บ้านสไตล์โมเดิร์น สมัยใหม่สวยงามโดดเด่น โทนสีเทาตัดน้ำตาล

บ้านสไตล์โมเดิร์น สมัยใหม่สวยงามโดดเด่น โทนสีเทาตัดน้ำตาล

บ้านสไตล์โมเดิร์น


“บ้าน” เป็นสถานที่สำคัญที่มนุษย์ใช้พักอาศัยร่วมอยู่ด้วยกัน และบ้านนั้นยังหลากหลายแบบไม่ว่าจะเป็น บ้านสไตล์โมเดิร์น หรือ บ้านสไตล์นอร์ดิก เป็นต้น บ้านหนึ่งหลังคือสังคมอีกหนึ่งรูปแบบที่พร้อมจะขัดเกลาชีวิตเราก่อนออกไปเผชิญกับโลกภายนอก เพราะการเริ่มสร้างนิสัยดีๆจากบ้านจะติดตัวจนเรากลายเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม




ในส่วนของบ้านหลังนี้สร้างเป็นบ้านสไตล์โมเดิร์น ดีไซน์สวยโดดเด่น ทันสมัยสวยงาม  ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ  1 ห้องครัว 1 ห้องโถง สามารถรองรับครอบครัวขนาดกลาง  ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์ เป็นบ้านพักอาศัยชั้นเดียว ยกพื้นสูงจากที่ดินเล็กน้อย ประมาณ 60 ซม. การออกแบบบ้านสไตล์โมเดิร์น หลังคาเพิงแหงน  จะสวยขนาดไหน ไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้กันได้เลยครับ

ผลงานและรูปภาพ : ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์
เรียบเรียง : kasetbanna.com

บ้านสไตล์โมเดิร์น

บ้านสไตล์โมเดิร์น

บ้านหลังนี้มีหลังคาเป็นทรงเพิงแหงน มุงด้วยเมทัลชีท ฝ้าชายคาสีขาวเป็นแบบที่มีรูระบายอากาศ ตัวบ้านโทนสีเทา คาดด้วยบัวปูนสีขาว นำกระเบื้องมากรุเสริมผนังด้านหน้า ไม่ไกลจากนั้นก็แต่งเป็นเหล็กกล่องสีดำ และกรุทับผนังใต้ชายคาด้วยไม้ฝาเฌอร่า พร้อมติดตั้งช่องลมระบายอากาศไว้ ระเบียงที่สร้างไว้โซนด้านข้าง เสริมเหล็กระแนงสีดำรอบๆ

บ้านสไตล์โมเดิร์น

บ้านสไตล์โมเดิร์น

บ้านสไตล์โมเดิร์นมีลักษณะเรียบง่าย เน้นเส้นสายที่สะอาดตา และการใช้งานพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ มักใช้วัสดุสมัยใหม่ เช่น เหล็ก กระจก และคอนกรีต

ลักษณะเด่นของบ้านสไตล์โมเดิร์น

  • รูปทรงเรขาคณิตเรียบง่าย เน้นเส้นสายตรงและมุมฉาก
  • หลังคาเพิงหมาแหงนหรือหลังคาเรียบ
  • ผนังเรียบ เน้นสีขาวหรือสีโทนอ่อน
  • หน้าต่างบานใหญ่ ช่วยให้แสงธรรมชาติส่องผ่านเข้ามาภายในบ้าน
  • พื้นที่ภายในบ้านเปิดโล่ง เชื่อมต่อถึงกัน
  • เน้นการใช้งานพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ใช้วัสดุสมัยใหม่ เช่น เหล็ก กระจก และคอนกรีต

ประตูกระจกขนาดใหญ่ โดดเด่นด้วยขอบบัวสีขาว ห้องโถงกว้างที่เปิดประตูเข้ามาเจอ ปูพื้นด้วยกระเบื้องผิวมันสีขาว ผนังห้องนี้ทาด้วยสีขาวอ่อน ฝ้าเพดานโซนหน้าเป็นแบบหลุมที่มีไฟซ่อน และตรงกลางได้ประดับโคมไฟช่อที่ส่องแสงสว่างทั่วห้อง เหมาะสำหรับใช้เป็นที่พักผ่อน รวมตัวกัน หรือรองรับแขกที่มาเยือนบ้าน

ห้องนอนมีประตูหน้าห้องเป็นบานไม้ที่แข็งแรง โทนสีเดียวกับผนังสวยงาม พื้นยังคงเลือกใช้กระเบื้องลายหินอ่อนในการปูพื้น ผนังปูนที่ฉาบเรียบไว้ แต่งด้วยสีขาว ซึ่งเข้ากันได้ดีกับฝ้าเพดานที่เป็นแบบเรียบธรรดา แต่ละห้องสว่าง อากาศถ่ายเท หน้าต่างกระจกใสที่ใช้ มีบานมุ้งลวดติดตั้งไว้ และใช้มองผ่านชมวิวสวยๆรอบบ้านได้อีกด้วย

ห้องครัว พื้นห้องปูทับด้วยกระเบื้องอย่างดี รวมถึงเคาน์เตอร์ครัวและผนังบริเวณนั้น บนเคาน์เตอร์ได้ติดตั้งอ่างล้างจานแบบ 2 ช่อง ส่วนในขณะที่ประกอบอาหาร ก็มีทั้งหน้าต่างและประตูหลังบ้านที่เป็นช่องทางระบายอากาศ

ห้องน้ำ เป็นห้องกว้างๆที่ทันสมัย ทั้งพื้นและผนังกรุทับด้วยกระเบื้องอย่างดี โดยมีลวดลายและโทนสีที่เข้ากัน ฉากที่ก่อไว้กั้นโซนอาบน้ำ ถูกต่อด้วยกรจกใสจนถึงฝ้าเพดาน ห้องนี้มีสุขภัณฑ์การใช้งานครบ และอีกหนึ่งอย่างที่ขาดไม่ได้คือหน้าต่างระบายอากาศบานใหญ่

จบไปแล้วกับบ้านโมเดิร์นชั้นเดียวหลังนี้ ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ออกแบบและสร้างออกมาได้อย่างลงตัว ดังนั้นหากใครที่ชื่นชอบ อยากมีบ้านหลังสวยๆแบบนี้ไว้ครอบครอง ติดต่อสอบถามได้จากที่มาด้านล่าง

ผลงานการออกแบบและก่อสร้างจาก | ศูนย์รับสร้างบ้าน เอ็น ที เฮ้าส์




หมายเหตุ : ทางเว็บไม่ได้รับสร้างบ้านนะครับ เราลงให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น หากสนใจแบบบ้านที่รีวิว สามารถติดต่อเจ้าของผลงานโดยตรงเองได้เลย ส่วนราคาก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่ พื้นที่ก่อสร้าง และ เกรดวัสดุ ซึ่งมีปรับขึ้น-ลงทุกปีครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีปลูกมะนาวนอกฤดู (ฤดูแล้ง) ในวงบ่อซีเมนต์

วิธีปลูกมะนาวนอกฤดู (ฤดูแล้ง) ในวงบ่อซีเมนต์

วิธีปลูกมะนาวนอกฤดู

วิธีปลูกมะนาวนอกฤดู (ฤดูแล้ง) ในวงบ่อซีเมนต์  “มะนาว” เป็นไม้ผลขนาดเล็กมีความสำคัญในระดับท้องถิ่นที่คนไทย นิยมนำมะนาวมาปรุงอาหารต่าง ๆ เช่น น้ำพริก ต้มยำกุ้ง ต้มยำปลา ต้มยำต่าง ๆ ต้มข่าไก่ ส้มตำ ผัดไทย มะนาวยังเป็นไม้ผลที่มีวิตามินซีสูง สามารถทำเป็นน้ำผลไม้และเป็นพืชสมุนไพรรักษาโรคต่าง ๆ ได้หลายชนิด การปลูกมะนาวสามารถปลูกได้หลายวิธี ถ้าต้องการบังคับมะนาวให้ออกนอกฤดู โดยไม่ใช้สารเคมี ที่นิยมปลูกในปัจจุบันคือ “การปลูกในวงบ่อซีเมนต์”



เทคนิคการบังคับให้มะนาวออกลูกนอกฤดูที่มีประสิทธิภาพสูงนั้น สามารถบังคับให้ออกดอกติดผลตามวันเวลาที่ต้องการได้แทบจะ 100% เนื่องจากการปลูกสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมเพื่อให้มะนาวออกผลนอกฤดูได้ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ทำให้กำจัดวัชพืชได้ง่าย และต้นมะนาวก็ได้รับน้ำและปุ๋ยอย่างเต็มที่ โดยผลผลิตมะนาวที่ได้จะอยู่ระหว่าง 250 – 500 ผลต่อต้น ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ที่ปลูก อายุต้น สภาพแวดล้อม และการบำรุงดูแลรักษา

วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ มีดังนี้

  • กิ่งพันธุ์มะนาว
  • วงบ่อซีเมนต์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 80-100 ชม. สูง 40 – 60 ซม. พร้อมฝาซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับวงบ่อ
  • ดินผสม
  • ระบบท่อน้ำ / ท่อน้ำหยด
  • ปุ๋ยเคมีบำรุงต้น ดอก และผล
  • สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง

การคัดเลือกพันธุ์มะนาว

มะนาวในวงบ่อซีเมนต์สามารถใช้ได้ทุกพันธุ์ แต่ที่สำคัญต้องเป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการมีการออกดอก ติดผลง่าย ให้ผลดก ผลขนาดใหญ่ เปลือกบาง น้ำมาก กลิ่นหอม และทนทานต่อโรคแมลง พันธุ์มะนาวที่ตลาดนิยม ได้แก่ พันธุ์แป้นรำไพ แป้นจริยา พิจิตร 1 และตาฮิติ โดยพันธุ์พิจิตร 1 และพันธุ์ตาฮิติ เป็นมะนาวที่ทนทานต่อโรคแคงเกอร์ ที่ผล ใบ และลำต้น ได้ดีกว่าทุกพันธุ์

การเตรียมวงบ่อซีเมนต์

ควรใช้วงบ่อซีเมนต์ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 80-100 ชม. สูง 40-60 ชม. พร้อมฝาซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับวงบ่อหรือใหญ่กว่าวงบ่อเล็กน้อย โดยฝ่าซีเมนูต์ดังกล่าวจะใช้วางด้านล่างวงบ่อ เพื่อทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้รากมะนาวหยั่งลงดินด้านล่า

วิธีปลูกมะนาวนอกฤดู

ระยะการวางวงบ่อซีเมนต์

เพื่อความสะดวกในการดูแลรักษาและปฏิบัติงาน ควรวางวงบ่อเป็นแถว หากมีพื้นที่จำกัดควรวางแถวเดี่ยวระยะ 2 x 2 เมตร หรือ 2 x 3 เมตร แต่ถ้ามีพื้นที่เพียงพอ ควรวางวงบ่อแบบแถวคู่ระยะ 3 x 3 เมตร โดยให้แต่ละคู่ห่างกันประมาณ 4 เมตร

วิธีปลูกมะนาวนอกฤดู

 

การเตรียมดินปลูก

ดินที่ใช้ผสมเป็นดินปลูกควรเป็นดินชั้นบนที่มีลักษณะเป็นดินร่วน มีความอุดมสมบูรณ์สูง โดยเลือกใช้สัดส่วนการผสมสูตรใดสูตรหนึ่งดังนี้

  • ดินร่วน ,ปุ๋ยคอก/ปุ๋ยหมัก , แกลบดำ, ในอัตรา ดินร่วน 3 ส่วน  ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 ส่วน แกลบดำ 1 ส่วน
  • ดินร่วน ,ปุ๋ยคอก, ปุ๋ยหมัก, แกลบดำ ในอัตรา ดินร่วน 3 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน แกลบดำ 1 ส่วน

เมื่อได้ส่วนผสมที่ต้องการแล้ว ให้คลุกเคล้าให้เข้ากัน

วิธีการปลูกและการดูแลบำรุงรักษา

  • วางวงบ่อซีเมนต์พร้อมฝาด้านล่าง ในบริเวณพื้นที่ที่เตรียมไว้ โดยมีระยะห่างตามเกณฑ์ และต้องเป็นที่ที่มีแสงแดดตลอดวัน
  • ตักดินที่ผสมแล้วใส่ลงในวงบ่อ กดดินหรือขึ้นเหยียบดินโดยเฉพาะบริเวณขอบบ่อด้านล่างให้แน่น พูนดินสูงจากปากบ่อประมาณ 20-30 ชม. เผื่อดินยุบตัว
  • ขุดหลุมเล็กน้อย ผสมคลุกเคล้าปุ๋ยเคมีสูตร 15 -15 -15 ในอัตรา 100 – 150 กรัมต่อหลุม (ประมาณครึ่งกำมือ) ในวงบ่อ จากนั้นนำกิ่งมะนาวปลูกลงกลางบ่อ กลบดินเล็กน้อย แล้วใช้ไม้ไผ่ปักเป็นหลักกันลมโยกต้นมะนาว และรดน้ำให้ชุ่ม
  • หลังจากปลูกแล้วควรใช้เศษฟางข้าว หญ้าแห้ง แกลบดิบ กาบมะพร้าว ฯลฯคลุมโคนต้น เพื่อรักษาความชุ่มชื้นและคลุมวัชพืชในวงบ่อ
  • การให้น้ำ ใช้สายยาง หรือระบบน้ำสปริงเกอร์ หรือระบบน้ำหยด ให้น้ำต้นมะนาววันละ 1 – 2 ครั้ง หรือวันละ 1 ครั้ง เฉพาะตอนเช้า
  • การให้ปุ๋ย หลังปลูกมะนาวได้ 1 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ ๑16-16-16 + ปุ๋ยยูเรียเล็กน้อย อัตรา 100-150 กรัมต่อต้น เพื่อเร่งการเจริญเติบโตจากนั้นให้ปุ๋ยสูตรเดียวกันนี้เดือนละ 1 ครั้ง ส่วนในระยะบังคับให้ออกดอกควรใส่ปุ๋ยสูตร 12-24-12 หรือใส่ปุ๋ยที่มีตัวกลางสูงในอัตรา 100-140 กรัมต่อต้น
  • หมั่นตัดแต่งกิ่งมะนาวที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง ถ้าต้นมะนาวสมบูรณ์ดี จะแตกกิ่งเล็กๆ เป็นจำนวนมาก ควรตัดกิ่งที่ไม่เป็นระเบียบ กิ่งที่ซ้อนกัน กิ่งที่อยู่ด้านล่างของต้น รวมทั้งกิ่งที่เป็นโรคและแมลงทำลายออก เหลือไว้เพียงกิ่งหลักๆ ให้กระจายไปทั่วต้น ไม่ควรหนักไปทางทิศใดทิศหนึ่งมากเกินไป เพราะเมื่อมะนาวติดผลกิ่งอาจหักหรือต้นโค่นล้มได้
    วิธีปลูกมะนาวนอกฤดู
  • การค้ำกิ่ง มะนาวที่ปลูกในวงบ่อจะมีการกระจายของรากจำกัดเฉพาะในวงบ่อทำให้ต้นโค่นล้มได้ง่ายกว่าต้นมะนาวที่ปลูกลงดินโดยตรง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีลมแรงดังนั้น หากมะนาวติดผลดกมากควรใช้ไม้ไผ่ค้ำยันกิ่งและลำต้นไว้ ในลักษณะนั่งร้านสี่เหลี่ยมหรือปักเป็นกระโจมสามเหลี่ยม การใช้ไม้ปักค้ำยันกิ่งและลำต้นมะนาวในระยะติดผล เพื่อป้องกันกิ่งหักหรือต้นโค่นล้ม
  • หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตและการตัดแต่งมะนาวในแต่ละปีแล้ว ควรเพิ่มดินปลูกลงในวงบ่อให้เต็มปากบ่อโดยมีลักษณะพูนสูงขึ้นเล็กน้อย โดยใช้ส่วนผสม ดินร่วน : ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอก : ขี้เถ้าแกลบดำ ในอัตราส่วน 2:1:1 หรือ ดินร่วน : ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอก 2 : 1 + ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ปริมาณ 100-150 กรัม
  • ควรหมั่นตรวจดูโรคและแมลง หากพบควรฉีดพ่นยาฆ่าแมลง หรือ สารป้องกันโรคพืชอย่างสม่ำเสมอ

โรคและแมลง กับแนวทางป้องกัน

โรคที่สำคัญของมะนาว

  • โรคแคงเกอร์ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สามารถเกิดขึ้นได้แทบทุกส่วนของต้น ลักษณะอาการของโรคจะคล้ายกันคือ เป็นแผลกลม แล้วจะขยายใหญ่ขึ้น ฟูนูนคล้ายฟองน้ำสีเหลือง ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแตกเป็นสะเก็ด มีวงแหวนสีเหลืองล้อมรอบแผลเมื่อเกิดโรคมากต้นมะนาวจะโทรม แคระแกร็น ใบร่วง ผลผลิตลดลง กิ่งและต้นจะแห้งตายในที่สุดการป้องกันโรคแคงเกอร์ ทำได้โดยการเลือกใช้พันธุ์ทนทานต่อโรคนี้มาปลูก เช่น พันธุ์พิจิตร ๑พันธุ์ตาฮิติ หากเป็นโรคให้ใช้วิธีการกำจัดโดยตัดกิ่งใบและผลที่เป็นโรคไปเผาทำลาย และพ่นสารเคมีกำจัดโรค เช่น สารแคงเกอร์เอ็กซ์ เป็นต้น
  • โรครากและโคนเน่า เกิดจากเชื้อราไฟทอฟทอร่า ซึ่งเข้าทำลายรากฝอย รากแขนงและตามโคนต้น ทำให้มีอาการใบเหลือง โดยเริ่มที่เส้นกลางใบก่อนแล้วค่อยลุกลามไปส่วนอื่นๆ ของใบจากนั้นใบจะร่วง กิ่งแห้งตาย ผลร่วงหล่นง่าย ถ้าเป็นโรคมากต้นมะนาวอาจตายได้
    สามารถป้องกัน โรคนี้ได้โดยไม่ปลูกมะนาวลึกเกินไป ไม่นำปุ๋ยคอกหรือปุ้ยหมักสดที่ยังไม่สลายตัวดีมาเป็นวัสดุปลูก การกำจัดโรคให้ใช้สารเมทาแลคซิลละลายน้ำรดบริเวณโคนต้นที่เป็นโรค
  • โรคอื่น ๆ ได้แก่ โรคยางไหล โรคใบแก้ว โรคทริสเทซ่า และโรคราดำใช้วิธีป้องกันและกำจัดเช่นเดียวกับพืชสกุลส้มทั่วไป

แมลงที่สำคัญ

  • หนอนชอนใบ การป้องกันกำจัด ควรตัดแต่งยอดอ่อนใบอ่อนที่มีไข่หรือหนอนไปเผาทำลายหรือพ่นสารเคมี เช่น สารคาร์บาริล หรือสารคาร์โบซัลแฟน
  • เพลี้ยไฟ การป้องกันกำจัด ให้พ่นสารเคมีคาร์โบซัลแฟน หรือ อิมิดาโคลฟริด
  • ไรแดง การป้องกันกำจัด ให้พ่นกำมะถันผงชนิดละลายน้ำในช่วงตอนเช้าหรือเย็น หรือพ่นด้วยสารไดโคฟอล เช่น เคลเทน เป็นต้น เพื่อรักษาผิวมะนาวไม่ให้ขรุขระหรือกระด้างไม่น่ารับประทาน
  • เพลี้ยหอย การป้องกันกำจัด ให้ตัดแต่งกิ่งที่พบเพลี้ยหอยระบาดไปเผาทำลายหรือพ่นสารปีโตรเลียม สเปรย์ออยล์

การบังคับต้นมะนาวให้ออกผลผลิตนอกฤดู (ฤดูแล้ง)

ตามปกติแล้วมะนาวจะออกดอกและติดผลในช่วงฤดูฝน (พฤษภาคม – สิงหาคม)และจะเก็บผลผลิตในช่วงกลางฤดูฝนถึงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีผลผลิตมะนาวในตลาดมากและราคาจำหน่ายค่อนข้างต่ำ ส่วนการบังคับให้มะนาวออกผลผลิตนอกฤดูจะทำให้มะนาวออกผลผลิตหลังจากฤดูปกติ คือช่วงฤดูแล้ง (กุมภาพันธ์ – เมษายน) ที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ราคาที่เกษตรกรจำหน่ายได้จึงสูงกว่าปกติหลายเท่าตัว

สำหรับเทคนิควิธีการบังคับให้มะนาวออกนอกฤดู มีดังต่อไปนี้

  • มะนาวที่จะบังคับให้ออกผลผลิตนอกฤดูควรมีอายุการปลูกในวงบ่อซีเมนต์ 8 เดือน หรือ 1 ปีขึ้นไป
  • ในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ให้เด็ดดอกและผลมะนาวในฤดูออกให้หมด
  • ช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ให้นำแผ่นพลาสติก ขนาดกว้างประมาณ 1 – 1.5 เมตร ยาว 1.5 – 2 เมตร มาคลุมให้รอบวงบ่อด้านบนให้มิดชิดโดยให้ชายพลาสติกด้านหนึ่งมัดติดกับโคนต้นมะนาวสูงจากพื้นดินปากบ่อ 20 – 30 ชม. เพื่อกันไม่ให้น้ำฝนไหลลงดินในวงบ่อ ส่วนชายอีกด้านหนึ่งให้มัดติดไว้โดยรอบปากบ่อ ทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 วันเมื่อมะนาวเริ่มมีอาการใบเหี่ยวและสลัดใบทิ้งไปประมาณ 45 – 80% ให้นำพลาสติกที่คลุมอยู่ออก
  • บำรุงต้นมะนาวโดยการให้น้ำ พร้อมปุ้ยสูตร 12-24-12 ในอัตรา 100-150 กรัมต่อต้น ซึ่งถ้าต้นมะนาวสมบูรณ์ดี หลังจากให้น้ำและปุยแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ต้นมะนาวจะเริ่มแตกใบอ่อนและผลิตาดอก จากนั้นจะเริ่มออกดอกติดผล ช่วงนี้เกษตรกรต้องหมั่นดูแลรักษาไม่ให้โรคแมลงทำลาย โดยเฉพาะเพลี้ยไฟ ไรแดง และหนอนชอนใบ
  • ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอโดยวิธีการโปรยน้ำ อย่าให้หน้าดินแข็ง



การเก็บเกี่ยว

หลังจากมะนาวออกดอกและติดผลนอกฤดูได้ 4 – 5 เดือน เกษตรกรก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตมะนาวที่แก่ได้ที่แล้วออกจำหน่ายในตลาดได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายนโดยระยะเวลาการเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ปลูกและช่วงเดือนที่บังคับ อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยผลมะนาวที่แก่แล้วอยู่บนต้นนานๆ เพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองสารอาหารที่ใช้เลี้ยงผล และอาจจะทำให้ต้นทรุดโทรมได้ ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยแล้วต้นมะนาวจะมีอายุการให้ผลผลิตประมาณ 5-7 ปี

ที่มา : งานวิชาการเกษตร ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ Mail: spkphusing@hotmail.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ด้วงมะพร้าว แมลงตัวร้ายทำลายสวนมะพร้าวและปาล์มน้ำมัน

ด้วงมะพร้าว แมลงตัวร้ายทำลายสวนมะพร้าวและปาล์มน้ำมัน

ด้วงมะพร้าว

ด้วงมะพร้าว


ด้วงมะพร้าว แมลงจอมปัญหาทำลายสวนมะพร้าว ปาล์มน้ำมัน อินทผาลัม การระบาดของด้วงทั้ง 2 ชนิดนี้ เป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรสวนมะพร้าวในปัจจุบัน ที่ไม่ได้ป้องกันไว้ตั้งแต่แรก “ด้วงแรดมะพร้าว” เข้าทำลายโดยบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบมะพร้าว หรือปาล์มน้ำมัน ทำให้ทางใบหักง่าย ยังกัดเจาะทำลายยอดอ่อน หากเกษตรกรไม่ดูแลให้ทั่วถึง ก็จะเกิดความเสียหายมาก

ด้วงแรดมะพร้าว (Oryctes Rhinoceros) บ้างก็เรียก ด้วงแรด ด้วงมะพร้าว แล้วแต่พื้นที่ ซึ่งเจ้าตัวด้วงแรดพร้าวเป็นแมลงที่ชอบเก็บตัว แอบซ่อน ทั้งตัวเต็มวัย หนอนวัยต่างๆ ดักแด้ และไข่ พบอยู่ในที่มืด ตัวเต็มวัยของด้วงแรดเท่านั้นที่ทำลายพืช มักพบในแหล่งอาหาร เช่น ภายในรูเจาะบนยอดมะพร้าวหรือปาล์มน้ำมัน ซึ่งอาจพบมากกว่า 1 ตัว ในต้นปาล์มประดับเคยพบด้วงแรดซุกซ่อนตามโคนกาบทางมากกว่า 10 ตัว นอกจากนี้ยังพบในแหล่งขยายพันธุ์อีก ตัวเต็มวัยด้วงแรดจะบินออกหากินในเวลาพลบค่ำและเวลาก่อนตะวันขึ้น มักพบด้วงแรดมาเล่นแสงไฟหลังฝนตกในเวลากลางคืน ด้วงแรดมักบินไปมาในระยะทางสั้นๆ ระหว่างแหล่งอาหารและแหล่งขยายพันธุ์

รูปแบบการทำลาย  เฉพาะตัวเต็มวัยเท่านั้นที่เป็นศัตรูพืช โดยบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบมะพร้าว หรือปาล์มน้ำมัน ทำให้ทางใบหักง่าย และยังกัดเจาะทำลายยอดอ่อน ทำให้ทางใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วๆ คล้ายรูปสามเหลี่ยม ถ้าโดนทำลายมากๆ ทำให้ใบที่เกิดใหม่แคระแกรน รอยแผลที่ถูกด้วงแรดกัดเป็นเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ หรือเป็นทางให้เกิดโรคยอดเน่าจนถึงต้นตายได้ในที่สุด พฤติกรรมของด้วงแรด

การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด  ด้วงแรดสามารถแพร่กระจายได้ทั่วประเทศและเพิ่มจำนวนได้ตลอดปี ปริมาณมากหรือน้อยขึ้นกับแหล่งเพาะขยายพันธุ์ จากผลของการศึกษาพบว่าในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฤดูที่ด้วงแรดผสมพันธุ์และวางไข่มากที่สุดอยู่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม ดังนั้นจะพบความเสียหายอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม

กำจัดด้วงแรดมะพร้าวแบบอินทรีย์

ระยะหนอน ลักษณะหนอนของด้วงแรดสามารถสังเกตได้อย่างหนึ่ง คือ หนอนจะงอตัวเป็นอักษร “C” บางครั้งเห็นส่วนหัวกับส่วนท้ายลำตัวเกือบชนกัน ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม อาจมีอายุยืนยาวถึง 420 วัน พืชอันโอชะอาหารเช่น มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน ปาล์มประดับ

ที่มา :  SV Biotech




บทความอื่นที่น่าสนใจ

วิธีการปลูกกระท่อม พืชเศรษฐกิจน้องใหม่มาแรง!! ปลูกยังไงให้โตเร็ว

10วิธีการปลูกกระท่อม พืชเศรษฐกิจน้องใหม่มาแรง!! ปลูกยังไงให้โตเร็ว

วิธีการปลูกกระท่อม

วิธีการปลูกกระท่อม


พืชกระท่อม เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูง 10 – 15 เมตรใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตัวเป็นคู่ตรงข้าม และมีหูใบ 1 คู่ ใบมีรสขมเฝือน แผ่นใบสีเขียว พบได้ในแถบจังหวัดภาคใต้ เป็นพืชที่ใช้เป็นยาในสูตรยาหมอพื้นบ้าน หรือ หมอแผนโบราณ เช่น ยาประสากระท่อม ยาแก้บิดหัวลูก ฯลฯโดยกระท่อมมีสารไมตราเจนีน ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง มีคุณสมบัติเป็นยาแก้ปวด เช่นเดียวกับมอร์ฟินโดยมีการใช้แก้ไอ แก้ปวดเมื่อยแก้เบาหวาน แก้ท้องเสีย ฯลฯ โดยนิยมเคี้ยวใบสดหรือต้มเป็นชาดื่มเพื่อให้รู้สึกไม่เมื่อยล้าขณะทำงาน ทำนา ทำสวน ปัจจุบันได้ปลดจากบัญชียาเสพติด จึงสามารถส่งเสริมการปลูกและใช้ประโยชน์ได้ในรูปแบบพืชสมุนไพร




กระท่อมมีหลายสายพันธุ์ ในแต่ละพันธุ์มีความแตกต่างกันออกไปโดยเฉพาะลักษณะของใบ มี 3 สายพันธุ์ ดังนี้

1. กระท่อมพันธุ์ก้านแดง มีก้านและเส้นใบสีแดง มีรสชาติขมกว่ากระท่อมก้านเขียวและมีฤทธิ์ยาวนานกว่าประมาณ 30 นาที

2. กระท่อมพันธุ์ก้านเขียว (แตงกวา) มีเส้นใบสีเขียวอ่อนกว่าแผ่นใบ นิยมมากกว่าก้านแดง เพราะมีรสชาติที่ขมน้อยกว่าก้านแดง

3. ยักษ์ใหญ่ (หางกั้ง) มีใบขนาดใหญ่กว่าพันธุ์อื่นและส่วนบนของขอบใบเป็นหยัก

วิธีการปลูกกระท่อม

การขยายพันธุ์กระท่อม

  • กระท่อมนิยมใช้เมล็ด ในการขยายพันธุ์ โดยเพาะเมล็ดในระบบปิดหรือเพาะแบบเปิดแต่รดน้ำให้ชื้นอยู่เสมอ โดยเพาะต้นกล้าจนได้ ความสูงมากกว่า 15 ซม. แล้วย้ายปลูกลงแปลง
  • ขยายพันธุ์โดยติดตา ทาบกิ่ง เสียบยอด กับต้นตอที่มีความแข็งแรงหรือปักชำากิ่งที่มีตาข้าง (ข้อที่ 1 ถึงข้อที่ 8) วางไว้ในที่ร่ม และควบคุมความขึ้น
  • ขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จากเมล็ด ตายอด และตาข้าง

วิธีการปลูกกระท่อมด้วยเมล็ด

การปลูกกระท่อมด้วยเมล็ดที่ทำได้รวดเร็วและสะดวกที่สุดจะเป็นการปลูกระบบปิด โดยใช้อุปกรณ์ถุงพลาสติกหรือวัสดุ

ครอบพาชนะปลูกเพื่อควบคุมความชื้นสัมพัทธ์และลดการระเหยออกของน้ำ วิธีนี้จะช่วยให้เมล็ดกระท่อมเจริญเติบโตในระยะ

เวลาอันรวดเร็ว ประมาณ 5-7 วัน และไม่ต้องรดน้ำตลอดระยะเวลาดังกล่าว

โดยมีขั้นตอนวิธีการปลูกดังนี้

  • นำดินปลูกหรือพีทมอสใส่ลงในกระบะหรือกะละมังประมาณครึ่งหนึ่งของพาชนะจากนั้นรดน้ำให้ดินชุ่มหรือเปียกอย่างเห็นได้ชัด
  • ค่อยๆ โรยเมล็ดกระท่อมลงไปอย่าให้ชิดกัน พยายามกระจายเมล็ดกระท่อมให้มากที่สุด แล้วนำดินปลูกหรือพีทมอสมาโรยทับด้านบนบางๆ แล้วรดน้ำให้ชุ่มเปียกอีกครั้ง
  • หุ้มกระบะหรือกะละมังปลูกด้วยพลาสติกใสไม่ให้อากาศเข้าได้ ปิดทิ้งไว้ไม่ต้องรดน้ำ และวางไว้ในที่ร่มเป็นเวลาประมาณ 5-7 วัน เมื่อครบกำหนดแล้วนำออกมารดน้ำเช้า-เย็น
  • เมื่อต้นกล้างอกขึ้นมาได้ระดับหนึ่งแล้วให้ย้ายไปปลูกในกระถางต่อไป

วิธีปักชำกระท่อม

การปลูกกระท่อมด้วยการปักชำเป็นการย่นระยะเวลาการเจริญเติบโต โดยเลือกกิ่งเดี่ยวไม่มีแขนงแยก นำมาปักชำและเร่งรากฝอยให้เจริญเติบโต แล้วนำไปปลูกต่อไป การปลูกกระท่อมด้วยวิธีนี้มีข้อเสีย คือระบบรากจะไม่แข็งแรงเท่าการปลูกกระท่อมด้วยเมล็ด ฉะนั้นในช่วงเวลา 1-2 ปี แรกควรมีการใช้ไม้ค้ำยันเอาไว้จนกว่ารากหรือลำต้นจะแข็งแรง โดยมีขั้นตอนวิธีการปลูกดังนี้

  • นำดินปลูกหรือพีทมอสผสมกับน้ำให้พอชุ่ม (แต่ไม่แฉะ) ใส่ในกระป๋องหรือแก้วพลาสติกเตรียมไว้ ตัดกิ่งกระท่อมจากต้น โดยเลือกกิ่งที่เป็นกิ่งเดี่ยวและสมบูรณ์ ควรตัดกิ่งให้มีขนาดไม่ยาวเกินไปเพื่อให้ธาตุอาหารลำเลียงได้เร็วขึ้น
  • ใช้น้ำยาเร่งราทาบริเวณโคนกิ่งแล้วทิ้งไว้แห้ง หรือ นำกิ่งไว้จุ่มแช่ไว้ประมาณ 20 นาทีนำกิ่งที่ทายาเร่งรากแล้วปักลงไปในดินที่เตรียมไว้ (หาไม้แทงดินลงไปก่อนปัก)
  • นำถุงพลาสติกใสมาครอบแล้วมัดให้แน่นเพื่อไม่ให้อากาศถ่ายเท ตั้งไว้ที่มีแสงแดด แต่ไม่จัดเกินไป เมื่อรากเดินเต็มที่ให้นำไปปลูกลงดินต่อไป

เคล็ดลับ : หากใบกระท่อมจากกิ่งที่นำมาปักชำมีขนาดใบใหญ่เกินไป ให้ทำการตัดใบให้เหลือครึ่งหนึ่งเพื่อลดการคายน้ำและเพิ่มอัตรารอดในการปักชำ

การปลูกกระท่อม

  • ระยะการปลูกกระท่อม ปลูกระยะ 4×4 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกได้ 100 ต้น
  • ดินและน้ำสำหรับปลูกกระท่อม ดินที่ใช้ปลูกกระท่อมควรเป็นดินร่วนซุย ควรมีน้ำอย่างทั่วถึงและปลูกกลางแจ้งเพื่อลดโรคเชื้อราจุดดำได้ (หรือเอาน้ำปูนขาวละลายรดหรือฉีด)

การดูแลรักษา

การใส่ปุ๋ย นิยมใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และฮอร์โมนเร่งใบ หรือหากต้องการใช้ปุ๋ยเคมีให้เลือกใช้ปุ๋ย N, K สูง เช่น 15-9-12

การให้น้ำ นิยมให้น้ำแบบสายน้ำหยด หรือมินิสปริงเกอร์ โดยให้น้ำเมื่อหน้าดินเริ่มแห้ง ไม่ควรปล่อยให้ดินแห้ง หรือให้น้ำมากเกินไปเพราะกระท่อมชอบดินที่ขึ้น แต่ไม่แฉะ



ศัตรูพืชกระท่อม

  • วัชพืชที่สำคัญ และการป้องกันกำจัด ไม่มีปัญหาวัชพืช
  • โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด โรคที่พบบ่อยคือโรคเชื้อรจุดดำซึ่งพบในช่วงฝนสามารถใช้น้ำปูนขาวละลายรดหรือฉีดพ่น ไม่ควรใช้ยาและสารเคมีเนื่องจากอาจสะสมในใบส่งผลต่อการใช้ประโยชน์ในอนาคต
  • แมลงศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด ไม่พบศัตรูสำคัญ

ใบกระท่อม

การเก็บเกี่ยว

  • การเก็บเกี่ยวใบ ให้ผลผลิตที่ดีเมื่ออาย 3 ปี ได้ผลผลิตรวม 2 กก./ต้น/เดือน(เก็บทุก 15 วัน) (200กก./ ไร่/เดือน)
  • การเก็บเกี่ยวเมล็ด ควรเก็บเมื่อมีสีเขียวถึงน้ำตาลไม่ควรให้ฝักแห้งคาต้นเพราะฝักเมล็ดจะแตกออกเมล็ดร่วงหล่น โดยเมล็ดกระท่อมจะเสื่อมสภาพเร็ว ทำให้การงอกลดลง
  • การบริโภค สามารถบริโภคใบสดต้มน้ำหรือผสมในตำหรับยา

ที่มา | siamkubota.co.th , kasetnew.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

สูตรอาหารปลาดุกแบบลดต้นทุน เนื้อแน่น แข็งแรง โตเร็ว

สูตรอาหารปลาดุกแบบลดต้นทุน เนื้อแน่น แข็งแรง โตเร็ว

สูตรอาหารปลาดุกแบบลดต้นทุน

สูตรอาหารปลาดุกแบบลดต้นทุน


ทักทายเพื่อนๆผู้ทำเกษตรทุกๆ ท่านครับ วันนี้มีสูตรอาหารสำหรับเลี้ยงปลาดุกมาฝาก เนื่องจากต้นทุนการเลี้ยงปลาค่อนข้างสูง เราจะจึงพาทุกท่านที่กำลังเลี้ยงปลา ลดต้นทุนค่าอาหาร โดยการนำวัสดุเหลือใช้จากสวนมาใช้งานให้เกิดประโยชน์ สูตรนี้ทำง่าย ประหยัด ปลากินแล้วโตเร็ว พร้อมแล้วไปดูรายละเอียดกันเลยครับ

ปลาดุก เป็นปลาที่คนไทยรู้จักกันดี และมีความนิยมบริโภค ในอัตราที่สูง สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงอย่างดงาม เพียงแต่มีน้ำดี สภาพพื้นที่ดี มีการเอาใจใส่ดูแลให้อาหารดี รวมทั้งผู้เลี้ยงขยันศึกษาหาความรู้เพื่อประยุกตีใช้กับกิจการของตน และเพื่อสนองตอบปัจจัยในการเลี้ยงปลาดุกอย่างมีประสิทธิภาพ




นิสัยการกินอาหาร
ปลาดุกเป็นปลาที่สามารถกินอาหารได้ทั้ง พืชและสัตว์ ปลาดุกที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติมีนิสัยชอบหากินตามบริเวณพื้นหน้าดิน โดยเฉพาะบริเวณที่พื้นเป็นโคลน และจะขึ้นมากินอาหารที่บริเวณผิวน้ำเป็นบางครั้ง ในธรรมชาติลูกปลาดุกจะกินอาหาร จำพวกโปรโตซัว ไรน้ำขนาดเล็ก โรติเฟอร์ และแพลงค์ตอนพืช ส่วนปลาดุกที่มีขนาดโตขึ้นจะกินอาหารจำพวกตัวอ่อนของแมลงน้ำ ไรน้ำ กุ้ง หนอน แมลง ลูกปลาเล็กๆ บางชนิด และอินทรีย์สารที่อยู่ตามพื้นโคลน โดยใช้หนวดรับความรู้สึกมากกว่าตาในการใช้หาอาหาร นอกจากนี้ปลาดุกยังมีนิสัยชอบ กินอาหารจำพวกเนื้อที่กําลังเปี่อยด้วย แต่เมื่อนำปลาดุกมาเลี้ยงในบ่อสามารถฝึกให้กินอาหารสำเร็จรูปที่ มนุษย์ผลิตขึ้นมาได้ ทั้งอาหารประเภทจมน้ำและอาหารชนิดเม็ดที่ลอยน้ำ ซึ่งมีส่วนผสมของพวกกากถั่ว รำ ปลายข้าว กากมัน ข้าวโพด แป้ง ปลาป่น หรือฝึกให้กินอาหารประเภทเนื้อ เช่น ปลาเป็ด เศษเนื้อ เครื่องในสัตว์ เลือดสัตว์ได้ นอกจากนี้ยังสามารถฝึกให้ปลาดุกขึ้นมากินอาหารที่บริเวณ ผิวน้ำแทนการหาอาหารตามบริเวณพื้นหน้าดินได้เช่นกัน

สูตรอาหารปลาดุกแบบลดต้นทุน

สูตรที่ 1 (วิศวกรชาวนา แห่งอาศรมคนภูไท)

ส่วนประกอบ

  • กากถั่วเหลือง (โปรตีน 46%) 1.5-2 กก.
  • ปลาป่น (โปรตีน 40%) 2-3 ขีด
  • รำละเอียด (โปรตีน 12%) 1 กก.
  • ปลายข้าวหรือข้าวบดต้มสุก (โปรตีน 8%) 2 ขีดก่อนนำมาต้ม
  • น้ำมันปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • ใบกระถิ่นหรือใบหม่อนแห้งป่นหรือสับละเอียด (โปรตีน 24%)(ถ้ามี) 1 ขีด

วิธีทำ

นำวัสถุดิบทุกอย่างมาผสมให้เข้ากัน โดยให้อาหารสามารถปั้นเป็นก้อนได้โดยใช้น้ำเปล่ามาผสมแต่อย่าใส่น้ำเยอะจนเปียกเกินไปจะปั้นไม่ได้ แล้วน้ำไปให้ปลาดุกกิน เช้า-เย็น หรือจะอัดเม็ดหรือปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ผึ่งแดดให้แห้งแล้วนำไปให้ก็ได้ วัตถุดิบและอาหารสามารถเก็บไว้ได้ 3 เดือน ครับ

สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เพจ วิศวกรชาวนา แห่งอาศรมคนภูไท และขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม

สูตรที่ 2 สำหรับการทำอาหารปลาดุกมีส่วนผสมดังนี้

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

สูตรอาหารปลาดุกแบบลดต้นทุน

  • ต้นกล้วยหรือหน่อกล้วย ปริมาณ 1 กก.
  • ผักกระถิน หรือผักชนิดอื่นๆเช่น ผักบุ้ง ผักคะน้า หรือผักที่มีในสวนของเรา ปริมาณ 1 กก.
  • จุลินทรีย์ EM
  • รำ ปริมาณ 1 กก.
  • อาหารปลาดุก ปริมาณ ครึ่ง กก.
  • น้ำเปล่า
  • ภาชนะในการผสม, มีด

ขั้นตอนการทำ

สูตรอาหารปลาดุกแบบลดต้นทุน

  • หั่นผักให้เป็นชิ้นเล็กที่สุด เพื่อให้ปลาสามารถกินได้ง่าย หั่นเสร็จแล้วนำไปใส่ภาชนะผสม
  • หั่นหรือสับต้นกล้วยหรือหน่อกล้วยให้เป็นชิ้นเล็กที่สุด จากนั้นนำไปใส่ภาชนะผสม
  • เติมรำและอาหารปลาดุกตามลงไปแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน
  • เติมจุลินทรีย์ EM ลงไป (ยิ่งใส่เยอะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น)
  • จากนั้นค่อยๆเติมน้ำเปล่าลงไป จนสามารถที่จะปั้นส่วนผสมเป็นก้อนได้ โดยวิธีการตรวจสอบความชื้นที่เหมาะสม ให้ใช้มือขยำแล้วไม่มีน้ำหยดออกมา

การดูแลรักษา

นำไปส่วนผสมที่ได้ไปเก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิด เพื่อป้องกันแมลงหรือสัตว์มารบกวน ใช้ระยะเวลาในการหมักประมาณ 3 วัน หลังจากครบ 3 วันแล้วเราสามารถนำไปใช้งานได้เลย โดยการนำไปใช้งานก็ให้ปั้นเป็นก้อน ผึ่งลมเล็กน้อย จากนั้นก็โยนลงบ่อปลาของเราได้เลย หรือหากใครที่ไม่สะดวกปั้น ก็สามารถโปรยลงบ่อหรือสระได้เลย

 

สูตรที่ 3 สำหรับการทำอาหารปลาดุกมีส่วนผสมดังนี้

ส่วนประกอบ

  • รำละเอียด 2 กระสอบปุ๋ย
  • กากมะพร้าว 1 กระสอบปุ๋ย
  • ปลาป่น 6 กิโลกรัม
  • กากถั่วเหลือง 6 กิโลกรัม
  • จุลินทรีย์ EM 1 ลิตร
  • กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม
  • น้ำมันพืช 1 – 2 ลิตร

ขั้นตอนวิธีทำ

  • นำส่วนผสมข้อ 1 จำนวน 1 กระสอบ และส่วนผสมในข้อ 2,3,4 มาทำการคลุกให้เข้ากัน
  • นำส่วนผสมในข้อ 5,6 ผสมน้ำ 20 ลิตร เพื่อคลุกเคล้าส่วนผสมในข้อ 1 ทำการหมักไว้ 12 ชั่วโมง
  • นำส่วนผสมที่หมักไว้ในข้อ 1,2 ผสมกับรำละเอียด 1 กระสอบที่เหลือ และน้ำมันพืช 1-2 ลิตร คลุกเคล้านำเข้าเครื่องอัดเม็ดผึ่งแดด 2 วัน เก็บไว้ได้ 2 เดือน

สูตรที่ 4 สูตรอาหารปลาลดต้นทุน เหมาะสำหรับปลากินพืช/กินเนื้อ

ส่วนประกอบ

  • หอยเชอรี่ 2 กิโลกรัม
  • มันสําปะหลัง 1 กิโลกรัม
  • เมล็ดข้าวโพดแก่จัด 1 กิโลกรัม
  • ข้าวเหนียวแห้ง 1 กิโลกรัม
  • กล้วยสุก 1 กิโลกรัม
  • ใบกระถินสด 1 กิโลกรัม
  • รำอ่อน 1 กิโลกรัม
  • ผงฟู 1 กิโลกรัม

ขั้นตอนวิธีทำ

น้ำหอยเชอรี่ไปต้มแล้วแกะเอาตัวหอยออกมาสับให้ละเอียด นำมันสำปะหลังมาสับให้ละเอียดแล้วนำข้าวโพดมาโขลกให้ละเอียดรวมกัน นำส่วนผสมที่ได้ทั้งหมดมาใส่ที่เครื่องร่อนที่ใช้สำหรับทำปุ๋ยเม็ด เพื่อจะให้เป็นอาหารเม็ดแล้วนำมาผึ่งลมให้แห้งถ้าไม่มีเครื่องร่อนก็ปั้นให้เป็นก้อนกลมๆแล้วนำไปผึ่งลมให้แห้งก็ได้เช่นเดียวกัน

สูตรที่ 5 สูตรอาหารปลาลดต้นทุน เหมาะสำหรับปลากินพืช

ส่วนประกอบ

  • ไม้ปักหลัก ( สูงกว่าระดับน้ำ ) 30 ท่อน
  • ฟางข้าวแห้ง 30 มัด
  • มูลวัว 2 กระสอบ
  • แกลบอ่อน 1 กระสอบ

ขั้นตอนวิธีทำ

เริ่มจากการนำไม้ที่ได้เตรียมไว้ปรมาณ 30 ท่อน(มัด) มาปักให้แน่นบริเวณขอบบ่อปลา ให้ได้ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมตามที่ต้องการ เพื่อที่จะนำวัตถุดิบเข้าไปใส่เป็นชั้นๆให้ได้ 3 ชั้น ชั้นที่ 1-3 ฟางข้าว มูลวัว และแกลบอ่อน ตามลำดับและสัดส่วนที่ได้กำหนดไว้ ชั้นสุดท้ายนำฟางข้าวปิดทับหน้า จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ฟางข้าว มูลวัว และแกลบอ่อนที่ใส่ลงไปก็จะย่อยสลายกลายเป็นอาหารให้กับสัตว์น้ำและจะกินอาหารได้ตลอดตามธรรมชาติ

สูตรอาหารดังกล่าวนี้เหมาะสำหรับปลาที่มีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปเพราะจะกินอาหารได้ดีกว่าปลาอนุบาลวัยอ่อน ปลาดุกก็เป็นปลาที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ… มีปริมาณแคลอรีและไขมันต่ำ ธาตุปรอทต่ำ มีทั้งวิตามินบี 12 โอเมก้า ทรี และโอเมก้า ซิกซ์ (Omega 6)… ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่ร่างกายของเราสร้างเองไม่ได้ และยังสามารถช่วยลดคอเลสเทอรอลในเลือดได้อีกด้วย



สำหรับเกษตรกรท่านไหนที่กำลังเลี้ยงปลาอยู่ ลองผลิตอาหารเอง เพื่อประหยัดต้นทุน ซึ่งหลักๆแล้วในการเลี้ยงปลา ต้นทุนในการเลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของอาหาร หากท่านหันมาทำอาหารเอง จะช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะกันเลยครับ ฝากไว้ให้คิดนะครับ หากชื่นชอบบทความนี้ก็อย่าลืมกดไลค์กดแชร์กันด้วยนะครับ

ที่มา | sarakaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์แบบปล่อย เลี้ยงง่ายโตเร็ว 

เลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์แบบปล่อย เลี้ยงง่ายโตเร็ว

เลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์แบบปล่อย

เลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์แบบปล่อย หมายถึง ระบบการจัดการเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ที่ปล่อยให้ไก่ได้ออกมาภายนอกโรงเรือนได้อย่างอิสระ โดยเป็นพื้นที่ที่มีหญ้าปกคลุม ทำให้ไก่ได้แสดงพฤติกรรม เช่น การคลุกฝุ่น การไซร้ขนการจิกกินพืช ผัก แมลง ทำให้ไก่มีความสุข อารมณ์ดี จึงเรียกว่า “Happy chick” โดยมีพื้นที่ภายในโรงเรือนอย่างน้อย 4 ตร.ม./ตัว มีพืชปกคลุมดิน ไก่จะต้องมีอิสระที่จะออกจากโรงเรือนได้ตลอดเวลาภายในคอกต้องมีคอนนอน มีรังไข่ให้ไก่อย่างน้อย 7 แม่/รัง




สำหรับวิธีการเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์แบบปล่อย สอดคล้องกับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ คือ ทำให้ไก่อยู่อย่างธรรมชาติ และการจัดสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยที่ดี จะทำให้ไก่ไม่เครียด มีความสุข มีภูมิต้านทานโรค ทำให้สุขภาพแข็งแรงกว่าไก่ที่เลี้ยงแบบจำกัดพื้นที่หรือขังกรงตับ ที่สำคัญทำให้ไก่โตไวด้วย

ระบบการเลี้ยงไก่ไข่  นั้นสามารถเลี้ยงได้หลายรูปแบบ  พอจะจำแนกได้ดังนี้

  • ระบบกรงตับ
    หมายถึง ระบบการเลี้ยงไก่ไข่ยืนโรงบนกรงตลอดเวลาในพื้นที่จำกัด แคบ และไก่ไม่สามารถแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้
  • ระบบขังคอก
    หมายถึง ระบบการเลี้ยงไก๋ไข่ปล่อยพื้นภายในโรงเรือนตลอดเวลา
  • ระบบปล่อยอิสระ
    หมายถึง ระบบการเลี้ยงไก่ไข่ที่ปล่อยให้ไก่ออกนอกโรงเรือนได้อย่างอิสระ เพื่อให้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ ทำให้ไก่มีความสุขและอารมณ์ดี
  • ระบบอินทรีย์
    หมายถึง การเลี้ยงไก่ไข่ระบบปล่อยอิสระ และเลี้ยงด้วยอาหารอินทรีย์

วิธีการคัดเลือกสายพันธุ์ไก่ไข่

พันธุ์ไก่ไข่ที่นำมาเลี้ยงในระบบอินทรีย์ นั้นสามารถใช้พันธุ์ใดก็ได้ ถ้าต้องการเลี้ยงแบบใช้ต้นทุนค่าอาหารต่ำ ให้ผลผลิตได้ดีพอสมควร สามารถเลี้ยงไก่พันธุ์แท้ เช่น ไก่โร๊ดไอร์แลนด์แดง ที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในประเทศไทยได้เป็นอย่างดีแล้ว หรือไก่ไข่สายพันธุ์ทางการค้าที่ให้ผลผลิตไข่สูง แต่ต้องเลี้ยงดูอย่างดี หรือหากต้องการเอกลักษณ์เฉพาะฟาร์มของตนเองการเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์แท้สายพันธุ์เลกฮอร์นขาว ซึ่งให้ไข่ที่มีเปลือกสีขาวก็สามารถสร้างความแตกต่างจากไก่ไข่พันธุ์ทั่วไปได้

เลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์แบบปล่อย

โรงเรือนและพื้นที่เลี้ยงไก่ระบบปล่อยอิสระ

  • ที่ตั้งควรห่างไกลจากชุมชน เป็นที่ดอนน้ำไม่ท่วม และเป็นพื้นที่ที่สามารถปลูกหญ้าสำหรับให้ไก่กินได้ ดินมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นพื้นที่ที่ไม่เคยใช้สารเคมีที่ห้ามใช้อย่างน้อย 3 ปี หรือได้มีการตรวจสอบคุณภาพดินว่าปราศจากสารเคมีหรือโลหะหนักที่เป็นอันตราย
  • โรงเรือนและพื้นที่ปล่อยเลี้ยงอิสระต้องแยกจากพื้นที่พักอาศัยชัดเจน โดยยืดหลักในโรงเรือนใช้พื้นที่ 0.5 ตารางเมตรต่อตัว พื้นที่ปล่อยอิสระมีหญ้าให้กิน 5 ตารางเมตรต่อตัว
  • พื้นโรงเรือนควรเป็นคอนกรีต ต้องมีวัสดุรองพื้นคอก หนา 3-5 นิ้ว และต้องมีรังไข่ 1 ช่องต่อแม่ไก่ 4 ตัว มีประตูเข้าออก 2 ด้าน เพื่อหมุนเวียนปล่อยไก่ออกสู่แปลงปล่อยอิสระ

ตัวอย่างโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์

ตัวอย่างเป็นโรงเรือนขนาด 4 * 10 เมตร เลี้ยงไก่ไข่ได้ 150-160 ตัว ภายในโรงเรือนมีรังไข่ และคอนสำหรับให้ไก่นอนในเวลากลางคืนมีพื้นที่ปล่อยขนาด 2 งาน หรือ 800 ตารางเมตร ซึ่งเพียงพอต่อการเลี้ยงไก่ไข่จำนวนดังกล่าว พื้นที่ล้อมรอบด้วยรั่วตาข่าย

อาหารและน้ำ

ในระยะแรก ควรเลี้ยงไก่ด้วยอาหารสำเร็จรูปไก่ไข่ตามระยะอายุของไก่ หลังจากมีประสบการณ์แล้ว สามารถเลือกใช้อาหารได้ตามความเหมาะสม อาหารสัตว์ต้องปลอดภัยจากสารเคมีที่ก่อให้เกิดอันตราย และไม่มีการเสริมยาปฏิชีวนะ มีน้ำสะอาดให้กินอย่างสม่ำเสมอ แต่หากเป็นการเลี้ยงไก่ระบบอินทรีย์ จะต้องให้กินอาหารอินทรีย์เกษตรกรสามารถเสริมวัตถุดิบหรือผลพลอยได้ทางการเกษตร เช่น มะละกอ ข้าวโพดกล้วย ต้นกล้วย พืชผักสวนครัวและสมุนไพร เป็นต้น

การจัดการด้านสุขภาพและการป้องกันโรค

  • ต้องมีการใช้น้ำหมักชีวภาพผสมน้ำ หรือ อาหารให้สัตว์กินเป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพสัตว์โดยใช้อย่างน้อย 1 ชนิด เช่น น้ำหนัก พืชสีเขียว ผลไม้สุก เนื้อสัตว์และแคลเซียมเปลือกไข่ เป็นต้น ต้องมีการใช้น้ำหมักชีวภาพสมุนไพร หรือให้กินสมุนไพร
  • โดยตรง เป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพสัตว์ หรือรักษาพยาบาสสัตว์เบื้องต้น เช่น น้ำหมักสมุนไพรบอระเพ็ด ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น
  • ต้องมีการฉีดวัคนป้องกันโรคระบาดสัตว์ตามโปรแกรมของกรมปศุสัตว์ และต้องมีคอกพักสัตว์ป่วยสำหรับแยกสัตว์ออกมารักษา

การดูแลสุขภาพไก่

นิยมใช้สมุนโพรฟ้าทะลายโจรบดผสมในอาหารให้ไก่กินเพื่อการป้องกันโรคหรือรักษาอาการหวัดหากจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ต้องมีระยะเวลาปรับเปลี่ยนก่อนที่จะนำผลผลิตมาขายเป็นไข่อินทรีย์อีกครั้งอย่างน้อย 6 สัปดาห์



ตลาดไข่ไก่อินทรีย์

สำหรับตลาดในการจัดจำหน่ายไข่อินทรีย์ สามารถจำหน่ายได้หลายช่องทาง ทั้งในตลาดของเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ หรือซูเปอร์มาร์เกต หรือช่องทางอินเตอร์กลุ่ม Facebook ซึ่งต่องทางต่างๆนั้นก็จะมีเรื่องของต้นทุนค่าบรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งที่แต่กต่างกันออกไป เช่น

  • ค่ากล่องกระดาษขนาด 10 ฟอง ราคากล่องละ 5.00 บาท
  • ค่ากล่องกระดาษขนาด 6 ฟอง ราคากล่องละ 4.00 บาท
  • ค่าขนส่ง จำนวน 240 ฟอง เป็นเงิน 200 บาท เป็นต้น

สูตรอาหารไก่ไข่อินทรีย์ ช่วยลดต้นทุนช่วยให้ไก่แข็งแรงมีสุขภาพดี ขับถ่ายไม่มีกลิ่นเหม็น

สูตรที่ 1. สูตรอาหารไก่ไข่ มีดังนี้

วัตถุดิบ

  • กากถั่วเหลือง 15 กก.
  • ผักตบชวาป่น 8 กก.
  • ปลายข้าว 30 กก.
  • ข้าวโพดบด 25 กก.
  • มันสำปะหลัง 15 กก.
  • ใบกระถินป่น 1 กก.
  • สุมนไพร เช่น ฟ้าทลายโจรป่น ขมิ้นป่น 1.5 กก.
  • หินปูน 2 กก.
  • ไดแคลเซียมฟอสเฟต 1.5 กก.
  • วิตามิน แร่ธาตุ 1 กก. ==> รวมทั้งหมด 100 กก.

สูตรอาหารไข่ไก่ สูตรนี้ให้โปรตีนสูงถึง 18% แคลเซียม 1.7% และให้พลังงานรวม 2,800 กิโลแคลอรี่ และเพื่อความแน่ใจในการเป็นอาหารสัตว์อินทรีย์วิถีไทย เราไม่ใช้ยาปฎิชีวนะและฮอร์โมน ดังนั้นจึงควรใส่ว่านรางจืดป่นไปอีก 1 กก. ว่านรางจืดจะช่วยขับสารพิษและสารเคมีตกค้างในตัวไก่ได้อีกทางหนึ่งด้วย
ที่มา : ไข่ไก่ขบถ ไข่ไก่อินทรีย์วิถีไทย

อ้างอิงข้อมูล | การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์สไตล์แม่โจ้,  การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, www.sarakaset.com


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เลี้ยงไก่ดำภูพาน สัตว์เศรษฐกิจทำเงิน สร้างอาชีพรายได้ดี

เลี้ยงไก่ดำภูพาน สัตว์เศรษฐกิจทำเงิน สร้างอาชีพรายได้ดี

เลี้ยงไก่ดำภูพาน

เลี้ยงไก่ดำภูพาน


สวัสสดีครับวันนี้เราจะมาพูดการ เลี้ยงไก่ดำภูพาน สัตว์เศรษฐกิจทำเงินอีกตัว ไก่ดำภูพาน เป็นไก่สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาโดยศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างไก่ดำพื้นเมืองกับไก่ดำจากประเทศจีน ไก่ดำภูพานมีลักษณะเด่นคือ ขนสีดำสนิท หนังดำ ปาก ลิ้น หงอน เล็บ แข้งขา กระดูก อวัยวะภายใน ล้วนมีสีดำ




ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้พัฒนาสายพันธุ์ “ไก่ดำภูพาน” ขึ้นมาโดยเริ่มต้นจากการรวบรวม “ไก่ดำ” ลูก ผสมที่มีอยู่ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร ที่หลงเหลือจากการนำเข้าจากประเทศจีนเมื่อประมาณ 15-20 ปีที่แล้ว โดยขอจากชาวบ้านจำนวน 5 ตัว มาจัดแผนการผสมพันธุ์และคัดเลือก “ไก่ดำ” สายพันธุ์ดี โดยใช้ระยะเวลา 2 ปี จึงได้ “ไก่ดำภูพาน” ที่ตรงตามลักษณะของ “ไก่ดำ” ทุก ประการ โดยมีลักษณะ คือ ขนดำ หนังดำ หน้าแข้งดำ กระดูกเทาดำ และเนื้อสีเทาดำ จนถึงปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2550 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดำเนินการพัฒนา “ไก่ดำ” สายพันธุ์ภูพานเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยและสามารถขยายผลสู่การเลี้ยง ของเกษตรกรได้แล้ว

การพัฒนาสายพันธุ์ไก่ดำภูพาน

1. ไก่ดำภูพาน-1

ลักษณะประจำพันธุ์

  • เพศผู้ ขนลำตัวสีดำ สร้อยคอและสร้อยหลังสีดำแซมแดง หงอนกุหลาบหรือหงอนถั่ว จะงอยปากดำ ตาดำ แข้งดำ เล็บดำ หนังดำ เนื้อดำ กระดูกดำ หางสั้นลักษณะทรงพู่
  • เพศเมีย ขนสีดำทั้งตัว หงอนกุหลาบหรือหงอนถั่วขนาดเล็กกว่าเพศผู้ จะงอยปากดำ แข้งดำ เล็บดำ หนังดำ เนื้อดำ และกระดูกดำ

2. ไก่ดำภูพาน-2

ลักษณะประจำพันธุ์

  • เพศผู้ ขนสีขาวทั้งตั๋ว หงอนกุหลาบหรือหงอนถั่ว จะงอยปากเทาดำตาดำ แข้งเทาดำ เล็บเทาดำ หนังดำ เนื้อดำหรือเทาดำ กระดูกดำ หางสั้นลักษณะทรงพู่
  • เพศเมีย ขนสีขาวทั้งตัว หงอนถั่วขนาดเล็กกว่าเพศผู้จะง่อยปากเทาดำ แข้งเทาดำ เล็บเทาดำ หนังดำ เนื้อดำหรือเทาดำและกระดูกดำ

3. ไก่ดำภูพาน-3

ลักษณะประจำพันธุ์

  • เพศผู้ ขนลำตัวสีเหลืองหรือแดง สร้อยคอและสร้อยหลังสีเหลือง หงอนกุหลาบหรือหงอนถั่ว จะงอยปากดำ สิ้นดำหรือเทาดำ ตาดำ แข้งดำ เล็บดำ หนังดำ เนื้อดำหรือเทาดำ กระดูกดำ หางสั้นลักษณะทรงพู่สีดำ
  • เพศเมีย ขนสีเหลืองทั้งตัว หางสีดำหงอนถั่วขนาดเล็กกว่าเพศผู้ จะงอยปากดำ สิ้นดำหรือเทาดำ แข้งดำ เล็บดำ หนังดำ เนื้อดำหรือเทาดำ และกระดูกดำ

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ โดยใช้หลักเกณฑ์ดังนี้

  • ลักษณะพ่อพันธุ์
    จะต้องมีรูปร่างสมบูรณ์แข็งแรง อายุตั้งแต่ 9 เดือน แต่ไม่เกิน 3 ปี
  • ลักษณะแม่พันธุ์
    จะต้องมีรูปร่างสมบูรณ์แข็งแรง อายุตั้งแต่ 7 เดือน แต่ไม่เกิน 3 ปี ให้ไข่ ชุดละ 10-15 ฟอง เลี้ยงลูกเก่ง มีนิสัยไม่ดุร้ายหรือจิกตีลูกไก่ของตัวอื่น

การเลี้ยงไก่พ่อแม่พันธุ์

ไก่สาวจะเริ่มไข่ฟองแรกเมื่ออายุประมาณ 6 – 7 เดือน เมื่อไก่เริ่มไข่ให้เปลี่ยนสูตรอาหารใหม่ ให้มีโภชนาการอาหารเพิ่มขึ้น เพื่อไก่นำไปสร้างไข่ รวมทั้งเพิ่มแคลเซียมฟอสฟอรัส เพื่อนำไปสร้างเปลือกไข่ แม่ไก่จะอ้วนมากทำให้ไข่ลดลง ไก่พ่อพันธุ์ควรให้อาหารเช่นเดียวกับแม่พันธุ์

เลี้ยงไก่ดำภูพาน

รูปแบบการเลี้ยงไก่

  • การเลี้ยงแบบปล่อย เป็นวิธีเลี้ยงไก่ปล่อยให้ออกหากินอย่างอิสระในตอนเช้า ผู้เลี้ยงอาจจะเสริมอาหารให้ในตอนเย็น ช่วยให้ไก่เจริญเติบโตได้ดีขึ้น และเล้าขนาดเล็กไว้ให้ไก่ได้หลับนอนเฉพาะกลางคืนการเลี้ยงแบบปล่อยนี้จะช่วยให้ไก่ได้ออกกำลังกายมีสุขภาพที่แข็งแรงแต่ต้องมั่นใจว่า พื้นที่ที่ปล่อยจะไม่มีไก่พื้นเมืองอยู่บริเวณใกล้เคียงเพราะอาจมีปัญหาในการผสมข้ามพันธุ์
  • การเลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย เป็นการเลี้ยงที่พัฒนามาจากการเลี้ยงไก่แบบปล่อยมากักขังบ้างในบางช่วง โดยการสร้างเล้าไก่ให้มีขนาดกว้างขึ้นมีริ้วล้อมกั้นกันไม่ให้ไก่ออกไปหากินไกลๆ จัดหาน้ำและรางอาหารไว้ให้ไก่กินรูปแบบการเลี้ยงนี้ถือได้ว่าเป็นวิธีการเลี้ยงที่ดี และเหมาะสมที่สุด
  • การเลี้ยงแบบขังเล้า โดยเกษตรกรต้องสร้างเล้าไก่ที่สามารถกันแดดกันลม และฝนได้ ควรมีรังไข่วางเป็นจุดตามมุมหรือฝาเล้าพร้อมอาหารและน้ำให้ไก่ได้กินตลอดเวลาการเลี้ยง แบบขังเล้าสามารถป้องกันโรคระบาดได้ดี

การฟักไข่ สามารถแบ่งได้ 2 วิธี

เลี้ยงไก่ดำภูพาน

  • การฟักไข่โดยวิธีธรรมชาติ หรือการฟักไข่โดยแม่ไก่ เมื่อแม่ไก่ไข่หมดชุดก็จะเริ่มฟักไข่ในขณะฟักไข่ระยะแรกแม่ไก่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในรังวางไข่  โดยใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 20 วัน ลูกไก่จะเริ่มเจาะเปลือกแล้วนำแม่ไก่และลูกลงจากรังฟักไข่ และขังสุ่มให้อาหาร และน้ำ
  • การฟักไขโดยใช้เครื่องฟัก หลังจากผสมพันธุ์และทำการเก็บรวบรวมไข่ได้ 7 วัน ก่อนนำไข่เข้าฟักต้องทำการคัดไข่ที่มีรอยแตกร้าว เปลือกไข่บาง ไข่ผิดรูปหรือไข่ฟองที่เล็กเกินไปออก ตรวจเช็คเครื่องฟักไข่ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน โดยใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 21 วัน แล้วนำลูกไก่ออกจากตู้เกิดย้ายไปอนุบาล ในโรงเรือน อนุบาลต่อไป




การเลี้ยงไก่เล็ก

กรณีใช้ตู้ฟักไข่หรือการแยกลูกไก่ออกจากแม่ไก่เพื่อให้แม่ไก่ไข่เร็วขึ้นหรือซื้อลูกไก่มาเลี้ยงลูกไก่ต้องการความอบอุ่นจึงจำเป็นต้องมีการกกไฟให้ลูกไก่โดยใช้หลอดไฟฟ้าขนาด 100 วัตต์ แขวนสูงจากพื้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และต้องระวังไม่ให้ลมโกรกลูกไก่และจะต้องมีอาหาร และน้ำให้กินตลอดเวลา พื้นคอกรองพื้นด้วยแกลบหนา 5 เชนติเมตร และเปลี่ยนแกลบทุก 1 เดือน

การเลี้ยงไก่รุ่น

ไก่ช่วงอายุ 8 – 16 สัปดาห์ ไก่ช่วงนี้ไม่ต้องดูแลมากเพราะถ้าเลี้ยงแบบปล่อยไก่สามารถหาอาหารกินเองได้เพียง แต่ให้อาหารในตอนเช้า หรือเย็นเท่านั้นถ้าเลี้ยงเพื่อต้องการจำหน่ายเป็นไก่เนื้อจำเป็นที่จะต้องดูแลเอาใจใส่เรื่องอาหาร และน้ำเพื่อการเจริญเดิบโตที่เร็วไก่อายุ 4 – 5 เดือน เป็นช่วงที่สามารถจับจำหน่ายเป็นไก่เนื้อได้น้ำหนักประมาณ 0. – 1.2 กิโลกรัม ซึ่งไก่มีขนาดและน้ำหนักตรงกับความต้องการของตลาด

การให้อาหาร

  • ให้น้ำสะอาดตั้งไว้ให้ไก่กินตลอดวัน และคอยเปลี่ยนน้ำทุก ๆ วัน
  • ให้อาหารเช้าและเย็น เพิ่มเติมจากอาหารที่ไก่หากินได้ตามธรรมชาติ เช่น ปลายข้าว รำข้าว ข้าวเปลือก อาหารไก่สำเร็จรูป
  • มีเปลือกหอยปั่นและเศษหินให้ไก่กินเพื่อเสริมแคลเซียมและช่วยบดย่อยอาหาร และให้หญ้าสดหรือใบกระดินสดให้ไก่กินทุกวัน

โปรแกรมวัคซีน

  • วัคชีนนิวคาสเชิล ไก่อายุ 1 และ 30 วัน โดยการหยอดจมูก (ทำซ้ำทุกๆ ๓ เดือน)
  • วัคชีนผีดาษไก่ ไก่อายุ 14 วัน โดยการแทงปีก (ปีละ 1 ครั้ง)
  • วัคชีนอหิวาต์ไก่ ไก่อายุ 1 เดือน โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)
  • วัคชีนหลอดลมอักเสบ ไก่อายุ 7 วัน โดยการหยอดจมูก (ทำช้ำทุกๆ 3 เดือน)

การสุขาภิบาล

  • ดูแลความสะอาดภาชนะอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ในโรงเรือนและบริเวณใกล้เคียงด้วยน้ำสะอาด และยาฆ่าเชื้อโรคทุกวัน
  • ลักษณะโรงเรือนต้องระบายอากาศได้ดี ป้องกันลมโกรก หรือฝนสาดด้านหน้า ประตูเข้าโรงเรือนต้องมีอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับจุ่มเท้าก่อนเข้าโรงเรือน

ที่มา : งานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
บ้านนานกเค้า หมู่ที่ 10 ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร 47000 โทรศัพท์: 042-747470-9 ต่อ 620




บทความอื่นที่น่าสนใจ

เที่ยวหาดคุ้งวิมาน จันทบุรี หาดทรายสีทอง ทะเลสวยน้ำใส แบบฟินๆ

เที่ยวหาดคุ้งวิมาน จันทบุรี หาดทรายสีทอง ทะเลสวยน้ำใส แบบฟินๆ

เที่ยวหาดคุ้งวิมาน

รูปภาพจาก | เพจ TripTH ทริปไทยแลนด์

เที่ยวหาดคุ้งวิมาน จันทบุรี


หาดคุ้งวิมาน เป็นชายหาดชื่อดังของจันทบุรี น้ำทะเลใสมาก ใครที่ไปเที่ยว สามารถขับรถชมวิวทะเลบนถนนเฉลิมบูรพาชลทิศ ไปที่หาดคุ้งวิมานได้เลย บรรยากาศดีมาก เงียบสงบ วิวสวย มีร้านค้า อาหารมากมายให้เราได้ซื้อกินนั่งเล่นเพลินๆ หาดจะอยู่ห่างจากตัวเมืองจันทบุรีประมาณ 15 กิโลเมตร เหมาะแก่การไปพักผ่อนและเล่นน้ำทะเลใสๆ



หาดคุ้งวิมาน เป็นหาดทรายสีทอง มีโขดหินผุดโผล่เป็นแห่งๆแต่งแต้มชายหาดให้สวยงามยิ่งขึ้นยามที่คลื่นถาโถมซัดเข้าหาโขดหินตามกำลังแรงของลม ทำให้น้ำแตกกระเซ็นเป็ฟองนฝอยขาวพร่างตาตัดกับสีฟ้าสดใสของน้ำทะเล ไกลออกไปเห็นเรือประมงอยู่ลิบๆ ฝูงนกนางนวลและนกทะเลบางชนิดบินฉวัดเฉวียนอย่างร่าเริงน่ามอง จึงอยากเชิญชวนให้มาท่องเที่ยวกันที่หาดคุ้งวิมาน

เที่ยวหาดคุ้งวิมาน

รูปภาพจาก | เพจ TripTH ทริปไทยแลนด์

การเดินทางไปหาดคุ้งวิมาน

  • รถยนต์ส่วนตัว ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 3 เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 3145 ไปประมาณ 12 กิโลเมตร
  • รถโดยสารประจำทาง ขึ้นรถสาย 39 จากตัวเมืองจันทบุรี ไปลงที่หาดเจ้าหลาว แล้วต่อรถสองแถวไปยังหาดคุ้งวิมาน

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวหาดคุ้งวิมาน

ช่วงหน้าหนาว (เดือนพฤศจิกายน – เดือนกุมภาพันธ์) อากาศเย็นสบาย น้ำทะเลใส

เที่ยวหาดคุ้งวิมาน

รูปภาพจาก | เพจ TripTH ทริปไทยแลนด์

สำหรับ หาดคุ้งวิมาน แห่งนี้ เป็นอีกสถานที่เที่ยวที่ครบสมบูรณ์ที่สุด สำหรับทริปสั้นๆ ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ได้เลย ไม่ว่าจะเป็น ที่พักสวยๆ ร้านอาหารอร่อยๆ ที่เที่ยวถ่ายรูป มาที่เดียวแต่ได้ครบทุกสิ่งที่ตามหาเลย แม้ว่าจะมีเวลาไม่มาก แต่ก็พักผ่อนได้เต็มที่เหมือนกัน

ที่อยู่ : หาดคุ้งวิมาน ตำบลสนามไชย อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี
พิกัด : https://goo.gl/maps/BRn8gEmPuSv8oBDn7
รูปภาพประกอบจาก
TripTH ทริปไทยแลนด์


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เที่ยวเกาะแสมสาร สัตหีบ ทะเลสวยน้ำใสใกล้กรุงเทพ ดำน้ำดูปะการัง

เที่ยวเกาะแสมสาร สัตหีบ ทะเลสวยน้ำใสใกล้กรุงเทพ ดำน้ำดูปะการัง

เที่ยวเกาะแสมสาร

เที่ยวเกาะแสมสาร สัตหีบ


            หากพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยว สัตหีบ แหล่งสถานที่ท่องเที่ยวเกาะต่างๆ นั้นมีความสวยงามไม่แพ้ที่อื่นๆ เลย โดยเฉพาะ เกาะแสมสาร มีความสวยงามไม่ไม่แพ้เกาะขามเลย เกาะแสมสารเป็นเกาะที่มีชายหาดสวย น้ำใสสามารถเล่นน้ำและดำน้ำได้ 2 ชายหาด คือหาดเทียน และหาดลูกลม หาดเทียน คือ หาดซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือ ส่วนหาดลูกลมจะอยู่อีกฝั่งซึ่งต้องนั่งรถไปอีก โดยมีรถรับส่งฟรีระหว่างสองเกาะใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 5 นาที หาดลูกลมเป็นชายหาดที่สวยที่สุดของเกาะมีทรายขาวละเอียดและน้ำทะเลสีฟ้าใส จุดชมวิวทะเลในมุมสูงได้อย่างงดงามมาก

           “เกาะแสมสาร” พื้นที่ทางทะเลที่อยู่ในเขตดูแลของกองทับเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี อ่าวแสมสาร มีเกาะรายล้อมอยู่ทั้งหมด 9 เกาะด้วยกัน คือ เกาะจวง, เกาะโรงโขน, เกาะโรงหนัง, เกาะยุ้งเกลือ, เกาะสันฉลาม, เกาะจาน, เกาะแรด, เกาะแสมสาร และเกาะขาม เกาะเหล่านี้ถือเป็นพื้นที่วางไข่ของเต่าทะเล เปิดให้นักท่องเที่ยว ขึ้นไปเดินเล่นบนหาดทราบได้เฉพาะ ที่ เกาะแสมสาร และเกาะขามเท่านั้น

เที่ยวเกาะแสมสาร

รูปภาพจาก | เพจ Koh Samaesarn (เกาะแสมสาร)

สำหรับการเดินทางมาที่เกาะแสมสาร

  • เริ่มต้นโดยการมาซื้อตั๋วที่ จุดจำหน่ายตั๋ว บริเวณทางเข้าพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย หากมาเที่ยวในวันธรรมดาไม่ต้องจองตั๋วล่วงหน้า สามารถ walk in มาซื้อตั๋วได้เลย แต่ถ้าเป็นวันเสาร์ อาทิตย์ นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะต้องเข้ามารับบัตรคิวที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย
  • แจกบัตรคิวเวลา 06.00 น. และเริ่มจำหน่ายบัตรเวลา 08.00 น.  มีเที่ยวเรือ 5 เที่ยว คือ เวลา 09.00 น., 10.00 น., 11.00 น., 12.00 น. และ 13.00 น.
เที่ยวเกาะแสมสาร

รูปภาพจาก | เพจ Koh Samaesarn (เกาะแสมสาร)

ข้อมูล เกาะแสมสาร สัตหีบ ชลบุรี

  • ที่อยู่ : สำนักงานกิจการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อุทยานใต้ทะเลเกาะขาม ทัพเรือภาคที่ 1 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
  • พิกัด : https://goo.gl/maps/dg8YEoNVW1ZoE3Gc7
  • เปิดให้เข้าชม : 08.30-16.00 น.
  • โทร : 0-3843-2475
  • เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/KohSamaesarn



บทความอื่นที่น่าสนใจ

เที่ยวหาดเจ้าหลาว จันทบุรี ทะเลสวย น้ำใสใกล้กรุงเทพ ถ่ายรูปชิวล์ๆ

เที่ยวหาดเจ้าหลาว จันทบุรี ทะเลสวย น้ำใสใกล้กรุงเทพ ถ่ายรูปชิวล์ๆ

เที่ยวหาดเจ้าหลาว

เที่ยวหาดเจ้าหลาว จันทบุรี


หาดเจ้าหลาว เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ไกล้กรุงเทพ เหมาะสำหรับใครหลายๆคนที่มีเวลาน้อย แต่ยากเล่นน้ำทะเลสวยๆใสๆ หรือจะถ่ายรูปชิวล์ๆ ฟินๆ ซึ่งเมื่อน้ำลง จะเห็นหาดทรายสีนวล ยาวเป็นแนวให้เราได้เดิน บรรยากาศดีทั้งเช้า กลางวัน ถึงเย็น และอยากเติมพลังด้วยอาหารทะเลสด ๆ ก็มีร้านให้เลือกเยอะแยะมากมายตลอดแนว อยู่ด้านหน้าก่อนเข้าหาด ถ้าชอบความท้าทาย มาสนุกกับการเล่นเรือบานาน่าโบ๊ท ดำน้ำดูปะการังน้ำตื้น หรือไม่อยากตัวเปียกก็สามารถเช่าเรือท้องกระจกดูปลา ดูปะการัง ซึ่งมีให้เช่าตามร้านอาหารหรือที่พักบริเวณริมหาด ค่าเช่าประมาน 500 – 1,200 บาทเท่านั้นเอง หรือจะนั่งชมวิวพระอาทิตย์ตกดิน บริเวณชายหาด บรรยากาศแสนดี สงบ สบาย เหมาะแก่การพักผ่อน

หาดเจ้าหลาว อยู่ห่างจากอำเภอท่าใหม่ 19 กิโลเมตร ถัดมาจากหาดแหลมเสด็จ มีบรรยากาศเงียบสงบ เป็นหาดทรายสีนวล ยาวเหยียดสุดสายตา ร่มรื่นด้วยทิวมะพร้าว

เที่ยวหาดเจ้าหลาว

การเดินทางไปหาดเจ้าหลาว

สำหรับใครที่ต้องการเดินทางไปหาดเจ้าหลาว เรามี 2 วิธีให้เลือก

1. ใช้เส้นทางถนนสุขุมวิทก่อนถึงตัวเมืองจันทบุรีประมาณ 30 กิโลเมตร เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 301 ให้เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 3399 เมื่อถึงบ้านหมูดุดจะพบสามแยกให้เลี้ยวซ้าย จากนั้นจะเห็นป้ายบอกทางไปหาดเจ้าหลาว ระยะทาง 3 กิโลเมตร

2. จากตัวเมืองจันทบุรีก็ใช้เส้นทางถนนท่าแฉลบ ก่อนเลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 3147 ผ่านค่ายเนินวงไปยังอำเภอท่าใหม่ จากนั้นไปตามทางถนนท่าใหม่-อ่าวคุ้งกระเบน เมื่อถึงสี่แยกหอนาฬิกา ผ่านโครงการชลประทานจันทบุรี บรรจบกับทางหลวงหมายเลข 3399 ให้เลี้ยวซ้ายไปหาดเจ้าหลาว ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร

หาดเจ้าหลาว นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่พักผ่อนที่ดีที่สุด เรามักจะรู้สึกว่ามีความสุขจากการไปเที่ยว เพราะเมื่อสมองได้รับรู้อะไรใหม่ ๆ มีการจะหลั่งสารแห่งความสุขออกมาโดยเราไม่รู้ตัว อีกทั้งยังเป็นการลดความเครียดโดยที่เราไม่รู้ตัวอีกด้วย

ที่อยู่ : หาดเจ้าหลาว ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี
พิกัด : https://goo.gl/maps/7UpvWnXchLc5Upk77
เปิดให้เข้าชม : ทุกวัน




บทความอื่นที่น่าสนใจ