ปุ๋ยอินทรีย์ ทางเลือกเกษตรกรยุคปุ๋ยเคมีแพง

ปุ๋ยอินทรีย์ ทางเลือกเกษตรกรยุคปุ๋ยเคมีแพง

ปุ๋ยอินทรีย์ ทางเลือกเกษตรกรยุคปุ๋ยเคมีแพง

ปุ๋ยที่เป็นธาตุอาหารสำหรับพืชแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี ข้อดีของปุ๋ยเคมีคืออุดมไปด้วยสารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่ต้นไม้ต้องการ แต่ช่วงนี้ปุ๋ยเคมีราคาแพงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น ดังนั้นปุ๋ยอินทรีย์จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือก

ปุ๋ยอินทรีย์ คืออะไร

ปุ๋ยอินทรีย์ หมายถึง ปุ๋ยที่ได้หรือผลิตจากวัสดุ อินทรีย์ ได้แก่ ซากพืช ซากสัตว์ รวมทั้งสิ่งขับถ่ายจากสัตว์ และเศษขยะต่าง ๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งผลิตด้วย กรรมวิธี ทําให้ขึ้น สับ หมัก บด ร่อน สกัด หรือ วิธีการอื่น และวัสดุอินทรีย์ถูกย่อยสลายสมบูรณ์โดยกิจกรรมของจุลินทรีย์

ประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์

  1. ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทําให้โครงสร้าง ของดินดีขึ้น เช่น ทําให้ดินโปร่ง ร่วนซุย มีการระบายน้ำ การถ่ายเทอากาศดี ทําให้ระบบรากพืชเจริญเติบโตแผ่กระจายในดินได้ดีขึ้น สามารถดูดน้ำและธาตุอาหารในดินไปให้พืชใช้ได้มากขึ้น ช่วยปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช
  2. เป็นแหล่งธาตุอาหารพืชครบถ้วนตามที่พืชต้องการ ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม โดยจะค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชอย่างช้า ๆ และอยู่ในดินได้นาน จึงมีโอกาสสูญเสียน้อยกว่าปุ๋ยเคมี และเมื่อใส่ร่วมกับปุ๋ยเคมีจะช่วยส่งเสริมให้การใช้ปุ๋ยเคมีมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
  3. ช่วยเพิ่มแหล่งอาหารให้แก่จุลินทรีย์ในดิน ทําให้ปริมาณและกิจกรรมของจุลินทรีย์ดินเพิ่มขึ้น ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุในดินให้แปรสภาพเป็นธาตุอาหารพืชได้มากขึ้น และจุลินทรีย์บางชนิดช่วยยับยั้งจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชได้ด้วย

ชนิดของปุ๋ยอินทรีย์

ปุ๋ยอินทรีย์สามารถจําแนกตามแหล่งที่มาได้ 4 ชนิด ได้แก่

  • ปุ๋ยคอก หมายถึง ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากสิ่งขับถ่ายของ สัตว์ หรือมูลสัตว์ต่าง ๆ เช่น โค กระบือ แกะ ม้า สุกร เป็ด ไก่ ค้างคาว ก่อนนําไปใช้จะต้องหมักไว้ให้เกิดการย่อยสลายก่อนนำไปใช้ โดยทั่วไปจะมีปริมาณธาตุอาหารในโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม อยู่ในปริมาณค่อนข้างต่ำ
  • ปุ๋ยหมัก หมายถึง ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการหมักวัตถุดิบเหลือทิ้งที่เป็นสารอินทรีย์บางชนิด เช่น แกลบ ใบไม้ กิ่งไม้ เศษอาหาร เกิดจากนำวัตถุดิบเหล่านั้นมากองรวมกัน รดน้ำให้ชื้น ทิ้งไว้ให้จุลินทรีย์ย่อยสลาย โดยสามารถใช้จุลินทรีย์อื่นๆ เช่น กากน้ำตาล, E.M.  ผสมเพื่อเพิ่มขบวนการย่อย จากนั้นนำไปใช้ปรับปรุงดิน
  • ปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งได้จากการไถกลบต้น ใบ ดอก และส่วนต่าง ๆ ของพืช โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่วไถกลบในระยะช่วงออกดอก จนถึงดอกบานเต็มที่ ซึ่งเป็นช่วงที่มีธาตุไนโตรเจนในลําต้นสูงสุด แล้วปล่อยไว้ให้เน่าเปื่อยผุพัง ย่อยสลายเป็นอาหารแก่พืชที่จะปลูกตามมา พืชตระกูลถั่วที่ใช้เป็นปุ๋ยพืชสด เช่น ถั่วพุ่ม ถั่วเขียว ถั่วพร้า ถั่วมะแฮะ ปอเทือง โสนอัฟริกัน เป็นต้น ปุ๋ยพืชสดนอกจากจะให้ธาตุไนโตรเจนซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักแก่พืชแล้ว ยังให้ธาตุอาหารอื่น ๆ ที่จําเป็นแก่พืชด้วย
  • น้ำหมักชีวภาพ ได้จากการหมักชิ้นส่วนของพืชผัก ผลไม้ หรือ สัตว์ชนิดต่าง ๆ กับกากน้ำตาล และน้ำ ผ่านกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ ผลิตภัณฑ์ที่ได้ประกอบด้วยสารต่าง ๆ เช่น ธาตุอาหารพืช ฮอร์โมน กรดอะมิโน กรดฮิวมิก กรดอินทรีย์ เอ็นไซม์ วิตามิน มีผลต่อการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช กระตุ้นการงอกของราก ช่วยให้พืชแข็งแรง ต้านทานต่อโรคและแมลง ผลผลิตเพิ่มขึ้น สีสันและรสชาติดีกว่าเดิม ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผลผลิต

วิธีการทําสูตรผักและผลไม้

หั่นหรือสับผักและผลไม้ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ  40 กิโลกรัม ผสมกับกากน้ำตาล 10 กิโลกรัมในถังหมัก ใส่สารละลายสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 (เตรียมโดยใช้ จํานวน 1 ซอง ผสมน้ำ 10 ลิตร คนให้เข้ากันประมาณ 5 นาที) ลงในถังหมัก ปิดฝาไม่ต้องสนิท วางในที่ร่ม ในระหว่างการหมัก คน 1-2 ครั้งต่อวัน เพื่อระบายก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ จะเห็นฝ้าขาวเกิดขึ้นซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์ และมีกลิ่นแอลกอฮอล์ ถ้าน้ำหมักสมบูรณ์ คราบเชื้อจุลินทรีย์ลดลง ไม่พบฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และกลิ่นแอลกอฮอล์ลดลง

อัตราและวิธีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์

ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก

  • ข้าว : ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 ตันต่อไร่ โดยหว่านให้ทั่วพื้นที่แล้วไถกลบก่อนการปลูกพืช
  • พืชไร่ : ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 ตันต่อไร่ โดยโรยเป็นแถวตามแนวปลูกพืชแล้วคลุกเคล้ากับดิน
  • พืชผัก : ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 4 ตันต่อไร่โดยหว่านหัวแปลงปลูกไถกลบขณะเตรียมดิน
  • ไม้ตัดดอก : ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 ตันต่อไร่
  • ไม้ผล ไม้ยืนต้น : ใช้ 20 – 50 กิโลกรัมต่อตัน ขึ้นกับอายุของพืช ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในร่องและ

กลบด้วยดิน หรือหว่านให้ทั่วภายใต้ทรงพุ่ม

ปุ๋ยพืชสด

ระยะเวลาที่เหมาะสมในการไถกลบพืชเพื่อให้ได้ ปุ๋ยพืชสดที่ดี คือระยะออกดอกเต็มที่ ส่วนใหญ่แล้วนิยมใช้ พืชตระกูลถั่ว โดยส่วนใหญ่ จะทําการไถกลบเมื่ออายุระหว่าง 45 – 60 วัน ปล่อยให้เน่า สลายกลายเป็นปุ๋ยประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วจึงปลูกพืชหลักตาม

น้ำหมักชีวภาพ

ใช้น้ำหมักชีวภาพ 4 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 80 ลิตรต่อไร่ ฉีดพ่นหรือรดลงดินทุก 7-10 วัน

ข้อจํากัดของ ปุ๋ยอินทรีย์

  • ปุ๋ยอินทรีย์มีธาตุอาหารพืชอยู่น้อย หากต้องการให้พืชได้รับธาตุอาหาร เพื่อยกระดับผลผลิตให้ได้เท่ากับการใช้ปุ๋ยเคมี จะต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นจํานวนมาก มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูง และใช้แรงงานในการใส่ปุ๋ยมากกว่าการใส่ปุ๋ยเคมี
  • การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ไม่สามารถปรับแต่งปุ๋ยให้เหมาะสมกับดินและพืชได้ เนื่องจากแหล่งของปุ๋ยอินทรีย์ได้มาจากซากพืชและสัตว์ มีความผันแปรของธาตุอาหารพืชต่าง ๆ ในปุ๋ย ทําให้ไม่สามารถปรับสมดุลของธาตุอาหารพืชในดินได้ เมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมี
  • ปุ๋ยอินทรีย์บางชนิดอาจมีโลหะหนักหรือสารพิษปนเปื้อน โดยเฉพาะปุ๋ยหมักที่ทําจากขยะที่รวบรวมจากเมืองใหญ่ หรือวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อพืชดูดขึ้นไปใช้ คนหรือสัตว์ที่บริโภคผลผลิตนั้น อาจได้รับผลกระทบต่อสุขภาพได้

ข้อควรคำนึง “ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี” ดีที่สุด

ที่มาของข้อมูล : กรมส่งเสริมการเกษตร


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

วิธีเลี้ยงกุ้งฝอย และขั้นตอนการเตรียมบ่อตั้งแต่เบื้องต้น

วิธีเลี้ยงกุ้งฝอย และขั้นตอนการเตรียมบ่อตั้งแต่เบื้องต้น

วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอย

วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอย


สวัสดีครับ วันนี้ เรามี วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอย พร้อมทั้งขั้นตอนการเตรียมบ่อตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งสำหรับมือใหม่ที่ต้องการหารายได้เสริม หรือว่าต้องการทำเป็นอาชีพหลักก็ได้เพราะรายได้ไม่ธรรมไม่ดาเลยทีเดียวครับ  ติดตามเทคนิค ข้อมูลดีๆ ด้านการเกษตรและเทรนด์ด้านการเกษตร ได้ที่นี่ Kasetbanna.com

วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอย

“กุ้งฝอย”  พบได้ทั่วไปในภูมิภาคของประเทศไทย เป็นที่นิยมบริโภคกันทั่วไป เช่น กุ้งเต้น ทอดมันกุ้ง กุ้งฝอยทอด กุ้งฝอยมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้ง โปรตีนและแคลเซียม ปัจจุบันนี้กุ้งฝอยเริ่มลดน้อยลง เนื่องจากการเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำธรรมชาติ บางครั้งใช้กุ้งฝอยเป็นอาหารเลี้ยงอนุบาลลูกปลาเศรษฐกิจ เช่น ปลาบู่ ปลาช่อน ปลากราย และปลาสวยงาม ทำให้เกิดความไม่เพียงพอต่อความต้องการที่มีแนวโน้มสูงมากขึ้น ขณะนี้ราคากุ้งฝอยในท้องตลาดตั้งแต่กิโลกรัมละ 300-400 บาท มีเกษตรกรบางรายนำมาเพาะเลี้ยงกุ้งฝอย ผลปรากฏว่า อัตราการรอดต่ำ เลี้ยงอย่างหนาแน่นไม่ได้ และอาจจะไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

กุ้งฝอย ชอบซ่อนตัวอยู่ตามใต้ก้อนหินหรือเกาะตามพรรณไม้ ชอบอาศัยอยู่ในน้ำนิ่งหรือไหลเอื่อยๆ น้ำขุ่น ลึกไม่เกิน 1 เมตร มีอินทรียวัตถุทับถมกัน กุ้งฝอยเพศเมียจะเริ่มมีไข่และผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 60 วันขึ้นไป จะสร้างไข่เก็บไว้ในถุงเก็บไข่ กุ้งเพศผู้จะพยายามติดตามกุ้งเพศเมียตลอดเวลา หลังจากกุ้งเพศเมียลอกคราบภายใน 3-6 ชั่วโมง ขณะที่เปลือกของกุ้งเพศเมียยังอ่อนอยู่จะมีการผสมพันธุ์กัน โดยกุ้งเพศผู้จะปล่อยน้ำเชื้อที่อยู่ในถุงเก็บน้ำเชื้อที่อยู่บริเวณโคนขาช่วงที่ 5 ปล่อยน้ำเชื้อในถุงเก็บน้ำเชื้อเพศเมียเพื่อผสมกับไข่ ไข่ที่ผสมแล้วจะเคลื่อนไปอยู่ในส่วนล่างของท้องบริเวณขาว่ายน้ำ กุ้งเพศเมียจะพัดโบกขาว่ายน้ำตลอดเวลา เพื่อให้ไข่ได้รับออกซิเจน แม่กุ้งฝอยขนาดยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร จะมีไข่ประมาณ 200 – 250 ฟอง หลังจากผสมพันธุ์แล้ว 3 วัน ไข่จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อนและสีเหลือง ต่อมาอีก 7-9 วัน จะมองเห็นตาของตัวอ่อนอย่างชัดเจน หลังจากนั้นไข่ในท้องแม่กุ้งฝอย จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและฟักออกมาเป็นตัวเมื่ออายุ 21-25 วัน

วิธีเลี้ยงกุ้งฝอย

วิธีการเพาะเลี้ยงกุ้งฝอย สามารถเพาะเลี้ยงได้ 2 วิธี คือ

  • การนำพ่อแม่พันธุ์กุ้ง ประมาณ 50 ตัว ปล่อยลงในบ่อเลี้ยงที่มีกระชังภายในบ่อ เพื่อให้พ่อแม่พันธุ์กุ้งฝอยผสมพันธุ์กันเอง วิธีนี้ใช้เวลา 2-3 เดือน แต่จะมีอัตราการรอดชีวิตประมาณ 20-30% เนื่องจากกุ้งมีขนาดที่ต่างกัน กุ้งจะกินกันเอง เพราะมีทั้งกุ้งฝอยขนาดใหญ่และขนาดเล็กปะปนกัน
  • อีกวิธีหนึ่งคือ การคัดแม่พันธุ์ที่มีไข่แล้วมาขยายพันธุ์ มีอัตราการรอดชีวิต 80% มหาวิทยาลัยแม่โจ้จึงขอแนะนำเกษตรกรใช้วิธีนี้ เนื่องจากจะได้กุ้งฝอยที่มีขนาดเดียวกัน การปฏิบัติดูแลรักษาง่าย สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ การลงทุนต่ำ สามารถเพาะเลี้ยงได้ตลอดทั้งปี

วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอย ในบ่อซีเมนต์

ขั้นตอนวิธีการเพาะเลี้ยงกุ้งฝอย

เริ่มต้นจากการรวบรวมกุ้งเพศเมียจากแหล่งน้ำธรรมชาติ จำนวนประมาณ 80-100 ตัว นำมาพักไว้ในกระชังอย่างน้อย 1 คืน คัดเลือกเฉพาะกุ้งเพศเมียที่มีไข่แก่ มองเห็นตาของลูกกุ้งในท้อง เพาะฟักในตะแกรงที่แขวนไว้ในกระชังผ้า ขนาด 1x1x1 เมตร ในบ่อซีเมนต์หรือบ่อดิน ให้อาหารสำเร็จรูปที่มีโปรตีน 33% ให้อาหารประมาณ 5% ของน้ำหนักตัว แบ่งให้ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ประมาณ 3-4 วัน ไข่จะฟักออกมาเป็นตัว แยกแม่กุ้งออกจากกระชัง แล้วคัดลูกกุ้งที่มีขนาดเดียวกัน เพื่อสะดวกในการจัดการเพาะเลี้ยง นำลูกกุ้งที่ได้ไปอนุบาลในกระชังผ้าโอล่อนแก้ว ปริมาณ 50,000 ตัว ในบ่อขนาด 1x1x1 เมตร สัปดาห์แรก ให้ไข่แดงต้มสุกเป็นอาหาร สัปดาห์ที่ 2-4 ใช้ไรน้ำจืดขนาดเล็ก เป็นอาหาร จากนั้นจึงให้อาหารสำเร็จรูปชนิดผง เป็นอาหารที่มีโปรตีน 40% ให้อาหารในปริมาณ 10% ของน้ำหนักตัว ระยะนี้ต้องระมัดระวังตาข่ายไม่ให้อุดตัน ควรใช้แปรงขนาดเล็กขนอ่อนทำความสะอาดบ่อยครั้ง ใช้เวลาอนุบาลเป็นเวลา 1 เดือน จึงนำไปเลี้ยงในกระชังหรือบ่อซีเมนต์ได้

วิธีและขั้นตอนในการเตรียมบ่อก่อนลงกุ้งฝอยสำหรับบ่อปูน

  • ใส่น้ำให้เต็มบ่อปูนแล้วตัดต้นกล้วย ใส่ลงไปแช่ในบ่อผ่าเป็นซึกกลางแล้วตัดเป็นท่อนๆ แช่ไว้ในบ่อประมาณ 7-14 วันเป็นอย่างน้อย
  • เมื่อแช่ต้นกล้วยในบ่อได้ตามวันเวลาที่กำหนดแล้ว ให้เอาน้ำจากออกจากบ่อปูนให้หมด ใส่น้ำลงไปให้เต็มบ่อปูน และใส่เกลือทะเล ลงไปในบ่อปูนประมาณ 1-2 กำมือ พักน้ำไว้ 1 วัน น้ำที่ใช้ถ้าเป็นน้ำปะปาก็จะมีดีกว่าน้ำบาดาล แต่ว่าก็จะมีข้อเสียคือมีคลอรีนเพราะฉนั้นจึงจำเป็นต้องแช่บ่อเพื่อให้คลอรีนเจือจาง และก็เปิดอ๊อกซิเจนเพื่อเพิ่มอากาศให้กับน้ำในบ่อปูน

วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอย

  • เมื่อได้เตรียมความพร้อมของบ่อปูนและได้เตรียมน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็หาพืชน้ำมาลงบ่อ แต่ก่อนที่นำพืชน้ำต่างมาลงในบ่อควรล้างให้สะอาดก่อนนำมาใส่ในบ่อนะ  เพื่อป้องกันเชื้อโรคต่างๆที่ติดมากับพืชที่จะนำมาใส่ และุถ้าให้ดี ใส่ใบก้ามปูแห้งลงไปในบ่อด้วยก็ดี เพราะจะป้องกันโรคพยาธิในกุ้งฝอยได้ด้วย

วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอย

  • เรียบร้อย เทคนิคง่ายๆ ที่ไม่ควรมองข้าม ลองนำมาประยุกต์ใช้ก่อนการเลี้ยงกุ้งฝอยนะคะ สำหรับกุ้งฝอยที่จะนำมาลงเลี้ยงนั้น หาได้ง่ายๆตามแหล่งธรรมชาติ หรือเลือกซื้อตามตลาดที่แม่ค้าพ่อค้านำมาขาย ก็เลือกเอาที่ท้องมีไข่ มาเพาะเลี้ยงไม่เกิน 1 สัปดาห์ ลูกกุ้งก็จะออกมาเดินเต็มบ่อให้เราชื่นชมแล้วค่ะ แต่ก่อนที่จะนำกุ้งฝอยลงบ่อ ก็ต้องมีการจัดการให้ดีก่อนการนำไปลงในบ่อ

จากนั้นจึงนำลูกกุ้งที่อนุบาลมาแล้วประมาณ 1 เดือน ปล่อยลงในบ่อ อัตรา 30,000-50,000 ตัว เลี้ยงประมาณ 2 เดือน ก็สามารถจับขายได้ มีอัตรารอด 80% ที่สำคัญการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ควรช่วยการหายใจด้วยระบบการเติมออกซิเจนด้วย

วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อพลาสติก

ขั้นตอนการเตรียมบ่อเลี้ยงกุ้งฝอย

  • เตรียมบ่อลึก 70 เซนติเมตร กว้าง 2 เมตร ยาว 8 เมตร
  • ปูก้นบ่อด้วยพลาสติกสีดำ นำดินมาเทถมให้ทั่วก้นบ่อบนพลาสติกประมาณ 7-8 เซนติเมตร
  • เติมน้ำลงไปให้เต็มบ่อพอดี ทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน
  • นำสาหร่าย ผักตบชะวา หญ้าขน นำมาทิ้งไว้ให้เป็นฟ่อนๆ ประมาณ 4-5 ฟ่อน
  • แล้วปล่อยกุ้งลงไปประมาณ 5 ขีด ช่วงปล่อยกุ้งลงไปไม่ต้องให้อาหารประมาณ 7 วัน เพื่อให้กุ้งปรับสภาพในบ่อ

อาหารกุ้งฝอย

  • ต้มไข่ให้สุก เอาเฉพาะไข่แดง 2 ฟอง
  • รำอ่อน 3 ขีด ผสมให้เข้ากัน ปั้นเท่ากำปั้น โยนลงไปในบ่อประมาณ 3 ก้อน
  • หลังจากให้อาหารประมาณ 1 เดือน กุ้งจะวางไข่ ให้สังเกตตอนกลางคืนโดยการนำไฟฉายมาส่องดุว่ากุ้งจะวางไข่หรือไม่

เทคนิคการเร่งกุ้งให้วางไข่

ให้นำสายยางน้ำประปามาเปิดลงในบ่อ โดยการเปิดแรงๆ ประมาณ 10-20 นาที เพราะกุ้งชอบเล่นน้ำไหล แล้วจะดีดตัวทำให้ไข่ตกลงมา (ธรรมชาติน้ำนิ่งกุ้งไม่วางไข่) ประมาณ 1-2 เดือน กุ้งก็จะโตเต็มที่ ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 4 เดือน จะได้กุ้งประมาณ 20-30 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 100-200 บาท

สูตรวิธีการช่วยดับกลิ่น ฆ่าเชื้อ โรคในบ่อ และให้กุ้งโตเร็ว

  • EM 2 ช้อนแกง
  • กากน้ำตาล 2 ช้อนแกง
  • น้ำ 1 ลิตร
นำส่วนผสมมาหมักรวมกัน ตั้งทิ้งไว้ในที่ร่ม 1 อาทิตย์ อัตราส่วนในการใช้ อีเอ็ม 1 ลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ใส่บัวรดน้ำราดให้ทั่วบ่อ จะใช้หลังจากที่เติมน้ำลงไปก่อนปล่อยกุ้ง จะช่วยดับกลิ่น ฆ่าเชื้อโรคในบ่อ กุ้งโตเร็ว

วิธีการเลี้ยงกุ้งฝอย นอกจากจะเลี้ยงเพื่อนำมาปรุงเป็นอาหารที่ยอดฮิต อย่างกุ้งเต้น หรือเรียกกันแบบสวยๆอย่างกุ้งโคโยตี้แล้วก็ยังมีอีกหลายเมนูที่นิยมกันนำไปรับประทาน และสำหรับท่านที่เลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพเสริมหรือรายได้หลักแล้วล่ะก็ การเพาะเลี้ยงกุ้งฝอยถือว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจมากทีเดียว เนื่องจากว่า ต้นทุนและการดูแลไม่มากเหมือนกับกุ้งชนิดอื่น และยังเป็นที่ต้องการทางตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะนำไปจำหน่ายเพื่อเป็นอาหารของเราๆท่านๆแล้ว ยังสามารถนำไปจำหน่ายเป็นอาหารของสัตว์น้ำได้อีกด้วย  ติดตามข้อมูลและเทคนิคดีๆ ด้านการเกษตรได้ทุกชนิด

เมนูอาหารยอดนิยมจากกุ้งฝอย

เมนูแรก  กุ้งเต้น หรือภาษาอีสานเรียกว่า ก๋อยกุ้ง 

“กุ้งเต้น”  เป็นเมนูที่ใครหลายๆครับที่ได้ลองแล้วจะติดใจ  ซึ่งมันมีความพิเศษตรงที่เสิร์ฟแบบที่กุ้งยังกระโดดอยู่ในจานกันเลย สดจริงๆ แต่สำหรับใครที่กังวลเรื่องพยาธิก็ให้นำไปคั่วให้สุกก่อนกินก็ได้  ซึ่งกุ้งเต้นก็มีหลายสูตรมาก ๆ  บางที่ก็ใส่ปลาร้า ใส่ใบมะกรูด หรือใส่มะกอกเพิ่มความหวาน แต่วันนี้เราจะทำสูตรแบบบ้านๆ กันเลย

กุ้งเต้น
ส่วนประกอบในการทำก้อยกุ้ง
  • กุ้งฝอยสด ๆ เป็น ๆ
  • หอมแดง ซอยบาง ๆ
  • พริกขี้หนูสดหั่นเป็นแว่นบาง
  • พริกป่น
  • ตะไคร้ซอย (ตัดที่แข็งออก)
  • ข้าวคั่ว (คั่วใหม่ ๆ ) โขกละเอียด
  • น้ำปลา
  • ใบสะระแหน่ กลิ่นจะฉุนๆ เด็ดเป็นใบ ๆ ไม่หั่น
  • ต้นหอม
  • ใบผักชีฝรั่ง
  •  ผักชีจีน
  • มะนาว, มะกอก (มะกอกที่ใส่ส้มตำ)
  • ผักแพว ภาษาถิ่นภายัพเรียกผักไผ่

เตรียมวัตถุดิบเรียบร้อยก็เข้าวิธีการทำกันเลย

  • นำกุ้งสดมาล้างให้สะอาด คัดเลือกสิ่งเจือปนที่ติดมากับกุ้งออกให้หมด ( หากใครไม่ชอบทานดิบๆ เมื่อล้างเสร็จแล้วก็นำไปคั่วในให้กระทะให้สุกก่อนการนำไปปรุง)
  • ให้ล้างผักที่เตรียมไว้แล้วทำการหั่นให้เรียบร้อย ขั้นตอนนี้จะคล้ายกับการหั่นผักไว้ทำลาบเลย รูปแบบเดียวกันเลยครับ
  • จากนั้นให้เตรียมชามหรือหม้อสำหรับคลุกรวมส่วนผสม จากนั้นใส่กุ้งที่เตรียมไว้ลงไปก่อน ตามด้วยพริกป่น ข้าวคั่ว น้ำมะนาว หอมแดงซอย น้ำปลาร้า ผงนัว มะกอก และอื่นๆ ที่เราเตียมไว้
  • ตามด้วยน้ำปลาน้ำปลานิดหน่อยอย่างเพิ่มใส่เยอะ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ชิมรสชาติให้ได้รสชาติที่ต้อง หากจืดไปแล้วค่อยเติมน้ำปลาเพิ่ม เมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้วก็ใส่ผักทั้งหมดที่เตรียมไว้ เพื่อเพิ่มความหอม แล้วโรยหน้าด้วยใบสาระแหน่ เป็นอันเสร็จเรียบร้อยพร้อมเสริ์ฟแล้ว

เมนูนี้เด็ดๆ แบบนี้จะต้องมี ผักกระโดน ผักกระเดา ผักเม็ก หรือผักติ้ว ผักแว่น ผักหนอก หรือ ใบบัวบก กินคู่กันด้วยเพื่อเพิ่มรสชาติ

ขอขอบคุณ :ข้อมูลดีๆจาก มติชนออนไลท์ และ กรมวิชาการเกษตร , Sarakaset.com
ภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต

เลี้ยงปลาไหลขังเดี่ยวในล้อยาง โตดี รอดตายสูง

เลี้ยงปลาไหลขังเดี่ยวในล้อยาง โตดี รอดตายสูง

เลี้ยงปลาไหลขังเดี่ยวในล้อยาง

เลี้ยงปลาไหลขังเดี่ยวในล้อยาง


สวัสดีครับ วันนี้จะนำสาระความรู้เรื่องการเลี้ยงปลาไหลในล้อยางได้ผลดี มีอัตราในการรอดตายสูงซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจทำเป็นอาชีพเสริมครับ

แม้ว่าราคาซื้อขายปลาไหลตามท้องตลาดค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์น้ำจืดชนิดอื่น แต่ทว่ากลับไม่ค่อยมีใครเลี้ยงปลาชนิดเป็นอาชีพมากนัก ด้วยว่าหากนำมาเลี้ยงในพื้นที่จำกัด และไม่มีการจัดการบ่อที่ดีพอเปอร์เซ็นต์รอดชีวิตนั้นมีค่อยข้างน้อย

ดังนั้น ปลาไหลที่วางจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไป ส่วนใหญ่มักจะหามาจากธรรมชาติเกือบทั้งนั้น มิแปลกที่ราคาค่อนข้างสูงกว่าปลาเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ด้วยว่าในคลอง หนอง บึง นับวันมีสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป บางท้องถิ่นกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรและโรงงานอุตสาหกรรมเป็นต้น การจับปลาไหลมาขังเดี่ยวในล้อยาง โตดี รอดชีวิตสูงนี้ เป็นผลงานของ อ.ประพัฒน์ ปานนิล ที่ระนอง อาจารย์เล่าว่า ก่อนที่จะประสบความสำเร็จ ก็ประสบปัญหามาเหมือนกัน เพราะว่ายางในรถจักรยานยนต์มีกลิ่น และสิ่งสกปรกอยู่เยอะ หากเรานำมาเลี้ยงปลาเลย ก็ทำให้น้ำเน่าเสียได้เร็ว และส่งผลให้ปลาตายหรือไม่ค่อยกินอาหารได้เหมือนกัน

เตรียมอุปกรณ์เลี้ยงปลาต้องคัดเลือก

อาจารย์ประพัฒน์ กล่าวว่า การนำยางในรถจักรยานยนต์เก่าเพื่อมาใช้เลี้ยงปลาไหลนั้น จะต้องคัดเลือกไม่ให้มีรอยขาดกล้างเกินไป ไม่เช่นนั้นปลาจะมุดหัวหนีออกมาได้ และเมื่อคัดเลือกยางได้แล้ว เราก็เจาะรูเล็กๆรอบล้อด้วย เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำเมื่อเวลาเลี้ยง เพร้อมกับใช้มีดตัดส่วนที่เป็นโลหะหรือช่องใส่ลมออกทิ้ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันสนิมเมื่ออยู่ในน้ำนั่นเอง

เลี้ยงปลาไหลขังเดี่ยวในล้อยาง

ก่อนนำล้อยางไปใช้งานเราจะต้องแช่น้ำนานอย่างน้อย 15 วัน เพื่อการจำจัดกลิ่นละลายสิ่งสกปรกและล้างทำความสะอาด ดังน้้น เมื่อนำไปใช้งานเลี้ยงปลา ที่ไม่ประสบปัญหาอะไรเลย แถมปลายังชอบอยู่อาศัยอีกด้วย เมื่อยางไม่มีรอยขาดและสะอาดแล้ว ก็ให้เตรียมข้อต่อ พีวีซี 4 ทาง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้วครึ่ง ทั้งนี้เพื่อไว้ต่อยางในให้เป็นวงกลมเหมือนเดิม และมีปากท่อไว้สำหรับให้อาหารด้วย
ก่อนที่จะต่อเชื่อมกัน ต้องนำข้อต่อรูด้านล่างแช่ในน้ำเดือด ประมาณ 3 นาที ทั้งนี้เพื่อให้อ่อนแล้วหนีบด้วย

เลี้ยงปลาไหลขังเดี่ยวในล้อยาง

ไม้กระดานให้ปลายตีบแบน เพื่อป้องกันปลาหนีและเป็นแอ่งอาหาร
รูข้อต่อ พีวีซี ทางด้านบนเราจะต้องเจาะรูขนาด 2-3 หุน จำนวน 2 รู เพื่อระบายอากาศ จากนั้นนำท่อ พีวีซีขนาด 1 นิ้วครึ่ง ตัดเป็นท่อนยาว 10 เซนติเมตร นำไปแช่ในน้ำเดือด 3 นาที เพื่อให้อ่อนนุ่ม แล้วหนีบด้วยไม้กระดานให้ปลายตีบแบนแล้วนำไปใส่ในรูด้านบนเพื่อป้องกนปลาหนีและเป็นที่ให้อาหาร โดยเปิดออก เมื่อให้เสร็จปิดกลับเหมือนเดิม จากนั้นนำล้อยางไปแขนหรือวางเป็นแนวนอนในน้ำ โดยให้ระดับน้ำสูงไม่เกินครึ่งของข้อต่อ พีวีซี ซึ่งส่วนใหญ่จะให้ถังพลาสติก 20 ลิตร ผ่าในแนวนอน จากนั้นก็ใส่น้ำให้เกือบเต็ม นำไม้เนื้อแข็งมาทำเป็นคาน เสร็จแล้วนำล้อยางในจักรยานยนต์ที่สวมอยู่กับท่อ พีวีซี มาแขวนไว้ให้เต็มพื้นที่ ปล่อยปลาไหลลงเลี้ยงในวงล้อ ล้อละ 1 ตัว โดยใช้ปลาเป็ดบดหรือสับเป็นชิ้นเล็กๆเป็นอาหาร วันละ 1 ครั้ง ในตอนเย็น จนปลาไหลได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ

ปลาไหลเลี้ยงในล้อยางมีอัตรารอดชีวิต 100 เปอร์เซ็นต์

อัตราการเจริญเติบโตของปลาไหลที่เลี้ยงในล้อยางในรถจักรยานยนต์เก่า โดยใช้ปลาไหล 3 ขนาด คือ 1.9 กรัม จำนวน 6 ตัว ปลาไหลขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 9.6 กรัม จำนวน 5 จีง และปลาไหลขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 100 กรัม จำนวน 5 ตัว เป็นเวลา 90 วัน พบว่า ปลาไหลขนาด 1.9 กรัม มีน้ำหนักเฉลี่ย 9.26 กรัม ปลาไหลขนาด 9.60 กรัม มีน้ำหนักเฉลี่ย 19.96 กรัม และปลาไหลขนาด 100 กรัมมีน้ำหนักเฉลี่ย 201.50 กรัม สำหรับอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อนั้นเมื่อเลี้ยงครบ 90 วัน คือ 4.14:1,4.82:1 และ 2.7:1 ตามลำดับ

ปลาไหลที่นำมาเลี้ยงนั้นนำมาจาก แหล่งน้ำธรรมชาติ เพราะว่ายังไม่ได้ศึกษาวิธีการเพาะขยายพันธุ์ปลาชนิดนี้ จึงจำเป็นต้องหามาจากธรรมชาติ ช่วงแรกๆค่อนข้างตื่น แต่เมื่อเลย 20 วันไปแล้ว จะเชื่องมาก โดยเฉพาะเวลาให้อาหารก็โผล่หัวขึ่นมากินอาหารเอง
และในระหว่างเลี้ยงจะมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำน้อยมาก เพราะว่าปลาไหลมีคุณสมบัติพิเศษคือ ด้านทานโรคได้เก่ง อย่างไรก็ตาม ในการนำมาเลี้ยงในล้อยางและอยู่ในถัง 200 ลิตร เราจะเปลี่ยนถ่ายน้ำออกทิ้งสัปดาห์ล่ะ 1 ครั้ง โดยแต่ละครั้งถ่ายออกประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เพื่อต้องการให้ปลาไหลมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั่นเอง
เมื่อเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำ ปลาไหลที่อยู่ในล้อก็จะดิ้นไปมา ทำให้ขี้ปลาออกมาจากรูเล็กๆ รอบล้อ ที่เจาะไว้ เพราะฉะนั้นการเลี้ยงปลาไหลด้วยวิธีนี้่คุณภาพเนื้อดี เนื่องจากทั้งอาหารและน้ำ มีการดูแลเป็นพิเศษ การเลี้ยงปลาไหลในล้อยางในรถจักรยานยนต์และให้อาหารเป็ดกินทุกวัน ประสบผลสำเร็จดีมาก เนื่องจากปลาไหลโตดีและอัตราการรอด 100 เปอร์เซ็นต์ ในการเลี้ยงปลาไหลแบบนี้ สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งในรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียงและดำเนินการในเเชิงพาณิชย์
เทคนิค และ ขั้นตอนการทำงาน
  • นำยางในรถจักรยานยนต์มาคัดเลือก เอาเส้นที่ไม่ฉีกขาด แช่น้ำลดกลิ่นยาง และทำความสะอาด
  • ตัดส่วนที่เป็นโลหะออก เพื่อป้องกันการเกิดสนิม
  • ท่อ พีวีซี ด้านล่าง แช่ในน้ำร้อน 3 นาที ให้อ่อนนุ่มและหนีบให้แบนกันปลาไหลหนีและนำยางในรถจักรยานยนต์มาสวมกับข้อต่อ พีวีซี สองด้าน
  • นำมาแขวนในแนวตั้งหรือวางแนวนอนในภาชนะที่ต้องการเลี้ยง เช่น ถังพลาสติก 200 ลิตร บ่อคอนกรีต บ่อผ้าใบหรือภาชนะอื่นๆ
  • เติมน้ำในภาชนะ โดยให้ระดับน้ำสูงครึ่งท่อ พีวีซี
  • ปล่อยปลาไหลลงเลี้ยง 1 ตัว ต่อ 1 ล้อ
  • ปิดช่องให้อาหาร โดยไม้หรือฝาครอบ พีวีซี
  • ให้อาหารวันล่ะ 1 ครั้ง ตอนเย็น โดยใช้ปลาเป็ดสับหรือบดเป็นชิ้นเล็กๆ ให้ปลาสามารถกินได้
  • เปลี่ยนถ่ายน้ำ 5-7 วัน ต่อครั้ง หรือสังเกตคุณสมบัติของน้ำประกอบ
  • ตรวจสอบประจำวัน วงล้อใดมีอาหารเหลือในวันนั้น ไม่ต้องให้ และถ้าหากปลาไหลยังไม่เกิน 5-7 วัน ตรวจสอบดูว่าปลาไหลตายหรือเปล่า
ข้อเสนอแนะ
  • ควรล้างทำความสะอาดยางให้สะอาดให้มากที่สุด เพราะอาจติดคราบน้ำมันหรือสิ่งสกปรกอื่นๆ ที่อาจจะเป็นอันตรายต่อปลาไหลได้
  • ถ้าหากไม่ใช้ยางในรถจักรยานยนต์ สามารถหาวัสดุอื่นแทนได้ เล่น พีวีซี พลาสติก เป็นต้น
  • ควรฆ่าเชื้อโรคด้วยการแช่ยาเหลือง 2 มิลลิกรัม ต่อน้ำ 5 ลิตร นาน 30 นาที หรือฟอร์มาลีน 25 ppm ก่อนปล่อยเลี้ยง เพราะปลาไหลอาจติดโรคมา และแพร่เชื่อไปยังตัวอื่นได้
  • ถ้าไม่มีปลาเป็ดสามารถให้อาหารกุ้งและอาหารปลาดุกแทนได้
  • สิ่งประดิษฐ์เหมาะแก่การขุนปลาไหลมาก เนื่องจากอัตราการเจริญเติบโตดีมาก โดยเริ่มจากปลาไหลขนาด 50-100 กรัม เพราะว่ากินอาหารดี ใช้พลังงานน้อย จึงโตดี
แหล่งที่มา : นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน, www.sarakaset.com
ภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต

ปลูกข้าวโพดหวาน วิธีการปลูกและการให้น้ำข้าวโพดหวาน

ปลูกข้าวโพดหวาน วิธีการปลูกและการให้น้ำข้าวโพดหวาน

 

ปลูกข้าวโพดหวาน

ปลูกข้าวโพดหวาน


ข้าวโพดหวาน  นั้นเป็นพืชวันสั้น ปลูกในสภาพวันยาว จะใช้เวลาในการออกดอกและแก่ยาวขึ้น และมีจำนวนใบเพิ่มขึ้น แม้ว่าข้าวโพดเป็นพืชที่มีความสามารถปรับตัวได้กว้าง แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิระหว่าง 24-30 องศาเซนเซียล และอุณหภูมิต่ำสุด สำหรับการงอกที่ 10   องศาเซนเซียล ขณะที่ต้นยังเล็กอยู่ (สูงราว 15 เซนติเมตร) ข้าวโพดสามารถทนทานต่ออากาศหนาวเย็นได้ดี แต่เมื่อโตขึ้นจะไม่ทนทานต่อสภาพอากาศดังกล่าว   ข้าวโพดเป็นพืชที่ต้องการไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียมสูง ดินที่เหมาะสำหรับการปลูกข้าวโพดควรมี pH ระหว่าง 5.5-8

แม้ว่าการปลูกข้าวโพดหวานสามารถทำได้ตลอดปีถ้ามีแหล่งน้ำเพียงพอ อย่างไรก็ตามผลผลิตและคุณภาพข้าวโพดหวานอาจจะแตกต่างไปตามฤดูกาล นอกจากนี้พันธุ์บางพันธุ์อาจตอบสนองต่อฤดูปลูกแตกต่างกัน โดยทั่วไปในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ จะให้ผลผลิตต่ำกว่าในช่วงอื่น ๆ เนื่องจากอากาศเย็น ขณะที่การปลูกในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม จะได้ผลผลิตดีกว่าช่วงอื่น ๆ ไม่มีโรคราน้ำค้างระบาดและปัญหาวัชพืชซึ่งจะน้อยกว่าการปลูกในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม เพราะผลผลิตบางส่วนอาจเสียหายได้เนื่องจากช่วงดังกล่าวฝนตกชุก อาจทำให้เกิดน้ำท่วมหรือน้ำขังในแปลงปลูกได้ง่าย โดยเฉพาะในแปลงที่มีระบบการระบายน้ำไม่ดี

ฤดูปลูกข้าวโพดหวาน

สำหรับประเทศไทย การปลูกข้าวโพดส่วนใหญ่เป็นข้าวโพดไร่ปลูกแบบอาศัยน้ำฝน ซึ่งปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการปลูกและการให้ผลผลิต ของข้าวโพดจึงขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนและการกระจายของฝนที่ตกตลอดฤดูปลูก สำหรับเขตชลประทาน สามารถปลูกข้าวโพด ได้ตลอดปี โดยทั่วไปการปลูกต้นฤดูฝน (เมษายน – พฤษภาคม) มักจะได้ผลผลิตดีกว่า ไม่มีโรคราน้ำค้างระบาดและปัญหาวัชพืช น้อยกว่าปลูกปลายฤดูฝน (กรกฎาคม – สิงหาคม) แต่มีข้อเสียคือ ในระยะเก็บเกี่ยวจะมีฝนชุก ทำให้ข้าวโพดชื้น จะเกิดปัญหา สารอะฟลาทอกซิน เพราะตากข้าวโพดไม่แห้ง แต่ปลูกปลายฤดูฝน จะมีปัญหาเตรียมดินไม่สะดวก เพราะฝนชุกและโรคต้นกล้าเน่า

การเตรียมดินสำหรับปลูกข้าโพดหวาน    

ในการปลูกข้าวโพดหวานควรมีการเตรียมดินอย่างดี เพื่อช่วยกำจัดวัชพืชย่อยเศษซากพืชและคลุกเคล้าอินทรียวัตถุ อีกทั้งยังเป็นการทำลายโรคและแมลงบางชนิดที่เป็นศัตรูข้าวโพด โดยทั่วไปการเตรียมดินควรปฏิบัติ ดังนี้

  • ไถด้วยผาลสาม 1 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร และตากดิน 7-10 วัน แล้วพรวนด้วยผาลเจ็ด 1 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว ไหล ของวัชพืชออกจากแปลงให้หมด
  • เก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์ ถ้าพบว่าดินมีความเป็นกรดต่ำกว่า 5.5 ให้หว่านปูนขาว อัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่แล้วพรวนกลบ จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 14 วัน ก่อนปลูกข้าวโพดหวาน   
  • ถ้าดินมีอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1.5 ให้ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 500-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนดินกลบ

วิธี ปลูกข้าวโพดหวาน 

การปลูกข้าวโพดที่ปฏิบัติกันสามารถทำได้ 3 วิธี

  1. การขุดหลุมปลูก เป็นวิธีการปฏิบัติแบบเก่า โดยใช้จอบ เสียม หรือไม้ปลายแหลมขุดเป็นหลุม การปลูกวิธีนี้ทำให้ระยะระหว่างต้น ระหว่างหลุม และความลึกของเมล็ดที่ปลูกไม่สม่ำเสมอ ปัจจุบันได้มีเครื่องมือปลูกเรียกว่า corn jab ที่สามารถกำหนดระยะปลูกและความลึกในการปลูกได้
  2. การปลูกแบบชักร่อง ใช้ไถหัวหมูติดรถแทรกเตอร์หรือรถไถเดินตาม หรือใช้แรงงานสัตว์ทำร่อง ปลูกเป็นแถว ใช้แรงงานคนในการหยอดเมล็ดปลูกในร่องแล้วใช้เท้าปาดผิวดินกลบ การปลูกวิธีนี้จะได้ระยะระหว่างแถวสม่ำเสมอ แต่ระยะระหว่างหลุมและความลึกในการปลูกไม่สม่ำเสมอ
  3. การปลูกโดยใช้เครื่องปลูก (planter) โดยใช้เครื่องปลูกติดท้ายรถแทรกเตอร์ ปลูกเป็นแถว สามารถกำหนดระยะระหว่างแถว ระหว่างหลุม และความลึกในการปลูกได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ

อัตราปลูกเป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดผลผลิตต่อพื้นที่ ดังนั้นในการปลูกข้าวโพดจึงควรจัดระยะปลูกระหว่างแถว และระหว่างหลุมให้เหมาะสม โดยระยะที่แนะนำคือ ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร และระหว่างหลุม 25 เซนติเมตร จะใช้จำนวนต้นต่อหลุม 1 ต้น

การให้น้ำ

การขาดน้ำทุกระยะการเจริญเติบโตจะมีผลให้ผลผลิตและคุณภาพของข้าวโพดลดลง ก่อนการปลูกเกษตรกรต้องมีการวางแผนวิธีการให้น้ำที่เหมาะสมกับสภาพแปลงปลูก โดยทั่วไปการให้น้ำมีหลักปฏิบัติ ดังนี้

  • ให้น้ำทันทีหลังปลูกและหลังการใส่ปุ๋ยทุกครั้ง หลังจากนั้นให้น้ำทุก 7-12 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ วิธีการให้น้ำที่เกษตรกรปฏิบัติมีอยู่ 2 แบบ คือ ให้น้ำตามร่องคูและให้น้ำแบบพ่นฝอย (Sprinkler) ซึ่งการให้น้ำแบบพ่นฝอยควรให้น้ำแต่ละครั้งประมาณ 35-40 มิลลิลิตร ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศและชนิดของดิน เช่น ถ้าดินที่ใช้ปลูกเป็นดินทรายหรือดินร่วน ควรให้น้ำถี่กว่าดินเหนียวหรือดินร่วนเหนียว เพราะดินดังกล่าวมีความสามารถในการเก็บความชื้นไว้ นอกจากนี้ในช่วงการเจริญเติบโต หากสภาพอากาศมีอุณหภูมิสูงหรือมีลมแรงก็ควรมีการให้น้ำถี่ขึ้น 
  • หากพบว่าใบข้าวโพดหวานเหี่ยวหรือม้วนในช่วงเช้าหรือเย็น แสดงว่าขาดน้ำต้องรีบให้น้ำทันที
  • หลังการให้น้ำต้องระวังไม่ให้น้ำท่วมขังในแปลงนานเกิน 24 ชั่วโมง เพราะข้าวโพดหวานจะชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลงหรืออาจตายได้
  • อย่าให้ข้าวโพดขาดน้ำในช่วงการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในช่วงผสมเกสรและติดเมล็ด เพราะจะทำให้ผลผลิตและคุณภาพผลผลิตลดลงอย่างมาก ถึงแม้การขาดน้ำจะเป็นช่วงสั้น ๆ และไม่รุนแรง
  • หยุดให้น้ำก่อนเก็บเกี่ยวข้าวโพดหวานประมาณ 2-3 วัน

” ปลูกข้าวโพดหวาน “

การให้ปุ๋ยข้าวโพดหวาน

ควรมีการใส่ปุ๋ยให้ต้นข้าวโพด เพื่อให้มีธาตุอาหารใช้ในการสร้างผลผลิตให้เพิ่มขึ้น ซึ่งการใส่ปุ๋ยควรแบ่งใส่ 2 ครั้ง

  1. ปุ๋ยรองพื้น ควรใส่รองก้นหลุมหรือโรยเป็นแถวแล้วกลบพร้อมปลูก ถ้าใช้เครื่องปลูกจะมีถังสำหรับใส่ปุ๋ยพร้อมอยู่แล้ว ถ้าปลูกด้วยมือ ควรหยอดปุ๋ยที่ก้นหลุมแล้วกลบดินบาง ๆ ก่อนหยอดเมล็ด ไม่ควรให้ปุ๋ยสัมผัสกับเมล็ดโดยตรง เพราะอาจทำให้เมล็ดเน่าได้ ปุ๋ยรองพื้นที่ใช้ อาจใช้สูตร 16 – 20 – 0, 15 – 15 – 15 , 20 – 20 – 0 หรือสูตรอื่นๆ ตามความเหมาะสมถ้าเป็นไปได้ ควรมีการวิเคราะห์ดิน เพื่อหาสูตรปุ๋ยที่เหมาะกับพื้นที่ โดยปุ๋ยรองพื้น ควรใส่อัตราประมาณ 25 – 30 กิโลกรัม/ไร่
  2. ปุ๋ยแต่งหน้า หลังจากปลูกประมาณ 25 – 30 วัน ควรมีการใส่ปุ๋ยอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ปุ๋ยยูเรีย (46 – 0 – 0) โรยข้างต้นในอัตรา 20 – 25 กิโลกรัม/ไร่ ใส่ขณะดินมีความชื้นหรือใส่แล้วกลบด้วยเครื่องทำรุ่นพูนโคน

การป้องกันและกำจัดวัชพืช

  1. หลังจากปลูกข้าวโพด ก่อนข้าวโพดงอก (และก่อนหญ้างอกหรือหญ้างอกต้นเล็กไม่เกิน 3 ใบ) ให้พ่นสารควบคุมวัชพืชขณะดินชื้น โดยใช้สารอาทราซิน อัตรา 500 กรัม / ไร่ หรืออะลาคลอร์ อัตรา 600 ซีซี / ไร่ หรือใช้ทั้งสองอย่างรวมกันโดยใช้อาทราซีน 350 กรัม + อะลาคลอร์ 500 กรัม / ไร่
  2. ควรมีการทำรุ่นพูนโคน เมื่อข้าวโพดอายุประมาณ 25 – 30 วัน เพื่อเป็นการกำจัดวัชพืชที่งอกใหม่ โดยการใช้ผานหัวหมู หรือใช้จอบถาก
  3. การกำจัดวัชพืช ถ้ามีวัชพืชในแปลงข้าวโพดมากอาจใช้สารพาราควอท(กรัมม็อกโซน) ฉีดพ่นเพื่อฆ่าหญ้า โดยใช้อัตรา 80 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร ( 8 ช้อนแกง / น้ำ 1 ปี๊บ ) ทั้งนี้การฉีดพ่นจะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้สารโดนต้นข้าวโพดเพราะจะทำให้ข้าวโพดไหม้ตายได้

โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

โรคที่สามารถทำความเสียหายให้กับข้าวโพดมีหลายชนิดด้วยกัน และเกิดที่ส่วนต่าง ๆ ทั้งที่ใบ ลำต้น กาบใบ เมล็ด และอื่น ๆ แตกต่างกัน นอกจากนั้นอาจเกิดที่ระยะการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันอีกด้วย ความเสียหายของพืชจากโรค นอกจากจะขึ้นกับชนิดของโรคที่เป็นแล้ว ยังขึ้นกับความรุนแรงของการเป็นโรคด้วย โรคข้าวโพดที่สำคัญมีดังนี้

โรคราน้ำค้าง (Downy mildew)

โรคราน้ำค้าง (Downy mildew)

เชื้อสาเหตุ เชื้อรา Peronosclerospora sorghi

อาการ : เชื้อโรคสามารถเข้าทำลายข้าวโพดได้ตั้งแต่ยังเป็นต้นกล้าจนถึงออกดอก อาการในระยะแรก เมื่อข้าวโพดยังเป็นต้นกล้า จะเกิดจุดสีขาวหรือสีเหลืองอ่อนบนใบเลี้ยงและใบจริงสองสามใบแรก ต่อจากนั้นจุดนี้จะขยายออกเป็นทางสีขาวลามไปยังฐานใบ ต่อมาในระยะที่สอง ใบที่ผลิออกมาใหม่จะมีทางสีขาว เขียวอ่อน หรือเหลืองอ่อนเกิดขึ้นจากฐานใบถึงปลายใบ ระยะนี้เป็นระยะที่ข้าวโพดเสียหายอย่างมาก ต้นที่เป็นโรคอาจแห้งตายก่อนออกดอกหรือฝัก หรือถึงมีฝัก ฝักจะไม่สมบูรณ์ มีเมล็ดจำนวนน้อย อาการผิดปกติอีกอย่างที่พบ คือ ส่วนยอดและดอกแตกเป็นพุ่มหรือก้านฝักยาวและมีฝักหลายฝักเป็นกระจุก

การแพร่ระบาด : โรคจะเริ่มระบาดต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคมไปจนสิ้นฤดูฝน สภาพอุณหภูมิที่เหมาะแก่เชื้อโรคคือ 20-26 องศาเซลเซียส และมีความชื้นสูง โดยการระบาดสามารถระบาดโดยตรงจากต้นข้าวโพด และยังสามารถติดไปกับเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในดิน หรืออาศัยอยู่ในพืชชนิดอื่น

การป้องกันกำจัด : ใช้พันธุ์ต้านทานโรคราน้ำค้าง หลีกเลี่ยงการปลูกก่อนฝนตกชุก กำจัดพืชอาศัย ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ไม่เป็นโรค

โรคราสนิม

เชื้อสาเหตุ : Puccinia sorghi (common rust), P. polysora (southern rust), Physopella zeae (tropical rust)

อาการ : เกิดโรคได้แทบทุกส่วนของต้นข้าวโพด โดยแสดงอาการเป็นจุดนูนเล็ก ๆ ขนาดแผลประมาณ 0.2-2.0 มิลลิเมตร แผลจะเกิดด้านบนใบมากกว่าด้านล่างใบ เมื่อเป็นโรคในระยะแรก ๆ จะพบเป็นจุดนูนเล็ก ต่อมาแผลจะแตกออกเห็นเป็นผงสีสนิมเหล็ก ในกรณีที่เป็นโรครุนแรงจะทำให้ใบแห้งตาย       

การแพร่ระบาด : ระบาดปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว ในขณะที่มีความชื้นในอากาศสูง และมีอุณหภูมิค่อนข้างเย็น การแพร่ระบาดจะแพร่ออกไปจากแผลที่ใบ กาบใบ และเปลือกหุ้มฝัก เมื่อปลิวไปตกที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมจะทำให้เกิดโรคกับข้าวโพด

การป้องกันกำจัด : ใช้พันธุ์ต้านทานโรค กำจัดวัชพืชและทำลายต้นพืชที่เป็นโรคโดยการเผา ใช้สารเคมีไดฟิโนโคนาโซล 250 อีซี ในอัตรา 20 ซีซี หรือแมนโคเซบ 80% WP อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วัน จำนวน 2-4 ครั้ง

โรคใบไหม้แผลเล็ก (Southern corn leaf bligt)

เชื้อสาเหตุ : Bipolaris maydis (Nisik) Shoemaker

อาการ : ระยะแรกเกิดจุดเล็ก ๆ สีเขียวอ่อนฉ่ำน้ำ ต่อมาจุดจะขยายออกตามความยาวของใบโดยจำกัดด้านกว้างของแผลขนานไปตามเส้นใบ ตรงกลางแผลมีสีเทา ขอบแผลมีสีน้ำตาล ในกรณีที่เป็นโรครุนแรงแผลจะขยายรวมตัวกันเป็นแผลใหญ่และทำให้ใบแห้งตาย ถ้าเกิดกับต้นกล้าจะเกิดขึ้นพร้อมกันทุกใบ และจะแห้งตายภายใน 3-4 สัปดาห์หลังปลูก แต่ถ้าเกิดกับต้นแก่อาการจะเกิดกับใบล่างก่อน

การแพร่ระบาด : เชื้อโรคระบาดติดไปกับเมล็ดที่เป็นโรค และโดยทางลมหรือฝน เข้าทำลายข้าวโพดแล้วสร้างสปอร์อีกจำนวนมากแพร่กระจายในแหล่งปลูก เชื้อราสามารถเข้าทำลายได้หลายครั้งในแต่ละฤดูปลูก

การป้องกันกำจัด : ใช้พันธุ์ต้านทาน และใช้เมล็ดพันธุ์ที่ปราศจากโรค หมั่นตรวจแปลงอยู่เสมอ เมื่อพบโรคเริ่มระบาดให้ถอนแล้วเผาทำลาย จากนั้นพ่นด้วยสารไตรโฟรีน 20 อัตรา 60 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร

โรคใบจุด (Leaf spot)

เชื้อสาเหตุ : Curvularia lunara (Wakker) Bord. Var. aeria

อาการ : อาการส่วนใหญ่แสดงให้เป็นบนใบ ระยะแรกเกิดเป็นจุดเล็ก ๆ ขนาดเท่าหัวเข็มหมุดสีเขียวอ่อน ต่อมาตรงกลางจุดจะแห้งมีสีเทาหรือน้ำตาลอ่อน ขอบแผลสีน้ำตาลแดง ในที่สุดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลไหม้ และจะมีวงแหวนสีเหลืองล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง

การแพร่ระบาด : แพร่ระบาดโดยทางลม ฝน หรือติดไปกับเมล็ด

การป้องกันกำจัด : ใช้พันธุ์ต้านทาน และใช้เมล็ดที่ปราศจากโรค ทำลายแหล่งพืชอาศัย เช่น หญ้าเดือย หลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนปริมาณสูง และปลูกพืชหนาแน่น

แมลงและศัตรูอื่น ๆของข้าวโพด

แมลงและศัตรูอื่น ๆ ที่ทำความเสียหายให้กับข้าวโพดมีหลายชนิดด้วยกัน ในแต่ละระยะการเจริญเติบโตของข้าวโพด

หนอนเจาะลำต้น (corn stem borer; Ostrinia furnacalis Guenee)

เป็นหนอนผีเสื้อกลางคืน หนอนเจาะกินภายในลำต้น ทำให้ต้นข้าวโพดหักล้มง่ายเมื่อถูกลมพัดแรง นอกจากนี้ยังกัดกินฝักด้วย พบการระบาดมากในไร่ที่มีการปลูกข้าวโพดมานาน หรือในแหล่งที่มีการใช้สารฆ่าแมลงมาก เพราะจะไปทำลายแมลงศัตรูธรรมชาติ

การป้องกันกำจัด : ในสภาพธรรมชาติมีแมลงที่คอยทำลายหนอนเจาะลำต้นข้าวโพดให้มีปริมาณลดลง ได้แก่ แตนเบียน แมลงหางหนีบ แมลงช้าง เป็นต้น นอกจากนี้ให้เลือกพันธุ์ที่ต้านทานต่อหนอนเจาะลำต้น และถ้ามีการระบาดมากให้ใช้สารฆ่าแมลงกำจัด ได้แก่ triflumuron (Alsystin 25% WP) ในอัตรา 30 กรัม หรือ teflubenzuron (Z-Killer 5% EC) ในอัตรา 20 มิลลิลิตร หรือ chlorfluazuron (Atabron 5% EC) ในอัตรา 20 มิลลิลิตร เป็นต้น

หนอนกระทู้ข้าวโพด  (Corn armyworn; Mythimna separate Walker)

พบการเข้าทำลายตั้งแต่ข้าวโพดอายุประมาณ 20 วัน ไปจนกระทั่งข้าวโพดออกฝัก การระบาดมักรุนแรงในระยะที่ใบใกล้คลี่ และในระยะที่กำลังออกไหม โดยหนอนกัดกินใบ ถ้าระบาดรุนแรงจะเหลือที่ก้านใบ

การป้องกันกำจัด : ในสภาพธรรมชาติมีตัวเบียนที่คอยทำลายในระยะตัวหนอน คือ แมลงวันก้นขน แตนเบียน และแมลงหางหนีบ โดยทั่วไปหนอนกระทู้ไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตมากนัก แต่ถ้าพบมีการระบาดมากให้ใช้สารฆ่าแมลง carbaryl (Sevin 85% WP) อัตรา 45 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

หนอนเจาะฝักข้าวโพด (Corn earworm; Helicoverpa armigera Hubner)

พบการกัดกินบริเวณช่อดอกตัวผู้และเส้นไหมที่ออกใหม่ เมื่อเส้นไหมที่ปลายฝักถูกกัดกินหมด หนอนจะเข้าไปกัดกินปลายฝักต่อไป ถ้ามีการระบาดในระยะที่ยังไม่ได้รับการผสมเกสรเต็มที่จะทำให้การติดเมล็ดไม่สมบูรณ์ ถ้ามีการกัดกินในระยะที่ติดเมล็ดแล้ว ปลายฝักอาจถูกกัดกินบ้างได้ไม่กระทบต่อผลผลิต

การป้องกันกำจัด : แมลงศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ แตนเบียนไข่ แมลงวันก้นขน แตนเบียนหนอน และแมลงช้าง ในสภาพทั่วไปไม่มีความจำเป็นต้องใช้สารฆ่าแมลง โดยในระยะออกไหมควรหมั่นตรวจแปลงว่ามีหนอนระบากหรือไม่ หากจำเป็นต้องใช้สารฆ่าแมลงควรใช้ในระยะที่หนอนยังเล็กอยู่ สารฆ่าแมลงได้แก่ fipronil (Ascend 5% SC) อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ bifenthrin (Talstar 10%EC) อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

การเก็บเกี่ยวข้าวโพดหวาน

โดยปกติข้าวโพดหวานจะเก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุประมาณ 70-75 วันหลังปลูก  แต่ระยะที่เหมาะสมสำหรับการเก็บเกี่ยวที่สุด คือ ระยะ 18-20 วันหลังข้าวโพดออกไหม 50%   (ข้าวโพด 100 ต้นมีไหม 50 ต้น)   ข้าวโพดหวานพันธุ์  ไฮ-บริกซ์ 10  จะเก็บเกี่ยวที่อายุประมาณ 68-70 วัน   และพันธุ์ไฮ-บริกซ์ 3  จะเก็บเกี่ยวที่อายุประมาณ 65-68 วันหลังปลูก แต่ถ้าปลูกในช่วงอากาศหนาวเย็นอายุการเก็บเกี่ยวอาจจะยืดออกไปอีก หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วควรรีบส่งโรงงานหรือจำหน่ายโดยเร็ว    เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ  หากขาดน้ำจะมีผลต่อเมล็ดและน้ำหนักของฝัก

อ้างอิงแหล่งที่มา : สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน, สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตร,www.sarakaset.com


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

การเลี้ยงแพะมือใหม่ ไม่ยากอย่างที่คิด พร้อมวิธีการดูละรักษาโรค

การเลี้ยงแพะมือใหม่ ไม่ยากอย่างที่คิด พร้อมวิธีการดูละรักษาโรค

การเลี้ยงแพะมือใหม่

การเลี้ยงแพะมือใหม่


สัตว์เลี้ยงสำหรับชาวเกษตรกรอย่าง “แพะ” ปัจจุบันกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก สาเหตุหลักมาจากมีสายพันธุ์ให้เลือกเลี้ยงได้หลากหลาย อย่างไรก็ตามสัตว์ชนิดนี้ยังถือเป็นของใหม่สำหรับคนไทยจำนวนมาก หากคุณคือมือใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นเลี้ยงแต่ไม่แน่ใจว่าแพะมีกี่ประเภท วิธีเลี้ยงยุ่งยากไหม ต้องให้อาหารอะไรบ้าง? จะขอนำเอารายละเอียดที่เป็นประโยชน์มานำเสนอในบทความนี้

การเลี้ยงแพะนั้นจะมีระยะเวลาสั้นกว่าการเลี้ยงวัว โดยแพะเป็นสัตว์ที่หากินเองเก่งมาก ทนต่อทุกสภาพอากาศได้ดี ไม่ว่าจะร้อน ฝน หรือหนาวก็อยู่ได้หมด ผลผลิตแทบจะใช้ได้ทั้งตัวอย่าง นม เนื้อ หนัง หรือขน การเลี้ยงง่ายมากเนื่องจากเป็นสัตว์ตัวเล็ก ดูแลจัดการง่าย ใช้พื้นที่ไม่เยอะ 

สายพันธุ์แพะ

1. พันธุ์บอร์ (Boer) เป็นแพะพันธุ์เนื้อ มีลำตัวสีขาว หัวและคอจะมีสีแดง ใบหูยาวปรก

การเลี้ยงแพะมือใหม่

  • น้ำหนักแรกเกิด 4 กก.
  • โตเต็มที่ เพศผู้หนัก 65-90 กก.
  • เพศเมียหนัก 55-70 กก.
  • ผลผลิตนมเฉลี่ย 1.3-1.8 ลิตร/วัน
  • ระยะการให้นมประมาณ 120 วัน

2. พันธุ์แบลคเบงกอล(Black bengal) รัฐบาลประเทศบังคลาเทศได้น้อมเกล้า ฯ ถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ  สยามบรมราชกุมารีเป็นแพะเนื้อ มีขนสั้นสีดำหรือน้ำตาลเข้ม ใบหูเล็กชี้ตั้ง มักจะตกลูกแฝด สามารถผสมพันธุ์ได้ทั้งปีส่วนเนื้อ มีคุณภาพและรสชาติดีหนังมีคุณภาพและราคาแพง

พันธุ์แบลคเบงกอล(Black bengal)

  • น้ำหนักแรกเกิด 0.8-0.9 กก.
  • โตเต็มที่ เพศผู้หนัก 25-30 กก. เพศเมียหนัก 20-25 กก
  • ผลผลิตนม 0.21-0.29 ลิตร/วัน
  • ระยะการให้นมประมาณ 105 วัน

3. พันธุ์พื้นเมือง (Native) ตัวมีขนาดเล็กมีสีหลากหลาย ใบหูเล็กตั้งสามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดปีตกลูกปีละ2ครอกใช้พื้นที่ เลี้ยงต่อตัวน้อย มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม กินอาหารพวกพืช ได้หลายชนิด

พันธุ์พื้นเมือง (Native)

  • น้ำหนักแรกเกิด 1-1.5 กก.
  • โตเต็มที่ เพศผู้หนัก 25 กก. เพศเมียหนัก 20 กก.
  • ผลผลิตนมเฉลี่ย 0.2-0.3 ลิตร/วัน
  • ระยะการให้นมประมาณ 120 วัน

4. พันธุ์ซาเนน (Saanen) มีขนสั้น สีขาวครีมหรือน้ำตาลอ่อน ใบหูเล็กชี้ตั้งไปข้างหน้า ไม่มีเขาทั้งเพศผู้และเพศเมีย

พันธุ์ซาเนน (Saanen)

  • น้ำหนักแรกเกิด 3.3 กก.
  • โตเต็มที่ เพศผู้หนัก 70-80 กก. เพศเมียหนัก 50-55 กก.
  • ผลผลิตนมเฉลี่ย 2.2 ลิตร/วัน
  • ระยะการให้นมประมาณ 240-300 วัน

5. พันธุ์แองโกลนูเบียน (Anglo nubian) เป็นแพะกึ่งเนื้อกึ่งนม มีสีเดียวในตัว หรือมีสีด่างปน สันจมูกมีลักษณะเป็นเส้นโค้ง ใบหูยาวปรกลง

  • น้ำหนักแรกเกิด 2.5 กก.
  • โตเต็มที่ เพศผู้หนัก 60-70 กก. เพศเมียหนัก 50-60 กก.
  • ผลผลิตนมเฉลี่ย 1.5 ลิตร/วัน
  • ระยะการให้นมประมาณ 165-200 วัน

6. พันธุ์หลาวซาน (Laoshan) รัฐบาลจีนได้น้อมเกล้า ฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถจำนวน 2 คู่ เป็นแพะนม มีขนสีขาวยาวเล็กน้อย แต่จะยาวมากบริเวณแก้ม หูสั้นชี้ตั้ง

  • น้ำหนักแรกเกิด 1-1.5 กก.
  • โตเต็มที่ เพศผู้หนัก 80 กก. เพศเมียหนัก 60 กก.
  • ผลผลิตนมเฉลี่ย 2.2 ลิตร/วัน
  • ระยะการให้นมประมาณ 200 วัน

7. พันธุ์จัมนาปารี (Jamunapari) เป็นพันธุ์แพะเนื้อและนม ลักษณะจมูกโค้งงุ้ม มีขนสั้น ใบหูยาวปรกลง มีเขาทั้งเพศผู้และเมีย เป็นแพะ  ที่กินอาหารเก่ง โตเร็วเหมาะสําหรับเลี้ยงปลอยแทะเล็มและ ใช้ปรับปรุงแพะพื้นเมืองให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

  • น้ำหนักแรกเกิด 3.5-4 กก.
  • โตเต็มที่ เพศผู้หนัก 68-91 กก. เพศเมียหนัก 46-63 กก.
  • ผลผลิตนมเฉลี่ย 1 ลิตร/วัน
  • ระยะการให้นมประมาณ 210-240 วัน

8. พันธุ์ชามีหรือดามัสกัส (Shami/Damuscus) ให้นมสูงมีขนยาวสีน้ำตาลแดงตลอดทั้งตัว บางครั้งพบจุดสีขาวบริเวณหน้า แนวสันหลังและขาหน้า ใบหูยาวและห้อยปรกลงมา มีเขาทั้งเพศผู้ และเพศเมีย เป็นแพะที่ปรับตัวง่ายในภูมิอากาศที่แตกต่างกันมาก จึงสามารถพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพการผลิตของประเทศไทย

พันธุ์ชามีหรือดามัสกัส (Shami/Damuscus)

  • น้ำหนักแรกเกิด 3.5 – 5.5 กก.
  • โตเต็มที่ เพศผู้หนัก 75 กก. เพศเมียหนัก 65 กก.
  • ผลผลิตนมเฉลี่ย 3-4 ลิตร/วัน
  • ระยะการให้นมประมาณ 305 วัน

การเลี้ยงดูแพะ

การเลี้ยงแพะ โดยทั่วไปสามารถแบ่งรูปแบบการเลี้ยงได้ 4 แบบ ดังนี้

  • การเลี้ยงแบบปล่อย ให้แพะหากินเองตามธรรมชาติและผสมพันธุ์เอง มักเลี้ยงบริเวณที่มีหญ้า กลางวันจะต้อนให้อยู่ที่มีร่มเงา มักไม่มีการสร้างคอกหรือโรงเรือน แต่จะปล่อยให้อาศัยตามร่มไม้
  • การเลี้ยงแบบผูกล่าม เป็นการผูกล่ามแพะไว้กับที่ อาจเป็นหลักไม้ปักหรือเป็นตอไม้หรือต้นไม้ที่บริเวณโดยรอบมีหญ้าให้แพะกินเพียงพอ วันหนึ่งอาจมีการย้าย 2-3 จุด เพื่อให้ได้กินหญ้าได้มาก ส่วนตอนเย็นจะย้ายมาขังคอก
  • การเลี้ยงแบบกึ่งขังคอก ลักษณะคล้ายการเลี้ยงแบบปล่อย แต่จะสร้างคอกหรือโรงเรือนสำหรับกักขังตอนกลางคืน โรงเรือนมีแต่หลังคาเท่านั้น ตอนเช้าต้อนให้แพะออกหากินตามทุ่งหรือที่มีหญ้า
  • การเลี้ยงแบบขังคอกเป็นการเลี้ยงในคอกหรือโรงเรือนตลอดเวลาโดยให้น้ำ และอาหารในคอก แต่อาจมีการปล่อยแพะออกไปหากินข้างนอกบ้าง พื้นคอกมักยกสูง และลาดเอียงหรืออาจเป็นพื้นดินธรรมดา แต่มักรองพื้นด้วยแกลบ

เกษตรกรสามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตนเองโดยพิจารณาจากวัตถุดิบประสบการณ์จำนวนแพะ จำนวนทุน และสภาพแวดล้อมที่เลี้ยง

” การเลี้ยงแพะมือใหม่ “

โรงเรือนและการเลี้ยง

โรงเรือนควรตั้งในพื้นที่ดอน น้ำไม่ท่วม กันแดดกันฝน มีแสงสว่างอากาศถ่ายเท สะอาด และมีรั้วล้อมรอบ ควรยกพื้นสูงจากพื้นดิน 1.50-1.60 เมตร ปูพื้นด้วยไม้ระแนงขนาด1×23 นิ้วร่องห่างของไม้ 1 นิ้วเพื่อให้มูลแพะลอดผ่านได้สะดวก ภายในโรงเรือนประกอบด้วยรางหญ้า รางอาหารข้น และภาชนะใส่น้ำ รวมทั้งแขวนก้อนเกลือแร่ให้แพะแทะเลียกิน อย่างทั่วถึงและเพียงพอ ดังนี้

  • โรงเรือนพ่อพันธุ์แพะขนาด3×5เมตรเลี้ยงแพะพ่อพันธุ์1-2ตัว
  • โรงเรือนแพะรวม ขนาด6×12เมตรแบ่งซอยเป็นคอกย่อยตามกลุ่มขนาดของแพะ ประกอบด้วย แพะตั้งท้องก่อนคลอด แพะเลี้ยงลูกอ่อน คอกคลอด และคอกอนุบาลลูกแพะ คอกแพะรุ่น
  • โรงเรือนแพะรีดนม ขนาด 4 x 12 เมตร เป็นคอกแพะรวมมีรางหญ้า รางอาหารข้น ภาชนะให้น้ำ ก้อนเกลือแร่อย่างเพียงพอภายในโรงเรือนแพะรีดนม แบ่งเป็นคอกสำหรับรีดนมพื้นที่ 3×3 ตารางเมตร ประกอบด้วยแท่นรีดน้ำนม และที่เก็บอุปกรณ์ใช้ในการรีดนม

อาหารและการให้อาหาร

แรกเกิด – 3 วัน 

  • นมน้ำเหลืองเต็มที่วันละ 3 – 5 ครั้ง

อายุ 4 วัน – 2 สัปดาห์

  • นมแพะ  0.5 – 1 ลิตรต่อตัว แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง
  • ไวตามิน + แร่ธาตุ

อายุ 2 – 6 สัปดาห์

  • นมสดหรือนมเทียม 0.5 – 1 ลิตรต่อตัว แบ่งให้วันละ 2ครั้ง
  • อาหารข้นที่มีโปรตีนรวมร้อยละ 22 เริ่มให้วันละน้อยก่อน แล้วค่อยๆเพิ่มปริมาณขึ้น
  • หญ้าแห้งผสมถั่วหรือหญ้าสด ให้กินเต็มที่
  • ไวตามิน + แร่ธาตุ

อายุ 4 เดือน – ให้ลูก

  • อาหารหยาบ เช่น หญ้าสด ให้กินเต็มที่
  • ไวตามิน + แร่ธาตุผสม
  • อาหารข้นที่มีโปรตีนรวมร้อยละ 18-20

แม่พันธุ์อุ้มท้อง แม่พันธุ์ที่หยุดรีดนม และพ่อพันธุ์

  • อาหารหยาบ ให้กินเต็มที่
  • ไวตามิน + แร่ธาตุผสม
  • อาหารข้นที่มีโปรตีนรวมร้อยละ 16-18

แม่พันธุ์ระยะให้นม

  •  อาหารหยาบ ให้กินเต็มที่
  • ไวตามิน + แร่ธาตุผสมน้ำ
  • อาหารข้นที่มีโปรตีนรวมร้อยละ 16-18 ขึ้นกับปริมาณน้ำนมที่รีดได้โดยให้อาหาร 0.3-0.5 กก./น้ำ นมที่รีดได้ 1 ลิตร

น้ำ ใส่ภาชนะจัดให้สามารถดื่มกินได้ตลอดเวลา

หมายเหตุ นมสดอาจเป็นนมแพะหรือนมโค และภายหลังจาก 2 สัปดาห์ แล้วอาจใช้นมเทียม หรือนมผงผสมน้ำ แทนนมสดได้

ตัวอย่างสูตรอาหาร

1. โปรตีนรวมร้อยละ 18–20

  • ข้าวโพด 12 กก.
  • รำละเอียด 24 กก.
  • กากมะพร้าว 40 กก.
  • กากถั่วเหลือง 8 กก.
  • เนื้อและกระดูกป่น 10 กก.
  • กากน้ำตาล 5 กก.
  • เกลือป่น 1 กก.

2. โปรตีนรวมร้อยละ 16–18

  • กากมะพร้าว 40 กก.
  • ข้าวโพด 25 กก.
  • กากถั่วเหลือง 15 กก.
  • รำละเอียด 10 กก.
  • กากน้ำตาล 8 กก.
  • กระดูกป่น 1 กก.
  • เกลือป่น 1 กก

การป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นกับแพะ

โรคพยาธิ

ควรถ่ายพยาธิทุก 3 เดือน โดยใช้ยาถ่ายพยาธิที่จำหน่ายทั่วไปทั้งแบบกรอก (กำจัดพยาธิภายนอก) และแบบฉีด (กำจัดพยาธิภายใน)

โรคแท้งติดต่อ

ในแพะมักเกิดจากเชื้อ Brucella melitensis คนก็สามารถติดโรคนี้ได้จากการบริโภคน้ำนมและผลิตภัณฑ์นม เช่น ครีม เนย ที่ได้จากแพะที่เป็นโรคและไม่ได้ผ่านขบวนการฆ่าเชื้อโรคก่อน

  • อาการ แพะเกิดการแท้งลูกหรือคลอดลูกที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงออกมาและมักจะมีน้ำเมือกไหลมาจากช่องคลอดนานเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ เดินกะโผลกกะเผลก เต้านมอักเสบ น้ำหนักลด ขนแห้งและเป็นหมัน
  • การติดต่อ โดยการสืบพันธุ์การเลียอวัยวะสืบพันธุ์ของตัวอื่น การกินอาหารและน้ำดื่มที่มีเชื้อโรคปนอยู่ เชื้อนี้จะมีในน้ำเมือกสัตว์ปัสสาวะ และซากลูกสัตว์ที่แท้งออกมา

***ควรกำจัดทำลายหากตรวจพบตัวที่เป็นโรคในฟาร์ม

โรคมงคล่อเทียม หรือโรคเมลิออยโดซีส

ส่วนใหญ่จะพบโรคนี้ในประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตร้อนหรือเขตร้อนชื้น สามารถติดคนและสัตว์ได้
อาการ ปวดหัวเบื่ออาหาร ปวดตามตัวและมีอาการทางระบบหายใจ รวมทั้งมีไข้ไอ บางครั้งมีเลือดปน เจ็บหน้าอก มีแผลหลุมในช่องจมูกมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด และ อาจตายได้หากไม่ได้รับการรักษา

การติดต่อ จากการสัมผัสเชื้อโดยตรง การหายใจ หรือการกินอาหารหรือน้ำ ที่ปนเปื้อนเชื้อ และสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสเลือดหรือของเหลวจากร่างกาย (ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำมูก น้ำนม) ของคนหรือสัตว์ที่ติดเชื้อ

***ควรกำจัดทำลายหากตรวจพบตัวที่เป็นโรคในฟาร์ม

ที่มา: กองงานพระราชดำ ริและกิจกรรมพิเศษ กรมปศุสัตว์ โทร. 0 2653 4444 ต่อ 3371 โทรสาร 0 2653 4930
E-mail : drasa2@dld.go.th www.royal.dld.go.th ,www.withikaset.com

เรียบเรียง : kasetbanna.com