รอกตกปลา เลือกเบอร์ไหนดี? วิธีเลือกสำหรับมือใหม่ ปี 2026
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นตกปลา การเลือกอุปกรณ์สักชุดอาจดูเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะ “รอกตกปลา” เพราะในร้านมีรอกให้เลือกมากมาย ทั้งรอกสปินนิ่ง รอกเบทคาสติ้ง รอกทรงกลม รวมถึงรอกไฟฟ้า และยังมีตัวเลขหลายขนาด เช่น่ 1000, 2000, 2500, 3000, 4000 หรือ 5000 จนหลายคนไม่รู้ว่าควรเลือกแบบไหน

ความจริงแล้วการเลือกรอกตกปลาไม่ได้จำเป็นต้องเลือกรุ่นที่แพงที่สุด แต่ควรเลือกให้เหมาะกับ ชนิดปลา สถานที่ตก น้ำหนักเหยื่อ ขนาดสาย คันเบ็ด และลักษณะการใช้งานของเรา หากเลือกได้เหมาะสม จะช่วยให้ตีเหยื่อได้ง่าย ควบคุมปลาได้ดี และตกปลาได้นานโดยไม่รู้สึกเมื่อยมือ
บทความนี้จึงรวบรวมวิธีเลือกรอกตกปลาสำหรับมือใหม่ ตั้งแต่ประเภทของรอก วิธีดูขนาดรอก เบอร์ 1000–5000 เหมาะกับปลาอะไร รวมถึงวิธีเลือกให้เข้ากับคันเบ็ดและสาย เพื่อให้คนที่กำลังเริ่มต้นสามารถเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น
รอกตกปลาคืออะไร และทำหน้าที่อะไร?
รอกตกปลาเป็นอุปกรณ์ที่ติดอยู่กับคันเบ็ด ทำหน้าที่หลักในการ เก็บสาย ควบคุมสาย และช่วยดึงสายกลับเข้ามา หลังจากตีเหยื่อออกไปแล้ว เมื่อปลากินเหยื่อ นักตกปลาสามารถใช้รอกควบคุมแรงตึงของสายและค่อย ๆ นำปลากลับเข้ามาได้
นอกจากการเก็บสายแล้ว รอกยังมีระบบสำคัญอย่าง Drag ซึ่งช่วยควบคุมแรงดึงของปลา หากปลาวิ่งแรง ระบบ Drag จะช่วยปล่อยสายออกบางส่วน เพื่อลดโอกาสที่สายจะขาดหรืออุปกรณ์เสียหาย
ดังนั้น รอกไม่ได้มีหน้าที่เพียงหมุนเก็บสายเท่านั้น แต่เป็นส่วนสำคัญของชุดตกปลาที่ช่วยให้เราควบคุมเหยื่อ สาย และปลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับการตกปลาทั่วไป รอกที่เลือกอย่างเหมาะสมจะช่วยให้การตกปลาสนุกขึ้น เพราะเราไม่ต้องคอยกังวลว่าสายจะไม่พอ รอกจะรับแรงปลาไหวหรือไม่ หรือคันเบ็ดกับรอกจะหนักจนใช้งานลำบาก
ทำไมมือใหม่ควรเลือกรอกให้เหมาะกับการใช้งาน
มือใหม่ไม่จำเป็นต้องซื้อรอกราคาแพงตั้งแต่เริ่มต้น สิ่งสำคัญกว่าคือการรู้ว่า เราจะตกปลาอะไร ตกที่ไหน และใช้เหยื่อแบบไหน
ตัวอย่างเช่น หากต้องการตกปลานิลหรือปลาตะเพียนตามบ่อ รอกขนาดเล็กหรือขนาดกลางก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าต้องการตกปลาชะโดหรือปลาขนาดใหญ่ อาจต้องใช้รอกที่แข็งแรงและมีความจุสายมากขึ้น การเลือกรอกให้ตรงกับงานยังช่วยประหยัดเงิน เพราะไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์เกินความจำเป็น
รอกตกปลามีกี่ประเภท?
รอกตกปลามีหลายรูปแบบ แต่สำหรับคนทั่วไปสามารถทำความรู้จักประเภทหลัก ๆ ได้ดังนี้
- รอกสปินนิ่ง
- รอกเบทคาสติ้ง
- รอกทรงกลม
- รอกไฟฟ้า
แต่ละแบบมีจุดเด่นแตกต่างกัน จึงควรเลือกจากลักษณะการตกปลามากกว่าดูเพียงรูปลักษณ์หรือราคา
รอกสปินนิ่ง เหมาะกับใคร?
รอกสปินนิ่ง (Spinning Reel) เป็นรอกที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มมือใหม่ เพราะใช้งานไม่ซับซ้อนและสามารถนำไปตกปลาได้หลายรูปแบบ จุดสังเกตคือจะมี สปูลอยู่ด้านหน้า และมีแขนกวาดสายหมุนรอบสปูล เมื่อเปิดแขนกวาดสาย สายสามารถไหลออกจากสปูลได้อย่างอิสระ จากนั้นจึงปิดแขนและหมุนมือจับเพื่อเก็บสายกลับ

ข้อดี
ใช้งานง่ายเหมาะกับมือใหม่ ตีเหยื่อได้หลากหลาย เหมาะกับเหยื่อที่มีน้ำหนักไม่มาก และโอกาสเกิดสายฟูน้อยกว่ารอกเบทคาสติ้ง
ข้อจำกัด
การควบคุมสายและเหยื่ออาจไม่ละเอียดเท่ารอกเบทในบางสถานการณ์ รอกขนาดใหญ่อาจมีน้ำหนักมาก หากใช้ไม่เหมาะกับงานหรือดูแลไม่ดี อาจเกิดปัญหาสายพันหรือชุดสายได้
สำหรับคนที่ยังไม่เคยตกปลามาก่อน รอกสปินนิ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ เพราะเรียนรู้วิธีใช้งานได้ค่อนข้างเร็ว
รอกเบทคาสติ้ง เหมาะกับใคร?
รอกเบทคาสติ้ง (Baitcasting Reel) เป็นรอกที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักตกปลาที่เน้นการตีเหยื่อปลอม โดยเฉพาะการตกปลาช่อน กระสูบ ชะโด หรือปลากะพงจุดเด่นคือสามารถควบคุมสปูลได้โดยตรง นักตกปลาที่มีประสบการณ์สามารถควบคุมระยะและความแม่นยำของการตีเหยื่อได้ดี

ข้อดี
ควบคุมเหยื่อได้ดี เหมาะกับการตีเหยื่อปลอม สามารถตีเหยื่อได้อย่างแม่นยำเมื่อฝึกจนชำนาญ เหมาะกับงานที่ต้องตีเหยื่อซ้ำ ๆ มีรุ่นและสเปกให้เลือกมาก
ข้อจำกัด
- มือใหม่ต้องใช้เวลาฝึก
- หากตั้งระบบเบรกไม่เหมาะสมอาจเกิดสายฟู
- การปรับรอกต้องอาศัยความเข้าใจมากกว่ารอกสปินนิ่ง
- เหยื่อที่เบามากอาจต้องใช้รอกที่ออกแบบมาเฉพาะ
หากเพิ่งเริ่มตกปลาและยังไม่เคยใช้รอกประเภทนี้ อาจเริ่มจากการฝึกกับเหยื่อที่มีน้ำหนักเหมาะสมก่อน แล้วค่อยปรับการตั้งรอกให้ละเอียดขึ้น
รอกทรงกลม เหมาะกับการตกปลาแบบไหน?
รอกทรงกลมเป็นรอกเบทคาสติ้งรูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะตัวรอกค่อนข้างกลม จุดเด่นคือมักมีสปูลที่สามารถบรรจุสายได้มาก เหมาะกับงานที่ต้องการใช้สายจำนวนมากและต้องรับแรงจากปลาขนาดใหญ่ จึงพบได้ในงานตกปลาแม่น้ำ งานตกปลาบ่อ หรือการตกปลาที่ต้องการพลังในการดึงปลา
รอกไฟฟ้า ใช้สำหรับตกปลาแบบใด?
รอกไฟฟ้าเป็นรอกที่มีมอเตอร์ช่วยในการเก็บสาย จึงเหมาะกับการตกปลาที่ต้องปล่อยสายลงน้ำลึกหรือใช้สายจำนวนมาก เช่น การตกปลาทะเลจากเรือ ข้อดีคือช่วยลดแรงในการหมุนรอก โดยเฉพาะเมื่อต้องนำชุดสายและปลาในน้ำลึกกลับขึ้นมา อย่างไรก็ตาม รอกไฟฟ้ามีราคาสูงกว่ารอกทั่วไป และมีรายละเอียดในการใช้งานมากกว่า จึงไม่จำเป็นสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มตกปลาทั่วไป
มือใหม่ควรเลือกรอกตกปลาแบบไหนดี?
หากถามว่า “มือใหม่ควรซื้อรอกตกปลาแบบไหนดี?” คำตอบไม่ได้มีเพียงแบบเดียว แต่ถ้าต้องการความง่ายและความอเนกประสงค์ รอกสปินนิ่งมักเป็นตัวเลือกที่เริ่มต้นได้ง่าย
รอกสปินนิ่ง เหมาะสำหรับคนเพิ่งเริ่มตกปลา
ข้อดีของรอกสปินนิ่งคือขั้นตอนการใช้งานไม่ซับซ้อนมาก สามารถใช้กับเหยื่อหลายประเภท และเหมาะกับการตกปลาหลากหลายชนิด สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะตกปลาแบบไหน รอกสปินนิ่งขนาดกลางจึงเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างยืดหยุ่น
ตัวอย่างเช่น หากต้องการตกปลาตามบ่อ คลอง หรือแม่น้ำ และมีโอกาสเจอปลาหลากหลายขนาด อาจพิจารณารอกประมาณเบอร์ 2000–3000 โดยต้องดูขนาดสายและคันเบ็ดประกอบด้วย
เลือกรอกตามรูปแบบการตกปลาที่ชอบ
ก่อนซื้อรอก ลองตอบคำถามง่าย ๆ 4 ข้อ
- ต้องการตกปลาชนิดไหน?
- ตกที่ไหน?
- ใช้เหยื่อแบบใด?
- ปลาที่คาดว่าจะได้มีขนาดประมาณไหน?
หากตอบคำถามเหล่านี้ได้ จะช่วยให้เลือกขนาดรอกและสายได้ง่ายขึ้นมาก
รอกตกปลาเบอร์ไหนดี? รู้จักขนาด 1000–5000
เรื่องที่มือใหม่สงสัยมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ “รอกตกปลาเบอร์ไหนดี?” ตัวเลข 1000, 2000, 2500, 3000, 4000 และ 5000 ที่เห็นบนรอกส่วนใหญ่ใช้บอกขนาดโดยประมาณของรอก แต่ต้องระวังว่า ตัวเลขไม่ได้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมดในทุกยี่ห้อ ดังนั้นไม่ควรตัดสินจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว ควรดูข้อมูลความจุสปูล น้ำหนักรอก และขนาดสายที่ผู้ผลิตระบุประกอบกัน
รอกเบอร์ 1000 เหมาะกับปลาอะไร?
รอกเบอร์ 1000 จัดอยู่ในกลุ่มรอกขนาดเล็ก เหมาะกับงานเบาและปลาขนาดไม่ใหญ่มาก เหมาะกับการตกปลาประเภท
- ปลานิล
- ปลาตะเพียน
- ปลาหมอ
- ปลาขนาดเล็กทั่วไป
- งานตีเหยื่อขนาดเล็ก
จุดเด่นคือมีน้ำหนักไม่มาก ทำให้ชุดตกปลาถือสบาย เหมาะสำหรับคนที่ต้องเดินตีเหยื่อเป็นเวลานาน ข้อจำกัดคือความจุสายและกำลังของชุดโดยรวมอาจไม่เหมาะกับปลาขนาดใหญ่หรือสถานการณ์ที่ต้องใช้สายจำนวนมาก
รอกเบอร์ 2000 เหมาะกับปลาอะไร?
รอกเบอร์ 2000 ใหญ่ขึ้นมาอีกระดับ เหมาะกับงานน้ำจืดทั่วไป และเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับมือใหม่ที่ต้องการรอกขนาดไม่ใหญ่เกินไป สามารถนำไปใช้กับปลาขนาดเล็กถึงกลาง เช่น ปลานิล ปลาตะเพียน ปลากระสูบขนาดไม่ใหญ่มาก หรือการตีเหยื่อปลอมขนาดเล็กถึงกลาง ข้อดีคือยังมีน้ำหนักไม่มาก และสามารถจัดชุดกับคันเบ็ดน้ำหนักเบาได้ดี
รอกเบอร์ 2500 เหมาะกับปลาอะไร?
เบอร์ 2500 เป็นขนาดที่หลายคนมองว่า ค่อนข้างอเนกประสงค์ สำหรับงานน้ำจืด เหมาะกับการตกปลาหลายรูปแบบ เช่น
- ปลากระสูบ
- ปลาช่อนขนาดทั่วไป
- ปลานิล
- ปลาตะเพียน
- ปลากะพงขนาดเล็กถึงกลางในบางรูปแบบการตก
จุดเด่นคือไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป สามารถจัดชุดกับคันเบ็ดหลายประเภทได้ อย่างไรก็ตาม หากใช้กับปลาที่มีขนาดใหญ่หรือสถานการณ์ที่ต้องใช้สายจำนวนมาก ควรขยับไปใช้รอกขนาดใหญ่ขึ้น
รอกเบอร์ 3000 เหมาะกับปลาอะไร?
รอกเบอร์ 3000 เหมาะกับงานที่ต้องการกำลังเพิ่มขึ้นจากรอกขนาดเล็ก โดยยังสามารถใช้งานได้หลากหลาย เหมาะกับ
- ปลาช่อน
- ปลากระสูบ
- ปลากะพง
- ปลาสวายขนาดกลาง
- งานตีเหยื่อปลอมทั่วไป
- งานตกปลาน้ำจืดที่ต้องการสายมากขึ้น
รอกเบอร์นี้เหมาะกับคนที่ต้องการชุดตกปลาที่ใช้งานได้ค่อนข้างครอบคลุม
รอกเบอร์ 4000 เหมาะกับปลาอะไร?
เมื่อขยับมาเบอร์ 4000 ตัวรอกจะมีขนาดและน้ำหนักเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปเหมาะกับงานที่ต้องรับแรงมากขึ้นและต้องการความจุสายเพิ่มขึ้น สามารถนำไปใช้กับปลาขนาดกลางถึงใหญ่ เช่น
- ปลากะพง
- ปลาสวาย
- ปลาช่อนหรือชะโดขนาดใหญ่
- งานตกปลาทะเลบางรูปแบบ
- งานตกปลาในเขื่อนหรือแม่น้ำที่มีปลาใหญ่
แต่การเลือกใช้งานควรดูสเปกของรอกและชนิดสายประกอบ ไม่ใช่เลือกจากเลข 4000 เพียงอย่างเดียว
รอกเบอร์ 5000 ขึ้นไปเหมาะกับปลาอะไร?
รอกเบอร์ 5000 ขึ้นไปเหมาะกับงานที่ต้องการความแข็งแรงและความจุสายมากขึ้น เช่น การตกปลาขนาดใหญ่ งานทะเลชายฝั่ง หรือการตกปลาที่คาดว่าจะเจอปลาที่วิ่งแรงและต้องใช้สายจำนวนมาก
ตัวอย่างปลาอาจรวมถึงปลาสวายขนาดใหญ่ ปลาบึก หรือปลาทะเลบางชนิด ขึ้นอยู่กับสเปกของรอกและรูปแบบการตก สำหรับมือใหม่ หากไม่ได้ตกปลาขนาดใหญ่เป็นประจำ ไม่จำเป็นต้องซื้อรอกขนาดใหญ่ตั้งแต่แรก เพราะน้ำหนักและราคามักเพิ่มขึ้นตามขนาด
ก่อนซื้อรอกตกปลา ต้องดูอะไรบ้าง?
หลังจากเลือกประเภทและขนาดรอกได้แล้ว ยังมีรายละเอียดอื่นที่ควรดูเพื่อให้ได้รอกที่เหมาะกับการใช้งาน
ขนาดและน้ำหนักของรอก
รอกขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าดีกว่าเสมอไป เพราะน้ำหนักมีผลต่อความสบายในการใช้งาน หากต้องตีเหยื่อทั้งวัน การใช้รอกที่หนักเกินไปอาจทำให้เมื่อยมือและเสียความสนุกในการตกปลา ดังนั้นควรเลือกให้รอกกับคันเบ็ดมีความสมดุลกัน เมื่อประกอบแล้วถือได้สบาย ไม่รู้สึกว่าหัวหรือท้ายหนักจนเกินไป
ระบบเบรกและ Drag
Drag คือระบบที่ช่วยควบคุมแรงดึงของสาย เมื่อปลาวิ่งแรง รอกสามารถปล่อยสายออกตามแรงที่ตั้งไว้ เพื่อลดโอกาสสายขาด สำหรับมือใหม่ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ดูว่า Drag รับแรงได้กี่กิโลกรัม แต่ควรดูว่าระบบทำงานเรียบและปรับได้ละเอียดหรือไม่
Gear Ratio คืออะไร?
Gear Ratio หรืออัตราทดเกียร์ เป็นตัวเลขที่บอกความสัมพันธ์ระหว่างการหมุนมือหมุนกับการหมุนของชุดเก็บสาย อัตราทดสูงมักเก็บสายได้เร็ว เหมาะกับงานที่ต้องการเก็บสายเร็วหรือทำให้เหยื่อเคลื่อนที่เร็ว ส่วนอัตราทดต่ำมักเน้นแรงในการหมุน เหมาะกับงานที่ต้องการแรงดึงมากขึ้น มือใหม่ไม่จำเป็นต้องจำตัวเลขทั้งหมด เพียงเลือก Gear Ratio ให้เหมาะกับประเภทเหยื่อและรูปแบบการตกที่ต้องการก็เพียงพอ
ความจุของสปูล
ความจุสปูลเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากปลาวิ่งไกลแล้วสายหมด อาจทำให้เสียปลาได้ ก่อนซื้อควรดูว่ารอกสามารถบรรจุสายขนาดที่ต้องการได้กี่เมตร และเลือกให้เหมาะกับพื้นที่ตก
จำนวนลูกปืน
หลายคนเข้าใจว่า ลูกปืนเยอะ = รอกดีกว่าเสมอ แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นทุกกรณี คุณภาพของลูกปืน ระบบเฟือง การประกอบ และการดูแลรักษาล้วนมีผลต่อความรู้สึกในการใช้งาน ดังนั้นอย่าเลือกจากจำนวนลูกปืนเพียงอย่างเดียว
วัสดุและความแข็งแรง
วัสดุของตัวรอก สปูล และชิ้นส่วนภายในมีผลต่อน้ำหนักและความแข็งแรง หากใช้งานหนัก ควรเลือกรอกที่ออกแบบมาให้รองรับงานประเภทนั้นโดยเฉพาะ
การรองรับสายเอ็นและสาย PE
ก่อนซื้อควรตรวจสอบว่ารอกรองรับสายชนิดใด และสามารถบรรจุสายขนาดเท่าใด รอกบางรุ่นมีสเปกระบุความจุสายเอ็น ขณะที่บางรุ่นระบุความจุสำหรับสาย PE การดูข้อมูลส่วนนี้จะช่วยให้เลือกสายได้ง่ายและลดปัญหาการใส่สายไม่เหมาะกับรอก
อะไหล่และการรับประกัน
เรื่องนี้มักถูกมองข้าม โดยเฉพาะมือใหม่ แต่มีความสำคัญในระยะยาว หากเป็นรอกที่ต้องใช้งานเป็นประจำ ควรเลือกแบรนด์หรือร้านค้าที่หาอะไหล่และบริการซ่อมได้ง่าย เพราะเมื่อรอกมีปัญหาไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่ทั้งตัว
รอกตกปลาราคาเท่าไหร่ถึงจะเหมาะกับมือใหม่?
ราคาของรอกตกปลามีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลายหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับวัสดุ เทคโนโลยี แบรนด์ และลักษณะการใช้งาน
รอกตกปลางบไม่เกิน 500 บาท
เหมาะกับคนที่ต้องการทดลองตกปลาและยังไม่แน่ใจว่าจะตกเป็นงานอดิเรกจริงจังหรือไม่ ข้อดีคือราคาไม่สูง แต่ควรคาดหวังเรื่องความทนทานและความลื่นไหลให้เหมาะสมกับราคา หากใช้ตกปลาทั่วไปเป็นครั้งคราว สามารถเริ่มต้นจากกลุ่มราคานี้ได้
รอกตกปลางบ 500–1,000 บาท
เป็นช่วงราคาที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ต้องการรอกที่มีคุณภาพดีขึ้นจากรุ่นเริ่มต้นมาก ๆ ควรเปรียบเทียบเรื่องวัสดุ ระบบ Drag น้ำหนัก ความจุสาย และการรับประกันก่อนซื้อ
รอกตกปลางบ 1,000–3,000 บาท
เป็นช่วงที่มีตัวเลือกหลากหลาย และเหมาะสำหรับคนที่เริ่มตกปลาอย่างจริงจังมากขึ้น สามารถเลือกรอกที่มีระบบและวัสดุที่ดีขึ้น รวมถึงมีตัวเลือกสำหรับงานเฉพาะทางมากขึ้น
จำเป็นต้องซื้อรอกราคาแพงหรือไม่?
ไม่จำเป็น
รอกที่แพงกว่าไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับเรามากกว่าเสมอไป หากซื้อรอกระดับสูงแต่ใช้ตกปลาขนาดเล็กตามบ่อ ก็อาจเป็นการลงทุนเกินความจำเป็น สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ เหมาะกับงาน ใช้งานสะดวก แข็งแรง และมีบริการหลังการขาย
การเลือกรอกตกปลาไม่จำเป็นต้องเริ่มจากรอกที่แพงที่สุด แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า “เราจะตกปลาอะไร และตกที่ไหน?”
หากต้องการรอกที่ใช้งานง่ายและเหมาะกับมือใหม่ รอกสปินนิ่ง เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะใช้งานไม่ซับซ้อนและสามารถนำไปตกปลาได้หลากหลายรูปแบบ ส่วน รอกเบทคาสติ้ง เหมาะกับคนที่ต้องการเน้นการตีเหยื่อปลอมและพร้อมฝึกควบคุมรอกให้ชำนาญ
สำหรับเรื่อง เบอร์รอก สามารถจำง่าย ๆ ได้ว่า รอกขนาดเล็กอย่าง 1000–2000 เหมาะกับงานเบาและปลาขนาดเล็กถึงกลาง ส่วน 2500–3000 เป็นช่วงที่ค่อนข้างอเนกประสงค์ และ 4000–5000 ขึ้นไปเหมาะกับงานที่ต้องการความจุสายและกำลังมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงแนวทาง เพราะรอกแต่ละรุ่นมีสเปกแตกต่างกัน สุดท้ายแล้ว ชุดตกปลาที่ดีไม่ใช่ชุดที่แพงที่สุด แต่คือชุดที่ รอก คัน สาย และเหยื่อทำงานเข้ากัน และเหมาะกับปลาที่เราต้องการตก
ถ้าเป็นมือใหม่และยังตัดสินใจไม่ได้ ให้เริ่มจาก รอกสปินนิ่งขนาดประมาณ 2000–3000 สำหรับงานทั่วไป แล้วค่อยขยับไปหารอกเฉพาะทางเมื่อรู้ว่าตัวเองชอบตกปลาแบบไหนมากที่สุด วิธีนี้จะช่วยประหยัดเงินและทำให้เรียนรู้การตกปลาได้ง่ายขึ้น
บทความอื่นที่น่าสนใจ



