บทความเกษตร » โรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน เกิดจากอะไร? วิธีรักษาให้ต้นฟื้นเร็ว

โรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน เกิดจากอะไร? วิธีรักษาให้ต้นฟื้นเร็ว

29 กรกฎาคม 2026
6   0

โรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน เกิดจากอะไร? วิธีรักษาให้ต้นฟื้นเร็ว

โรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน

     โรครากเน่าและโคนเน่าของทเรียนเป็นโรคที่สำคัญที่สุดเนืองจากเป็นโรคที่ทำให้ต้นทเรียนที่กำลังเจริญเติบโตและให้ผลผลิตแล้วยืนต้นตายได้ โรคระบาดทำดทำความเสียหายกับทเรียนในทุกแหล่งปลกของประเทศไทยทำให้บางสวนทุเรียนเป็นโรคเกือบทั้งสวน ซึ่งเชื้อราสาเหตุสามารถเข้าทำลายพืชได้ทุกส่วน ได้แก่ ส่วนของราก ลำตัน กิ่งใบ และผล อีกทั้งเชื้อราอาศัยอยู่ในดินและสะสามารถแพร่ระบาดได้ทั้งในน้ำและในอากาศ ทำให้การแพร่ระบาดของเชื้อราเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ทำความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนอย่างมาก นับเป็นโรคที่สำคัญต่อการผลิตทุเรียนอย่างมาก

โรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน คืออะไร?

โรครากเน่าโคนเน่า ถือเป็นหนึ่งในโรคที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดต่อสวนทุเรียนของประเทศไทย หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา ต้นทุเรียนอาจทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว ใบร่วง ยืนต้นตาย และส่งผลกระทบต่อผลผลิตเป็นวงกว้าง

โรคนี้สามารถพบได้ในทุเรียนทุกช่วงอายุ ตั้งแต่ต้นกล้าไปจนถึงต้นที่ให้ผลผลิตแล้ว โดยเฉพาะสวนที่มีน้ำขัง ดินระบายน้ำไม่ดี หรือมีความชื้นสูงต่อเนื่อง

ในหลายพื้นที่ โรครากเน่าโคนเน่าถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกษตรกรสูญเสียผลผลิตนับแสนบาทต่อปี เนื่องจากเชื้อโรคสามารถแพร่กระจายผ่านน้ำ ดิน และเครื่องมือทางการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว

สาเหตุของโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน

สาเหตุหลักเกิดจากเชื้อราในกลุ่ม Phytophthora โดยเฉพาะชนิด Phytophthora palmivora ซึ่งสามารถอาศัยอยู่ในดินและเศษซากพืชเป็นเวลานาน เมื่อมีสภาพแวดล้อมเหมาะสม เช่น ความชื้นสูงหรือฝนตกต่อเนื่อง เชื้อจะเจริญเติบโตและเข้าทำลายระบบรากและโคนต้นอย่างรวดเร็ว

อาการที่ราก เริ่มแรกจะเห็นใบที่ปลายกิ่งมีสีซีดไม่เป็นมันเงา เหี่ยวลู่ลง เมื่ออาการรุนแรงมากขึ้นใบจะเหลืองและหลุดร่วง หากขุดดูบริเวณรากจะพบรากฝอยแสดงอาการเน่ามีลักษณะเปลือกล่อน และเปื่อยยุ่ยเป็นสีน้ำตาล เมื่อโรครุนแรงอาการเน่าจะลามไปยังรากแขนงและโคนต้น ทำให้ต้นทุเรียนโทรมและยืนต้นตาย

อาการที่กิ่งและที่ลำต้นหรือโคนต้น ระยะแรกจะเห็นทุเรียนแสดงอาการใบเหลืองเป็นบางกิ่ง สังเกตเห็นคล้ายคราบน้ำบนผิวเปลือกของกิ่ง หรือลำต้นในช่วงเข้าที่มีอากาศขึ้นอาจเห็นเป็นหยดของเหลวสีน้ำตาลแดงเยิ้มออกมาจากบริเวณแผล และจะค่อย ๆ แห้งไป ในช่วงที่มีแดดจัด ทำให้เห็นเป็นคราบ เมื่อใช้มีดถากบริเวณคราบนั้น จะพบเนื้อเยื่อเปลือกและเนื้อไม้เป็นแผลสีน้ำตาล ถ้าแผลขยายใหญ่ลูกลามจนรอบโคนต้น จะทำให้ทุเรียนใบร่วงจนหมดต้น และยืนต้นแห้งตาย ต้นทุเรียนที่ถูกทำลายมักพบรูพรุนตามโคนต้นและกิ่ง ซึ่งเป็นการเข้าทำลายของมอด และมอดจะนำเชื้อสาเหตุของโรครากเน่าและโคนเน่าแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของต้นทุเรียน

อาการที่ใบ ใบอ่อนแสดงอาการเหี่ยว สีเหลือง บริเวณแผลมีลักษณะฉ่ำน้ำน้ำ สีน้ำตาลอ่อน และเปลี่ยนเป็นสีดำตายนึ่งคล้ายน้ำร้อนลวก เส้นใบมีสีน้ำตาลดำ เกิดอาการไหม้แห้งคาต้นอย่างรวดเร็วแล้วค่อยๆ ร่วงไปพบมากช่วงฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน

การแพร่ระบาด

เชื้อราแพร่กระจายในอากาศโดยลม ไปตามน้ำ และฝน เนื่องจากเชื้อราสร้างสปอร์ที่สามารถเคลื่อนที่ไปตามน้ำได้ เรียกว่า zoospore และสร้างสปอร์ที่สามารถพักตัวอยู่ในดินได้เป็นเวลานานเรียกว่า chlamydospore เมื่อมีสภาวะแวดล้อมเหมาะสมก็สามารถงอกเส้นใยเข้าทำลายพืชได้ สภาวะเหมาะสมที่เชื้อราแพร่ระบาดได้ดีในช่วงที่มีฝนตกชุก และความชื้นสูง

วิธีรักษาโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน

เมื่อพบว่าต้นทุเรียนเริ่มมีอาการของโรครากเน่าโคนเน่า ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะเชื้อราสามารถลุกลามจากระบบรากไปยังโคนต้นและลำต้นได้อย่างรวดเร็ว หากรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โอกาสที่ต้นจะฟื้นตัวและกลับมาให้ผลผลิตได้ยังมีสูง โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้

1. ขุดเปิดโคนต้นเพื่อลดความชื้น

สิ่งแรกที่ควรทำคือขุดดินบริเวณโคนต้นออกให้เห็นคอราก และเปิดพื้นที่รอบโคนต้นให้โล่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก ความชื้นสะสมลดลง ซึ่งเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา

หากพบว่ามีน้ำขังหรือดินอุ้มน้ำมาก ควรรีบทำร่องระบายน้ำหรือขุดทางน้ำออกจากบริเวณโคนต้นทันที โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกต่อเนื่องหลายวัน การปล่อยให้โคนต้นแช่น้ำเป็นเวลานานจะทำให้เชื้อราเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว

คำแนะนำ: หลังจากเปิดโคนต้นแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการนำดินมากลบโคนต้นกลับทันที รอจนกว่าต้นจะเริ่มฟื้นตัวและอาการของโรคลดลง

2. ตัดหรือขูดส่วนที่เป็นโรคออก

เมื่อพบแผลบริเวณโคนต้นที่มีสีน้ำตาลหรือดำ ควรใช้มีดคมที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์หรือสารฆ่าเชื้อก่อนใช้งาน จากนั้นค่อย ๆ ขูดเปลือกที่เป็นโรคออกจนถึงเนื้อไม้ที่ยังมีสีขาวหรือสีเขียวอ่อน ซึ่งแสดงว่าเป็นเนื้อเยื่อที่ยังแข็งแรง

ควรระมัดระวังไม่ขูดลึกจนเกินไป เพราะอาจทำให้ต้นทุเรียนเกิดบาดแผลขนาดใหญ่และติดเชื้อซ้ำได้ง่าย หลังจากขูดแผลเสร็จแล้ว ควรเก็บเศษเปลือกและเศษพืชที่ติดเชื้อออกจากสวนทันที และนำไปทำลาย ไม่ควรทิ้งไว้ใต้ต้นหรือหมักรวมกับปุ๋ยอินทรีย์

3. ทาสารป้องกันเชื้อราบริเวณแผล

หลังจากขูดแผลเรียบร้อยแล้ว ควรทาสารป้องกันเชื้อราบริเวณแผลทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราเข้าทำลายซ้ำ และช่วยยับยั้งการลุกลามของเชื้อที่ยังหลงเหลืออยู่ในเนื้อเยื่อ

การทาสารควรทาให้ทั่วบริเวณแผลและเลยขอบแผลออกมาเล็กน้อย เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ที่อาจมีเชื้อแฝงอยู่ ทั้งนี้ควรเลือกใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชที่ขึ้นทะเบียนสำหรับใช้กับทุเรียน และปฏิบัติตามอัตราและคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด

หากแผลมีขนาดใหญ่ ควรหมั่นตรวจสอบทุก 7–14 วัน หากพบว่าแผลยังขยายตัวหรือมีน้ำยางสีน้ำตาลไหลออกมาอีก ควรดำเนินการรักษาซ้ำ

4. ราดสารป้องกันเชื้อราบริเวณระบบราก

เนื่องจากเชื้อสาเหตุของโรคอาศัยอยู่ในดินและเข้าทำลายระบบราก การรักษาเฉพาะบริเวณโคนต้นอาจไม่เพียงพอ จึงควรราดสารป้องกันเชื้อราลงบริเวณทรงพุ่มทั้งหมด เพื่อให้สารซึมลงสู่บริเวณรากฝอยที่กำลังถูกเชื้อเข้าทำลาย

ควรราดในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น และควรหลีกเลี่ยงการราดในขณะที่ดินมีน้ำขัง เพราะอาจทำให้ประสิทธิภาพของสารลดลง รวมทั้งควรปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องอัตราการใช้และระยะเวลาการใช้ซ้ำตามฉลากผลิตภัณฑ์

5. ปรับปรุงระบบระบายน้ำภายในสวน

แม้ว่าจะใช้สารป้องกันเชื้อราอย่างถูกต้อง แต่หากสวนยังมีปัญหาน้ำขัง โรคก็สามารถกลับมาเกิดซ้ำได้ ดังนั้นการจัดการระบบระบายน้ำจึงเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา

เกษตรกรควรขุดร่องระบายน้ำให้สามารถระบายน้ำออกจากแปลงได้รวดเร็ว โดยเฉพาะสวนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มหรือดินเหนียว นอกจากนี้ควรหมั่นกำจัดวัชพืชและเศษใบไม้ที่อาจอุดตันทางระบายน้ำ เพื่อให้น้ำไหลได้สะดวกในช่วงฝนตกหนัก

6. งดให้น้ำมากเกินความจำเป็น

หลังการรักษา ไม่ควรรดน้ำทุกวันตามความเคยชิน แต่ควรตรวจสอบความชื้นของดินก่อนทุกครั้ง หากดินยังชื้นอยู่ ควรชะลอการให้น้ำออกไป

การให้น้ำมากเกินไปจะทำให้ดินขาดอากาศ รากอ่อนแอ และเชื้อราสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ดินมีความชื้นสะสมอยู่แล้ว

7. งดใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในช่วงรักษา

ต้นทุเรียนที่กำลังป่วยไม่ควรได้รับปุ๋ยไนโตรเจนในปริมาณมาก เพราะจะกระตุ้นให้แตกยอดอ่อน ซึ่งเป็นส่วนที่อ่อนแอและไวต่อการเข้าทำลายของเชื้อโรค

ควรรอจนกว่าต้นจะเริ่มฟื้นตัว มีการแตกใบใหม่และระบบรากเริ่มกลับมาสมบูรณ์ จึงค่อยเริ่มให้ปุ๋ยตามความเหมาะสม โดยเน้นการให้ธาตุอาหารอย่างสมดุล ไม่เร่งการเจริญเติบโตมากเกินไป

8. บำรุงระบบรากให้กลับมาแข็งแรง

หลังจากสามารถควบคุมการระบาดของโรคได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการฟื้นฟูระบบราก เพื่อให้ต้นสามารถดูดน้ำและธาตุอาหารได้ตามปกติ การบำรุงสามารถทำได้โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่สลายตัวสมบูรณ์ร่วมกับสารปรับปรุงดินและธาตุอาหารที่ช่วยกระตุ้นการแตกราก เช่น

  • ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดี
  • ฮิวมิกแอซิด
  • กรดอะมิโน
  • แคลเซียม
  • ซิลิกอน
  • ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม

นอกจากนี้ การใส่อินทรียวัตถุอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน ทำให้โครงสร้างดินดีขึ้น รากสามารถเจริญเติบโตได้แข็งแรง และลดโอกาสการกลับมาระบาดของโรคในระยะยาว

วิธีป้องกันโรครากเน่าโคนเน่า

แม้ว่าโรครากเน่าโคนเน่าจะสามารถรักษาได้หากพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แต่การป้องกันย่อมเป็นวิธีที่คุ้มค่ากว่า เพราะช่วยลดความเสียหาย ลดต้นทุนการใช้สารป้องกันเชื้อรา และช่วยให้ต้นทุเรียนเจริญเติบโตแข็งแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเกษตรกรควรดูแลสวนอย่างสม่ำเสมอ ดังนี้

ยกร่องหรือยกโคกปลูกให้สูง

การปลูกทุเรียนบนโคกหรือเนินดินที่สูงกว่าระดับพื้นดินประมาณ 50–100 เซนติเมตร จะช่วยให้น้ำระบายออกจากบริเวณรากได้รวดเร็ว ลดปัญหาน้ำขังและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรครากเน่าโคนเน่า โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีฝนตกชุก

ปรับปรุงระบบระบายน้ำ

ควรขุดร่องระบายน้ำให้ทั่วสวน และหมั่นตรวจสอบไม่ให้มีเศษใบไม้หรือวัชพืชอุดตัน เพื่อให้น้ำสามารถระบายออกได้ทันทีหลังฝนตก

หลีกเลี่ยงน้ำขังบริเวณโคนต้น

ไม่ควรปล่อยให้น้ำขังรอบโคนต้นเกิน 24 ชั่วโมง เพราะจะทำให้รากขาดอากาศและเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญของเชื้อรา

คลุมโคนต้นอย่างเหมาะสม

การคลุมโคนต้นด้วยฟางหรือเศษพืชช่วยรักษาความชื้นของดินได้ดี แต่ควรวางวัสดุคลุมให้ห่างจากโคนต้นประมาณ 20–30 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้เกิดความอับชื้นสะสมบริเวณคอราก

หมั่นตรวจโคนต้นเป็นประจำ

ควรสำรวจโคนต้น ราก และใบอย่างน้อยเดือนละ 1–2 ครั้ง หรือทุกสัปดาห์ในช่วงฤดูฝน หากพบอาการผิดปกติ เช่น น้ำยางไหล เปลือกเปลี่ยนสี หรือใบเริ่มเหลือง ควรรีบดำเนินการรักษาทันที

ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง

การตัดแต่งกิ่งที่หนาแน่นจะช่วยให้อากาศถ่ายเทสะดวก ลดความชื้นภายในทรงพุ่ม และลดการสะสมของเชื้อโรค

ฆ่าเชื้อเครื่องมือทางการเกษตร

มีด กรรไกรตัดกิ่ง และอุปกรณ์ทุกชนิดควรทำความสะอาดและฆ่าเชื้อก่อนย้ายไปใช้งานกับต้นอื่น เพื่อลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อ

ไม่เคลื่อนย้ายดินจากพื้นที่ที่มีการระบาด

เชื้อสาเหตุของโรคสามารถอาศัยอยู่ในดินได้นานหลายปี ดังนั้นไม่ควรนำดินจากแปลงที่พบโรคไปใช้ในพื้นที่อื่น เพราะอาจทำให้เชื้อแพร่กระจายไปยังสวนทั้งแปลง

ใช้ต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพ

เลือกซื้อต้นพันธุ์จากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน แข็งแรง ปราศจากโรค และผ่านการตรวจสอบคุณภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงในการนำเชื้อเข้าสวนตั้งแต่เริ่มปลูก

ใส่ปุ๋ยอย่างสมดุล

การใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการของต้น จะช่วยให้ต้นทุเรียนแข็งแรง มีภูมิต้านทานต่อโรคได้ดีกว่าการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในปริมาณมากเพียงอย่างเดียว

       โรครากเน่าโคนเน่าทุเรียนเป็นโรคสำคัญที่เกษตรกรทุกคนไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถเข้าทำลายต้นทุเรียนได้ตั้งแต่ระบบราก โคนต้น ไปจนถึงลำต้น หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง อาจทำให้ต้นทรุดโทรม ผลผลิตลดลง หรือยืนต้นตายในที่สุด อย่างไรก็ตาม หากหมั่นตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ สังเกตอาการผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และจัดการรักษาอย่างถูกวิธี ควบคู่กับการปรับปรุงระบบระบายน้ำและดูแลสภาพแวดล้อมภายในสวน ก็สามารถลดความรุนแรงของโรคและช่วยให้ต้นทุเรียนกลับมาแข็งแรงได้

สิ่งสำคัญที่สุดคือ “การป้องกันดีกว่าการรักษา” เกษตรกรควรวางแผนดูแลสวนอย่างเป็นระบบ ไม่ปล่อยให้น้ำขังบริเวณโคนต้น ใช้ต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพ ใส่ปุ๋ยอย่างสมดุล และหมั่นตรวจสอบต้นทุเรียนเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่เป็นช่วงเสี่ยงต่อการระบาดของเชื้อรา หากสามารถควบคุมปัจจัยเหล่านี้ได้ ก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้อย่างมาก พร้อมทั้งช่วยให้ต้นทุเรียนเจริญเติบโตแข็งแรง ให้ผลผลิตคุณภาพดี และสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว 


บทความอื่นที่น่าสนใจ