พาเที่ยว! วัดสักกะวัน จ.กาฬสินธุ์ วัดบนภูเขา บรรยากาศดี

พาเที่ยววัดสักกะวัน จ.กาฬสินธุ์ วัดบนภูเขา บรรยากาศดี ใกล้พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์

       ถ้าพูดถึงจังหวัดกาฬสินธุ์ หลายคนอาจนึกถึงแหล่งค้นพบไดโนเสาร์ชื่อดัง แต่รู้ไหมว่า…บนเส้นทางสายเดียวกันนั้น ยังมีวัดสงบงามกลางธรรมชาติ ที่ทั้งเงียบ ร่มรื่น และแอบซ่อนความมหัศจรรย์ไว้เช่นกัน นั่นคือ “วัดสักกะวัน” หรือ “วัดภูกุ้มข้าว” วัดบนเนินเขาเตี้ยๆ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการขุดพบฟอสซิลไดโนเสาร์ครั้งแรกในประเทศไทย ที่นี่ไม่เพียงเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและไหว้พระเท่านั้น แต่ยังอยู่ใกล้กับ พิพิธภัณฑ์สิรินธร แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอีสาน บอกเลยว่า…ใครมาเที่ยวกาฬสินธุ์ ห้ามพลาดแวะที่นี่เด็ดขาด!

ภาพประกอบสวยๆ จาก Facebook Sayan Photograph

จุดเด่นของวัด

วัดสักกะวันถือเป็นวัดที่มีความสำคัญทั้งในด้าน ศาสนา และ วิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการธรณีวิทยา เพราะที่นี่คือจุดเริ่มต้นของการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลก คือ

  • “ภูกุ้มข้าวซอรัส สิรินธร” (Phuwiangosaurus sirindhornae) ไดโนเสาร์คอยาวกินพืชขนาดใหญ่ยุคครีเตเชียส
  • ผู้ค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์แห่งนี้ คือ หลวงปู่หา สุภโร หรือที่ชาวบ้านเรียกขานอย่างน่ารักว่า “หลวงปู่ไดโนเสาร์” พระเกจิผู้มีชื่อเสียงในภูมิภาคอีสาน

นอกจากความโดดเด่นด้านฟอสซิลแล้ว ตัววัดยังมีพระอุโบสถที่สงบงดงาม และรูปหล่อหลวงปู่หาให้กราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล

ภาพประกอบสวยๆ จาก Facebook Sayan Photograph

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์สิรินธร

อยู่ไม่ไกลจากวัดสักกะวัน เพียงไม่กี่ร้อยเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเดินเท้าหรือขับรถไปชมได้สะดวก ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงทั้ง

  • ฟอสซิลของจริง ที่ขุดพบจากภูกุ้มข้าว
  • แบบจำลองไดโนเสาร์ขนาดเท่าจริง หลายสายพันธุ์
  • โซนจัดนิทรรศการที่ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ธรรมชาติ วิวัฒนาการโลก และไดโนเสาร์ในภูมิภาคนี้ เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเด็กๆ ที่จะได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านประสบการณ์จริงอย่างสนุกสนาน

ภาพประกอบสวยๆ จาก Facebook Sayan Photograph

ที่ตั้ง

หมู่ที่ 2 บ้านโนนบุรี ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

วัดสักกะวัน ตั้งอยู่บริเวณเชิง ภูกุ้มข้าว ภูเขาขนาดเล็กที่มีความสูงราว 300 เมตร รายล้อมด้วยต้นไม้เขียวขจี บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมและพักใจจากความวุ่นวาย

การเดินทาง

เดินทางสะดวกจากตัวเมืองกาฬสินธุ์ โดยมีเส้นทางดังนี้

  • ใช้ ทางหลวงหมายเลข 227 จากตัวเมืองมุ่งหน้าไปอำเภอสหัสขันธ์ ระยะทางประมาณ 28 กิโลเมตร
  • เมื่อใกล้ถึงอำเภอสหัสขันธ์ (ประมาณ 2 กิโลเมตรก่อนถึง) จะมี ป้ายบอกทางเข้าวัด ให้เลี้ยวขวาและขับต่อไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะถึงวัดสักกะวัน
  • พิกัด GPS : 16.6783° N, 103.4384° E

บทความอื่นที่น่าสนใจ

ผัดเผ็ดปลาไหล อาหารพื้นบ้านภาคอีสาน รสชาติจัดจ้าน

ผัดเผ็ดปลาไหล อาหารพื้นบ้านภาคอีสาน รสชาติจัดจ้าน

ผัดเผ็ดปลาไหล

เมนูบ้านๆ แต่รสชาติไม่ธรรมดา ที่ใครเคยได้ลองต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “แซ่บหลาย” กลิ่นสมุนไพรลอยหอมเตะจมูก เนื้อปลาไหลเหนียวนุ่มเคี้ยวมัน ถึงเครื่องพริกแกงแบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม อาหารจานนี้ถือเป็นของเด็ดของชาวอีสานที่กินกันมานาน และตอนนี้ก็กลายเป็นเมนูสุดฮิตที่คนกรุงหลายคนถึงกับตามหาร้านอาหารป่า ร้านไหนมีขายก็คิวยาวไม่แพ้เมนูดังจากภัตตาคาร ลองมาทำความรู้จักเมนูผัดเผ็ดปลาไหลให้มากขึ้น แล้วจะรู้ว่า “ของดีไม่จำเป็นต้องหรู แค่ถึงรสถึงใจ…ก็ครองใจคนทั้งเมืองได้แล้ว!”

วัตถุดิบ

  • ปลาไหล ประมาณ 2-3 ตัว
  • พริกแกงเผ็ด
  • กระเทียม
  • พริกชี้ฟ้า
  • กระชาย
  • ใบกระเพรา
  • ใบมะกรูด
  • เกลือ น้ำมันหอย รสดี น้ำตาล
  • น้ำมันสำหรับผัด
  • พริกไทยอ่อนหรือพริกไทยเม็ด

วิธีทำ ผัดเผ็ดปลาไหล

  • ตั้งกระทะใส่น้ำมันที่เตรียมเอาไว้ พอร้อนก็ใส่พริกแกงเผ็ดที่โขลกเองลงแล้วผัดจนเหลืองหอม จากนั้นใส่ปลาไหลผัดจนสุก
  • ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลทราย เติมน้ำเปล่า ผัดให้เข้ากัน
  • จากนั้นใส่กระชาย พริกไทยอ่อน พริกชี้ฟ้า ใบมะกรูด และใบกะเพรา ลงผัดให้เข้ากันตักใส่ภาชนะ จัดเสิร์ฟ

ปลาไหลมีประโยชน์ต่อสุขภาพเพราะอุดมไปด้วยวิตามิน และมีโปรตีนที่มีความจำเป็นต่อร่างกายและบำรุงสุขภาพ แถมยังมีแร่ธาตุเหล็กสูงช่วยบำรุงเลือดและอุดมไปด้วยคอลลาเจนช่วยบำรุงผิวพรรณให้เรียบเนียน แถมได้ประโยชน์จากกระชายช่วยแก้หวัด กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ช่วยให้เลือดลมดี เสริมภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย ช่วยบำรุงกำลัง ลดอาการอ่อนเพลีย

ภาพประกอบจาก เพจ : ครัวซอย9ขี้เหล่้าเฮ็ดกับข้าวแซบ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

การเพาะเห็ดหูหนูบนท่อนไม้ แบบง่ายๆ ลงทุนน้อย ได้ผลดี

การเพาะเห็ดหูหนูบนท่อนไม้ แบบง่ายๆ ลงทุนน้อย ได้ผลดี

การเพาะเห็ดหูหนูบนท่อนไม้

เห็ดหูหนู เป็นเห็ดอีกชนิดหนึ่งที่นิยมบริโภคกันทั่วไป เพราะมีรสชาติดี ลิ่นหอม สามารถรักษาสภาพได้ดีอยู่เสมอ เมื่อนำมาปรุงอาหาร นอกจากนี้ ยังสีสรรพคุณทางยา คือบำรุงกระดูก รักษาโรคเจ็บคอ และแก้อาการร้อนในได้ เห็ดหูหนูที่เพาะในประเทศไทยสามารถแบ่งตามลักษณะเห็ดได้เป็นชนิดต่างๆ ดังนี้

  • เห็ดหูหนูพันธุ์บาง เป็นเห็ดที่เกิดได้ตามธรรมชาติทั่วทุกภาคของประเทศ ลักษณะคอกบาง มีสีน้ำตาลอ่อนหรือสีดำคล้ายเขลลี่ การออกดอกส่วนมากเป็นดอกเดี่ยว ผิวเรียบ ไม่มีขน ทั้งด้านบนและด้านล่างของดอก
  • เห็ดหูหนูพันธุ์หนา จะมีความหนามากกว่าเห็ดขนิดแรกมาก เมื่อตัดของบดอดออกก็จะสามารถลอกดอกเห็ดออกเป็น 2 ชั้นได้โดยงาย โดยผิวด้านบนของหมวกดอกมีลักษณะเรียบ ส่วนผิวด้านล่างของหมวกดอกเป็นริ้วมีขนละเอียด มีสรรพคุณทางยาและคุณค่าทางอาหารสูงกว่าพันธุ์บาง
  • เห็ดหูหนูเผือก เป็นเห็ดที่กลายพันธุ์มาจากเห็ดหนูพันธุ์หนา ลักษณะดอกมีสีขาว รสชาติอร่อยไม่แพ้เห็ดหูหนูพันธุ์หนา 

การเพาะเห็ดหูหนูบนท่อนไม้ มีวิธีการและขั้นตอนการเพาะไม่ยาก เริ่มจาก..

อุปกรณ์

  • สว่านเจาะรูท่อนไม้
  • ฝาหรือจุกพลาสติกปิดรูที่เจาะ
  • ท่อนไม้ เช่น ไม้ยางพารา ไม้กระถิน ไม้แค ไม้ข่อย ไม้งิ้ว ไม้นู่น ไม้ไทร ไม้มะม่วง ไม้ขนุน และไม้ก้ามปู
  • เชื้อเห็ดหูหนู

การเตรียมท่อนไม้ 

ท่อนไม้ที่จะนำมาเพาะเห็ดควรมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10-12 ซม. และมีความยาวประมาณ 1 เมตร ควรเป็นท่อนไม้ที่ต้มาใหม่ ๆ และไม่มียาง ถ้าเป็นท่อนไม้ยางพาราควรทิ้งไว้ ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้ยางแห้ง

การเจาะรูบนท่อนไม้

โดยทั่วไปใช้วิธีการเจาะ 2 แบบ คือ แบบใช้เหล็กตอกปะเก็นหรือค้อนสำหรับเจาะรูเห็ดหูหนู กับการใช้สว่านไฟฟ้าขนาดดอกสว่านที่ใช้ 4-5 หุน ควรเจาะท่อนไม้ให้ลึกพอประมาณและให้รอยเจาะอยู่ห่างกัน 8-10 ซม. ให้เป็นแถวโดยแต่ละแถวห่างกัน 6-8 ซม. เจาะให้มีลักษณะเป็นแถวสลับแบบฟันปลา

การใส่เชื้อในท่อนไม้ 

ให่้ใช้ลวดแข็งๆ ที่สะอาดและเผาไฟฆ่าเชื้อแล้วตีเชื้อเห็ดที่เจริญบนขึ้เลื่อยให้ละเอียด พร้อมกับค่อนเทใส่รูที่เจาะบนท่อนไม้ จากนั้นให้ใช้ตะเกียบที่สะอาดลนไฟฆ่าเชื้อ แล้วกระทุ้งเชื้อเห็ดที่ใส่ในรูให้เชื้ออัดค่อนข้างแน่น แล้วอุดจุกด้วยยางสำเร็จรูป และใช้ค้อนทุบจุกกยาง ให้แน่นหลังจากนั้นให้อุดด้วยขี้ผึ้งไม่ให้น้ำเช้าไปถูกเชื้อเห็ด

การพักท่อนเชื้อ (การบ่มเชื้อ)

การบ่มหรือพักท่อนเชื้อให้บ่มในที่ร่ม โดยวางท่อนไม้แบบการวางหมอนรถไฟ ให้แต่ละท่อนห่างกกัน 1-2 ซม. หรือจะวางซ้อนกันก็ได้ ในระยะที่บ่มท่อนเชื้อต้องคอยระมัดระวังด้านความสะอาด ความชื้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวจำเป็นต้องรดน้ำให้กับท่อนเชื้อบ้าง และควรมีการกลับท่อนเชื้อ โดยนำท่อนเชื้ออยู่ข้างล่างขึ้นข้างบน และท่อนเชื้อที่อยู่ข้างบนลงล่าง หลังบ่มท่อนเชื้อได้ 30-45 วัน เส้นใยจะเจริญเต็มท่อนไม้

การทำให้เกิดดอก

โดยย้ายไม้เข้าโรงเรือนเปิดดอก ซึ่งภายในโรงเรือนจะมีราวไม้สำหรับพาดท่อนไม้ ราวไม้แต่ละนถวห่างกันประมาณ 1.5 เมตร นำไม้ที่ผ่านระชะบ่มเชื้อแล้วมาแช่น้ำประมาณ 12-20 ชั่วโมง น้ำที่ใช้แช่ไม่ควรมีอุณหภูมิประมาณ 13-18 องศาเซลเซียส เพื่อกระตุ้นให้เห็ดออกดอกเร็วขึ้น และจะทำให้ไม้อ่อนตัวลง หลังจากแช่น้ำแล้วใช้ค้อนทุบตรงหัวไม้เรือนเปิดดอก ใช้ผาพลาสติกคลุมกองไม้ไว้-4 วัน หรือขนกระทั่งออกดอกแต่บางแห่งนิยมคลุมไว้เพียง 1-2 วัน แล้วจึงเปิดพลาสติกออก

ดอกเห็ดจะเกิดขึ้นหลังจากเอาไม้เข้าไปในโรงเรือนแล้วประมาณ 4-5 วัน รดน้ำวันละ 2 ครั้ง และผลผลิตจะเก็บได้หลังจากนั้นไปอีกประมาณ 4-5 วัน ระยะเวลาในการเก็บจะเก็บได้เรื่อย ๆ ประมาณ 10-12 วัน และเมื่อสังเกตว่าดอกเห็ดมีน้อยลงหรือมีแต่ดอกเล็ก ๆ ให้เริ่มต้นขั้นตอนการพักไม้หรือบ่มเชื้อไม้ ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่าไม้จะผุ ซึ่งถ้าปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกวิธีแล้ว ไม้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10-15 เซนติเมตร ยาว 1 เมตร จะเก็บผลผลิตได้ประมาณ 6-10 กิโลกรัม

การเก็บดอกเห็ดหูหนู

ให้เลือกเก็บเมื่อดอกเห็ดโตเต็มที่แต่ยังไม่สร้างสปอร์ จะได้น้ำหนักเห็ดดีที่สุด ทำการเก็บเห็ดออกจากท่อนไม้มาทั้งกระจุก เพื่อที่จะให้ดอกเห็ดรุ่นต่อไปเจริญออกมาใหม่ได้ และสามารถเก็บดอกเห็ดได้ประมาณ 5-6 เดือน ดอกเห็ดก็จะเริ่มหมด แต่ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดดอกเห็ดอีก โดยใช้ค้อนทุบด้านบนของท่อนไม้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เส้นใยเจริญเติบโตใหม่

การแปรรูปเห็ดหูหนู

นิยมนำมาแปรรูปเป็นเห็ดหูหนูแห่ง โดยนำเห็ดสดที่ลางสะอาดแล้วมาตากแห่งบนแผงไม่ไม่ มุ่งในล่อน หรือกระคงก็ได้ ใช้เวลาในการตากแดดประมาณ 3-4 วัน โดยในวันแรกควรวางเห็ดชั้นเดียวให้ได้รับความร้อนจากแสงแดอย่างทั่วถึง จนเห็ดเริ่มเหี่ยว จากนั้นในวันต่อๆ มาจึงนำเห็ดหลายๆ ถาดมาตากรวมกันในถาดเดียวก็ได้ เห็ดหูหนูพันธุ์หนาจะสูญเสียน้ำหนักประมาณ 7-10 เท่า ส่วนเห็ดหูหนูพันธุ์บางจะเสียน้ำหนักไป 10-14 เท่า ซึ่งโดยเฉลี่ยเห็ดสด 10 กิโลกรัม จะทำเป็นเห็ดหูหนูแห่งไดประมาณ 1 กิโลครัม ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นานหลายเดือน โดยไม่ถูกทำลายจากเชื่อรา แมลง และหนู


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์มินิมอล ทรงจั่วตกแต่งสวยงาม ทันสมัย น่าอยู่

บ้านสไตล์มินิมอล ทรงจั่วตกแต่งสวยงาม ทันสมัย น่าอยู่

บ้านสไตล์มินิมอล

“บ้านสไตล์มินิมอล” กลายเป็นคำที่คนรุ่นใหม่พูดถึงกันมากในยุคปัจจุบัน ด้วยเสน่ห์ของความเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความ “ทันสมัย” ทำให้บ้านสไตล์นี้ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นคนโสด ครอบครัวเล็ก ไปจนถึงครอบครัวใหญ่ ต่างก็หลงรักในดีไซน์ที่เน้นฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน ลดความยุ่งเหยิง และให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบาย บ้านสไตล์มินิมอลไม่ได้มีแค่ความเรียบง่ายทางสายตา แต่ยังสะท้อนถึงวิถีชีวิตที่เน้นความพอดี ไม่ฟุ่มเฟือย และมีความอบอุ่นในตัว ใครที่กำลังมองหาบ้านที่ทั้งสวย เรียบ หรู และทันสมัยในเวลาเดียวกัน บ้านสไตล์มินิมอลอาจเป็นคำตอบที่คุณกำลังตามหาอยู่ก็เป็นได้

ที่มา : Facebook W.Space รับสร้างบ้าน รีโนเวทบ้าน
หน้างาน : อ.ชนบท จ.ขอนแก่น

บ้านสไตล์มินิมอล

บ้านสไตล์มินิมอลที่ออกแบบอย่างเรียบง่ายแต่ดู ทันสมัยและอบอุ่น โครงสร้างบ้านชั้นเดียวใช้โทนสีขาวตัดกับสีน้ำตาลอ่อนของไม้ตกแต่ง ทำให้บ้านดูสะอาดตาและสบายใจตั้งแต่แรกเห็น หลังคาทรงจั่วทันสมัย พร้อมหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่ช่วยให้แสงธรรมชาติเข้าสู่ภายในได้เต็มที่ เพิ่มความโปร่งโล่งให้กับตัวบ้าน

บ้านสไตล์มินิมอล

เฉลียงหน้าบ้านกว้างขวาง ปูด้วยพื้นไม้เทียมโทนอบอุ่น มาพร้อมเสากลางสีเข้ากันอย่างลงตัว ทำให้พื้นที่หน้าบ้านดูน่าใช้งาน เหมาะสำหรับนั่งพักผ่อนหรือรับแขกในบรรยากาศสบายๆ ยามเย็น แสงไฟสีวอร์มที่ติดตั้งตามมุมต่างๆ ของบ้านยิ่งช่วยขับให้บ้านดูนุ่มนวลและน่าอยู่มากขึ้น

บ้านสไตล์มินิมอล

บรรยากาศภายในบ้านสไตล์มินิมอล ที่ถูกออกแบบอย่างเรียบง่ายแต่ลงตัว ด้วยโทนสีขาวสะอาดตา ผสานกับวัสดุไม้ธรรมชาติอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นประตูไม้คู่ขนาดใหญ่ หน้าต่างบานเลื่อน และมู่ลี่ไม้ที่ช่วยสร้างความรู้สึกอบอุ่น น่าอยู่

บ้านหลังนี้สะท้อนความเป็นมินิมอลที่แท้จริง ทั้งในด้านความเรียบง่าย ความลงตัวของโทนสี และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยของทุกวัยอย่างแท้จริง

หากท่านกำลังมองหาแบบบ้านที่เรียบง่าย อบอุ่น และเหมาะกับสภาพอากาศในประเทศไทย บ้านสไตล์นอร์ดิกอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับท่าน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
Tel. : 099-356-6269 /095-161-6338
Line Offcial : https://page.line.me/976numea


บทความอื่นที่น่าสนใจ

สูตรอาหารปลากินพืช ประหยัดทำเองลดต้นทุน

สูตรอาหารปลากินพืช ประหยัดทำเองลดต้นทุน

สูตรอาหารปลากินพืช

ในยุคที่ต้นทุนการเลี้ยงปลาเพิ่มสูงขึ้น “สูตรอาหารปลากินพืช” แบบประหยัดจึงกลายเป็นทางเลือกที่เกษตรกรยุคใหม่ให้ความสนใจมากขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวแล้ว ยังสามารถทำเองได้ง่ายจากวัตถุดิบในท้องถิ่น เช่น ผักตบชวา ใบมันสำปะหลัง รำข้าว หรือเศษพืชผักที่หาได้รอบบ้าน เหมาะสำหรับผู้เลี้ยงปลากินพืชทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น ปลานิล ปลาตะเพียน หรือปลายี่สก บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก “อาหารปลาลดต้นทุน” ทำเองได้ ไม่ต้องพึ่งอาหารเม็ดราคาแพง ช่วยเพิ่มกำไรให้เกษตรกรรายย่อยได้อย่างยั่งยืน ทั้งปลากินดี โตไว และสุขภาพแข็งแรง

บทความนี้จะแนะนำ สูตรอาหารปลากินพืช ที่ทำง่าย ใช้วัตถุดิบหาง่าย มาเริ่มทำ อาหารปลาลดต้นทุน คุณภาพดี เพื่อปลาที่คุณรักและประหยัดเงินในกระเป๋ากันครับ

1. สูตรอาหารเลี้ยงปลากินพืช 

มีส่วนผสมคือ แหน 5 กิโลกรัมรำละเอียด 1 กิโลกรัม และน้ำหมักปลา ที่ได้จากการนำเศษปลาที่เหลือทิ้งมาหมัก วิธีการทำ โดยนำแหนและรำละเอียดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นเทน้ำหมักปลาลงไป1 ลิตร คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง ก็สามารถนำไปใช้เลี้ยงปลาได้โดยปั้นเป็นก้อนๆ โยนให้ปลากิน

      จะเริ่มให้อาหารสูตรนี้ เมื่อปลาอายุได้ประมาณ 1 เดือนเศษ ในช่วงเวลาเช้าหรือเวลาเย็นก็ได้ วันละ 1 ครั้ง บ่อละ 1 กิโลกรัม ซึ่งเลี้ยงปลาไว้บ่อละประมาณ 4,000 ตัว ในแต่ละวันเกษตกรจะมีค่าต้นทุนอาหารปลา เพียงค่ารำละเอียดมื้อละ 2 บาทเท่านั้น

     ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 6 – 8 เดือน ก็จับปลาไปขายได้ น้ำหนักตัวละประมาณ 3 ขีด วิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนค่าอาหารลงได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าช่วงใดในแหล่งน้ำไม่มีแหน เกษตรกรจะใช้ต้นกล้วยแทน โดยนำมาหั่น และตำให้ละเอียดก่อน จึงนำไปคลุกกับรำละเอียดและน้ำหมักปลาให้ปลากินแทน ซึ่งก็ได้ผลดีเช่นกัน คุณลุงแนะนำว่าถ้านำอาหารปลาสูตรนี้ ไปตากแดดให้แห้ง แล้วอัดเม็ด จะเก็บไว้ใช้ได้นานหลายเดือน เกษตรกรที่สนใจสามารถนำวิธีการนี้ ไปปรับใช้เพื่อลดต้นทุนค่าอาหารในการเลี้ยงปลาได้

2. การทำอาหารปลากินพืชสูตรประหยัด 

อาหารปลากินพืช ใช้ได้กับปลากินพืชทุกชนิด ส่วนผสมเหมือนกันกับสูตรอาหารปลากินนื้อแต่ใช้ปริมาณไม่เท่ากัน ในส่วนของอาหารปลากินพืชจะใส่พืชเยอะ อาหารปลากินเนื้อจะใช้อาหารเสริมโปรตีนเยอะ ตามธรรมชาติของปลา

สูตรอาหารปลากินพืช ใช้ได้กับปลากินพืชทุกชนิด

ส่วนผสม

  • พืชสีเขียว เช่น ผักบุ้ง กระถิน ฯลฯ 5 กก.
  • ปลาป่นหรือหอยเชอรี่ 1 กก.
  • รำละเอียด 2 กก.

รำละเอียด วัตถุดิบอาหารที่ที่เป็นผลพลอยได้จากการสีข้าว เช่นเดียวกับปลายข้าว แต่ว่ารำละเอียดมีไขมันเป็นส่วนประกอบอยู่ในระดับค่อนข้างสูงมาก(ประมาณ 12-13 เปอร์เซ็นต์) และเป็นไขมันที่หืนได้ง่าย ในภาวะที่อากาศร้อน และมีความชื้นในอากาศสูง รวมทั้งมีการถ่ายเทอากาศไม่ดีเช่นสภาวะการเก็บรำละเอียดในกระสอบป่านธรรมดา รำละเอียดจะเริ่มหืนเมื่อเก็บไว้ 30-40 วัน และไม่เหมาะที่จะนำมาเลี้ยงสัตว์ คุณสมบัติมีโปรตีนประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์

แต่ถ้าเป็นรำที่ได้จากโรงสีขนาดกลาง หรือเล็กซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า รำปิ่นแก้ว จะมีโปรตีนต่ำกว่าประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีส่วนของแกลบปนอยู่มากมีไขมันสูง 12-13 เปอร์เซ็นต์ ทำให้หืนง่ายเก็บไว้ได้ไม่นาน มีไวตามินบี ชนิดตางๆสูง ยกเว้นไนอะซีน ซึ่งอยู่ในรูปสัตว์ใช้ประโยชน์ได้น้อย ฉะนั้นเกษตรกร ควรเลือกซื้อรำที่ใหม่และไม่มีการปลอมปนด้วยวัสดุต่างๆ เช่น ดินขาวป่น หินฝุ่น ซังข้าวโพดบดละเอียดเป็นต้น และไม่ควรเก็บรำละเอียดไว้นานเกิน 30-40 วัน เพราะรำละเอียดจะเริ่มหืนเสียคุรค่าทางอาหาร

  • ปลายข้าวต้มสุก 1 กก.
  • ข้าวโพดป่น 1 กก.
  • กล้วยน้ำว้า/ฟักทอง/มะละกอ (ใช้อะไรก็ได้) 1 กก.
  • เกลือ 2 ขีด
  • กากน้ำตาล 5 ช้อนโต๊ะ
  • EM หรือน้ำจุลินทรีย์ 2 ช้อนโต๊ะ ( ถ้าไม่มีก็ใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรหอยเชอรี่ สูตรปลา เหมาะจะใช้ในสูตรอาหารปลากินสัตว์ น้ำหมักเปลือกมังคุด น้ำหมักพืชผัก เหมาะสำหรับใช้ในสูตรอาหารปลากินพืช หรือสูตรไหนแทนก็ได้)

วิธีทำ

นำหอยเชอรี่มาบดทั้งเปลือก/ปลาป่น ข้าวโพดป่น จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดมาใส่ในกะละมัง ตามอัตราส่วนกำหนดข้างต้น ผสมให้เข้ากัน หากต้องการทำให้เป็นเม็ดก็นำเข้าเครื่องอัดเม็ด โดยขนาดนั้นสามารถเลือกได้ตามต้องการ หรือจะปั้นเป็นก้อนก็ได้ ขนดเล็กใหญ่ แล้วแต่ขนาดขอลปลา จากนั้นนำไปผึ่งลมให้แห้ง

การนำไปใช้

นำไปหว่านให้ปลากิน วันละครั้ง 2 มื้อ เช้า-เย็น หว่านให้ทั่วบ่อ จุดเดิมเสมอ เพื่อให้ปลาเคยชิน หว่านให้ปลากินหมดภายใน 30 นาที

ประโยชน์

1. ใช้เป็นอาหารปลากินพืชได้ทุกชนิด
2. ปริมาณที่ใช้ โดยใช้วิธีสังเกต ให้อาหารปลาจะกินหมดภายใน 30 นาที
3. ประหยัดกว่าซื้ออาหารปลาสำเร็จรูป
4. มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน
5. ปลาโตเร็ว ใช้ระยะเลาการเลี้ยงเพียง 3 เดือนก็สามารถจับมาบริโภค หรือจับไปจำหน่ายได้

ภูมิปัญญาจาก : คุณบุญเพ็ง คำเลิศ เกษตรกรบ้านนาทุ่งพัฒนา ต. สำโรงตาเจ็น อ.ขุขันธุ์ จ. ศรีสะเกษ
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร 1677 จ.อุบลราชธานี

3. ผลิตอาหารสำหรับเลี้ยงปลาไว้ใช้เอง ด้วยสูตรจากกรมประมง

วัตถุดิบหลักๆ ได้แก่

  • รำอ่อน 6  กิโลกรัม
  • ใบผักบุ้งหรือใบกระถินตากแห้ง 4 กิโลครึ่ง
  • อาหารสำเร็จรูป 1 กิโลครึ่ง
  • ข้าวสุก เพื่อช่วยให้อาหารจับเป็นก้อน 3 กิโลกรัม
  • กากมะพร้าวอีก 1 กิโลครึ่ง ตากจนแห้ง 1-2 วัน

ก็นำไปเลี้ยงปลาที่มีขนาดลำตัว 1 นิ้วขึ้นไป สูตรนี้มีต้นทุนกิโลกรัมละ 10 บาท เหมาะสำหรับปลากินพืช เช่น ปลานิล ปลาตะเพียน แต่หากปรับมาให้ปลากินเนื้อ เช่น ปลาดุก จะเสริมปลาป่นเพิ่มขึ้น

แม้ว่าจะต้องเพิ่มระยะเวลาการเลี้ยงออกไปอีก 1-2 สัปดาห์แต่ต้นทุนก็ถูกกว่าไปซื้ออาหารสำเร็จรูปถึง 1 เท่าตัว ช่วยให้เกษตรกรมีกำไรมากขึ้น

ความรู้การเลี้ยงปลา | https://www.kasetnana.com/tag/ปลา

4. เทคนิคการทำอาหารเสริมสำหรับปลานิลเพื่อลดต้นทุน

ส่วนผสม

  • รำ 6 กิโลกรัม
  • เปลือกถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม
  • เศษผัก 3 กิโลกรัม

วิธีการทำ

      นำรำ เปลือกถั่วเหลือง และเศษผักในอัตราส่วนที่กำหนด มาต้มรวมกัน ต้มไว้ประมาณ 20 นาที ก็สามารถนำไปเทให้ปลากินได้ โดยให้กินวันละ 1 ครั้ง

คุณอำนาจ ได้แนะนำข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการให้อาหารปลาเพิ่มเติม ว่าควรจะให้ปลากินฟาง เป็นอาหารเสริม หรือเรียกอีกอย่างว่าปลากินพืช โดยที่นำฟางไปใส่ไว้ในบ่อปลาไม่ต้องผสมอะไรเลย แช่ไว้ให้เปื่อยแล้วปลาก็จะมากัดกินเอง

ข้อมูลโดย : คุณอำนาจ ปัญญามัง ผู้เลี้ยงไก่ไข่และเลี้ยงปลา จ.ลพบุรี
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร  1677 สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี

5. สูตรอาหารปลากินพืช 100 กิโลกรัม

วัตถุดิบ

  • มันเส้นบดตากแดดให้แห้ง  44 กิโลกรัม
  • กากมะพร้าว  20 กิโลกรัม
  • กากถั่วเหลือง 10 กิโลกรัม
  • รำอ่อน 10 กิโลกรัม
  • เศษปลาทั่วไปตามตลาด บดตากแห้ง 5 กิโลกรัม
  • มูลไก่ไข่10 กิโลกรัม
  • ไดแคลเซียม1 กิโลกรัม (มีขายตามร้านขายอาหารสัตว์ทั่วไป)
  • แร่ธาตุรวม1/4 ขีด (มีขายตามร้านขายอาหารสัตว์ทั่วไป)
  • ไรซีน2 ขีด (มีขายตามร้านขายอาหารสัตว์ทั่วไป)

วิธีทำ

นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากันจากนั้นนำไปใส่เครื่องบดให้ละเอียด 2 ครั้ง ครั้งสุดท้ายจะได้ออกมาเป็นเส้นๆ เนื้อละเอียด จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้งประมาณ 3 วัน หมั่นกลับกองทุกๆ 3 ชั่วโมง ตากแห้งให้ได้ความชื้น 14% จะได้อาหารสำหรับเลี้ยงปลากินพืชที่มีโปรตีนถึง 16 % สามารถนำไปใช้เลี้ยงปลาเป็นอาหารหลักเอง หรือผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้เสริม ผลิตง่าย ต้นทุนต่ำเฉลี่ยเพียงกิโลกรัมละ 5 บาทเท่านั้น เก็บไว้ได้นานประมาณ 3 เดือน

แหล่งที่มาของข้อมูล : ขวัญชัย รักษาพันธุ์. สัมภาษณ์, 23 ตุลาคม 2555.
เรียบเรียงโดย : ประพันธ์ จีระวัง

6. สูตรการผลิตอาหารปลานิล

จากการเรียนรู้ศึกษาการเลี้ยงปลานิลของคุณอนันต์ พิทยานุกุล เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลบ้านใหม่บัวแดง หมู่ที่ 14 ต.แม่ข้าวต้ม อ.เมือง จ.เชียงราย พบว่าอาหารปลานิล สามารถผลิตได้เอง ไม่จำเป็นต้องซื้อจากท้องตลาดเสมอไป อาหารปลานิลที่ผลิตด้วยตนเอง ใช้วัสดุทั่วไปในท้องถิ่น อาหารที่ผลิตได้ยังมีคุณภาพมากกว่าอาหารปลาตามท้องตลาดทั่วไป มีวิธีการทำ ดังนี้

ส่วนผสม

  •  กากถั่วเหลืองอบ 50 กิโลกรัม
  • รำละเอียด 50 กิโลกรัม
  • ข้าวโพดป่น 50 กิโลกรัม
  • หอยเชอรี่ดิบทั้งเปลือก 1 ถังสี
  • กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม

วิธีทำ

  • นำกากถั่วเหลืองอบ,รำละเอียด,ข้าวโพดป่น คลุกเคล้าให้เข้ากันในกะละมังขนาดใหญ่
  • ผสมกากน้ำตาล 1 กิโลกรัมกับน้ำเปล่าครึ่งกิโลกรัมคนให้เข้ากันมากที่สุด จากนั้นนำไปราดลงผสมบนอาหารที่ผสมไว้ดังกล่าว คนให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันตีให้พอหมาด
  • เทหอยเชอรี่ดิบทั้งเปลือกตัวเป็นๆลงผสมกับอาหารในกระมัง คนให้เข้ากัน จากนั้นนำไปเข้าเครื่องอัดให้ได้ออกมาเม็ดๆ
  • นำไปตากแดดให้แห้ง สามารถนำไปเลี้ยงปลานิลในช่วงเร่งเจริญเติบโตได้

       อาหารสูตรดังกล่าว คุณอนันต์ลองผิดลองถูกมาค่อนข้างมาก ปัจจุบันคุณอนันต์จะไม่ซื้ออาหารปลาสำเร็จรูปจากตลาดทั่วไปแต่คุณอนันต์จะผลิตใช้สูตรอาหารดังกล่าวเลี้ยงปลานิล ต้นทุนอาหารจะถูกกว่าหลายเท่าเฉลี่ยแล้วต้นทุนเพียงกิโลกรัมละ 13 บาท โปรตีนที่ปลาจะได้รับยังสูงกว่าอาหารปลาทั่วๆไปอีกด้วย นอกจากสามารถนำมาเลี้ยงปลานิลได้ตั้งแต่เริ่มปล่อยจากกระชังอนุบาล ยังสามารถนำสูตรดังกล่าวไปเลี้ยงปลาดุกอย่างได้ผลดีอีกด้วย

      การนำอาหารสูตรดังกล่าวมาใช้เลี้ยงปลานิล คุณอนันนต์ จะให้อาหารปลานิล ทุกๆวันวันละ 1 ครั้ง ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการให้อาหารปลานิลคือช่วงกลางวันอากาศเปิดแสงแดดสามารถส่องลงถึงพื้นน้ำ เพราะถ้าให้อาหารปลาในช่วงอาการปิด ปลาจะไม่สามารถกินอาหารได้ แต่ถ้ากินอาหารลงไปปลานิลจะไม่สามารถย่อยอาหารด้วยตนเอง เนื่องจากออกซิเจนมีน้อย

แหล่งที่มาของข้อมูล : คุณอนันต์ พิทยานุกุล

7. อาหารอย่างดีสำหรับเลี้ยงปลานิลอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ขี้วัวหรือขี้ควายนี่เอง

สำหรับขั้นตอนในการนำขี้วัวขี้ควายไปเลี้ยงปลานิลนั้น มีอยู่ 2 แบบนะครับ

  • แบบแรกคือ การนำเอาขี้วัวหรือขี้ควายสดๆ ไปวางไว้ในน้ำริมบ่อเลี้ยงปลา เมื่อปลาได้กลิ่นก็จะพากันมารุมกินอย่างเมามันทันที
  • แบบที่สองคือ นำขี้วัวหรือขี้ควายใส่กระสอบ จากนั้นก็มัดปากกระสอบ เจาะรูไว้รอบๆ กระสอบ จากนั้นก็หย่อนลงไปไว้ในน้ำ และเอาเชือกมัดไว้กับต้นไม้หรือหลักที่ปักไว้ เมื่อปลาได้กลิ่นหรือหิว มันก็จะพากันมากิน โดยจะค่อยๆ กินที่ละเล็กทีละน้อย
    ผมนำแบบที่สองมาใช้กับปลาที่ตัวเองเลี้ยงไว้ในบ่อปลากลางนาของน้องสาว เนื่องจากมีความสะดวกกว่า ประมาณ 2 สัปดาห์ถึงจะเปลี่ยนครั้งหนึ่งโดยประโยชน์ของขี้วัวและขี้ควายนั้น นอกจะทำให้ปลานิลอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็ยังช่วยให้ไรน้ำและตะไคร่น้ำเพิ่มจำนวนมากขึ้นและเติบโตอย่างรวดเร็วอีกด้วย ซึ่งทั้งไรน้ำและตะไคร่น้ำล้วนเป็นอาหารชั้นดีของปลานิลและปลากินพืชชนิดอื่นๆ

การนำเลี้ยงปลานิลด้วยขี้วัวหรือขี้ควาย นอกจากจะช่วยประหยัดต้นทุนในการเลี้ยงแล้ว ก็ยังทำให้ปลานิลปลอดจากสารพิษหรือสารตกค้างต่างๆ และมีความปลอดภัยสูงอีกด้วย

หากท่านใดสนใจ ก็สามารถนำวิธีนี้ไปใช้ได้เลยนะครับ รับรองได้ผลอย่างแน่นอนครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

รักษาการเจ็บตาโค ด้วยเกลือกับข่าแก่

รักษาการเจ็บตาโค ด้วยเกลือกับข่าแก่

รักษาการเจ็บตาโค

ในฤดูฝนของทุกๆ ปี มักประสบปัญหาแมลงต่างๆ ออกมารบกวน สร้างความรำคาญให้กับโค โคจะมีน้ำตาไหลออกมา เนื่องจากติดเชื้อจากพวกแมลง เข้ามาตอมไต่ในตาของโค การรักษาด้วยเกร็ดความรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ที่ใช้กับสัตว์เลี้ยงที่มีอาการเจ็บตา น้ำตาไหล ที่เกิดขึ้นกับโคมีวิธีรักษาง่ายๆ ดังนี้

  • เกลือป่น 1ช้อนชา 
  • ข่าแก่2ขีด
  • น้ำสะอาด 500 cc.

วิธีทำ ตำข่าแก่ให้ละเอียด ตามด้วยเกลือป่นตำรวมกัน เติมน้ำสะอาด500cc.กวนให้เข้ากัน คั้นเอาน้ำโดยการกรองด้วยผ้าสะอาด นำน้ำที่ผ่านการกรองแล้วมาฉีดพ่นให้เข้าตาโค วันละ1ครั้ง ติดต่อกัน5วัน ดูอาการเจ็บตา น้ำตาไหล เมื่อดีขึ้นแล้วให้หยุดพ่น

หมายเหตุ เกลือที่มีความเค็มบวกกับข่าที่เผ็ดร้อน ผสมกันแล้วก็จะเป็นสมุนไพร หลังจากพ่นไปแล้ว ก็จะสามารถไปทำปฎิกริยาขัดดวงตา รวมทั้งขับน้ำตาเอาของเสียออกมา ทำให้ตาที่เจ็บกลับมาเป็นปกติ

อาชีพเลี้ยงวัว ต้องมีหลายปัจจัยประกอบเข้าด้วยกัน

  • ต้องมีจำนวนวัวมากพอที่จะขายเพื่อหมุนเวียนเลี้ยงฟาร์มและครอบครัวได้
  • ต้องมีการดูแลเอาใจใส่ ความสะดวกและสบายให้กับวัวของเรา เช่นวัคซีน โรงเรือน อาการเจ็บป่วยของวัว ความสะอาดภายในฟาร์ม
  • ต้องมีอาหารเพียงพอกับจำนวนวัว จะเป็นหญ้าคุณภาพดี ฟางข้าว อาหารข้น วัตถุดิบอาหารวัวที่ช่วยลดต้นทุน และไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพวัว

หากมีการจัดการที่ดีได้ ลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด เราจะสามารถทำเป็นอาชีพหลักได้

ที่มา : ชัยชนะฟาร์ม วงศ์วานิช


บทความอื่นที่น่าสนใจ

10 ที่เที่ยวหน้าฝน 2568 ฟินกับสายหมอก ชมธรรมชาติชุ่มฉ่ำ

10 ที่เที่ยวหน้าฝน 2568 ฟินกับสายหมอก ชมธรรมชาติชุ่มฉ่ำ

หน้าฝนสำหรับใครหลายคนอาจดูไม่ใช่ฤดูกาลแห่งการเดินทาง เพราะเต็มไปด้วยความเฉอะแฉะ การจราจรติดขัด หรือกลัวแผนเที่ยวจะพังเพราะฟ้าฝนไม่เป็นใจ แต่รู้หรือไม่ว่า… “หน้าฝน” คือช่วงเวลาทองของธรรมชาติ ที่ป่าเขา ทุ่งหญ้า และแม่น้ำลำธาร ต่างกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง สีเขียวของใบไม้สดใส สายน้ำตกไหลแรง หมอกยามเช้าที่โอบล้อมยอดดอย และอากาศที่เย็นฉ่ำสดชื่นแทบไม่ต้องพึ่งแอร์

สำหรับปี 2568 นี้ หากคุณยังไม่มีแผนเที่ยว เราอยากชวนออกเดินทางไปสัมผัสเสน่ห์ของเมืองไทยในอีกมุมมอง ผ่าน 10 ที่เที่ยวหน้าฝนยอดฮิต ที่ทั้งงดงาม น่าหลงใหล และเหมาะแก่การพักใจ เติมพลังชีวิต พร้อมคำแนะนำการเดินทาง และข้อควรระวังอย่างครบถ้วน รับรองว่าคุณจะตกหลุมรักฤดูฝนแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

1. ปางอุ๋ง – แม่ฮ่องสอน

“สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” ชื่อนี้ไม่เกินจริงสำหรับปางอุ๋ง หมู่บ้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าสนและทะเลสาบบนดอยสูง ด้วยอากาศเย็นสบายตลอดปี โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ที่หมอกจะลอยคลอเคลียผิวน้ำในยามเช้า เสียงนกร้องปนกับไอเย็นของธรรมชาติ ทำให้ที่นี่กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายโรแมนติกที่สุดของภาคเหนือ เหมาะทั้งสำหรับคู่รักและนักเดินทางที่แสวงหาความสงบ

ที่เที่ยวหน้าฝน

จุดเด่น : ทะเลสาบกลางหุบเขา บรรยากาศโรแมนติก มีหมอกลอยเหนือน้ำตอนเช้า
กิจกรรมแนะนำ : นั่งแพไม้ไผ่ ชมวิวทะเลสาบ พักโฮมสเตย์
ช่วงแนะนำ : ก.ค. – ต.ค.

การเดินทาง

  • จากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข 1095 (แม่ฮ่องสอน – ปาย) ประมาณ 40 กม.
  • รถเก๋งขึ้นได้ แต่ทางคดเคี้ยวและชัน ควรขับด้วยความระมัดระวัง

ข้อควรระวัง

  • ควรจองที่พักล่วงหน้า
  • สัญญาณโทรศัพท์อาจไม่ชัดในบางพื้นที่

2. เขาค้อ – เพชรบูรณ์

ดินแดนแห่งทะเลหมอกที่เดินทางสะดวกและเหมาะกับทุกเพศทุกวัย “เขาค้อ” ในหน้าฝนจะเปลี่ยนผืนป่าทั้งผืนให้กลายเป็นสีเขียวขจี ภูเขาและไร่กาแฟปกคลุมด้วยหมอกบางในยามเช้า เป็นช่วงที่หลายรีสอร์ตบนยอดดอยจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอากาศสดชื่นแบบเต็มปอด พร้อมวิว 180 องศา เหมาะกับสายชิลที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง

ที่เที่ยวหน้าฝน

จุดเด่น : จุดชมทะเลหมอกยอดนิยม อากาศเย็นสบายทั้งปี
กิจกรรมแนะนำ : ถ่ายรูปกับหมอก พักรีสอร์ตชมวิว ชิมกาแฟจากคาเฟ่บนเขา
ช่วงแนะนำ : มิ.ย. – ก.ย.

การเดินทาง

  • จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 21 (สระบุรี – หล่มสัก) แล้วเลี้ยวเข้าทางหลวง 2196
  • เดินทางได้สะดวกทั้งรถส่วนตัวและรถตู้โดยสาร

ข้อควรระวัง

  • อากาศเปลี่ยนแปลงเร็ว ควรเตรียมเสื้อกันหนาวบางๆ
  • หลีกเลี่ยงขับรถขึ้นเขากลางคืน

3. ภูสอยดาว – อุตรดิตถ์

จุดหมายปลายทางของสายแอดเวนเจอร์ “ภูสอยดาว” ขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของดอกหงอนนาคที่บานสะพรั่งในฤดูฝนทั่วลานสน พร้อมกับสายหมอกที่ปกคลุมยอดเขา เป็นเส้นทางเดินป่าที่มีความท้าทายระดับหนึ่ง นักเดินทางจะได้พบกับธรรมชาติที่ยังคงสมบูรณ์ น้ำตกหลายชั้น และความสงบที่หาไม่ได้จากเมืองใหญ่ หากคุณกำลังมองหาการเดินทางที่ได้ทั้งความสุขและความทรงจำ ภูสอยดาวคือคำตอบ

ที่เที่ยวหน้าฝน

จุดเด่น : ทุ่งดอกหงอนนาคสีม่วงสดในฤดูฝน พร้อมทะเลหมอกสุดอลังการ
กิจกรรมแนะนำ : เดินป่า กางเต็นท์ ชมวิว
ช่วงแนะนำ : ก.ค. – ก.ย.

การเดินทาง

  • จากอุตรดิตถ์ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1047 ถึงอำเภอน้ำปาด แล้วเข้าสู่อุทยาน
  • ต้องเดินเท้าขึ้นดอยประมาณ 6.5 กม.

ข้อควรระวัง

  • เหมาะกับนักเดินทางสายลุย มีฝน ลื่น และทาก
  • ควรเตรียมรองเท้าบู๊ท ถุงกันทาก เสื้อกันฝน

4. น้ำตกทีลอซู – ตาก

ความยิ่งใหญ่ที่ต้องไปเห็นด้วยตา “น้ำตกทีลอซู” คือสัญลักษณ์ของการผจญภัยในหน้าฝนของไทย ด้วยปริมาณน้ำที่หลั่งไหลลงมาอย่างเต็มพิกัดในช่วงนี้ ทำให้ภาพของน้ำตกขนาดมหึมาที่โอบล้อมด้วยป่าดิบชื้นกลายเป็นภาพที่ตราตรึงใจ น้ำตกแห่งนี้อยู่ท่ามกลางอุทยานฯ ต้องเดินทางลุยเล็กน้อย เหมาะกับนักท่องเที่ยวสายรักธรรมชาติที่พร้อมจะแลกความลำบากกับภาพความงามอันยิ่งใหญ่

ที่เที่ยวหน้าฝน

จุดเด่น : น้ำตกที่ใหญ่และสวยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กิจกรรมแนะนำ : เดินป่า ล่องเรือยาง ชมสายน้ำแรงกระแทกหิน
ช่วงแนะนำ : ก.ค. – ต.ค.

การเดินทาง

  • เดินทางไปยัง อ.อุ้มผาง จ.ตาก ใช้เส้นทาง “ทางโค้ง 1,219 โค้ง”
  • ต้องใช้รถ 4WD เข้าไปถึงน้ำตก

ข้อควรระวัง

  • ทางลำบาก ไม่เหมาะสำหรับเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ
  • อุทยานอาจปิดหากฝนตกหนัก ควรตรวจสอบล่วงหน้า

5. ดอยแม่สลอง – เชียงราย

ถ้าคุณหลงรักหมอก รักไร่ชา และวัฒนธรรมพื้นถิ่น “ดอยแม่สลอง” จะมอบสิ่งเหล่านั้นให้คุณแบบครบถ้วน ท่ามกลางหมอกฝนที่คลอเคลียยอดดอย คุณจะได้เห็นไร่ชาสีเขียวที่เรียงรายสวยงามคล้ายภาพวาด บวกกับวิถีชีวิตของชาวจีนยูนนานในหมู่บ้านที่ยังคงความดั้งเดิม เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่พลุกพล่านมาก เหมาะแก่การพักผ่อนอย่างแท้จริง

ดอยแม่สลอง

จุดเด่น : วิวหมอกปกคลุมไร่ชาเขียวสวยงาม มีวัฒนธรรมจีนยูนนานผสมผสาน
กิจกรรมแนะนำ : ชิมชา ถ่ายรูปกับทะเลหมอก เที่ยวชมหมู่บ้าน
ช่วงแนะนำ : ก.ค. – ต.ค.

การเดินทาง

  • ใช้ทางหลวงหมายเลข 1089 จากเชียงราย
  • ถนนขึ้นเขาค่อนข้างแคบและชัน ควรใช้ความระวัง

ข้อควรระวัง

  • ขับขี่ตอนฝนตกอาจลื่น
  • สื่อสารควรเตรียม Google Map Offline เพราะสัญญาณบางจุดไม่มี

6. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ – นครราชสีมา

หน้าฝนคือช่วงเวลาที่ “เขาใหญ่” งดงามที่สุด เพราะต้นไม้ใบหญ้ากลับมามีชีวิต น้ำตกหลายแห่งไหลแรงและสวยจับใจ เช่น น้ำตกเหวนรก เหวสุวัต สัตว์ป่าจะออกมาหากินบ่อยขึ้น นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินกับการขับรถชมวิว ฟังเสียงธรรมชาติ หรือจะเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติก็เหมาะ เป็นที่เที่ยวที่เดินทางสะดวกเหมาะกับครอบครัวหรือสายธรรมชาติแบบเบาๆ

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

จุดเด่น : ป่าดิบชื้น น้ำตกไหลแรง มีสัตว์ป่าให้ชม
กิจกรรมแนะนำ : เดินป่า ชมนก ชมน้ำตกเหวนรก
ช่วงแนะนำ : มิ.ย. – ก.ย.

การเดินทาง

  • เข้าได้จากหลายทาง เช่น ปากช่อง หรือปราจีนบุรี
  • มีรถโดยสารจากกรุงเทพฯ ถึงปากช่อง แล้วเช่ารถเข้าอุทยาน

ข้อควรระวัง

  • อย่าให้อาหารสัตว์ป่า
  • ขับรถด้วยความระวัง โดยเฉพาะตอนเช้ามีหมอกหนา

7. บ้านอีต่อง ปิล็อก – กาญจนบุรี

หมู่บ้านเล็กๆ ท่ามกลางขุนเขาและสายหมอกที่เรียกว่า “บ้านอีต่อง” เป็นดินแดนแห่งความโรแมนติกที่ซ่อนตัวอยู่ใกล้ชายแดนพม่า ความเงียบสงบของหมู่บ้าน บรรยากาศอบอุ่นแบบชาวบ้าน กับวิวเนินเขา ทะเลหมอก และความเรียบง่ายของวิถีชีวิต คือสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่แล้ว “อยากกลับมาอีก” อย่างไม่รู้เบื่อ

จุดเด่น : หมู่บ้านกลางหุบเขา มีทะเลหมอก สะพานเหมืองแร่
กิจกรรมแนะนำ : เดินเล่นในหมู่บ้าน แวะจุดชมวิวเนินเสาธง
ช่วงแนะนำ : ก.ค. – ก.ย.

การเดินทาง

  • ขับรถไปทางอำเภอทองผาภูมิ แล้วใช้ทางขึ้นภูเขาค่อนข้างแคบ
  • รถเก๋งขึ้นได้แต่ต้องชำนาญ

ข้อควรระวัง

  • น้ำมันควรเติมให้เต็ม เพราะไม่มีปั๊มบนเขา
  • ถนนลื่น ต้องขับระวัง

8. อุทยานแห่งชาติภูเรือ – เลย

ดินแดนที่นักล่าหมอกไม่ควรพลาด “ภูเรือ” ขึ้นชื่อเรื่องความหนาวเย็น และทะเลหมอกระดับตำนาน ยิ่งในหน้าฝน ธรรมชาติจะชุ่มชื้นเขียวสด มองไปทางไหนก็รู้สึกผ่อนคลาย ทุ่งหญ้า ภูเขา ลานหิน และดอกไม้ป่า คือฉากหลังที่รอคุณไปสัมผัส หากใครอยากลองนอนเต็นท์ท่ามกลางสายฝนเบาๆ พร้อมลมเย็นๆ ต้องลองไปที่นี่สักครั้ง

อุทยานแห่งชาติภูเรือ

จุดเด่น : ทะเลหมอกไหลเอื่อย พร้อมลานหินสวยงามบนยอดเขา
กิจกรรมแนะนำ : กางเต็นท์ เดินชมธรรมชาติ ถ่ายภาพ
ช่วงแนะนำ : ก.ค. – ต.ค.

การเดินทาง

  • จากตัวเมืองเลย ใช้ทางหลวงหมายเลข 203
  • เดินทางสะดวก มีจุดบริการนักท่องเที่ยว

ข้อควรระวัง

  •  ควรเตรียมอุปกรณ์กันฝนและไฟฉายหากพักค้างคืน
  • เช็กประกาศอุทยานเรื่องปิดเส้นทางช่วงฝนตกหนัก

9. แม่แจ่ม – เชียงใหม่

จุดหมายใหม่ที่กำลังมาแรงในสายธรรมชาติ “แม่แจ่ม” คือเมืองเล็กๆ ที่มีทุ่งนาขั้นบันไดสวยที่สุดแห่งหนึ่งในไทย โดยเฉพาะในฤดูฝนเมื่อรวงข้าวเริ่มโตและน้ำนองเต็มผืนนา ทัศนียภาพจะงดงามราวกับอยู่ในโปสการ์ด บรรยากาศที่สงบแบบไร้แสงสี คือสิ่งที่หลายคนโหยหาในวันเหนื่อยล้า

แม่แจ่ม

จุดเด่น : วิวทุ่งนาขั้นบันไดเขียวขจี และธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์
กิจกรรมแนะนำ : ชมทุ่งนา พักโฮมสเตย์แบบพื้นเมือง
ช่วงแนะนำ : ส.ค. – ต.ค.

การเดินทาง

  • ใช้เส้นทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ – จอมทอง – แม่แจ่ม
  • รถยนต์ส่วนตัวสะดวกที่สุด

ข้อควรระวัง

  • ควรเช็กลักษณะเส้นทางล่วงหน้า
  • ถนนบางช่วงอาจลื่นในฤดูฝน

10. ดอยอินทนนท์ – เชียงใหม่

ที่สุดของยอดดอยในไทย “ดอยอินทนนท์” ยังคงเสน่ห์ทุกฤดู แต่หน้าฝนคือช่วงที่คุณจะได้เห็นเส้นทางธรรมชาติในมุมที่แตกต่าง ทั้งป่าเมฆ เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา น้ำตกน้อยใหญ่ และอากาศเย็นตลอดทั้งปี บวกกับสายหมอกหนาในยามเช้า ใครที่ยังไม่เคยมาสัมผัสดอยอินทนนท์ช่วงฝน ต้องลองดูสักครั้ง แล้วจะติดใจจนอยากกลับมาอีก

ดอยอินทนนท์

จุดเด่น : จุดสูงสุดของประเทศ มีหมอกและอากาศเย็นตลอดปี
กิจกรรมแนะนำ : ชมพระธาตุคู่ ถ่ายรูปทะเลหมอก เดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
ช่วงแนะนำ : มิ.ย. – ก.ย.

การเดินทาง

  • จากเชียงใหม่ ใช้เส้นทางหลวง 108 สู่จอมทอง แล้วขึ้นดอย
  • รถส่วนตัวหรือเหมารถแดง

ข้อควรระวัง

  • ควรเตรียมเสื้อกันหนาวบางๆ เพราะอากาศเย็นตลอด
  • ระวังการขับรถบนทางลาดชันช่วงฝนตก

แม้ฝนจะตกทุกวัน แต่ “หน้าฝน” ก็มีเสน่ห์ในแบบของมัน โดยเฉพาะธรรมชาติที่งดงามและสดชื่นแบบที่ฤดูอื่นให้ไม่ได้ ลองเปิดใจออกเดินทางในฤดูนี้ แล้วคุณอาจจะหลงรักสายหมอก หยดฝน และเสียงธรรมชาติที่ไม่เหมือนใคร

ฝนนี้… อย่าหยุดเที่ยว แค่เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกไปสัมผัสธรรมชาติด้วยหัวใจ


บทความอื่นที่น่าสนใจ

น้ำพริกไข่เค็ม รสชาติจัดจ้านถึงใจ กินกับอะไรก็อร่อย

น้ำพริกไข่เค็ม รสชาติจัดจ้านถึงใจ กินกับอะไรก็อร่อย

น้ำพริกไข่เค็ม

วันนี้เราจะมาพูดถึงเมนูเครื่องจิ้มรสเด็ดที่ครองใจใครหลาย ๆ คน นั่นก็คือ “น้ำพริกไข่เค็ม” นั่นเองค่ะ แค่ได้ยินชื่อก็น้ำลายสอกันแล้วใช่ไหมล่ะคะ?

       น้ำพริกไข่เค็มไม่ได้มีดีแค่รสชาติเค็ม ๆ มัน ๆ กลมกล่อมของไข่แดงเค็มเท่านั้นนะคะ แต่ยังผสานความจัดจ้านของพริกสด หอมแดง กระเทียม และรสเปรี้ยวอมหวานของมะนาวได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน

       วิธีการกินน้ำพริกไข่เค็มก็หลากหลายสุด ๆ ค่ะ จะคลุกกับข้าวสวยร้อน ๆ กินคู่กับผักสดกรอบ ๆ นานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นแตงกวา ถั่วฝักยาว หรือกะหล่ำปลี ก็อร่อยจนหยุดไม่อยู่ หรือจะนำไปเป็นเครื่องจิ้มสำหรับปลาทูทอด ไก่ย่าง หมูสามชั้น ก็ช่วยเสริมรสชาติให้อาหารจานโปรดของคุณอร่อยยิ่งขึ้นไปอีก

       ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ กินง่าย และเข้ากันได้ดีกับอาหารหลากหลายชนิด ทำให้ น้ำพริกไข่เค็มกลายเป็นเมนูโปรดของใครหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะทานเป็นกับข้าวหลัก หรือเป็นเครื่องจิ้มเพิ่มรสชาติ ก็อร่อยถูกปากถูกใจไปหมด ใครที่ยังไม่เคยลอง หรือกำลังมองหาน้ำพริกอร่อย ๆ ติดบ้านไว้ บอกเลยว่า “น้ำพริกไข่เค็ม” เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรพลาดเลยค่ะ

ส่วนผสม

  • พริกแห้งจินดา 7  เม็ด
  • พริกแห้งเม็ดใหญ่หั่นเป็นชิ้น 3 เม็ด
  • หอมแดง 10 หัว
  • กระเทียมจีน 10 กลีบ
  • ไข่เค็ม 3 ฟอง
  • น้ำมันพืช 1 ทัพพี
  • น้ำเปล่า 1 ทัพพี
  • น้ำตาลมะพร้าว 100 ก.
  • น้ำมะขามเปียกแบบเข้มข้น 80 ก.
  • เกลือ 1/2 ชช.
  • น้ำปลา 1 ชช.

ขั้นตอนการทำ

  • ขั้นตอนแรกคั่วพริกให้สุก คั่วพริกสุกแล้วพักไว้ก่อน ตามด้วยคั่วหอมแดง,กระเทียมให้สุก เสร็จแล้วนำพริก,หอม,กระเทียมคั่วไปตำ
  • เริ่มจากตำพริกให้ละเอียด พอพริกละเอียดดีแล้วตามด้วยหอม,กระเทียม ตำให้ละเอียดเข้ากัน จากนั้นตามด้วยไข่เค็ม ตำให้ละเอียดเข้ากันอีกรอบ พอละเอียดเข้ากันดีแล้วนำไปผัดในกระทะเลย
  • ตั้งน้ำมันให้ร้อน พอน้ำมันร้อนใส่น้ำพริกไข่เค็มลงไปผัดให้สุกด้วยไฟกลางค่อนอ่อน พอผัดไปสักพักน้ำพริกเริ่มแห้งให้ใส่น้ำเปล่าลงไป ผัดให้เข้ากันจนน้ำมันพริกแตกสีออกมา
  • ผัดจนน้ำมันพริกแตกสีออกมาแล้วให้ปรุงรสชาติ ผัดให้น้ำตาลละลายเข้ากับน้ำพริก พอผัดเข้ากันดีแล้วให้ชิมรสชาติ ถ้าอ่อนเค็มให้เติมน้ำปลา จากนั้นผัดให้เข้ากัน เสร็จแล้วปิดแก๊สจัดเสิร์ฟได้เลย
    📌เสร็จแล้วค่ะ เมนูน้ำพริกไข่เค็ม บอกเลยเมนูนี้อร่อยมาก

ที่มา : เพจครัวสนาม


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

การเพาะเห็ดตับเต่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกษตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การเพาะเห็ดตับเต่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกษตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การเพาะเห็ดตับเต่า

การเพาะเห็ดตับเต่า เป็นทรัพยากรท้องถิ่น อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกิดขึ้นบริเวณพื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่ริมน้ำพื้นที่ที่มีอากาศร่มรื่นและความชื้นสูง อุดมสมบูรณ์ โดยมีพืชอาศัยที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเห็ด คือ ต้นโสนโดยเห็ดตับเต่าจะขึ้นใต้ต้นโสนเป็นจำนวนมากในช่วง เดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม ของทุกปี

เห็ดตับเต่า เห็ดผึ้ง หรือเห็ดห้า เป็นเชื้อรากลุ่มเอ็คโตมัยโคไรซ่า เป็นเห็ดที่อาศัยอยู่กับรากพืช คือเห็ดจำพวกนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีพืชเป็นที่อาศัยครับ เส้นใยของเห็ดตับเต่าจะเจริญดีมากจากรากอ่อน จนถึงปลายราก แต่เราจะใส่เชื้อที่โคนรากของต้นไม้อาศัย ในช่วงแรกเชื้อเห็ดตับเต่าจะอาศัยอยู่ที่โคนราก แล้วค่อยๆ ลามไปจนทั่วปลายราก อย่างที่เคยอธิบายไว้ในบทความก่อนๆครับ เห็ดตับเต่าจะออกดอกเห็ด ให้เราได้รับประทานเฉพาะในช่วงหน้าฝน (ยกเว้นเพาะนอกฤดู) และเห็ดประเภทนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีพืชอาศัย พืชอาศัยของเห็ดตับเต่าก็มี ลำไย ลิ้นจี่ หว้า มะกอกน้ำ แคบ้าน กระถิน ส้มโอ โสน มะม่วง มะกอกบ้าน มะกอกน้ำ เป็นต้น

ดังนั้น พอถึงช่วงปีใหม่ของทุกปีจึงมีการจัดเตรียมพื้นดินให้ต้นโสนขึ้น เพื่อเห็ดตับเต่าจะได้เกิดในช่วงฤดูใหม่ ต่อมาก็มีผู้สนใจที่จะผลิตเห็ดตับเต่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากผู้บริโภคนิยมรับประทานมากขึ้น ทำให้มีราคาสูงตามความต้องการของตลาด

วิธีการเพาะเห็ดตับเต่า

  1. พื้นที่ต้องใกล้กับแหล่งน้ำ เช่น ลำคลอง บ่อน้ำ
  2. ต้องมีพืชอาศัยที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเห็ด เช่น ต้นโสน ต้นทองหลาง ต้นมะกอกน้ำ ต้นแค ต้นมะม่วง
  3. เชื้อเห็ดเป็นชนิดน้ำ สภาพพื้นที่ที่ไม่เคยมีเห็ดตับเต่าใช้เวลา 3 ปี

วิธีการลงเชื้อเห็ดตับเต่า

  1. การลงเชื้อต้องให้ต้นโสนสูงประมาณ 150 เซนติเมตร
  2. วิธีราด 1 ต่อ 3 เช่น อัตราส่วนน้ำเชื้อ 1 ลิตร ต่อ น้ำ 3 ลิตร น้ำที่ราดผสมต้องเป็นน้ำที่ไม่มีคลอรีน

*** จำเป็นต้องราดเชื้อติดต่อกันนาน 3 ปี ****

สิ่งที่เห็ดตับเต่าชอบมากที่สุด

  1. ชอบสภาพอากาศร้อนชื้น
  2. ชอบปุยธรรมชาติ เช่น ผักตบชวา ใบไม้แห้ง ชี้วัว เป็นต้น
  3. สามารถใช้สปริงเกอร์เพิ่มความชื้นเพื่อเร่งการออกดอกเห็ด

สิ่งที่เห็ดตับเต่าไม่ชอบ

  1. การใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีในพื้นที่การปลูกเห็ด
  2. ใช้น้ำคลอรีนรดต้นโสน
  3. การเลี้ยงไก่และเป็ด เพราะจะคุ้ยเขี่ยเห็ด

ขั้นตอนการเตรียม

  • การเตรียมพื้นที่ โดยการยกแปลงดินสูงเหนือระดับน้ำ พอให้น้ำท่วมถึง เพราะดินต้องการความชื้นค่อนข้างมาก
  • จัดการต้นโสนด้วยการถอนต้นที่ใกล้ตายหรือตายแล้วออก เพื่อให้แสงแดดส่องถึงแปลง อากาศถ่ายเทได้สะดวก และกองสุมต้นโสนไว้บริเวณแปลงเพื่อเป็นปุ๋ยและคลุมดิน
  • ทำการรดน้ำแปลงปลูกเห็ดตับเต่า เมื่อสังเกตเห็นความชื้นไม่เพียงพอ (ห้ามใช้น้ำประปาในการรดน้ำใช้เฉพาะน้ำที่ได้จากธรรมชาติเท่านั้น)
  • ช่วงเวลาในการเก็บเห็ดตับเต่า ควรเก็บในช่วงเช้า 00 – 07.00 น.
  • เมื่อหมดฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต จึงทำการตัดต้นโสนออกทั้งหมด กองสุมไว้เป็นการเพาะเชื้อเห็ดตับเต่าตามธรรมชาติ และเพื่อเตรียมพื้นที่ในการผลิตเห็ดตับเต่าในฤดูถัดไป
  • สำหรับดอกเห็ดที่บาน สามารถสืบต่อพันธุ์ได้ให้เก็บมาใส่ภาชนะแล้วปิดฝารวมกันไว้ รอจนกว่าจะย่อยสลาย แล้วนำไปราดยังแปลง เพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อเห็ด (เชื้อเห็ด 200 ลิตรต่อไร่)

ข้อควรระวัง

  • การเก็บ ควรเดินในเส้นทางเดิมเพื่อป้องกันการเหยียบเห็ดที่ยังไม่โตเต็มที่
  • การจัดการแปลงเห็ด ไม่ควรมีขยะ และสิ่งที่อาจก่อให้เกิดพิษที่เป็นอันตรายต่อเห็ด
  • ห้ามใช้สารเคมีในแปลงโดยเด็ดขาด

การเพาะเลี้ยงเห็ดตับเต่า

1.การเพาะเลี้ยงเห็ดตับเต่าโดยวิธีธรรมชาติ

อาศัยหลักการเพาะเลี้ยงแบบร่วมกับพืชอาศัยจึงเกิดดอก พืชอาศัยหลักที่นิยมคือ โสนและหว้าน้ำ ซึ่งอาจจะเป็นต้นไม้ชนิดอื่น ๆ ได้ โดยนำสปอร์แก่หรือสปอร์ที่สมบูรณ์ที่ได้จากดอกแก่เท่านั้น ออกจากด้านล่างของดอก นำมาขยำกับน้ำในสัดส่วนดอกแก่ 1 กิโลกรัม ต่อ น้ำ 10 ลิตร นำไปรดบริเวณโคนต้นไม้ที่ให้เห็ดร่วมอาศัย เป็นวิธีการทำหัวเชื้อแบบดั้งเดิม และเกษตรกรสามารถทำได้ง่าย

2.การเพาะเลี้ยงโดยหัวเชื้อเห็ดตับเต่า

มีทั้งหัวเชื้อแบบเหลวและหัวเชื้อแบบก้อน โดยการลงหัวเชื้อในดิน ซึ่งต้องทำปรับสภาพพื้นที่ให้มีความเหมาะสม เพื่อให้เส้นใยพัฒนาไปเป็นโครงสร้างดอกในอนาคต ใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 1 – 3 ปี สำหรับพื้นที่ที่ยังไม่มีเชื้อเห็ดมาก่อน

ประโยชน์ของเห็ดตับเต่า

เห็ดตับเต่ามีสรรพคุณทางยาหลายอย่างและยังสามารถ นำมาปรุงอาหารได้หลายประเภททั้ง ต้ม ผัด แกง อย่างไรก็ตามการนำเห็ดดับเต่ามาปรุงอาหารต้องทำให้สุกก่อน

ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ที่เหมาะสมต่อการปลูกเห็ดตับเต่า

เห็ดตับเต่าเป็นเชื้อราเอ็คโตไมคอร์ไรชา โดยการเจริญเติบโตของราส่วนมากมักอยู่ในช่วงที่เป็นกรดจัดถึงกรดปานกลาง คือ pH 3 – 7 เนื่องจากเกิดกรดอินทรีย์ในระหว่างการย่อยสลายของอินทรียวัตถุ ดังนั้น ดินที่ปลูกเห็ดตับเต่าในพื้นที่ตำบลสามเรือน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงมีสภาพเป็นกรดจัดถึงกรดปานกลาง ซึ่งเป็นสภาพธรรมชาติของพื้นที่ที่มีเห็ดราขึ้น

การเพาะเห็ดตับเต่า

      เห็ดตับเต่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับเกษตรกรที่ต้องการหารายได้เสริม หรือมีเห็ดสดไว้กินในครัวเรือน วิธีเพาะไม่ซับซ้อน ใช้พื้นที่น้อย และใช้วัสดุพื้นบ้าน ทำได้ทั้งแบบกองฟาง กองขี้เลื่อย หรือเพาะใต้ต้นไม้ เหมาะกับคนที่มีใจรักและพร้อมดูแลอย่างสม่ำเสมอ


ข้อมูลเพิ่มเติม : นายสำราญ ข้างศิริ เกษตรกร ต.สามเรือน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา
ที่มา : กลุ่มภูมิปัญญาท้องถิ่นและนวัตกรรมด้านการเกษตร กองวิจัยและพัฒนางานส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร


บทความอื่นที่น่าสนใจ

สรุปแนวคิดจากหนังสือ “วิธีมีเวลา 48 ชั่วโมง ฉบับ CEO” ที่คุณนำไปใช้ได้

สรุปแนวคิดเด็ดจากหนังสือ “วิธีมีเวลา 48 ชั่วโมง ฉบับ CEO” ที่คุณเอาไปใช้ได้ทันที

วิธีมีเวลา 48 ชั่วโมง ฉบับ CEO

หนังสือ “วิธีมีเวลา 48 ชั่วโมง ฉบับ CEO” เขียนโดย สุรชัย กำพลานนท์วัฒน์ จะพาคุณไปเข้าใจว่า คนที่ดูเหมือนมีเวลาเยอะกว่า ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เกิดจาก “แนวคิด” และ “วิธีบริหารเวลา” ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

หนังสือวิธีมีเวลา 48 ชั่วโมง ฉบับ CEO” (ชื่อเต็ม: 48 Hours a Day: Time Management for CEOs) เป็นหนังสือที่เขียนโดย สุรชัย กำพลานนท์วัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาภาวะผู้นำและบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับผู้บริหาร ผู้ประกอบการ หรือใครก็ตามที่ต้องการ “เพิ่มเวลา” ให้ตัวเองโดยไม่ฝืนกฎธรรมชาติ

คุณเคยสังเกตไหมว่าทำไม CEO ระดับโลกถึงดูเหมือนมีเวลา 48 ชั่วโมงในหนึ่งวัน ในขณะที่คนทั่วไปมีแค่ 24 ชั่วโมง? ทั้งที่พวกเขาต้องรับผิดชอบธุรกิจขนาดใหญ่ พบปะผู้คนมากมาย และยังมีเวลาคิดวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์

Jeff Kindler อดีต CEO ของ Pfizer บริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลก เผยว่าสิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจมากที่สุดในการโค้ช CEO หลายคนคือ พวกเขาแทบไม่ได้คิดถึงวิธีการใช้ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของบริษัท นั่นคือ “เวลาของพวกเขาเอง”

CEO ต้องเผชิญกับความกดดันด้านเวลาที่ไม่เหมือนใคร พวกเขามีความรับผิดชอบมหาศาลและมีประเด็นมากมายที่ต้องให้ความสนใจ วิธีที่พวกเขาจัดสรรเวลามีผลกระทบสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ ไม่ว่างานก่อนหน้านี้ของคุณจะใหญ่และสำคัญแค่ไหน ในฐานะ CEO คุณจะเผชิญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลายและมากมายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งแต่ละคนต่างก็ต้องการ (และมักจะคู่ควร) มีเวลาว่างในปฏิทินของคุณ

นี่คือ 3 ขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้ CEO มือใหม่ บริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่ปล่อยให้ลำดับความสำคัญของตัวเองถูกแทรกด้วยคนอื่น

1. กำหนดเป้าหมายสำคัญของคุณให้ชัดเจน ทำน้อยลงแต่เลือกเฉพาะสิ่งที่สำคัญจริงๆ

วาระของ CEO ไม่ใช่จะต้องมารู้ทุกโครงการสำคัญในบริษัท ไม่ใช่ “เป้าหมายและวัตถุประสงค์” ที่ใช้ในการกำหนดโบนัสของคุณ (แม้ว่าอาจมีความทับซ้อนกันได้) และไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่คุณแชร์กับใครก็ตาม

มันคือการแสดงออกถึงลำดับความสำคัญส่วนตัวของคุณในช่วงเวลาที่กำหนด เป็นตัวกำหนดวิธีที่คุณจะใช้ทรัพยากรที่สำคัญและมีจำกัดของบริษัทให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด นั่นคือ เวลาของคุณเอง

มีเป้าหมายน้อยมากที่ทั้งสามารถบรรลุได้ในระยะเวลาที่คาดการณ์ได้และสำคัญพอที่จะคู่ควรกับการมีส่วนร่วมโดยตรงของ CEO เมื่อทำงานกับ CEO มือใหม่ Jeff Kindler แนะนำให้พวกเขาเริ่มต้นด้วยการเขียนลำดับความสำคัญ 10 อันดับแรกสำหรับปีนั้น แล้วตัด 6 หรือ 7 อันดับล่างออกไป

จากนั้นร่วมกันทดสอบสิ่งที่เหลืออยู่และถามตัวเองว่า

  •  มันขับเคลื่อนธุรกิจจริงหรือไม่? เป้าหมายนี้จะส่งผลต่อเส้นทางความสำเร็จของธุรกิจโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่?
  • มันมอบหมายให้คนอื่นทำแทนไม่ได้หรือไม่? การบรรลุเป้าหมายต้องอาศัยการมีส่วนร่วมโดยตรงของ CEO หรือไม่ (แยกจากการกำกับดูแลผู้อื่นเป็นระยะ)?

2. ตรวจสอบความเป็นจริงของการใช้เวลา เทียบแผนกับการปฏิบัติจริงอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อคุณกำหนดวาระของคุณแล้ว ถึงเวลาสำหรับการตรวจสอบความเป็นจริง ตรวจสอบวิธีที่คุณใช้เวลาและเปรียบเทียบกับลำดับความสำคัญที่คุณระบุไว้ คุณอาจแปลกใจที่พบว่ามีความไม่ตรงกันอย่างมีนัยสำคัญ

Jeff แนะนำให้ CEO ให้ผู้ช่วยวิเคราะห์ปฏิทินของพวกเขาย้อนหลัง ดูเดือนหรือไตรมาสที่ผ่านมาและจัดหมวดหมู่วิธีที่เวลาของคุณถูกจัดสรร คุณมุ่งเน้นที่ลำดับความสำคัญสูงสุดของคุณจริงๆ หรือวันของคุณถูกบริโภคไปกับการประชุมประจำและการจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย?

นี่ไม่ใช่การทำครั้งเดียว ทำให้เป็นนิสัยที่จะประเมินปฏิทินของคุณเทียบกับลำดับความสำคัญของคุณบ่อยๆ คุณควรถามตัวเองเป็นประจำ ว่า ฉันกำลังทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำสิ่งที่มีเพียงฉันเท่านั้นที่ทำได้และจะมีส่วนช่วยความสำเร็จของบริษัทอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่?

3. จัดการเวลาของคุณเชิงรุก วางแผนปฏิทินแทนที่จะปล่อยให้มันวางแผนคุณ

เมื่อคุณตรวจสอบเวลาของคุณแล้วและคุณเข้าใจว่าคุณกำลังใช้มันอย่างไร ให้เป็นเชิงรุกในการวางแผนตารางเวลาของคุณ วิธีการทำได้ดังนี้

  • จัดสรรเปอร์เซ็นต์เฉพาะของเวลาของคุณสำหรับการจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อาจจะ 30 ถึง 40% และกระจายเวลานี้ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของคุณ
  • สร้างจังหวะปกติสำหรับการประชุมภายใน แต่ตระหนักว่าไม่ใช่ทุกผู้รายงานตรงต้องการความถี่เดียวกันในการพบหน้า
  • กำหนดความคาดหวังที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่แต่ละผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะได้รับจากคุณ
  • แบ่งพื้นที่สำหรับการคิดและวางแผนแบบไม่มีโครงสร้าง เช่น บล็อกปฏิทินของคุณจาก 7.00-9.00 น. ทุกวัน
  • หาเวลาสำหรับการดูแลตัวเอง ครอบครัว และแหล่งการเติบโตส่วนตัวและความพึงพอใจอื่นๆ

ผลลัพธ์ของการควบคุมหน้าที่ CEO ที่ดีคือการมอบหมายงานที่มีประสิทธิภาพ ตรวจสอบชัวร์ ว่าคุณมีคนที่เหมาะสมและพวกเขารู้สึกมีอำนาจในการตัดสินใจ หากเรื่องทั่วไปกำลังขึ้นมาที่โต๊ะของคุณอย่างต่อเนื่อง นั่นเป็นสัญญาณว่าทีมของคุณไม่ได้รับการเตรียมพร้อมอย่างเหมาะสม หรือพวกเขาไม่รู้สึกว่าได้รับอนุญาตให้ทำงานอย่างอิสระ

“ภาพสะท้อนที่แท้จริงที่สุดของลำดับความสำคัญของคุณคือวิธีที่คุณใช้เวลา ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามันสอดคล้องกับสิ่งที่คุณเชื่อว่าสำคัญที่สุดสำหรับการนำองค์กรของคุณไปข้างหน้า”


บทความอื่นที่น่าสนใจ