ทำเกษตรผสมผสานแบบไม่มีไฟฟ้า บนพื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน สู่ความพอเพียงที่ยั่งยืน

(คลิป) ทำเกษตรผสมผสานแบบไม่มีไฟฟ้า บนพื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน สู่ความพอเพียงที่ยั่งยืน

ทำเกษตรผสมผสาน

ในยุคที่เทคโนโลยีและเครื่องมืออำนวยความสะดวกเข้ามามีบทบาทในทุกมิติของชีวิต หลายคนอาจคิดว่า การทำเกษตรต้องพึ่งพาไฟฟ้าและระบบชลประทานที่ทันสมัยจึงจะประสบความสำเร็จ แต่สำหรับ “คุณพ่อผู้ใหญ่สมานชัย” แห่งบ้านหนองผือ ตำบลหนองหลวง อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร กลับเลือกแนวทางที่แตกต่าง เขาพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้ไม่มีไฟฟ้าและระบบน้ำที่ทันสมัย การทำเกษตรแบบพึ่งพาตัวเองก็สามารถเจริญงอกงามและสร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืน

ด้วยพื้นที่เพียง 1 ไร่ 2 งาน คุณพ่อผู้ใหญ่สมานชัยเริ่มต้นทำเกษตรผสมผสานด้วยความตั้งใจ แม้จะไม่มีไฟฟ้าและไม่มีปั๊มน้ำช่วยรดน้ำต้นไม้ แต่เขาไม่ย่อท้อ หิ้วถังน้ำรดน้ำต้นไม้ด้วยมือทุกวันมาตลอด 2 ปีเต็ม หลายคนอาจมองว่าการทำเช่นนี้เป็นภาระที่หนักหนา แต่สำหรับเขา นี่คือการฝึกวินัย สร้างความอดทน และเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

“เรามีเนื้อที่ก็ไม่ถึงกับมากมาย 1 ไร่ เราก็ทำได้ หรือจะมีแค่ 3 งาน เราก็ทำได้ ขอแต่เพียงว่าใจเรารักในการทำเกษตร เราปลูกอะไรที่เราอยากกินในสวนเรา เราไม่ต้องไปซื้อ ทุกอย่างจะช่วยลดต้นทุนในครัวเรือน” นี่คือคำพูดของคุณพ่อผู้ใหญ่สมานชัยที่สะท้อนถึงหลักคิดง่ายๆ แต่ทรงพลังของการทำเกษตรพอเพียง

ไม่มีไฟฟ้า ก็ทำได้ ไม่ต้องรอให้พร้อม

สำหรับหลายคน ปัจจัยสำคัญในการทำเกษตรคือไฟฟ้าเพื่อใช้สูบน้ำ หรือใช้เครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆ แต่คุณพ่อผู้ใหญ่สมานชัยกลับมองว่า “การรอให้พร้อม” เป็นเพียงข้ออ้างของคนที่ยังไม่ได้ลงมือทำจริง ๆ

“จะทำอะไร ไม่ต้องรอให้พร้อม อย่างเช่นไฟฟ้ากว่าจะมาอีกต้องปีสองปี หรือหลายปี เราปลูกไปก่อนเลย กว่าไฟฟ้าจะมาต้นไม้ที่เราปลูกก็เริ่มโต เราต้องคิดว่าไม่มีไฟฟ้าเราจะต้องทำอย่างไร บางคนไม่มีไฟฟ้า ใจก็ไม่สู้ คิดว่าต้องตักน้ำมารดต้นไม้โดยไม่ใช้ปั๊มเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเรามีใจ ต่อให้ไม่มีปั๊มน้ำเราก็รดน้ำต้นไม้ได้ โดยการตักมารด แถมได้กำลังกายอีกต่างหาก”

สวนของคุณพ่อผู้ใหญ่สมานชัยไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่เป็นการผสมผสานหลากหลายพืชและสัตว์ให้เกิดระบบนิเวศที่สมดุลและยั่งยืน

  • ปลูกพืชหลากหลายชนิด เช่น มะละกอ กล้วย มะม่วง ข้าวโพด ฟักทอง และผักสวนครัวต่าง ๆ ที่ให้ผลผลิตหมุนเวียนตลอดทั้งปี
  • เลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไป เช่น เป็ด ไก่ และปลา เพื่อให้เกิดการพึ่งพากันภายในระบบ เช่น มูลสัตว์สามารถนำมาทำปุ๋ยอินทรีย์ได้
  • ใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การเก็บน้ำฝนในถังเก็บน้ำ การใช้เศษใบไม้และฟางคลุมดินเพื่อลดการระเหยของน้ำ

แม้ไม่มีเครื่องมือไฮเทค ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีเครื่องมือทันสมัย แต่คุณพ่อผู้ใหญ่สมานชัยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ถ้ามีใจรักและมีความตั้งใจจริง การทำเกษตรแบบพอเพียงก็สามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

หากใครกำลังมองหาแนวทางในการทำเกษตรผสมผสานแบบเรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพ ไม่ต้องลงทุนมาก และสามารถทำได้จริง ลองนำแนวทางของคุณพ่อผู้ใหญ่สมานชัยไปปรับใช้ดู แล้วคุณจะพบว่า การทำเกษตรไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงแค่เริ่มต้นลงมือทำด้วยหัวใจที่รักในธรรมชาติและความพอเพียง

สำหรับใครที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถชมคลิปของ “ชาวสวนยุคใหม่” ที่พาไปเยี่ยมชมสวนของคุณพ่อผู้ใหญ่สมานชัย รับรองว่าได้ไอเดียดี ๆ กลับไปแน่นอน!

ฝากกดไลค์ กดแชร์ ติดตามช่องได้ที่ 👇
ที่มา Youtube Channel : ชาวสวนยุคใหม่
คลิป : https://www.youtube.com/watch?v=QxB_2hr5RgE&t=12s


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปั้นหยาไม่ตกยุค! บ้านทรงปั้นหยาสมัยใหม่ ที่ผสานความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว

ปั้นหยาไม่ตกยุค! บ้านทรงปั้นหยาสมัยใหม่ ที่ผสานความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว

บ้านทรงปั้นหยาสมัยใหม่

บ้านทรงปั้นหยาสมัยใหม่


สวัสดีครับวันนี้เรามีบ้านสวยๆ สไตล์ร่วมสมัย มาฝากกันอีกเช่นเคยเป็น บ้านทรงปั้นหยาสมัยใหม่ ที่ผสานความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว ฟังก์ชั่นขนาด 3 ห้องนอน (1 Master) 4 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงนั่งเล่นกว้าง พร้อมห้องรับประทานอาหารและห้องครัว มีเฉลียงนั่งหน้าประตูทางเข้า พื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 180 ตารางเมตร จะสวยขนาดไหน เชิญชมรายละเอียดตัวบ้านดูครับ

บ้านทรงปั้นหยาสมัยใหม่

ตัวบ้านยกพื้นสูงทาสีเทาเข้มที่ขอบพื้นผนังด้านล่างช่วยกันเปื้อนผนัง พร้อมเทพื้นคอนกรีตเป็นทางเดินรอบตัวบ้าน ผนังด้านหน้าแต่งด้วยไม้เทียมสีน้ำตาลอ่อนและเข้มเพิ่มลูกเล่นให้กับผนัง กรุด้วยหินตกแต่งสีเทาดำ ติดไฟกิ่งนอกช่วยส่องตัวบ้านและส่องสว่างในตอนกลางคืน

บ้านทรงปั้นหยาสมัยใหม่

ห้องด้านหน้าเป็นบานกระจกกว้าง ช่วยรับแสงและชมวิวด้านนอก  มีเฉลียงหน้าประตูทางเข้าหลัก ปูพื้นกระเบื้องสีน้ำตาลเข้ม แต่งเสาด้านหน้าด้วยหินตกแต่งสีเทาดำ เพิ่มลูกเล่นให้กับตัวบ้านด้วยหินตกแต่งสีน้ำตาลอ่อน

บ้านทรงปั้นหยาสมัยใหม่

บ้านทรงปั้นหยาสมัยใหม่

บ้านทรงปั้นหยาสมัยใหม่

บ้านทรงปั้นหยาสมัยใหม่

บ้านทรงปั้นหยาสมัยใหม่

ห้องนั่งเล่นสำหรับครอบครัวและเป็นห้องรับแขกสุดหรู ดูดีมีสไตล์ ตกแต่งได้อย่างลงตัว ผนังโทนสีขาวสะอาดทำให้ห้องดู สว่างและกว้างขวาง พื้นไม้สีอ่อนเข้ากันได้ดีกับเฟอร์นิเจอร์สีเทา วางอยู่ตรงกลางห้อง ด้านหน้ามี โต๊ะกลาง พร้อมตู้โชว์บานกระจก พร้อมไฟ LED ดูทันสมัย ผ้าม่านสีเข้ม ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับห้อง

โคมไฟแชนเดอเลียร์ ขนาดใหญ่ ประดับอยู่บนเพดาน ให้แสงสว่างและเพิ่มความหรูหราให้กับห้อง

ด้านในเป็นห้องโถงกว้าง ปูพื้นลายไม้โทนสีน้ำตาล พื้นที่ห้องโถงเชื่อมต่อไปยังห้องทานอาหารที่อยู่มุมหน้าบ้าน มีห้องน้ำส่วนกลางของตัวบ้าน และส่วนครัวอยู่ทางด้านหลัง

ห้องนอนสีขาวสว่าง สะอาด น่าพักผ่อน เรียบง่ายแต่โปร่งสบาย ด้วยโทนสีขาวสะอาดตา พื้นไม้สีอ่อนเข้ากันได้ดีกับสีขาวของห้อง ทำให้ห้องดู สว่างและกว้างขวาง มี เตียงนอนขนาดใหญ่ หน้าต่างบานใหญ่สองบาน อยู่ด้านข้างเตียง เปิดรับแสงธรรมชาติจากภายนอก ทำให้ห้องดูสว่างและไม่อับ

ในห้องน้ำกรุกระเบื้องผนังโทนสีขาวลายเทาอ่อน พื้นที่กว้างขวางฟังก์ชั่นครบครัน  ติดตั้งอ่างอาบน้ำไว้ด้านใน มีหน้าต่างบานกว้างช่วยรับแสง ระบายอากาศ และระบายความชื้นภายในห้อง

ทางเว็บเป็นเพียงสื่อกลางในการแบ่งปันไอเดียเกี่ยวกับบ้านให้เพื่อนๆได้ชมเท่านั้น มิได้รับสร้างบ้านหรือออกแบบบ้านใดๆทั้งสิ้น และเราจะสรรหาไอเดียดีๆมาแบ่งปันเพื่อนๆอีกเรื่อยๆ ตามความเหมาะสม ขอขอบคุณที่ติดตามกันครับ (หากท่านใดสนใจสามารถติดต่อเจ้าของโดยตรงตามข้อมูลในแต่ละบทความได้เลยครับ)


บทความอื่นที่น่าสนใจ

น้ำหมักชีวภาพ จากถั่ว

น้ำหมักชีวภาพ จากถั่ว

น้ำหมักชีวภาพ จากถั่ว

น้ำหมักชีวภาพ จากถั่ว เป็นสารเร่งการเจริญเติบโตของพืชที่ได้จากการหมักถั่วเหลืองร่วมกับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เช่น จุลินทรีย์หน่อกล้วย หรือ อีเอ็ม (Effective Microorganisms) ช่วยเสริมธาตุอาหารให้พืช และสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพ หรือสารเร่งการเจริญเติบโตของพืชได้ น้ำหมักชีวภาพจากถั่วเหลือง 2 สูตร ที่ใช้เวลาในการหมัก 2 เดือนและ 4 เดือน

พบสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่

  • ออกซิน (กรดอินโดล 3 อะซิติก) ที่ระดับ 0.11 และ 1.94 มิลลิกรัม/ลิตร
  • ไซโดไคนิน (ไคเนติน) ที่ระดับ 4.95 และ 4.09 มิลลิกรัม/ลิตร

ธาตุอาหารพืชที่เป็นธาตุหลัก ได้แก่

  • ไนโตรเจน ที่ระดับ 1.09% และ0.71%
  • ฟอสฟอรัส ที่ระดับ 0.09% และ 0.25%
  • โพแทสเซียม ที่ระดับ 1.15% และ 1.03%
  • ส่วนปริมาณธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม พบในปริมาณน้อย

วัสดุที่ต้องเตรียม

  • ถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม (ถั่วอื่นๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง)
  • สับปะรด 2 กิโลกรัม
  • กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม
  • น้ำชาวข้าว 10 ลิตร

วิธีการทำ

  • แช่เมล็ดถั่วเหลืองทิ้งไว้ข้ามคืน
  • นำถั่วเหลืองที่ได้มาโขลกให้ละเอียด
  • ตวงน้ำซาวข้าว 10 ลิตร ใส่ถังหมัก
  • ตามด้วยสับปะรดหั่นเป็นชิ้นเล็ก 2 กิโลกรัม และกากน้ำตาล 1 กิโลกรัม แล้วคนส่วนผสมให้เข้ากัน
  • เทถั่วเหลืองที่บดละเอียด ลงถังหมัก คลุกเคล้าให้เข้ากัน
  • หมักทิ้งไว้ 14 วัน หมั่นคนทุกวัน กรองเอาแต่น้ำไปใช้

การนำไปใช้

  • ฉีดพ่นทางใบ ใช้ 10-20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร
  • รดลงดิน ใช้ 50 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร *ใช้ในช่วงที่พืชมีการเจริญเติบโตทางต้น ลำต้นและใบ

ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์ศึกษาและพัฒนเขาหินซ้อน (http://www.khaohinsorn.com/)


บทความอื่นที่น่าสนใจ

น้ำหมักชีวภาพ จากไข่ (ฮอร์โมนไข่)

น้ำหมักชีวภาพ จากไข่ (ฮอร์โมนไข่)

น้ำหมักชีวภาพ จากไข่ (ฮอร์โมนไข่)

ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพด้านการเกษตร ใช้ฉีดพ่นหรือเติมในดินหรือน้ำ ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ในดินและน้ำ ช่วยปรับสภาพโครงสร้างของดินทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี ช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ในดิน ช่วยเพิ่มอัตราการย่อยสลายสารอินทรีย์ในดินและน้ำ ใช้รดต้นพืชหรือแช่เมล็ดพันธุ์ ท่อนพันธุ์เพื่อเร่งการเกิดราก และการเจริญเติบโตของพืช เป็นสารที่ทำหน้าที่เหมือนฮอร์โมนพืชกระตุ้นการเกิดราก ใช้ฉีดพ่นในแปลงเกษตรช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช ช่วยในการแตกตาดอก เพิ่มความแข็งแรง ช่วยต้านแมลงศัตรูพืช และลดจำนวนแมลงศัตรูพืช ทำให้ผลผลิตและคุณภาพสูงขึ้น ปัจจุบันน้ำหมักชีวภาพที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและได้รับความนิยมในการปลูกผักอินทรีย์

วัสดุที่ต้องเตรียม

  1. ไข่ไก่ทั้งเปลือก 2 กิโลกรัม
  2. ยาคูลท์ 1 วด
  3. ลูกแป้งข้าวหมาก 1 ลูก
  4. น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม
  5. น้ำสะอาด 1 ลิตร

วิธีการทำ

  1. นำไข่ไก่ 2 กิโลกรัม ล้างให้สะอาด ตีให้เข้ากัน ส่วนเปลือกทุบให้ละเอียด ใส่ภาชนะที่มีฝาปิด
  2. เติมยาคูลท์ 1 ขวด แล้วคนให้เข้ากัน
  3. เติมลูกแป้งข้าวหมาก ที่บดละเอียดแล้ว 1 ลูก
  4. เติมน้ำตาลทรายแดง คนให้ละลายเข้ากันกับไข่
  5. เติมน้ำสะอาดลงไป 1 ลิตร คนให้เข้ากัน
  6. คลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 14 วัน จึงนำไปใช้

การนำไปใช้

  1. น้ำหมักชีวภาพจากไข่ 10-20 ซีซี ผสมน้ำหมักชีวภาพจากหน่อกล้วย 10-20 ซีซี ในน้ำ 20 ลิตร รดลงดินหรือฉีดพ่นได้กับพืชทุกชนิด สัปดาห์ละครั้ง
  2. ใช้กับสัตว์ 1 ซีซีต่อน้ำ 5 ลิตร คลุกให้หัวอาหารหรือผสมน้ำ

ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์ศึกษาและพัฒนเขาหินซ้อน (http://www.khaohinsorn.com/)


บทความอื่นที่น่าสนใจ

น้ำหมักชีวภาพ จากนม

น้ำหมักชีวภาพ จากนม

น้ำหมักชีวภาพ จากนม

ประโยชน์มีกรดแลคติดที่ช่วยทำให้ดินร่วนซุย มีสารส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชกลุ่มออกซิน ไซโตไคนิน ปริมาณธาตุอาหารหลัก และธาตุอาหารรอง ที่ช่วยบำรุงต้น และกระตุ้นยอดอ่อนของพืช

วัสดุที่ต้องเตรียม

  1. นมสด 10 กิโลกรัม
  2. กากน้ำตาล 3 กิโลกรัม (หรือน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม)
  3. น้ำหมักชีวภาพจากหน่อกล้วย 200 ซีซี (ประมาณ 1 แก้ว)

วิธีการทำ

  1. นำนมสด ตวงใส่ภาชนะให้ได้ 10 กิโลกรัม
  2. เทนมสดลงถังหมัก
  3. จากนั้นเติมน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม
  4. เติมจุลินทรีย์หน่อกล้วย 200 ซีซี
  5. คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 14 วัน
  6. ในกระบวนการหมักจะเกิดการแยกชั้นเป็น 2 ส่วน โดยด้านนมจะเกิดเป็นชั้นไข ด้านล่างเป็นน้ำใส ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้ง 2 ส่วน

การนำไปใช้

  1. ใช้เป็นน้ำยาเร่งราก ตัดชิ้นไขที่เกิดด้านบน 2 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำ 10 ลิตร ผสมให้เข้ากัน แล้วนำกิ่งพันธุ์พืชแช่ไว้ประมาณ 10 นาที แล้วจึงนำไปปลูกในถุงปักชำ (ยากยังไม่ใช้สามารถตักชิ้นไขเก็บรักษาในตู้เย็นไว้ได้)
  2. ใช้บำรุงต้น กระตุ้นยอดอ่อน ใช้น้ำหมักฯ ที่เป็นชั้นน้ำใสด้านล่าง อัตรา 10-20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นด้นพืช สัปดาห์ละครั้ง

ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์ศึกษาและพัฒนเขาหินซ้อน (http://www.khaohinsorn.com/)


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

น้ำหมักชีวภาพ สูตรกำจัดแมลงแบบเร่งด่วน (ใช้ได้ใน 10 นาที)

น้ำหมักชีวภาพ สูตรกำจัดแมลงแบบเร่งด่วน (ใช้ได้ใน 10 นาที)

น้ำหมักชีวภาพ สูตรกำจัดแมลงแบบเร่งด่วน (ใช้ได้ใน 10 นาที)

เคยไหมเวลาที่เรานั่งกินข้าวอยู่ดี ๆ แมลงวันบินมาตอม! หรือดูแลต้นไม้สุดรัก แต่กลับโดนเพลี้ยหรือหนอนโจมตีซะยับ จะใช้สารเคมีก็กลัวอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม  วันนี้เรามีสูตรเด็ดจากธรรมชาติที่จะช่วยกำจัดแมลงได้แบบง่าย ๆ ปลอดภัยสุด ๆ นั่นก็คือ ” สูตรกำจัดแมลงแบบเร่งด่วน (ใช้ได้ใน 10 นาที) “

วัสดุที่ต้องเตรียม

  1. พริกแกงเผ็ด 2 ช้อนแกง
  2. กาแฟผง 2 ช้อนแกง
  3. ขมิ้นผง 2 ซอง (หรือ 2 ช้อนแกง)
  4. ยาฉุน 2 ซอง
  5. สุราขาว 1 ขวดใหญ่

วิธีการทำ

  1. ใส่ทุกอย่างลงไปคนๆๆๆๆๆ ประมาณ 10 นาที ก็กรองเอาแต่น้ำไปใช้
  2. อัตราส่วน 50 มล.ต่อน้ำ 20 ลิตร (ควรมีเครื่องป้องกันผิวและดวงตาขณะใช้งาน)

คุณสมบัติ

  1. สามารถกำจัดแมลงศัตรูพืชได้เกือบทุกชนิด และทำให้ไข่แมลงฝ่อ ลดการระบาดซ้ำ
  2. ข้อจำกัด – เก็บได้ไม่เกิน 7 วัน หากมีพื้นที่น้อยควรลดสัดส่วนลงปล. กากที่เหลือห่อถุงผ้าแขวนไว้รอบๆแปลง จะช่วยป้องกันแมลงได้อีกทาง

ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์ศึกษาและพัฒนเขาหินซ้อน (http://www.khaohinsorn.com/)


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น สวยงามทันสมัย อบอุ่นและน่าอยู่

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น สวยงามทันสมัย อบอุ่นและน่าอยู่

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น


       บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น เหมาะกับครอบครัวขนาดกลางไปถึงขนาดใหญ่ การออกแบบให้ความสำคัญในเรื่องของความสงบ ความเป็นส่วนตัว และความอบอุ่น การเลือกใช้วัสดุคำนึงถึงสภาพภูมิอากาศ หน้าบ้านสามารถเปิดรับแสงและอากาศในช่วงเวลาที่ต้องการ สำหรับบ้านที่เราจะนำมาเสนอเพื่อเป็นไอเดียในวันนี้ เป็นบ้าน ที่มีฟังก์ชั่น 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องครัว พื้นที่ใช้สอย  121 ตร.ม. ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก  บ้านรักษ์นครราชสีมา จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ที่มา : เพจบ้านรักษ์

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

ประตู เลือกเป็นประตูไม้สีน้ำตาลธรรมชาติขนาดใหญ่ ดูแข็งแรงและอบอุ่น เหมาะกับการออกแบบของตัวบ้าน โดยรวมแล้วบ้านหลังนี้มีดีไซน์ที่ทันสมัย ผสมผสานความหรูหราและความเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับครอบครัวยุคใหม่ที่ต้องการความโปร่งสบายและมีสไตล์

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

บ้านสไตล์โมเดิร์นที่มีการออกแบบภายในให้ดูหรูหราและโปร่งโล่ง พื้นที่ภายในตกแต่งด้วยโทนสีขาว เทา และน้ำตาล ให้ความรู้สึกอบอุ่นและทันสมัย โดยพื้นบ้าน นั้นเลือกใช้กระเบื้องลายหินอ่อนสีขาวเงางาม ช่วยเพิ่มความหรูหราและทำให้พื้นที่ดูกว้างขึ้น

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

และผนัง มีการตกแต่งด้วยผนังปูนเปลือยขัดมันในบางจุด ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติและเข้ากับสไตล์โมเดิร์น อีกทั้งเพดาน มีการเล่นระดับและติดตั้งไฟซ่อน พร้อมโคมไฟทรงทันสมัยแบบห่วง เพิ่มความโดดเด่นให้กับพื้นที่ หน้าต่าง เลือกเป็นกระจกบานสูงขอบสีดำ รับแสงธรรมชาติได้เต็มที่ ช่วยให้ภายในบ้านสว่างและดูโปร่งโล่ง

บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น

ผนังห้อง มีการเล่นสีให้ดูมีมิติ ผนังหลักเป็นสีเทาเข้ม ดูเท่ ๆ แต่เพิ่มความสดชื่นด้วยผนังสีเขียวพาสเทลด้านหนึ่ง ทำให้ห้องดูไม่จืดชืดจนเกินไป หน้าต่างบานใหญ่ รับแสงธรรมชาติเต็มที่ ทำให้ห้องดูสว่างและไม่อึดอัด แถมยังมองวิวด้านนอกได้ด้วย มาพร้อมแอร์ติดผนัง ติดตั้งมาให้เรียบร้อย อยู่ในตำแหน่งที่กระจายความเย็นได้ทั่วถึง โดยรวมแล้วเป็นห้องที่เหมาะกับการพักผ่อนมาก ๆ

ห้องครัวนั้นเป็นสไตล์โมเดิร์น ที่ดูเรียบง่ายแต่มีความหรูหราในตัว เคาน์เตอร์ครัว ทำจากกระเบื้องหินอ่อนสีเทาให้ลุคเท่ ๆ เตาแก๊สเป็นแบบฝัง ทำให้พื้นที่ดูเรียบร้อย ใช้งานง่าย และมีเครื่องดูดควันสแตนเลสติดตั้งด้านบน ช่วยระบายกลิ่นเวลาทำอาหาร พร้อมอ่างล้างจาน เป็นแบบ 2 หลุม ใช้งานสะดวก ติดตั้งใกล้หน้าต่าง ทำให้ล้างจานไป ชมวิวไปได้เพลิน ๆ ผนังนั้น ปูด้วยกระเบื้องสีขาวลายหินอ่อน ดูสะอาดตาและทำให้ห้องดูกว้างขึ้น ส่วนประตูนั้นเลือกใช้ประตูไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งโดยรวมแล้วเป็นครัวที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ดูดีมีสไตล์ และเหมาะกับบ้านยุคใหม่สุด ๆ!

ห้องน้ำนั้นออกแบบเป็นสไตล์โมเดิร์นสีขาวสะอาดตา เรียบง่ายสวยงามแดูสะอาดตา และการจัดวางอุปกรณ์ที่ลงตัวไม่ว่าจะเป็น มุมอาบน้ำ สุขภัณฑ์ อ่างล้างหน้า ทำให้ห้องน้ำดูกว้างขวาง ถึงแม้จะมีพื้นที่จำกัด

ท่านที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ เพจบ้านรักษ์ ตามเบอร์โทรด้านล่างนี้เลย

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์: 065-787-8922 หรือ 065-423-5361

หมายเหตุ : ทางเพจไม่ได้รับสร้างบ้าน เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

น้ำหมักชีวภาพ จากเศษอาหาร

น้ำหมักชีวภาพ จากเศษอาหาร

น้ำหมักชีวภาพ จากเศษอาหาร

น้ำหมักชีวภาพ จากเศษอาหาร คือ สารละลายที่ได้จากการหมักเศษอาหารหรือวัสดุอินทรีย์อื่น ๆ ด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เช่น จุลินทรีย์ในน้ำตาลโมลาส หรือน้ำตาลทรายแดง โดยกระบวนการหมักจะทำให้เกิดการย่อยสลายของสารอินทรีย์ และได้สารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพสำหรับพืช หรือเป็นน้ำยาทำความสะอาดได้

คุณสมบัติในการบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น ลดกลิ่นเหม็นตามท่อระบายน้ำและทำความสะอาดคอกสัตว์

วัสดุที่ต้องเตรียม

  1. เศษอาหารในครัวเรือน 3 กิโลกรัม
  2. กากน้ำตาล 2 กิโลกรัม (หรือน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม)
  3. น้ำหมักชีวภาพจากหน่อกล้วย 200 ซีซี (ประมาณ 1 แก้ว) หรือใช้สารเร่ง พด.6
  4. น้ำ 1 ลิตร (หากเศษอาหารมีน้ำแกงอยู่แล้วไม่ต้องเติมน้ำเปล่าเพิ่ม)

วิธีทำน้ำหมักชีวภาพ จากเศษอาหาร

  1. ชั้งน้ำหนักเศษอาหารที่ได้ในครัวเรือน
  2. เทกากน้ำตาล 2 กิโลกรัม กับน้ำในถังหมัก
  3. ละลายส่วนผสมให้เข้ากัน
  4. เทเศษอาหารลงในถังหมัก
  5. คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน
  6. เติมจุลินทรีย์ลงในถัง หมักทิ้งไว้ 14 วัน ผิดฝาตั้งทิ้งไว้ในร่ม

การนำไปใช้

  • ใช้บำบัดน้ำเสียและขัดกลิ่นเหม็น อัตราการใช้ 1 ลิตรต่อน้ำเสีย 10 ลูกบาศก์เมตร ทุกๆ 10 วัน
  • ใช้ทำความสะอาดพื้นและคอกปศุสัตว์ อัตราการใช้ เจือจางด้วย น้ำ 1 ต่อ 10 ราดให้ทั่วพื้นที่ทุกๆ 3 วัน

การใช้น้ำหมักชีวภาพจากเศษอาหารเป็นทางเลือกที่ดีในการลดขยะ และยังช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืนอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์ศึกษาและพัฒนเขาหินซ้อน (http://www.khaohinsorn.com/)


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

น้ำหมักชีวภาพ กำจัดโรคแคงเกอร์ในมะนาว

น้ำหมักชีวภาพ กำจัดโรคแคงเกอร์ในมะนาว

น้ำหมักชีวภาพ กำจัดโรคแคงเกอร์ในมะนาว

บีเอส (BS) คือ?

บีเอส (BS) หรือ บาชิลลัส ชับทิลิส (Bacillus subtilis) เป็นชีวภัณฑ์ประเภทแบคทีเรีย สามารถนำมาใช้เพื่อควบคุมและป้องกันโรคพืชที่เกิดจากแบคทีเรียและโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราได้หลายชนิด เช่น โรคขอบใบแห้ง, โรคไหม้,โรครากเน่าโคนเน่า,โรคแอนแทรกโนส, โรคแคงเกอร์ เป็นต้น

นอกจากนี้บีเอสยังช่วยส่งเสริมความแข็งแรงของพืช ช่วยกระตุ้นความงอกของเมล็ดได้ดี บีเอสสามารถนำไปใช้ได้กับพืชทุกชนิด โดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และผู้บริโภค

โรคแคงเกอร์  (Citrus Canker) คืออะไร เป็นโรคที่พบในพืชตระกูลส้มได้แก่ มะนาว ส้มโอ ส้มเขียวหวาน มะกรูด และเลมอน โรคนี้มักพบที่ใบจะมีรอยโรคเป็นจุดสีน้ำตาล  และอาจเกิดแผลที่ใบอาจมีรอยแตกร้าว  นอกจากนี้ อาจพบรอยโรคที่กิ่ง  ก้าน ลำต้น  และผลได้โดยโรคแคงเกอร์นั้นมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่ว่า  Xanthomonas axonopodi. pv citri. นี่คือชื่อใหม่ล่าสุดครับส่วนเชื่อเดิม ของมันก็คือ Xanthomonas compestris. pv citri. กล่าวแบบสั้นๆ ก็คือ โรคแคงเกอร์ สาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียนั่นเอง

โรคแคงเกอร์มะนาว

กองส่งเสริมการอารักขาพืชและการจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้ข้อมูลว่าโรคแคงเกอร์มะนาวเกิดจากเชื้อแบคทีเรียสามารถเข้าทำลายได้ทุกส่วนของต้นมะนาว ทั้งใบอ่อน กิ่ง และผล ทำให้เกิดแผลตกสะเก็ดนูนสีน้ำตาลอ่อนถึงแก่ทั้งใบ กิ่ง และผล โดยแผลจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เห็นเป็นวงซ้อน ๆ กัน ต่อมาจะเหลืองแห้ง และหลุดร่วงไปในที่สุด ซึ่งมักจะพบเชื้อแบคทีเรียเข้าทำลายใบอ่อน กิ่งอ่อน และผลอ่อน ในช่วงที่ฝนตกติดต่อกันและอากาศชื้น โดยอาการจะลุกลามติดกับใบอ่อนที่เกิดบาดแผลจากหนอนชอนใบเข้าทำลาย อาการเริ่มแรกที่พบจะเห็นเป็นจุดฉ่ำน้ำใส ๆ เท่าหัวไม้ขีดไฟและจะเริ่มขยายขึ้นเรื่อย ๆ ในส่วนตรงกลางแผลจะตกสะเก็ดนูนขึ้น เป็นสีน้ำตาลอ่อน ส่วนอาการที่เกิดตามกิ่งอ่อนและผลก็จะพบแผลตกสะเก็ดนูนขึ้นสีน้ำตาลเช่นเดียวกัน แผลที่กิ่งและผลอาจจะแตกเป็นแผลทำให้เกิดยางไหล และลุกลามไปยังใบส่งผลให้ใบหลุดร่วงและกิ่งแห้งตายไปในที่สุด

การเตรียมสารเพาะเชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ซับทิลิสทำ น้ำหมักชีวภาพ กำจัดโรคแคงเกอร์ในมะนาว

ส่วนผสม

1.หัวเชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ซับทิลิส (Bacillus subtilis) ขนิดผง 1 ช้อนชา
2.แลคตาซอย กล่องฟ้า 500 ml
3. นำ้ตาล 5 ช้อนชา

วิธีการทำ

การเตรียมผสมให้เข้ากันในขวดน้ำอัดลมพลาสติก ขนาด 1.25 ลิตร หมักไว้ในห้องที่มีอากาศร้อน (อย่าปิดฝาแน่น) แต่ไม่ให้โดนแสงแดด เก็บไว้นาน 48-72 ชั่วโมง จึงนำมาใช้ได้ พยายาม อย่าให้มดขึ้นด้วย เวลาใช้ นำน้ำยาที่ได้ 100 มิลลิลิตรไป ผสมน้ำ 20 ลิตร + น้ำยาล้างจาน 30 มิลลิลิตร ในการพ่นใบมะนาวที่เป็น โรคแคงเกอร์ ทุก3 วัน จำนวน 4 ครั้ง


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปุ๋ยสูตรพระราชทาน

ปุ๋ยสูตรพระราชทาน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานวิธีการทำปุ๋ยหมักเป็นองค์ความรู้ให้กับปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรชาวไทย ทั้งประเทศ ดังพระราชดำริ

“ต้นไม้ทุกชนิดต้องการอาหาร เพื่อการเจริญเติบโต พูดง่าย ๆ เราต้องใส่ปุ๋ย ไร่นา สวน ของเรา พืชผล จึงจะงามดี เดี๋ยวนี้ปุ๋ย ที่ซื้อตามท้องตลาดแพงเหลือเกิน เรามาทำปุ๋ยหมักใช้เองดีกว่า”

โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก ด้วยการใช้วัตถุดิบธรรมชาติหรือวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น

ปุ๋ยสูตรพระราชทาน

เตรียมการ

  • ซากพืช ได้แก่ ใบไม้ ผักตบชวา หญ้าแห้ง ลำต้นถั่ว ลำต้นข้าวโพด ใบ และต้นมันสำปะหลัง กระดูกปอ ตามที่มี สับเป็นท่อน ๆ สั้น ๆ ให้เปื่อยเร็ว
  • ปุ๋ย
    • ปุ๋ยคอก คือ มูลสัตว์ ขี้วัว ขี้ควาย ขี้เป็ด ขี้ไก่ ขี้ค้างคาว อะไรก็ได้
    • ปัสสาวะคน หรือสัตว์
    • กากเมล็ดนุ่น , กากถั่ว , ซากต้นถั่วชนิดต่าง ๆ (พืชตระกูลถั่ว)

  • ดินร่วน พอสมควร ถ้าเป็นหน้าดินยิ่งดี

การกองปุ๋ย

  • กองในหลุม ต้องขุดหลุมขนาดกว้างราว 1 เมตร ยาว 1 เมตร ลึก 1 เมตร ระวังดินพังทลายลงในหลุม ถ้ามีการระบายน้ำได้ยิ่งดี
  • กองในคอก ปรับดินบริเวณที่จะกองปุ๋ยหมักให้แน่น ใช้ไม้ไผ่หรือไม้อื่นที่ทำได้ กั้นเป็นคอกกว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร สูง 1 เมตร แบ่งคอกเป็น 2 ส่วน ครึ่งหนึ่งไว้ใส่ปุ๋ยหมัก อีกครึ่งหนึ่งไว้กลับกองปุ๋ย ทำหลังคาใบจากหรือใบมะพร้าวคลุมหลังคา ถ้ามีถุงพลาสติกคลุมกันฝนชะปุ๋ยก็ดี
  • เอาซากพืชที่เตรียมไว้กองเกลี่ยในคอก (หรือในหลุม) ให้เป็นชั้น เหยียบตามขอบให้แน่นขนาดคนเหยียบแล้วไม่ยุบอีก ชั้นหนึ่ง ๆ สูงราว 1 คืบ (30 ซม.) รดน้ำให้ชุ่ม แล้วเอาปุ๋ยคอกโรยทับให้ทั่วกัน สูง 2 องคุลี (5 ซม.) ถ้ามีปุ๋ยเคมี (สูตร 16-20-0 หรือ 14-14-14 , แอมโมเนียมซัลเฟต หรือยูเรีย) ก็โรยบาง ๆ ให้ทั่ว แล้วทับด้วยดินละเอียดหนาประมาณ 1 องคุลี สลับด้วยซากพืชแล้วรดน้ำทำเป็นชั้น ๆ อย่างนี้จนปุ๋ยเต็มคอก (น้ำที่รดจะผสมด้วยปัสสาวะด้วยก็ได้)

ข้อควรระวัง

  • อย่าให้มีน้ำขัง การรดน้ำมากไปจะทำให้ระบายอากาศไม่ดี
  • ปุ๋ยกองใหญ่ไปจะเกิดความร้อนสูง ปุ๋ยจะเสีย ถ้าในกองปุ๋ยมีความร้อนสูงไปให้เติมน้ำลงไปบ้าง
  • ปุ๋ยกองเล็กไป จะสลายตัวช้า
  • อย่าใช้ปุ๋ยเคมีพร้อมกับใส่ปูนขาว จะทำให้ธาตุไนโตรเจนสลายตัว

การกลับปุ๋ย

ทุก 30 วัน ควรกลับกองปุ๋ย โดยเอาชั้นบนสุดของกองนำไปเกลี่ยในอีกส่วนของคอกเป็นชั้นล่างสุด แล้วเอาชั้นสองเกลี่ยทับแล้วรดน้ำ ควรกลับปุ๋ย (ทุก 30 วัน) จนกว่าซากพืชจะเปื่อยผุหมดทั้งกอง กินเวลา 3-4 เดือน เมื่อปุ๋ยใช้ได้ สังเกตุจากความร้อนในกองจะใกล้เคียงกับความร้อนของอากาศ ปุ๋ยหมักจะเป็นสีน้ำตาลแก่ เอาตะแกรงร่อนปุ๋ยหมักเก็บไว้

ประหยัดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ครึ่งหนึ่ง ทำให้ดินร่วน อุดมสมบูรณ์ เพิ่มธาตุไนโตรเจน ไม่เป็นอันตราย รักษาความชุ่มชื้นของดิน

การใช้ ปุ๋ยสูตรพระราชทาน ไม่เพียงช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุน แต่ยังช่วยสร้างความยั่งยืนในภาคเกษตรกรรม อีกทั้งยังสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีประโยชน์สูงสุด

หมายเหตุ ถ้าที่เป็นดินทรายใช้อิฐกรุในหลุม จะทำให้ได้ผลดีขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์ศึกษาและพัฒนเขาหินซ้อน (http://www.khaohinsorn.com/)


บทความอื่นที่น่าสนใจ