่น ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ป่ายืนต้น เจริญเติบโตและมีโอกาสรอดสูง เพราะผู้ปลูกจะคอยห่วงใยหมั่นดูแล ทำให้พืชหลัก ดังกล่าวเจริญเติมโตดีกว่าปกติอีกด้วยและหากพืชชนิดใดชนิดหนึ่งจะเบียดเบียนพืชอื่นมากเกินไปก็คอยควบให้เหมาะสมตัดแต่งทรงพุ่มจัดพืชหรือเถาเลี้อยให้เหมาะสมตัดแต่งทรงพุ่มจัดพืชหรือเถาเลี้อยให้เหมาะสม สำหรับพืชพี่เลี้ยงก็ไม่ต้องใส่ใจมาก โดยในหนึ่งหลุมปลูกกล้วยเพียง 1-2 ต้น เท่านั้น คือ ต้นที่กำลังให้เครือ อีกหนึ่งต้นสำรองไว้สำหรับเครือต่อไปนอกนั้นให้ขุดหน่อไปขายหรือไปปลูกที่อื่น
ที่มา : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ www.moac.go.th
บทความอื่นที่น่าสนใจ