น้ำหมักชีวภาพ จากหน่อกล้วย

น้ำหมักชีวภาพ จากหน่อกล้วย

น้ำหมักชีวภาพ จากหน่อกล้วย คือการนำหน่อกล้วยมาหมักเพื่อให้ได้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์และสามารถนำมาใช้ในการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากดินที่มีต้นกล้วยขึ้นมักเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ มีจุลินทรีย์ที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช การใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยจึงเป็นวิธีธรรมชาติในการปรับปรุงดินให้เหมาะสมต่อการเพาะปลูก โดยช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดิน ฟื้นฟูสภาพดิน และกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช

นอกจากการใช้ในดินแล้ว จุลินทรีย์หน่อกล้วยยังสามารถประยุกต์ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้อีกด้วย โดยช่วยปรับสภาพน้ำให้เหมาะสม ลดความเสี่ยงของการเน่าเสีย แม้จะไม่ใช่การบำบัดน้ำเสียโดยตรง แต่จุลินทรีย์ชนิดดีในหน่อกล้วยจะช่วยแย่งอาหารจากของเสียในน้ำ เช่น มูลสัตว์น้ำและเศษอาหารที่เหลือ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของน้ำเน่าเสีย

ใช้ปรับปรุงดิน ปรับสภาพน้ำ ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช เร่งการเจริญเติบโตของพืช ใช้กำจัดกลิ่นเหม็นในคอกสัตว์ย่อยสลายอินทรียวัตถุ และฟางในนาข้าว

น้ำหมักชีวภาพ จากหน่อกล้วย

วัสดุที่ต้องเตรียม

  • หน่อกล้วยต้นเล็กๆ หรือมีใบธงจำนวน 3 ใบ สูงประมาณ 1 เมตร 3 กิโลกรัม
  • กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม
  • น้ำ 1 ลิตร

วิธีการทำ

  • นำหน่อกล้วยมาสับให้ละเอียดเป็นชิ้นเล็กๆ สามารถใช้ได้ทั้งราก โดยไม่ต้องล้างน้ำ
  • จากนั้นนำหน่อกล้วยที่ได้มาชั่งน้ำหนัก
  • ละลายกากน้ำตาลในน้ำ 1 ลิตรคนให้เข้ากัน
  • เติมกากน้ำตาลที่ละลายน้ำ 1 ลิตร เทลงถังคลุกเคล้า
  • ปิดฝาตั้งไว้ที่ร่ม หมักทิ้งไว้ 7 วัน สามารถนำมาใช้ได้ (เก็บได้นาน 6 เดือน)

การนำไปใช้

  • นำหมักชีวภาพจากหน่อกล้วย 20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร นำมาฉีดพ่น หรือรดต้นไม้ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
  • ใช้ปรับปรุงโครงสร้างของดิน ในการใช้แต่ละครั้งไม่ควรเกิน 5 ลิตรต่อไร่
  • ปรับปรุงคุณภาพน้ำในร่องสวน ใช้น้ำหมักชีวภาพจากหน่อกล้วย 1 ลิตร ต่อน้ำ 10,000 ลิตร
  • ล้างทำความสะอาด คอกสัตว์ ใช้น้ำหมักชีวภาพจากหน่อกล้วย 1 ลิตร ต่อน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว

ด้วยประโยชน์ที่หลากหลายนี้ จุลินทรีย์หน่อกล้วยจึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่เกษตรกรและผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาผลผลิตได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน

ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์ศึกษาและพัฒนเขาหินซ้อน (http://www.khaohinsorn.com/)


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

น้ำหมักชีวภาพ สูตรควบคุมและกำจัดหญ้า

น้ำหมักชีวภาพ สูตรควบคุมและกำจัดหญ้า

 

น้ำหมักชีวภาพ สูตรควบคุมและกำจัดหญ้า

น้ำหมักชีวภาพ คืออะไร ?

น้ำหมักชีวภาพเป็นสารอินทรีย์ที่ได้จากการหมักส่วนผสมธรรมชาติ เช่น เศษผัก ผลไม้ กากน้ำตาล และจุลินทรีย์ในสภาวะไร้ออกซิเจน ใช้เพื่อบำรุงดิน พืช และปรับปรุงคุณภาพของสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดิน ลดการใช้สารเคมี และส่งเสริมการเกษตรแบบยั่งยืน

ฉีดพ่นวัชพืชแล้วไถกลบจะช่วยให้วัชพืชเกิดช้าลง ช่วยปรับปรุงบำรุงดินทำให้ดินร่วนซุย

วัสดุที่ต้องเตรียม

  1. ต้นกล้วยสับละเอียด 30 กิโลกรัม
  2. น้ำสะอาด 50 ลิตร
  3. กากน้ำตาล 4 กิโลกรัม (หรือน้ำตาลทรายแดง 2 กิโลกรัม)
  4. ยาคูลท์ 1 ขวด
  5. ลูกแป้งข้าวหมาก 1 ลูก
  6. ดินประสิว (โพแทสเซียมไนเตรต) 1 กิโลกรัม
  7. ด่างทับทิม (โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต) 1 ช้อนชา
  8. น้ำหมักชีวภาพจากหน่อกล้วย (จุลินทรีย์หน่อกล้วย) 1 ลิตร

วิธีการทำ

  1. นำต้นกล้วยมาสับให้ละเอียดเป็นชิ้นเล็กๆ
  2. ละลายน้ำตาลทรายแดงกับน้ำ 50 ลิตร
  3. เติมยาคูลท์หรือโยเกิร์ต ตามด้วยด่างทับทิม ลงในถังน้ำหมัก
  4. จากนั้นนำดินประสิวมาทุบ ให้ละเอียดแล้วเติมลงไป
  5. เติมลูกแป้งข้าวหมากที่บดละเอียด ลงในถังคลุกเคล้าให้เข้ากัน
  6. หมักทิ้งไว้ 7 วัน (ตั้งไว้ในที่ร่ม) แล้วจึงกรองน้ำนำไปใช้

การนำไปใช้

  1. ใช้น้ำหมักชีวภาพฯ 1 ลิตร ผสมน้ำ 50 ลิตร ฉีดพ่นเพื่อกำจัดหญ้า
  2. ใช้น้ำหมักชีวภาพฯ 1 ลิตรผสมน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นเพื่อคุมหญ้า

*ควรฉีดพ่นในวันที่ไม่มีฝน

ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์ศึกษาและพัฒนเขาหินซ้อน (http://www.khaohinsorn.com/)


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การปลูกผักบุ้งไร้ดินในแก้วพลาสติก ปลูกง่าย โตไว ไม่ต้องคอยรดน้ำ

การปลูกผักบุ้งไร้ดินในแก้วพลาสติก ปลูกง่าย โตไว ไม่ต้องคอยรดน้ำ

การปลูกผักบุ้งไร้ดินในแก้วพลาสติก

หากคุณกำลังมองหาวิธีปลูกผักทานเองที่ทั้งง่าย สะอาด และประหยัดพื้นที่ การปลูกผักบุ้งไร้ดินในแก้วพลาสติก อาจเป็นคำตอบที่คุณตามหา! ไม่จำเป็นต้องมีสวนหรืออุปกรณ์ซับซ้อน เพียงแค่แก้วพลาสติก ใยสังเคราะห์ และเมล็ดผักบุ้ง คุณก็สามารถปลูกผักสดไว้ทานเองได้ที่บ้าน ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็ได้ผักกรอบอร่อยไว้ปรุงอาหาร พร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

  • กล่องโฟม 25 ลิตร
  • ถุงรองกล่องโฟม
  • เมล็ดผักบุ้งจีน
  • ปุ๋ยน้ำ AB
  • กาบมะพร้าว หรือ ขุ๋ยมะพร้าว

วิธีทำ

  • แช่เมล็ดผักบุ้ง 1 คืน ( 1 กำมือ )
  • แช่ขุยมะพร้าว หรือ กาบมะพร้าวให้ชุ่มน้ำ โรยเมล็ดผักบุ้ง(ที่แช่น้ำไว้1คืน) ลงไป ตามด้วยโรยขุยมะพร้าว แล้วใช้ขุ๋ยมะพร้าวกลบเมล็ดผักบุ้ง
  • รดน้ำเล็กน้อย ให้มีความชุ่มชื่น ตั้งไว้ในที่ร่มประมาณ 3 วัน รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ประมาณ 3 วันผักบุ้งจะเริ่มงอก นำออกมาวางบริเวณชายคาบ้านที่ได้แสงแดดรำไร
  • หากจะรับประทานเป็นผักบุ้งต้นอ่อน 7-10 วันสามารถ เก็บเกี่ยวได้เลยค่ะ

การปลูกผักบุ้งไร้ดินในแก้วพลาสติก

กรณีจะปลูกเป็นผักบุ้งให้ต้นโต ให้เติม ปุ๋ย AB เมื่อพักบุ้งอายุได้ 7-14 วัน (ผักบุ้งเริ่มโตยิ่งต้องการแสงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าได้แสงเพียงพอจะทำให้ผักบุ้งเราต้นอวบสวย และในทางกลับกันหากแสงไม่เพียงพอจะทำให้ผักบุ้งยืดยาวไม่อวบ ประมาณ 25-30 วัน เก็บรับประทานได้ ก่อนเก็บรับประทาน 3-4 วันให้งดเติมปุ๋ยให้เติมแค่น้ำเปล่า เพื่อผักจะได้คลายปุ๋ยค่ะ

ผักบุ้งเป็นผักที่ไม่เพียงแต่อร่อย แต่ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลากหลาย มาดูกันว่าผักบุ้งมีดีอะไรบ้าง

  1. บำรุงสายตา
    ผักบุ้งอุดมไปด้วยวิตามินเอและเบต้าแคโรทีน ซึ่งช่วยบำรุงสายตา ลดความเสี่ยงของปัญหาด้านการมองเห็น เช่น ตาแห้งหรือสายตาพร่ามัว
  2. ช่วยระบบขับถ่าย
    ไฟเบอร์ในผักบุ้งช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ป้องกันอาการท้องผูก และช่วยล้างสารพิษในระบบทางเดินอาหาร
  3. ลดระดับน้ำตาลในเลือด
    สารสำคัญในผักบุ้งสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน
  4. ต้านอนุมูลอิสระ
    ผักบุ้งมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย และป้องกันความเสี่ยงของโรคร้าย เช่น มะเร็งและโรคหัวใจ
  5. บำรุงผิวพรรณ
    วิตามินซีและสารอาหารในผักบุ้งช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ดูกระจ่างใส และลดริ้วรอย
  6. ช่วยลดความเครียด
    ผักบุ้งมีแมกนีเซียมที่ช่วยผ่อนคลายระบบประสาท ลดความตึงเครียด และช่วยให้นอนหลับสบาย
  7. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
    การทานผักบุ้งเป็นประจำช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเชื้อโรค ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย
  8. ดีต่อหัวใจ
    ผักบุ้งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและความดันโลหิต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันโรคหัวใจ

ผักบุ้งไม่เพียงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ยังปลูกง่าย ราคาถูก และนำมาทำอาหารได้หลากหลาย ใครยังไม่ได้ลองเพิ่มผักบุ้งในมื้ออาหาร ลองเลย!


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การทำก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ ลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว

การทำก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ ลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว

ก๊าซชีวภาพ

ก๊าซชีวภาพ คืออะไร

ก๊าซชีวภาพ คือ ก๊าซที่เกิดจากมูลสัตว์ หรือสารอินทรีย์ต่างๆ ถูกย่อยสลายโดยเชื้อจุลินทรีย์ในสภาพไม่มีอากาศ ทำให้เกิดก๊าซขึ้น ซึ่งก๊าซที่เกิดขึ้นเป็นก๊าซที่ผสมกันระหว่างก๊าซชนิดต่างๆได้แก่ มีเทน (CH4) ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซไนโตรเจน (N2) และก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) แต่ส่วนใหญ่แล้วจะประกอบด้วยก๊าซมีเทนเป็นหลัก ซึ่งมีคุณสมบัติติดไฟได้

ทำไมถึงต้องมีก๊าซชีวภาพ 

บ่อก๊าซชีวภาพ สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากรักษาสภาพแวดล้อมแล้วยังได้ก๊าซชีวภาพมาเป็นแหล่งพลังงานในการหุงต้ม และให้แสงสว่างในครัวเรือนซึ่งจะช่วยให้ประหยัดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง บ่อก๊าซชีวภาพยังให้ปุ๋ยอินทรีย์ที่สามารถนำมาใช้ปรับปรุงดินเพิ่มผลผลิตพืชได้อีกด้วย หรือนำมาใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพใช้ปุ๋ยเคมีให้เป็นประโยชน์กับพืชมากขึ้น ทำให้ลดการขาดดุลทางการค้าในการสั่งปุ๋ยจากต่างประเทศได้อีกทางหนึ่ง

อุปกรณ์

1. ถังพลาสติกขนาดบรรจุ 200 ลิตร 1 ใบ พร้อมฝาปิด
2. ถังพลาสติกขนาดบรรจุ 200 ลิตร 1 ใบ เปิด
3. ถังพลาสติกขนาดบรรจุ 180 ลิตร 1 ใบ
4. ท่อ PVC ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2  นิ้ว
5. ข้อต่อท่อ PVC  ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2  นิ้วเกลียวนอกและเกลียวใน จำนวน 4 ตัว ข้อต่องอ 1 ตัว
6. ท่อ PVC 4 เกลียวนอกเกลียวใน วาวเปิด-ปิด
7. ท่อยางน้ำสายอ่อน
8. กาวซิลิโคน

ก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์

วิธีทำถังหมักก๊าซ

  • เจาะถังด้านบนเพื่อใส่มูลโค ท่อ PVC ขนาด 2 นิ้ว ยาวเกือบถึงก้นถัง ด้านบนที่เติมมีฝาปิด เพื่อใส่เศษอาหารแต่ละมื้อ กับช่องประคองแกนกวนปฏิกูล
  • เจาะถังด้านข้างถัง ขนาด 2 นิ้ว เพื่อให้สิ่งปฏิกูลที่ย่อยสลายแล้วไหลออกและใช้ข้อต่องอสูงขึ้นบน
  • เจาะรูถังด้านบน ขนาด 4 หุน ใส่วาวปิดปิดด้านบนเพื่อนำแก๊สไปใช้หรือเก็บ
  • ถังสำหรับใส่สิ่งปฏิกูล เป็นถังหูหิ่ว
  • สายยางอ่อนเพื่อใช้ต่อสายไปใช้และเก็บ

วิธีทำถังเก็บก๊าซ

  1. นำถัง 200 ลิตร เปิดฝาและใส่น้ำให้เต็ม
  2. ใช้ถัง 180 ลิตร เปิดฝาและคว้ำลงในถังแรก
  3. เจาะรูก้นถัง 180 ลิตร 1 รู เพื่อใช้แก๊สและเก็บ

วิธีหมักมูลสัตว์ที่ทำให้เกิดแก๊ส

1. ใช้มูลโคสด ผสมกับน้ำเปล่าอัตราส่วนผสมครั้งแรก น้ำเปล่า 35 ลิตร/มูลโคสด 35 ลิตร ผสมให้เข้ากัน  ใส่ครั้งต่อไปอาทิตย์ละ 1 ครั้ง อัตรา น้ำเปล่า 5 ลิตร/มูลโคสด 5 ลิตร ผสมกันให้เข้ากัน เปิดช่องทางระบายด้านข้างเพื่อให้ปฏิกูลส่วนเกินไหลออกมา ปริมาณ 1 กก.

2. เกิดการย่อยสลาย สามารถนำไปทำเป็นปุ๋ยได้เป็นอย่างดี

ผลที่ได้รับ 

  • เป็นการส่งเสริมแนวความคิดในการประยุกต์ใช้พลังงาน และการใช้สิ่งปฏิกูลให้เกิดประโยชน์
  • ประยุกต์ใช้ในครัวเรือน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการใช้แก๊สหุงต้มในครัวเรือน ในระยะเวลา 3 ปี จะประหยัดกว่าการซื้อแก๊สขนาดบรรจุ 15 กก. คิดเป็นเงิน 1,800 – 2,300 บาท)

ข้อแนะนำอื่นๆ

  • ควรติดตั้งในที่โล่งแจ้งไม่มีกิ่งไม้ที่อาจหล่นมาใส่ถุงพลาสติกทำให้รั่วได้
  • ควรหมั่นตรวจเช็ครอยรั่วซึม อย่างสม่ำเสมอ
  • ดูแลระดับน้ำในขวดดักไอน้ำ ให้อยู่เหนือปลายท่อแก๊ส
  • ควรตรวจสอบรอยรั่วอย่างสม่ำเสมอ
  • ดูแลระดับน้ำในขวดดักไอน้ำให้อยู่เหนือปลายท่อแก๊ส 1-2 ชั่วโมง เสมอ
  • ห้ามเทน้ำผงซักฟอก สบู่ น้ำล้างจานลงในบ่อแก๊ส

บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีปราบเพลี้ยแป้งให้อยู่หมัด แบบง่ายๆ ได้ผลดี

วิธีปราบเพลี้ยแป้งให้อยู่หมัด แบบง่ายๆ ได้ผลดี

วิธีปราบเพลี้ยแป้งให้อยู่หมัด

เพลี้ยแป้งเป็นแมลงศัตรูพืชขนาดเล็กที่สร้างความเสียหายให้กับพืชผลทางการเกษตรหลายชนิด พวกมันมีลักษณะเด่นคือลำตัวสีขาวปกคลุมด้วยผงแป้งคล้ายขี้ผึ้ง ทำให้ดูเหมือนมีแป้งเกาะอยู่ทั่วตัว

วงจรชีวิต

เพลี้ยแป้งขยายพันธุ์ได้ทั้งแบบใช้เพศและไม่ใช้เพศ (โดยเพศเมียสามารถออกลูกได้โดยไม่ต้องผสมพันธุ์กับเพศผู้) มีทั้งชนิดที่ออกลูกเป็นไข่และออกลูกเป็นตัว วงจรชีวิตค่อนข้างสั้น ทำให้เพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว

วิธีปราบเพลี้ยแป้งให้อยู่หมัด

 วิธีที่ 1. ใช้น้ำส้มสายชู + น้ำยาล้างจาน

ขั้นตอน นำน้ำเปล่ามา 2-3 ลิตร เติมน้ำส้มสายชูลงไป 1 ฝา และน้ำยาล้างจานอีกนิดนึง คนให้เข้ากันแล้วเอาใส่กระบอกฉีดน้ำ ใช้พ่นลงไปที่ตัวเพลี้ยให้ทั่วทั้งหมด เพียงไม่นานตัวเพลี้ยก็จะโดนกำจัดไปจนหมด

วิธีที่ 2.แป้งข้าวเหนียวขจัดเพลี้ย

ขั้นตอน จะใช้แป้งข้าวเจ้าหรือแป้งข้าวเหนียวก็ได้ เอามา 2 ถ้วยตวง ผสมกับน้ำสะอาด 10 ลิตร คนให้เข้ากัน แล้วเอามาฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณใบและลำต้นของพืชจนทั่ว พ่นตอนเช้าเท่านั้น

วิธีที่ 3.พริกป่นกำจัดเพลี้ย

ขั้นตอน นำเอาพริกป่นมา 2 ช้อนชา กระเทียมและหัวหอมสดอย่างละ 1 หัวปั่นละเอียด และน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชา เอาส่วนผสมทั้งหมดมารวมกัน แล้วเติมน้ำเปล่าลงไป 2 ลิตร คนส่วนผสมให้เข้ากันแล้วหมักไว้ 1 คืน ตอนเช้ามากรองเอากากออก ใช้น้ำพ่นใส่พืชที่เป็นเพลี้ยแป้งได้เลย ก็จะช่วยขจัดได้เช่นกัน แต่ต้องระวังผักใบอ่อนด้วยนะ เพราะส่วนผสมนี้อาจจะทำให้ใบไหม้ได้ อย่างพวกผักกาด อะไรพวกนี้ควรหลีกเลี่ยง

วิธีที่ 4.แป้งข้าวเหนียวขจัดเพลี้ย

ขั้นตอน จะใช้แป้งข้าวเจ้าหรือแป้งข้าวเหนียวก็ได้ เอามา 2 ถ้วยตวง ผสมกับน้ำสะอาด 10 ลิตร คนให้เข้ากัน แล้วเอามาฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณใบและลำต้นของพืชจนทั่ว พ่นตอนเช้าเท่านั้น

วิธีที่ 5.กาแฟกำจัดเพลี้ย

ขั้นตอน ผงกาแฟมา 1 ช้อนโต๊ะ เทผสมลงไปในน้ำ 10 ลิตร คนให้ส่วนผสมละลายเข้ากันดีแล้ว ก็เอามาฉีดพ่นให้ทั่วต้นพืช ทั้งใบบนและใบล่างด้วย ให้ครอบคลุมทั้งหมดจนทั่ว พ่นทุกๆ 2 วัน ก็จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตและการแพร่ระบาดของเพลี้ยแป้งได้

เพลี้ยแป้งสามารถสร้างความเสียหายให้กับพืชเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ไม้ผล (เช่น มะม่วง องุ่น ส้ม) พืชผัก (เช่น พริก มะเขือ) ไม้ดอกไม้ประดับ และพืชไร่ (เช่น อ้อย มันสำปะหลัง) ทำให้ผลผลิตลดลง คุณภาพผลผลิตต่ำลง และส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร

Cr.รูปภาพ อีสานบ้านนา


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเลี้ยงหอยขมแบบธรรมชาติ และการเลี้ยงหอยขมในรูปแบบต่างๆ

การเลี้ยงหอยขมแบบธรรมชาติ และการเลี้ยงหอยขมในรูปแบบต่างๆ

การเลี้ยงหอยขมแบบธรรมชาติ

ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวน การมองหาอาชีพเสริมหรืออาชีพทางเลือกที่มั่นคงและยั่งยืนนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในหลายๆอาชีพ และหนึ่งในอาชีพที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบันคือ “การเลี้ยงหอยขม” ไม่ว่าจะเป็น การเลี้ยงหอยขมแบบธรรมชาติ และการเลี้ยงหอยขมในรูปแบบต่างๆ เพราะหอยขมสัตว์เศรษฐกิจตัวเล็กที่สร้างรายได้งาม อีกทั้งยังมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เนื้อสัมผัสที่กรุบกรอบ และคุณค่าทางโภชนาการสูง ทำให้หอยขมเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง การเลี้ยงหอยขมจึงอีกหนึ่งแนวทางอาชีพที่น่าจับตามองสำหรับผู้ที่สนใจ ด้วยต้นทุนที่ไม่สูงมากนัก ดูแลง่าย และสามารถเลี้ยงได้ในพื้นที่จำกัด บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับการเลี้ยงหอยขมอย่างละเอียด ตั้งแต่การเตรียมบ่อ การเลือกพ่อแม่พันธุ์ การดูแล ไปจนถึงช่องทางการจำหน่าย เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจเริ่มเลี้ยงกันครับ

การเลี้ยงหอยขมสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และทรัพยากรที่มี โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักๆ คือ

1).  การเลี้ยงแบบธรรมชาติ

เป็นการเลี้ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น บ่อ หนอง คลอง หรือร่องสวน โดยปล่อยหอยขมลงในแหล่งน้ำนั้นๆ โดยอาศัยอาหารตามธรรมชาติ เช่น ตะไคร่น้ำ พืชน้ำ และอินทรียวัตถุต่างๆ วิธีนี้ลงทุนน้อย แต่ต้องควบคุมสภาพแวดล้อมของแหล่งน้ำให้เหมาะสม

2). การเลี้ยงในรูปแบบต่างๆ 

เป็นการเลี้ยงในบ่อที่สร้างขึ้น เช่น บ่อดิน บ่อซีเมนต์ หรือบ่อพลาสติก เพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมและจัดการได้ง่ายขึ้น แบ่งย่อยได้ดังนี้

  • การเลี้ยงในบ่อดิน  สำหรับการเลี้ยงหอยขมในบ่อดินนั้นเหมาะสำหรับพื้นที่กว้าง การเลี้ยงแบบนี้มีต้นทุนต่ำ แต่ต้องดูแลเรื่องการรั่วซึมของบ่อ และควบคุมศัตรูตามธรรมชาติ
  • การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์  เหมาะสำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่จำกัด การเลี้ยงรูปแบบนี้นั้นสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ดี แต่มีต้นทุนสูงกว่าบ่อดิน เพราะต้องลงทุนเรื่องอุปกรณ์ต่างๆ ด้วย
  • การเลี้ยงในบ่อพลาสติก ข้อดีน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายง่าย แต่ต้องระวังการฉีกขาด และอายุการใช้งานสั้นกว่าบ่อซีเมนต์และบ่อประเภทอื่นๆ

พ่อพันธุ์และแม่พันธุ์หอยขม หาได้จากไหน?

สำหรับการหาพ่อแม่พันธุ์หอยขมนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็นสองแบบแล้วแต่ความสะด้วยเลยครับ ชึ่งสามารถหาได้ดังนี้

พ่อพันธุ์และแม่พันธุ์หอยขม

  • การหาจากแหล่งธรรมชาติ สำหรับการหาโดยวิธีนี้จะประหยัดต้นทุน โดยให้เราเลือกหอยขมตัวโต เปลือกหนา สุขภาพดี จากแหล่งน้ำที่สะอาด ไม่มีสารเคมีปนเปื้อน ตามจำนวนที่เราต้องการได้เลย
  • การซื้อจากฟาร์มเพาะเลี้ยง วิธีนี้จะง่ายแต่ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายบ้างเล็กน้อย โดยเลือกฟาร์มที่น่าเชื่อถือ มีพ่อแม่พันธุ์ที่มีคุณภาพ และมีคำแนะนำในการเลี้ยงด้วยจะดีมาก

หลักสำคัญในการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ นั้นควรเลือกหอยขมที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย เปลือกมีสีเข้ม และมีสุขภาพแข็งแรงเป็นพิเศษครับ

ขั้นตอนการเตรียมบ่อสำหรับการเลี้ยงหอยขม

ในการเตรียมบ่อเลี้ยงหอยขมนั้นมีขั้นตอนที่ไม่ค่อยซับซ้อนมากนัก ขึ้นอยู่กับประเภทของบ่อเลี้ยง บ่อแต่ล่ะประเภทก็จะมีขั้นตอนที่ต้องเตรียมแตกต่างกันออกไปดังนี้

  • บ่อดิน  กรณีบ่อใหม่หรือบ่อเก่านั้น ควรขุดบ่อให้มีความลึกประมาณ 50-80 เซนติเมตร หรือปรับบ่อเก่าให้ลึกหน่อย และปรับสภาพดินก้นบ่อให้เรียบ และทาน้ำปูนขาวเพื่อฆ่าเชื้อโรค ให้ดีก่อนนำหอยขมพ่อแม่พันธุ์ลงปล่อยเลี้ยง บ่อดินนี้สามารถเลี้ยงสัตว์นำประเภทอื่นควบคู่กันไปได้ เช่น กุ้ง ปลา เป็นต้น
  • บ่อซีเมนต์และพลาสติก  บ่อประเภทนี้ควบคุมน้ำง่าย กรณีถ้าเป็นบ่อบ่อซีเมนต์ใหม่ ให้ล้างและแช่ปูนใหม่ให้หมดก่อน โดยการนำต้นกล้วยที่หาได้ทั่วไปมาแช่ ประมาณ 7-14 วัน แล้วทำความสะอาดบ่อให้สะอาด และทาน้ำปูนขาวเช่นกัน

เลี้ยงหอยขม

การเตรียมสภาพน้ำและการปรับสภาพน้ำ

ในการเตรียมสภาพน้ำนั้นให้เติมน้ำสะอาดลงในบ่อ ระดับน้ำประมาณ 30-50 เซนติเมตร และใส่พืชน้ำ เช่น ผักตบชวา จอก แหน หรือสาหร่าย เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของหอยขม แล้วปรับสภาพน้ำให้ดีก่อน อาจใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเล็กน้อย เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชน้ำ (ควรทำก่อนปล่อยหอยขมลงบ่อ 1-2 สัปดาห์)

การให้อาหารหอยขม

สำหรับหอยขมที่เลี้ยงตามธรรมหรือบ่อดิน อาหารธรรมชาติที่หอยขมกินนั้นจะเป็นพวก ตะไคร่น้ำ พืชน้ำ และอินทรียวัตถุต่างๆ ในบ่อ ส่วนอาหารเสริม สามารถให้อาหารเสริม เช่น รำข้าว ข้าวสุก เศษผัก หรืออาหารปลาดุกเล็กบดละเอียด สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ในปริมาณที่พอเหมาะ โดยการสังเกต ปริมาณอาหารที่หอยขมกิน หากอาหารเหลือมาก แสดงว่าให้มากเกินไป ควรลดปริมาณลง

ข้อดีของการเลี้ยงหอยขม

  • ลงทุนต่ำ ใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่หาเลี้ยงได้ง่าย
  • ดูแลง่าย หอยขมเลี้ยงง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อม
  • ใช้น้ำน้อย เลี้ยงในระดับน้ำตื้นๆ ก็ได้แต่น้ำต้องไม่เน่าเสีย
  • ขายได้ราคาดี หอยขมเป็นที่ต้องการของตลาด มีราคาสูง
  • ช่วยรักษาสมดุลระบบนิเวศ หอยขมช่วยกินตะไคร่น้ำและอินทรีย์วัตถุในน้ำ ทำให้คุณภาพน้ำดีขึ้น

ทำไมหอยถึงตายระหว่างเลี้ยง?

เป็นปัญหาที่หลายๆ คนที่เป็นผู้เลี้ยงมือใหม่ที่ต้องเจอ ไม่มากก็น้อยแต่แต่งกันออกไป ซึ่งสาเหตุที่หอยขมตายระหว่างเลี้ยงมีหลายประการ พอจำแนกคร่าวๆ ได้ดังนี้ครับ

  • คุณภาพน้ำไม่ดี หรือน้ำสกปรก เน่าหรือขาดออกซิเจน หรือมีสารเคมีปนเปื้อนอยู่ในน้ำนั้นเอง
  • อุณหภูมิน้ำสูงเกินไป อากาศร้อนจัด ทำให้น้ำร้อน หอยขมจะอ่อนแอและตายได้
  • อาหารไม่เพียงพอหรือมากเกินไป หอยขมขาดอาหาร ทำให้ไม่มีพลังงานและตายในได้ หรือให้อาหารมากเกินไปก็สามารถตายได้เหมือนกันเพราะน้ำอาจเน่าได้
  • ความหนาแน่นของหอยขมในบ่อมากเกินไป  ทำให้เกิดการแก่งแย่งอาหาร และคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม

ศัตรูธรรมชาติ เช่น ปลา กบ นก หรือแมลงบางชนิด ที่กินหอยขมเป็นอาหาร

ข้อควรระวังเพิ่มเติม ในการเลี้ยงหอยขมกันบ้างครับ

  • เราควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ในบ่อบ้าง เพื่อรักษาสภาพน้ำให้ดีตลอดเวลา และเป็นการกำจัดของเสียก้นบ่อด้วย
  • หมั่นสังเกตอาการของหอยขม หากพบหอยขมมีอาการผิดปกติ เช่น เปลือกแตก หรือไม่เคลื่อนไหว ควรรีบหาสาเหตุและแก้ไขโดยด่วน ชักช้าอาจทำให้หอยขมที่เลี้ยงตายได้ทั้งบ่อครับ

ช่องทางการจำหน่ายหอยขม

เมื่อเลี้ยงหอยขมแล้ว ช่องทางการจำหน่ายถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำผลผลิตไปสู่ลูกค้าได้ ผมขอแนะนำแนวทางการจำหน่ายหอยขมคร่าวๆ ซึ่งทุกท่านอาจนำไปปรับตามแต่ละพื้นที่ได้ตามความเหมาะสม ดังนี้ครับ

  • ตลาดสดและตลาดนัด  เป็นช่องทางที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง สามารถนำหอยขมไปวางขายเอง หรือฝากขายกับแม่ค้าในตลาด ควรเลือกตลาดที่มีผู้คนพลุกพล่าน และมีกลุ่มเป้าหมายที่บริโภคหอยขม
  • พ่อค้าคนกลาง พ่อค้าคนกลางจะรับซื้อหอยขมจากเรา แล้วนำไปขายต่อให้กับตลาด ร้านอาหาร หรือผู้บริโภคโดยตรง การขายผ่านพ่อค้าคนกลางอาจได้ราคาที่ต่ำกว่าขายเอง แต่สะดวกและรวดเร็วกว่า
  • ตลาดออนไลน์  ในยุคปัจจุบัน ตลาดออนไลน์เป็นช่องทางที่สำคัญในการขายสินค้า สามารถขายผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Facebook, Line, Shopee หรือ Lazada โดยการโพสต์รูปภาพสินค้า ราคา และรายละเอียดต่างๆ เพื่อดึงดูดลูกค้า
  • ขายส่งให้กับฟาร์มเพาะเลี้ยงอื่นๆ  หากมีปริมาณหอยขมมาก สามารถขายส่งให้กับฟาร์มเพาะเลี้ยงอื่นๆ ที่ต้องการพ่อแม่พันธุ์ หรือหอยขมสำหรับเลี้ยง
  • ขายหน้าฟาร์ม หากฟาร์มตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม สามารถเปิดขายหน้าฟาร์ม เพื่อให้ผู้บริโภคมาซื้อโดยตรง

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ศึกษาข้อมูลและเทคนิคการเลี้ยงหอยขมจากแหล่งต่างๆ เพิ่มเติม www.sarakaset.com เพื่อพัฒนาการเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพหากมีคำถามเพิ่มเติมหรือต้องการข้อมูลเฉพาะด้าน สามารถสอบถามได้เลยนะครับ ยินดีให้คำแนะนำอย่างเต็มที่ครับ

ภาพประกอบจาก | Facebook บัวไล แสนสล่า


บทความอื่นที่น่าสนใจ

สูตรน้ำยาไล่นกพิราบ ใช้ได้ผลหายไปนานจนลืม

สูตรน้ำยาไล่นกพิราบ ใช้ได้ผลหายไปนานจนลืม

สูตรน้ำยาไล่นกพิราบ

หลายๆ บ้านที่อยู่ในพื้นที่ ที่มีนกพิราบอาศัยอยู่จำนวนมากนั้น จะรู้ดีว่าบ้านที่เคยสงบและสะอาดนั้นจะเปลี่ยนเป็นบ้านนกพิราบไปแล้ว ด้วยนกพิราบร้องเสียงดัง สร้างความเบื่อหน่ายแถมยังขี้เลอะเทอะเต็มบ้านไปหมด สร้างความเดือดร้อนเป็นอันมาก วันนี้เราเลยหา สูตรน้ำยาไล่นกพิราบ ใช้ได้ผลหายไปนานจนลืม มาฝากกันครับ

เตรียมวัสดุอุปกรณ์ดังต่อไปนี้

1. ผงซักฟอก 2 ช้อนโต๊ะ
2. ไฮเตอร์ 3 ช้อนโต๊ะ (มีกลิ่นแรงติดทนนาน)
3.น้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ
4.น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
5.เกลือ 1ช้อนโต๊ะ
6. น้ำสะอาด 1- 2 ลิตร

วิธีทำ

ผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ใส่สเปย์ที่ฉีดพ่นไปฉีดจุดที่มีนกพิราบอยู่แนวรั้ว

😲 สำคัญ นำสูตรนี้ใส่ปืนฉีดน้ำไป ฉีดบริเวณนกพิราบอยู่ ฉีดที่หลังคา ซึ่งข้อดีของการใส่ปืนฉีดน้ำนั้น จะยิงไปได้ไกลยิงโดนนกพิราบแม่นยำมากโดนจุดที่นกพิราบอยู่ หรือ อาจจะนำสูตรนี้ใส่ไปในถุง ปาขึ้นหลังคา ให้ถุงแตก ไล่นกพิราบดีมาก กลิ่นจะติดทนอยู่บนหลังคานานมาก

เทคนิคไล่นกพิราบหลายคนไม่รู้!!!

📌ไล่นกพิราบต้องไล่ตอนเย็นๆ ค่ำค่ำ ซึ่งนิสัยนกพิราบจะบินกลับบ้านตอนค่ำให้ฉีดไล่นกพิราบ เน้นไล่ตอนค่ำค่ำ เพื่อไม่ให้นกพิราบกลับมานอน อาศัยอีกต่อไป ทำตามนี้เลยเห็นผลจริง

Cr.รูปภาพ วิชา วันนี้🥰


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ผัดเผ็ดซี่โครงหมู อร่อยเผ็ดจัดจ้าน

ผัดเผ็ดซี่โครงหมู อร่อยเผ็ดจัดจ้าน

ผัดเผ็ดซี่โครงหมู

เมนูอาหารไทยที่รสเผ็ดร้อนสะใจคงต้องยกให้กับเมนู ผัดเผ็ดซี่โครงหมู โดยเฉพาะผัดเผ็ดซี่โครงหมูอ่อนสุดคลาสสิก บอกเลยวิธีทำง่ายมากขั้นตอนการทำก็น้อย ซึ่งบทความนี้เราขอนำเสนอวิธีทำผัดเผ็ดซี่โครงหมู แบบง่ายๆมาเข้าครัวกันเลย

ส่วนผสม ผัดเผ็ดซี่โครงหมู

  • ซีโครงหมู 300 กรัม
  • พริกแกงเผ็ด 2.ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมัน 2ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 1 แก้ว
  • ซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผงชูรส 1 ช้อนชา (ไม่ใส่ก็ได้)
  • ใบมะกรูด 4-5 ใบ

วิธีทำ

1.นำซี่โครงหมูมาหั่นและล้างทำความสะอาด
2.ตั้งกะทะใส่น้ำมัน และพริกแกงผัดให้หอมเติมน้ำเปล่าทีละนิด ผัดให้พริกแกงเข้าเนื้อกับน้ำ
3.เติมหมูลงไป ตามด้วยซีอิ้วขาว เมื่อซี่โครงเริ่มสุกค่อยขนและกลับด้าน (ซี่โครงจะไม่เละและสวย)
4.ปรุงรสด้วย น้ำตาล น้ำปลา ผงชูรส ผงปรุงรส ผัดต่ออีก 5-10 นาที ถ้าน้ำแห้งสามารถเติมน้ำได้
5.ชิมรสตามชอบเติมใบมะกรูด จัดจานเสิร์ฟได้

ใครชอบแทะกระดูกหมูอย่ารอช้า มาทำผัดเผ็ดซี่โครงหมูกันเลย จะโขลกน้ำพริกแกงคั่วเองหรือซื้อน้ำพริกแกงคั่วสำเร็จรูปก็เอาตามสะดวก ถ้าหากเลือกกระดูกหมูอ่อน ๆ มาได้ยิ่งดีจะได้เคี้ยวกรุบ ๆ ทานกับข้าวสวยร้อนอร่อยแน่นอน


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ก๋วยจั๊บน้ำข้นหมูกรอบ รสเข้มข้น กลมกล่อม อร่อยพร้อมวิธีทำ

ก๋วยจั๊บน้ำข้นหมูกรอบ รสเข้มข้น กลมกล่อม อร่อยพร้อมวิธีทำ

ก๋วยจั๊บน้ำข้นหมูกรอบ

ก๋วยจั๊บ คืออะไร?
ก๋วยจั๊บ เป็นก๋วยเตี๋ยวชนิดหนึ่ง ที่ค่อนข้างแตกต่าง จากก๋วยเตี๋ยวชนิดอื่นมากพอสมควร เพราะต้องใช้เส้นก๋วยเตี๋ยวชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า เส้นกวยจั๊บสด แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ กวยจั๊บน้ำข้น และก๋วยจั๊บน้ำใส
สูตรก๋วยจั๊บน้ำข้นหมูกรอบ วิธีทำก๋วยจั๊บ บอกหมดไม่มีกั๊กแน่นอน

ส่วนผสม ก๋วยจั๊บน้ำข้นหมูกรอบ

  • หมูกรอบ 200 กรัม
  • ตับหมู 200 กรัม
  • เลือดหมู 2 ขีด
  • กระเทียมบุบหยาบ 4 กลีบ
  • รากผักชี 2 ราก
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • เต้าหู้ทอด 2 ขีด
  • เส้นก๋วยจั๊บสำเร็จรูป 500 กรัม
  • อบเชย 1 ท่อน
  • โป๊ยกั๊ก 2 ดอก
  • พริกไทยเม็ด 2 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ้วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • น้ำสต๊อก 2 ลิตร
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผงพะโล้ 1 ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย 3 ช้อนชา
  • ซีอิ้วดำ 2 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนวิธีทำ

  1. ตั้งน้ำให้เดือด ใส่เส้นก๋วยจั๊บลงไป ขณะต้มคนเพื่อไม่ให้เส้นติดกัน สุกแล้วตักขึ้นพักไว้ (เวลาต้มค่อยๆใส่เส้นก๋วยจั๊บทีละแผ่น)
  2. ตั้งกะทะใส่น้ำมันผัดรากผักชี กระเทียม อบเฉย โป๊ยกั๊ก ผงพะโล้ พริกไทย ผัดให้หอม ตามด้วยเครื่องปรุงรส ซีอิ้วขาว น้ำมันหอย น้ำตาล ซีอิ้วดำ เกลือ น้ำปลา น้ำสต๊อกตั้งไฟกลาง
  3. ระหว่างรอให้นำตับหมู ไข่ไก่ เต้าหู้ ลงไปต้มให้สุก แล้วตักออก ตามด้วยใส่เลือดหมูลงไปต้ม
  4. นำตับหมูมาหั่นแต่พอคำพักไว้
  5. ตกแต่งจาน วางเส้นลงไป ตามด้วยไข่ต้มผ่าซีก หมูกรอบ ตับ ฟองเต้าหู้ รดน้ำซุป ตามด้วยต้นหอม ผักชี กระเทียมเจียว เสิร์ฟได้

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

แกงเห็ดใส่หน่อไม้ อาหารอีสานรสชาติแซ่บนัว

แกงเห็ดใส่หน่อไม้ อาหารอีสานรสชาติแซ่บนัว

แกงเห็ดใส่หน่อไม้ รวมผักหลายชนิดไว้ในหม้อ น้ำใบย่านางเข้มข้น ใส่ข้าวเบือ รวมความแซ่บนัวจริง ๆ กับเมนูอาหารอีสานรสชาติแซ่บนัว ทำง่ายๆ ไม่ยุ่งยากอะไร จะมีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้างไปดูกันเลย

ส่วนผสมและเครื่องปรุง

  • ใบย่านาง 20 ใบ
  • น้ำเปล่า 3 ถ้วย
  • หอมแดง 5 หัว (60 กรัม)
  • พริกกะเหรี่ยง 25-30 เม็ด (20 กรัม)
  • ตะไคร้ 3 ต้นใหญ่
  • หน่อไม้ต้มสุก หั่นชิ้นพอคำ 170 กรัม
  • ฟักทอง 120 กรัม
  • เห็ดหลาย ๆ อย่าง รวมกัน 160 กรัม (เช่น ออรินจิ เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดชิเมจิ เห็ดเข็มทอง ฯ)
  • เห็ดหูหนู 110 กรัม
  • ชะอมเด็ด 30 กรัม
  • ใบแมงลัก 30 กรัม
  • น้ำปลาร้า 1/2 ถ้วย
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • ข้าวเหนียว (ดิบ) 2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกกะเหรี่ยง สำหรับโรยหน้าตามชอบ

ขั้นตอนวิธีการทำ

เริ่มแรก … เรามาเตรียมในส่วนของข้าวเบือกันก่อน โดยใช้ถ้วยย่อม ๆ หรือเล็กๆ  มาชัก 1 ใบ ใส่ข้าวเหนียวดิบที่ล้างสะอาดแล้วลงไป ตามด้วยน้ำเปล่าพอท่วม จากนั้นก็พักไว้ประมาณ 1-2 ชม.

ข้าวเบือ คืออะไร? 

การนำข้าวสารดิบ (ข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้าก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่จะใช้ข้าวเหนียว) ไปแช่น้ำจนนิ่ม แล้วเอาไปตำ/ปั่นให้ละเอียด ก่อนที่จะเอาไปปรุงรสในอาหารหลาย ๆ อย่าง เพื่อให้อาหารนั้นมีความข้นมากขึ้น

ระหว่างนั้นเราก็จะมาเตรียมในส่วนอื่นๆ ของแกงกัน

เริ่มจาก น้ำใบย่านาง กันก่อน โดยการหยิบเครื่องปั่นน้ำผลไม้มา ใส่ใบย่านางลงไป ตามด้วยน้ำเปล่าครึ่งนึง นำไปปั่นให้ละเอียด แล้วกรองเอาแต่น้ำไว้  แต่ถ้าใครไม่มีเครื่องปั่นหรืออยากใช้วิธีดั้งเดิมก็ง่ายมาก นำใบย่านางที่ล้างสะอาดแล้วใส่ในกาละมังใบโตหน่อย จากนั้นก็ใส่น้ำเปล่าตามลงไปพอท่วม ขยำ ๆ ด้วยมือ จนน้ำกลายเป็นสีเขียว ก็กรองเอาไว้แต่น้ำ ส่วนกากใบย่านางก็ทิ้งไป

ขั้้นตอนต่อมาจะเป็นในส่วนของเครื่องแกงกัน ก็ให้เราหยิบครกมา นำใส่หอมแดงกับพริกกะเหรี่ยงลงไป ตำให้แหลกพอประมาณ เสร็จแล้วก็ตักใส่ถ้วยเอาไว้ก่อน  *** บางสูตร บางพื้นที่เค้าใส่กระเทียมด้วย***

จากนั้นเอาข้าวเบือที่นุ่มได้ที่แล้ว (ถ้าไม่นุ่ม ก็ต้องออกแรงตำกันมากหน่อย) มาใส่ครก ตำข้าวให้แหลกจนเป็นเลน แล้วตักใส่ถ้วยรอไว้เหมือนกัน

ในส่วนของผัก เราจะใช้ตะไคร้ หน่อไม้ ฟักทอง เห็ด ชะอม แมงลัก  สำหรับตะไคร้นั้น ให้เราหั่นเป็นท่อนสั้น และ ฟักทอง ให้หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ การทำอาหารไม่มีสูตรตายตัว บางคนก็นิยมหั่นตะไคร้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วตำรวมไปกับเครื่องเลยเลย ก็ได้เหมือนกัน

ในส่วนของขั้นตอนการเตรียมเห็ดนั้นก็ทำไม่ยาก

  • เห็ดหูหนู ตัดโคนทิ้งแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ
  • เห็ดชิเมจิ ตัดโคนทิ้ง แล้วแยกไว้เป็นดอก ๆ แต่ถ้าดอกไหนเล็กมาก ก็แย่เป็นกลุ่ม ๆ ก็ได้
  • เห็ดออรินจิ ก็หั่นไว้เป็นชิ้นพอคำ

ใบแมงลัก เด็ดเอาเฉพาะส่วนใบ ไม่เอาก้านใบ เพราะบางทีเวลาตักกินมันจะพันช้อน แต่ถ้าส่วนไหนใบเล็กมาก เช่นใบตรงยอด ก็เด็ดมาทั้งยอดเลย

ชะอม ถ้าเป็นยอดอ่อน ๆ ให้เด็ดมาทั้งยอดเลย แต่ถ้ายอดอ่อนอันไหนยาวหน่อยก็เด็ดเป็น 2 ท่อน แต่ถ้าอันไหนเป็นยอดที่เริ่มแก่และใบเริ่มบานแล้ว ก็ให้เรารูดเอาเฉพาะใบจากด้านบนลงด้านล่าง ส่วนก้านเราไม่เอา

แกงเห็ดใส่หน่อไม้

เมื่อเราเตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มาลงมือทำกันกันเลย

  • เริ่มจากตั้งหม้อบนเตา เทน้ำใบย่านางที่เราเตรียมไว้ใส่ลงไป ตามด้วยน้ำเปล่าที่เหลือ เปิดไฟกลางๆ  พอน้ำซุปในหม้อเดือดก็ใส่เครื่องแกงที่เราตำไว้ลงไป ตามด้วยตะไคร้
  • จากนั้นก็ใส่ฟักทองกับหน่อไม้ที่ต้มสุกแล้วลงไป (ถ้าใครใส่มะเขือเปราะ มะเขือยาว ก็หั่นแล้วใส่ไปตอนนี้เลย) พอฟักทองสุกดีก็ใส่เห็ดทั้งหมดลงไปเลย
  • ตามด้วยน้ำปลาร้า คนพอเข้ากัน … แล้วลองตักน้ำซุปขึ้นมาชิมดูว่าเค็มประมาณไหนนะคะ เพราะน้ำปลาร้าแต่ละยี่ห้อแต่ละที่มามันก็จะเค็มหอมต่างกันนิดนึงค่ะ ถ้ายังเค็มไม่พอก็เติมน้ำปลาเพิ่มลงไปได้ (พิมเติมน้ำปลาเพิ่ม 2 ช้อนโต๊ะ) พอเค็มเผ็ดหอมได้ที่แล้ว ก็ค่อยใส่ข้าวเบือลงไป คนให้เข้ากัน แล้วทิ้งไว้ประมาณ 2 นาที
  • พอข้าวเบือสุก น้ำซุปในหม้อแกงของเราก็จะมีความข้นหนืดขึ้นเล็กน้อย ก็ให้เราใส่พริกกะเหรี่ยงที่เหลือ ชะอม และใบแมงลักลงไป  คนให้เข้ากันอีกที ก็ปิดไฟเตา ตักใส่ชาม กินร้อนๆ ได้เลย

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ