เลี้ยงกบมือใหม่ เริ่มยังไงดี? สรุปครบในบทความเดียว เข้าใจง่าย

เลี้ยงกบมือใหม่ เริ่มยังไงดี? สรุปครบในบทความเดียว เข้าใจง่าย

เลี้ยงกบมือใหม่

ช่วงนี้หลายคนเริ่มหันมาสนใจการเลี้ยงสัตว์ไว้กินเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร หนึ่งในสัตว์ที่น่าสนใจ เลี้ยงง่าย โตไว และใช้พื้นที่ไม่มาก ก็คือ “กบ” นั่นเอง

หลายคนอาจคิดว่าเลี้ยงกบต้องมีบ่อใหญ่ ต้องลงทุนเยอะ หรือดูแลยาก แต่ความจริงแล้ว มือใหม่ก็เริ่มได้ แค่มีบ่อปูนเล็ก ๆ พื้นที่ว่างข้างบ้าน และความตั้งใจจริง คุณก็สามารถเลี้ยงกบไว้ทำต้มยำ ผัดเผ็ด หรือทอดกระเทียมกินเองได้แล้ว การเลี้ยงกบไม่ได้ยากอย่างที่คิด” และสามารถเริ่มต้นได้ทันทีแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องลงทุนหนัก

ทำไมกบจึงเป็นสัตว์ที่น่าเลี้ยง

กบเป็นสัตว์ที่น่าเลี้ยงด้วยเหตุผลหลายประการดังต่อไปนี้

  • กบเป็นอาหารที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย ทั่วทุกภาคของไทยนิยมบริโภคโปรตีนสูง รสชาติดี ทำอาหารได้หลายรูปแบบ
  • กบธรรมชาติลดปริมาณลงมาก ทำให้ปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องตลาดหรือการจำหน่าย โดยเราสามารถจำหน่ายกบที่โตเต็มที่(ประมาณ 4-6 ตัว ต่อกิโลกรัม) ได้ประมาณกิโลกรัมละ 60-80 บาท) และปัจจุบันประเทศไทยสามารถส่งกบออกไปจำหน่ายต่างประเทศทั้งฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม เป็นต้น ซึ่งจะได้ราคาสูงกว่านี้มาก และในปัจจุบันการเลี้ยงกบส่วนใหญ่ยังอยู่ในมือของผู้เกษตรกรรายย่อย ยังไม่มีผู้ผลิตรายใหญ่เข้ามาผูกขาดการเลี้ยงทำให้ผู้เลี้ยงรายย่อยยังมีอำนาจต่อรองในตลาดพอสมควร เมื่อเปรียบเทียบการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจบางชนิดเช่น สุกร และไก่ และไม่ต้องกังวลเรื่องการนำกบจากต่างประเทศมาตีตลาดยกเว้นกบธรรมชาติจากลาว และเขมร ซึ่งมีปริมาณไม่มากนัก
  • กบช่วยจับแมลงกินเป็นอาหาร จึงช่วยลดปริมาณแมลงศัตรูพืชได้อีกทางหนึ่ง
  • เศษส่วนเหลือจากการชำแหละและแปรรูปสามารถนำไปทำเป็นเครื่องใช้ได้หลายชนิด เช่น รองเท้า กระเป๋า เครื่องดนตรี เครื่องในกบสามารถนำไปทำอาหารสัตว์เลี้ยง หรือปุ๋ยได้
  • สามารถเลี้ยงได้หลากหลายรูปแบบตามความเหมาะสมของเกษตรกรแต่ละราย เป็นได้ทั้งอาชีพหลัก อาชีพรอง อาชีพเสริม หรือเลี้ยงไว้บริโภคในครัวเรือนเพื่อประหยัดรายจ่าย

รูปแบบการเลี้ยงกบ

  • การเลี้ยงกบแบบไม่ครบวงจร
         เป็นการเลี้ยงกบโดยการนำลูกกบที่มีอวัยวะครบสมบูรณ์ (มีขาครบสี่ขาแล้ว) อายุเริ่มจากวันฟักออกจากไข่ประมาณ 1 เดือน ที่ได้จากธรรมชาติหรือจากฟาร์มเลี้ยงกบมาปล่อยลงบ่อเลี้ยง แล้วจัดการเลี้ยงดูไปประมาณ 4-6 เดือนก่อนจะจับขาย รูปแบบนี้เหมาะสำหรับเกษตรกรที่เริ่มต้นเลี้ยงหรือเลี้ยงปริมาณเล็กน้อย เพราะไม่ต้องใช้ต้นทุนสูงมาก คืนทุนเร็ว และไม่ต้องใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์มากนัก เป็นการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ ก่อนที่จะลงทุนในรูปแบบครบวงจรต่อไป
  • การเลี้ยงกบแบบครบวงจร
    เป็นการเพาะพันธุ์กบเลี้ยงเอง โดยการจัดการเลี้ยงดูพ่อแม่พันธุ์ นำมาผสมพันธุ์เพื่อเพาะลูกกบ แล้วนำลูกกบมาเลี้ยงดูเองจนกระทั่งจับขาย เป็นรูปแบบการเลี้ยงที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ใช้ทุนสูงขึ้น ใช้ความชำนาญมากขึ้น เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ผ่านการเลี้ยงในรูปแบบแรกมาแล้ว และมีความมั่นใจว่าจะเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องมีการลงทุนด้านสิ่งก่อสร้างเพิ่มขึ้น หากทำไม่นานแล้วเลิก ก็ไม่คุ้มกับการลงทุนด้านสิ่งก่อสร้าง

กบที่พบในประเทศไทยนั้นมีถึง 34 ชนิด และในต่างประเทศอีกหลายชนิด ซึ่งรวมแล้วไม่น้อยกว่า 100 ชนิด กบบางชนิดมีขนาดที่ใหญ่มาก บางชนิดมีขนาดปานกลาง และบางชนิดก็มีขนาดเล็ก แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ สำหรับผู้ที่สนใจควรเสาะหาพันธุ์เพี่อนำมาเลี้ยงกันหลาย ๆ ชนิด พันธุ์กบที่จะแนะนำต่อไปนี้สามารถเลี้ยงได้ในเมืองไทย ซึ่งมีทั้ง กบพันธุ์พื้นเมือง และกบจากต่างประเทศที่มีคุณสมบัติเหมาะกับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศในบ้านเรา ดังต่อไปนี้

1.กบจาน ( Rana tigerina Daudin)

เป็นกบขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ ตัวที่โตเต็มที่ยาวประมาณ 5 นิ้ว ขนาด ประมาณ 4 ตัวต่อกิโลกรัม ผิวมีสีน้ำตาลปนเขียว อาจจะแตกต่างกันบ้างตามแหล่งที่ อยู่อาศัย ลักษณะโดยทั่วๆ ไปสังเกตได้คือ ขาหน้าสั้นอยู่ระหว่างไหล่กับตา ปุ่มกระดูกเท้าล่างไม่แหลมคม มีสีคล้ำและมีลายพาดสีจาง ๆ ตรงริมฝีปาก ใต้คางอาจมีจุดหรือลายริ้วตรงคอหอย ด้านหลังมีสีเขียวอมน้ำตาล มีจุดสีดำเป็นจำนวนมาก

2.กบนา (Rana rugulosa Wiegmann)

เป็นกบขนาดกลางตัวที่โตเต็มที่ยาวประมาณ 5 นิ้ว ขนาดประมาณ 6 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม ผิวสีน้ำตาลปนดำ อาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยตามแหล่งที่อยู่อาศัย ลักษณะโดยทั่ว ๆ ไปที่สังเกตได้คือ ขาหน้าและขาหลังมีขนาดยาวปานกลาง ส่วนนิ้วมีแผ่นหนัง ระหว่างนิ้วเกือบสุดปลาย ปลายนิ้วไม่มีแผ่นยึดเกาะ ปลายนิ้วเท้ามีปุ่มเล็กน้อย ไม่มีปุ่มที่กระดูก ฝ่าเท้า ด้านหลังมีแถบสีดำขาดเป็นตอน ๆ ประมาณ 10 แถว ขอบในดวงตาแคบกว่าเปลือก ตาบน บริเวณหัวและลำตัวส่วนหลังมีสีน้ำตาล ขามีลายพาดขวาง มีสีน้ำตาลตลอด ใต้คางมีจุดเด่นสีเทา

3.กบภูเขา หรือเขียดแลว (Rana bythii Boulenaer)

เป็นกับพื้นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัวที่โตเต็มที่ขนาดประมาณ 3 กิโลกรัม ขึ้นไป ชาวบ้านเรียกกันอีกชี่อหนึ่งว่า กบคลอง ตามแหล่งอาศัย ลักษณะโดยทั่ว ๆ ไป ที่สังเกตได้คือ ปลายนิ้วโป้งนิ้วขาหน้าแยกออกจากกัน ผิวหนังด้านข้างไม่นูนโป่ง ไม่มีถุงลม ไม่มีแผ่นหนังที่นิ้วขาหน้าอันแรก ซึ่งยาวกว่านิ้วอันที่สอง แก้วหูห่างจากตาเป็นระยะทาง มากกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของตา กบเพศผู้จะมีเขี้ยวออกจากขากรรไกรล่างยืนยาว ส่วนเพศเมียจะสั้นกว่า มีตาโต ในบางท้องที่อาจมีเส้นพาดกลางหลัง จากริมฝีปากถึงส่วนก้น บางแหล่งไม่มี ที่ขามีลายพาดสีน้ำตาลเข้มตลอด ลำตัวมีสีน้ำตาลแดงหรือดำ ใต้คาง ใต้ท้องมีสีขาว-เหลือง ริมฝีปากบนและล่างมีจุดสีดำ พบมากแถบภาคเหนือและภาคใต้

4.กบบูลฟรอค (Rana catesbeiana show)

เป็นกบที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เข้าใจว่าใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา โตเต็มที่มีน้ำหนักมากกว่า 1 กิโลกรัมขึ้นไป ตัวที่โตมีความยาวถึง 8 นิ้ว ลำตัวกว้าง ส่วนหัวสีเขียว ส่วนหลังมีสีน้ำตาลเขียว ส่วนท้องมีสีขาวเหลือง ผิวหนังขรุขระมีปุ่มขนาดเล็กๆ อยู่ที่ส่วนหลัง ไม่มีสันข้างตัวแต่จะมีสันตรงด้านหลังของแก้วหู ที่ขามีจุดสีน้ำตาลประปราย บางท้องที่อาจมีสีคล้ำหรือดำ

เลี้ยงกบมือใหม่

การเลือกสถานที่เลี้ยงกบ

ถึงแม้ว่าเราจะสามารถเลี้ยงกบได้ในแทบทุนสถานที่ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดควรเลือกสถานที่ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

  • ควรอยู่ใกล้บ้านที่พักอาศัย เพื่อความสะดวกในการดูแล และลดปัญหาการลักขโมย
  • ควรอยู่บนพื้นที่ดอนสูงพอที่จะป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก ซึ่งจะทำให้กบหลบหนีออกจากบ่อเลี้ยงได้
  • ควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำสะอาดและมีปริมาณมากเพียงพอ เนื่องจากต้องมีการถ่ายน้ำบ่อเลี้ยงกบบ่อยๆ
  • ควรอยู่ที่ที่มีความสงบเงียบพอสมควร ถ้ามีเสียงดังมากจะทำให้กบตกใจกลัว ไม่ยอมออกจากที่หลบซ่อนเพื่อออกมากินอาหาร อาจทำให้อดอาหารตายได้
  • ในกรณีที่ไม่ได้เพาะพันธุ์ลูกกบเลี้ยงเอง ควรอยู่ใกล้แหล่งเพาะพันธุ์ลูกกบจำหน่าย เพื่อความสะดวกในการจัดหาลูกกบมาเลี้ยง
  • ควรอยู่ใกล้แหล่งที่สามารถหาอาหารเลี้ยงกบได้ง่าย หรือมีสถานที่จำหน่ายอาหารเลี้ยงกบ
  • ควรอยู่สถานที่ที่มีกบในธรรมชาติเหลืออยู่ไม่มากและอยู่ใกล้ชุมชนที่นิยมบริโภคกบโดยไม่เลือกว่าเป็นกบธรรมชาติหรือกบเลี้ยง เพราะโดยธรรมชาติของคนไทยจะนิยมเลือกบริโภคที่มาจากธรรมชาติมากกว่าถ้าเลือกได้
  • ควรอยู่ในสถานที่ที่ประชาชนมีอัธยาศัยไมตรีดี ไม่มีการลักเล็กขโมยน้อย ปลอดภัยจากมิจฉาชีพ ซึ่งจะเป็นปัญหาบั่นทอนจิตใจของผู้เลี้ยงทำให้เกิดความท้อแท้ได้

รูปแบบของบ่อและการสร้างบ่อ

เราสามารถเลี้ยงกบได้ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ ซึ่งมีวิธีการทำและข้อดีข้อเสียต่างกันดังต่อไปนี้

1. บ่อดิน

นิยมใช้แต่เดิมมา ขนาดของบ่อตามความเหมาะสม โดยสร้างผนังบ่อสูงประมาณ 1.20-1.50 เมตร ด้วยอิฐบล็อก คอนกรีต กระเบื้อง สังกะสีหรือไม้ไผ่ผ่าซีก ขุดบ่อน้ำตรงกลาง ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้กบกระโดดลงเมื่อตื่นตกใจ และใส่พืชน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำในร่องร้อนเกินไป และจัดหาวัสดุให้กบได้ใช้หลบซ่อน เช่น ยางรถยนต์ กระเบื้องลอน อิฐบล็อก ท่อน้ำ และกระบอกไม้ไผ่ และควรปลูกพืชผักสวนครัวเช่น ตะไคร้ กระเพรา โหระพา เพื่อให้เป็นร่มเงาป้องกันความร้อน และใช้เป็นเครื่องปรุงอาหารได้

ข้อเสียของบ่อแบบนี้คืออาจมีการรั่วซึมของบ่อน้ำ กบหลบซ่อนอยู่ในรูหรือจำศีลโดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวต่อหน้าฝน บางครั้งอาจทับกันทำให้ตายได้ จึงมีการพัฒนาเป็นแบบบ่อคอนกรีตซึ่งสามารถป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้

2.บ่อคอนกรีต

บ่อเลี้ยงกบควรจะสร้างด้วยคอนกรีต หรือวัสดุอี่น ๆ ที่มีความแข็งแรงพอสมควร สามารถป้องกันไม่ให้กบหนี และป้องกันศัตรูจากภายนอกไม่ให้เข้าไปทำลายกบได้ บ่อเลี้ยง กบที่ดีควรมีลักษณะดังนี้คือ

  • บ่อรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ควรมีความกว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร ส่วนบ่อกลม ควรมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 เมตร
  • บ่อรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทำชานบ่อทางด้านกว้างทั้ง 2 ด้านให้ชานบ่อยาว 30 เชนติเมตร กว้าง 1.5 เมตร โดยให้ชานลาดเอียงสู่กลางบ่อ ส่วนทางด้านยาวทำลาดเอียงสู่ท่อระบายน้ำ ส่าหรับบ่อกลมพื้นบ่อควรลาดเอียงสู่จุดศูนย์กลางของบ่อซึ่งเป็นที่ระบายน้ำทิ้งมีดวามลึกประมาณ 12 เชนติเมตร
  • คันบ่อ ควรสูงอย่างน้อย 60 เซนติเมตร และกั้นด้วยตาข่ายเพื่อป้องกันกบกระโดดออกจากบ่อเลี้ยง
  • หลังคาควรมีหลังคาคลุมบ่อเลี้ยงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเนื้อที่บ่อหลังคาจะช่วยบดบังแสงแดดและป้องกันมิให้กบตกใจด้วย

สำหรับการสร้างบ่อเลียงกบด้วยคอนกรีตนั้น หลังจากการสร้างบ่อเสร็จน้ำในบ่อจะมีสภาพเป็นด่างมากยังไม่เหมาะที่จะใช้เลี้ยงกบ ให้แก้ไขโดยใช้สารส้มหนัก 1 กิโลกรัม ต่อน้ำในบ่อ 1 ลูกบาศก์เมตร แช่ทิ้งไว้ 3-4 วัน จึงถ่ายน้ำทิ้งแล้วขัดให้สะอาดด้วยแปรง ตากบ่อให้แห้งเติมน้ำใหม่ลงไปก็เริ่มใช้เลี้ยงกบได้ ข้อควรระวังดืออย่าตากบ่อคอนกรีต ไว้นานจะทำให้บ่อแตกร้าวได้

อาหารและการให้อาหาร

  • ใช้อาหารปลาดุก ให้อาหารกบช่วง เช้า-เย็น โดยวางไปบนพลาสติกด้านล่างคอนโด เสริมผักบุ้งหั่นฝอย ทุก 2-3 วัน ต่อครั้ง ใส่น้ำ 2 คอนโด (ชั้นที่ 1 และ 2) เปลี่ยนถ่ายน้ำทุก 2-3 วัน
  • ล้างคอนโดให้สะอาดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์
  • ใช้ไฟส่องล่อแมลงให้กบกินเป็นอาหารเสริม เลี้ยงประมาณ 20 วัน แยกคัดขนาดกบ

เลี้ยงกบมือใหม่

การจับและการตลาด

 1. การจับ

การจับกบทำได้หลายวิธี เช่น ใช้สวิงคลุมกันกบกระโดดหนี แล้วทยอยจับจนหมด และใช้ไซดักบนลานบ่อ กบจะเข้าไชในเวลากลางคืน ตอนเช้าจึงเลือกกบ ที่ได้ขนาดออกจำหน่าย

2. การลำเลียง

ก่อนการบรรจุกบเพื่อลำเลียงจำหน่าย ควรให้กบอดอาหารเสียก่อน จะช่วยลด อัตราการตายได้มาก ลำเลียงโดยใช้กล่องกระดาษเจาะรูด้านข้างและด้านบนให้มีขนาดพอที่อากาศ ผ่านได้ ภายในบรรจุกบช้อนกันไม่เกิน 2 ชั้น ปิดฝามัดให้แน่น ในระหว่างการลำเลียงควรรักษา อุณหภูมิ หรือใช้รถปรับอากาศ และควรมีฟองน้ำชุบน้ำพอชื้นใส่ลงรวมกับกบด้วย

การจำหน่าย

การซื้อขายกบในประเทศไทยราคาจะขึ้นกับสถานที่และฤดูกาล ในฤดูฝนที่มีกบจากธรรมชาติออกสู่ตลาดมาก ราคาก็จะตกลงบ้างและจะแพงขึ้นในฤดูหนาวและฤดูแล้วที่มีกบออกสู่ตลาดน้อยแต่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 60-100 บาท ส่วนตลาดต่างประเทศในปัจจุบันมีการส่งออกทั้งในรูปกบมีชีวิตและชิ้นส่วนแช่แข็ง โดยส่วนใหญ่จะส่งออกไปที่ฮ่องกง

เลี้ยงกบมือใหม่  ไม่จำเป็นต้องเริ่มใหญ่ ไม่ต้องทำฟาร์ม ไม่ต้องเสี่ยงลงทุนหลักหมื่น แค่เริ่มจากบ่อเล็ก ๆ ทดลองเลี้ยงดูสักรุ่นหนึ่ง เรียนรู้ไปพร้อมกับประสบการณ์จริง คุณจะค่อย ๆ เข้าใจธรรมชาติของกบ และปรับวิธีเลี้ยงให้เหมาะกับบ้านของตัวเอง


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน (Vermicompost) หมายถึง เศษซากอินทรีย์วัตถุต่างๆ รวมทั้งดินและจุลินทรีย์ที่ไส้เดือนดินกินเข้าไป แล้วผ่านกระบวนการย่อยสลายอินทรียวัตถุเหล่านั้น ภายในลำไส้ของไส้เดือนดิน แล้วจึงขับถ่ายเป็นมูลออกมาทางรูทวาร ซึ่งมูลที่ได้จะมีลักษณะเป็นเม็ดสีดำ มีธาตุอาหารพืชอยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ในปริมาณที่สูงและมีจุลินทรีย์จำนวนมาก ซึ้งในกระบวนการผลิตปุ๋ยหมักโดยใช้ไส้เดือนดินขยะอินทรีย์ที่ไส้เดือนดินกินเข้าไป และผ่านการย่อยสลายในลำไส้แล้วขับถ่ายออกมา มูลไส้เดือนดินที่ได้เรียกว่า “ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน”

คุณสมบัติของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

ลักษณะโครงสร้างทางกายภาพของ ปุ๋ยหมักไส้เดือนดิน มีลักษณะเป็นเม็ดร่วนละเอียด มีสีดำออกน้ำตาล โปร่งเบา มีความพรุนระบายน้ำและอากาศได้ดีมาก มีความจุความชื้นสูงและมีประมาณอินทรียวัตถุสูงมาก ซึ่งผลจากการย่อยสลายขยะอินทรีย์ที่ไส้เดือนดินดูดกินเข้าไปภายในลำไส้ และด้วยกิจกรรมของจุลินทรีย์ ที่อยู่ในลำไส้และน้ำย่อยของไส้เดือนดินจะช่วยให้ธาตุอาหารหลายๆ ชนิดที่อยู่ในเศษอินทรียวัตถุเหล่านั้นถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ เช่น เปลี่ยนไนโตรเจน ให้อยู่ในรูป ไนเตรท หรือ แอมโมเนีย ฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ โพแทสเซียมในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ และนอกจากนี้ยังมี ส่วนประกอบของธาตุอาหารพืชชนิดอื่น และจุลินทรีย์หลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อดิน รวมทั้งสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหลายชนิด ที่เกิดจากกิจกรรมของจุลินทรีย์ในลำไส้ของไส้เดือนดินอีกด้วย

การใช้ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินและน้ำหมักมูลไส้เดือนดิน

ในการปลูกพืชจะส่งผลให้ดินมีโครงสร้างดีขึ้น คือทำให้ดินกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น มีความโปร่งร่วนซุย รากพืชสามารถชอนไชและแพร่กระจายได้กว้าง ดินมีการระบายน้ำและอากาศได้ดี ทำให้จุลินทรีย์ดินที่เป็นประโยชน์บริเวณรากพืชสามารถสร้างเอนโซม์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้เพิ่มชึ้น นอกจากนี้จุลินทรีย์ดินที่ปนออกมากับมูลของไส้เดือนดินยังสามารถสร้างเอ็นไซม์ฟอสฟาเตสได้อีกด้วย ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มประมาณฟอสฟอรัสในดินให้สูงขึ้นได้

ประโยชน์และความสำคัญของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

  1. ส่งเสริมการเกิดเม็ดดิน
  2. เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุแก่ดิน
  3. เพิ่มช่องว่างในดินให้การระบายน้ำและอากาศดียิ่งขึ้น
  4. ส่งเสริมความพรุนของผิวหน้าดิน ลดการจับตัวเป็นแผ่นแข็งของหน้าดิน
  5. ช่วยให้ระบบรากพืชสามารถแดร่กระจายตัวในดินได้กว้าง
  6. เพิ่มขีดความสามารถในการดูดซับน้ำในดิน ทำให้ดินชุ่มขึ้น
  7. เพิ่มธาตุอาหารพืชให้แก่ดินโดยตรงและเป็นแหล่งอาหารของสัตว์และจุลินทรีย์ดิน
  8. เพิ่มศักยภาพการแลกเปลี่ยนประจุบวกของดิน
  9. ช่วยลดความเป็นพิษของธาตุอาหารพืชบางชนิดที่มีปริมาณมาเกินไป เช่น อลูมินัม และแมงกานีส
  10. ช่วยเพิ่มความต้านทานในการเปลี่ยนแปลงระดับความเป็นกรด-เบส (Buffer capacity) ทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่เร็วเกินไปจนเป็นอันตรายต่อพืช
  11. ช่วยควบคุมปริมาณไส้เดือนฝอยในดิน เนื่องจากการใส่ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินจะทำให้มีปริมาณจุลินทรีย์ที่สามารถขับสารพวกอับคาลอยด์และกรดไขมันที่เป็นพิษต่อไส้เดือนฝอยได้เพิ่มขึ้น

การใช้ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินเป็นส่วนผสมของวัสดุปลูกและวัสดุเพาะกล้าพืช

นอกจากการนำปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินไปใช้เป็นปุ๋ยแล้ว ยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมของวัสดุปลูกและวัสดุเพาะกล้าพืชได้ วัสดุปลูกพืชหรือสัสดุเพาะกล้าพืชทีมีส่วนผสมของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินจะมีธาตุอาหารพืชอยู่ในปริมาณที่เจือจางและอยู่ในรูปพร้อมใช้ ซึ่งจะค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับต้นกล้าพืชในการเจริญเติบโตระยะแรกได้อย่างเหมาะสม ประกอบกับปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินมีโครงสร้างที่โปร่งเบาระบายน้ำและอากาศได้ดี และจุความชื้นได้มาก ดังนั้นต้นกล้าพืชจะสามารถเจริญเติบโตออกรากและชอนไชได้ดีมาก ในการนำมาปลูกพืชจำพวกได้ประดับจะส่งเสริมให้พืชออกดอกได้ดีมากเนื่องจากจุลินทรีย์ในปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินสามารถสร้างเอนไซม์ฟอสฟาเตสได้ จึงทำให้วัสดุปลูกนั้นมีปริมาณของฟอสฟอรัสเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้พืชออกดอกได้ดียิ่งขึ้น
คุณสมบัติของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน ที่นำมาใช้เป็นวัสดุปลูกพืชจะแตกต่างกันตามวัสดุที่นำมาใช้ผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน แต่โดยทั่วไปแล้วโครงสร้างของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินที่ได้จะมีลักษณะที่คล้ายกัน คือจะมีส่วนประกอบของธาตุอาหารพืชอยู่ในรูปที่พืชสามารถดูดไปใช้ได้ มีส่วนประกอบของธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมเกือบทุกชนิดที่พืชต้องการในการนำปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินมาใช้เป็นวัสดุปลูก ควรจะนำมาผสมกับวัสดุปลูกชนิดอื่นๆ ก่อน เนื่องจากปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินจะประกอบด้วยอินทรียวัตถุเป็นส่วนใหญ่ และมีอนุภาคของดินอยู่น้อย ดังนั้นในการนำปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินที่ได้มาผสมกับวัสดุปลูกชนิดอื่นๆ จะได้ผลดีกว่าและสิ้นเปลืองน้อยกว่าการใช้ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินเพียงอย่างเดียว ซึ่งในการปลูกพืชสวนประดับสามารถนำปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินมาเจือจากได้หลายระดับ

ข้อดีของวัสดุปลูกที่มีส่วนผสมของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

  • ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินสามารถช่วยเก็บความชื้นและปลดปล่อยออกมาให้พืชอย่างช้าๆ เมื่อพืชต้องการยืดระยะเวลาการให้น้ำแก่พืชได้นานขึ้น
  • กรณีใช้ผสมดินที่เป็นดินเหนียวจะช่วยเพิ่มอากาศในดิน ทำให้ดินร่วนซุย และช่วยในการถ่ายเทน้ำและอากาศได้สะดวก
  • กรณีผสมดินที่เป็นดินทรายจะช่วยเพิ่มเนื้อดิน ช่วยให้ดินเก็บรักษาความชื้น และธาตุอาหารในดิน ลดการชะล้างธาตุอาหารของน้ำ
  • ลดปัญหาการสลายตัวของธาตุอาหาร เป็นตัวปลดปล่อยธาตุอาหารอย่างช้าๆ ทำให้ประหยัดปุ๋ย
  • ปกป้องดินไม่ให้มีสภาพโครงร้างแน่นเข็งและช่วยเติมอินทรียวัตถุในเนื้อดิน ช่วยให้ดินร่วนซุย รากพืชสามารถแพร่ขยายได้กว้าง
ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินจะมีสาวนประกอบของกรดฮิวมิคซึ่งเป็นตัวกักเก็บธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชหลายชนิด เช่น ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) เหล็ก (Fe) และทองแดง (Cu) ซึ่งธาตุอาหารเหล่านี้จะถูกเก็บอยู่ในโมเลกุลของกรดฮิวมิค อยู่ในรูปพร้อมใช้ และจะถูกปลดปล่อยออกมาเมื่อพืชต้องการ

Source: oknation.net


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เมนูอาหารอีสาน “หมกปลาซิว” อร่อยแซ่บแบบอีสาน ทำง่ายมากๆ

เมนูอาหารอีสาน “หมกปลาซิว” อร่อยแซ่บแบบอีสาน ทำง่ายมากๆ

หมกปลาซิว

หมกปลาซิว อาหารอีสาน เมนูนึ่ง วิธีทำหมกปลาซิวทำอย่างไร อาหารง่ายๆทำกินเองได้ ลูกปลามาใส่ส่วนผสมต่างๆห่อใบตองและนำไปนึ่ง เคล็ดลับความอร่อยของหมกปลาซิวมีอะไรบ้าง

สูตรอาหารแนะนำ กับข้าวง่ายๆ สำหรับวันนี้ เราขอนำเสนอ อาหารพื้นเมือง คือ หมกปลาซิว เคล็ดลับความอร่อยของอาหารเมนูนี้ คือ วัตถุดิบคุณภาพ เทคนิคการเตรียมอาหาร และ การปรุงรสชาติ ลูกปลานำมาปรุงรสแบบซุปหน่อไม้ ห่อในใบตองและนำไปนึึ่งให้สุก

หมกปลาซิวอาหารอีสานยอดนิยม อาหารง่ายๆ ส่วนผสมและขั้นตอนการทำอาหารเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหารไทย

ส่วนผสมสำหรับทำหมกปลาซิว

  • ปลาซิว  1  ถ้วย
  • ผักชี สับหยาบ 1 ช้อนโต้ะ
  • ใบแมงลัก 1 / 2 ถ้วย
  • ต้นหอมหั่นยาว 1 ถ้วย
  • พริกสด โขรกหยาบ 1 ช้อนโต้ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต้ะ
  • ตะไคร้ โขรกละเอียด 1 ช้อนโต้ะ
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • ข้าวเบือ 1 ช้อนชา
  • ผงปรุงรสนิดหน่อย
  • น้ำปลาร้านิดหน่อย

วิธีทำ

  • นำปลาซิวมาหมักหรือคลุกกับส่วนประกอบข้าวเบือ น้ำปลา เกลือ พริก ตะไคร้ ผักชี ต้นหอม และใบแมงลัก หมักประมาณ 5 -10 นาที
  • นำปลาที่หมกมาห่อใบตอง หรือใบบัว ก็ได้ จากนั้นนำไปนึ่ง ประมาณ 20-30 นาที ให้ปลาสุก ก้สามารถรับประทานได้ อาหารอีสาน กับข้าวง่ายๆ

เคล็ดลับการทำหมกปลาซิว

การล้างปลาให้สะอาด เป็นขั้นตอนการทำหมกปลาซิว ที่สำคัญ ต้องล้างให้สะอาด ให้หมดเมือกลื่นๆ แต่ต้องล้างเบาๆ เนืองจากปลาตัวเล็ก ปลาจะเละหมด การนึ่งให้ใช้ไฟที่ร้อน โดยเวลาที่เหมาะสมต้อง 20-30 นาที เพราะจะทำให้ปลาสุก และรสชาติอร่อยพอดี


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

รีโนเวทบ้านเก่าสองชั้น พลิกโฉมใหม่สไตล์โมเดิร์น เรียบง่ายน่าอยู่

รีโนเวทบ้านเก่าสองชั้น พลิกโฉมใหม่สไตล์โมเดิร์น เรียบง่ายน่าอยู่

รีโนเวทบ้านเก่าสองชั้น

บ้านเก่า… สำหรับบางคนอาจมองว่าเป็นภาระที่ต้องซ่อมแซม แต่สำหรับอีกหลายคน บ้านเก่าคือ “โอกาส” ที่จะได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เช่นเดียวกับบ้านสองชั้นหลังนี้ ที่จากเดิมเคยดูทรุดโทรม สีซีด ผนังหมอง และบรรยากาศค่อนข้างทึบ กลับถูกพลิกโฉมใหม่จนแทบจำไม่ได้ กลายเป็นบ้านสไตล์โมเดิร์นโทนขาวสะอาดตา ดูเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นและน่าอยู่แบบสุด ๆ

การรีโนเวทครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนสีหรือเปลี่ยนหลังคาเท่านั้น แต่เป็นการปรับภาพลักษณ์ทั้งหลังให้ดูโปร่ง โล่ง สว่าง และทันสมัยมากขึ้น พร้อมเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานให้เหมาะกับชีวิตครอบครัวยุคใหม่ เห็นภาพก่อนและหลังแล้วต้องบอกเลยว่าแตกต่างอย่างชัดเจน

บทความนี้จะพาไปชมไอเดียการ รีโนเวทบ้านเก่าสองชั้น ตั้งแต่แนวคิดการออกแบบ การเลือกวัสดุ ไปจนถึงรายละเอียดที่ทำให้บ้านหลังเดิมกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เผื่อเป็นแรงบันดาลใจสำหรับใครที่กำลังคิดจะปรับปรุงบ้านของตัวเองให้สวย น่าอยู่ และคุ้มค่ามากที่สุด

ผลงาน : W.Space รับสร้างบ้าน รีโนเวทบ้าน

รีโนเวทบ้านเก่าสองชั้น

รายละเอียดการรีโนเวท

  • กั้นห้องนอนภายในชั้น 1 เป็น 3 ห้องนอน ปรับตำแหน่งประตูทางเข้า และเพิ่มหน้าต่าง
  • ปรับปรุงห้องน้ำ ระบบไฟฟ้าใหม่ทั้งหลัง
  • งานซ่อมแซมหลังคา และเปลี่ยนหลังคาส่วนต่อเติมหลังบ้าน ปรับปรุงทางเดินรอบบ้าน เพิ่มความกว้างทางเดิน
  • ต่อเติมหลังคาทางเดินรอบบ้าน และหลังคากันสาดพื้นที่นั่งพักผ่อน
  • ทำฝ้ารอบนอกและเปลี่ยนเชิงชาย เปลี่ยนไม้ฝาชั้น 2 หน้าต่าง-ประตู อลูมิเนียมลายไม้
  • งานทาสีใหม่ทั้งภายในและภายนอก
  •  สถานที่ก่อสร้าง : ต.ละหานนา อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น
  • งบประมาณ : 800,000 บาท

รีโนเวทบ้านเก่าสองชั้น

รีโนเวทบ้านเก่าสองชั้น


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
Tel. : 099-356-6269 /095-161-6338
Line Offcial : https://page.line.me/976numea


บทความอื่นที่น่าสนใจ

ผักไฮโดรโปนิกส์ มีสารพิษสะสมจริงหรือ?

ผักไฮโดรโปนิกส์ มีสารพิษสะสมจริงหรือ?

ผักไฮโดรโปนิกส์

หลายเคยได้กินผักที่ปลูกในแบบไร้ดิน ผักไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) ที่เป็นการปลูกพืชไร้ดิน โดยให้รากแช่ในน้ำที่ผสมสารละลายธาตุอาหาร ปุ๋ย A และ ปุ๋ย B โดยตรง ทำให้เติบโตไว สะอาด ปลอดสารเคมี เหมาะสำหรับพื้นที่น้อย เช่น คอนโดหรือข้างบ้าน ผักนิยมปลูกได้แก่ ผักสลัด (กรีนโอ๊ค, เรดโอ๊ค) ผักไทย (ผักบุ้ง, คะน้า, ขึ้นฉ่าย) มีวิธีการปลูกยอดนิยมคือระบบน้ำนิ่งใน ราง หรือ ในภาชนะอื่นๆ เช่น กล่องโฟม

การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน แต่ใช้น้ำผสมสารละลายธาตุอาหารที่จำเป็นแทน ทำให้พืชดูดซึมสารอาหารได้โดยตรง รากพืชจะสัมผัสกับสารละลายอาหาร ทำให้เจริญเติบโตได้ดี รวดเร็ว ปลอดภัย ไม่มีสารเคมีจากดิน และประหยัดพื้นที่ เหมาะกับการปลูกผักสลัด ผักกินใบ

ผักไฮโดรโปนิกส์

แล้วจริงๆ มันจะมีสารพิษสะสมในผักมั้ย

ที่ในปุ๋ยน้ำนั้น มี สารไนเตรต ประเด็นหลักที่คนกังวล ผักไฮโดรโปนิกส์เติบโตโดยการดูดซึมธาตุอาหารจากน้ำ ซึ่งมี “ไนโตรเจน” เป็นส่วนประกอบหลัก หากพืชได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ หรือมีการเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม พืชจะไม่สามารถสังเคราะห์แสงเพื่อเปลี่ยนไนเตรตให้เป็นกรดอะมิโนได้หมด ทำให้เกิดการสะสม

มีความเสี่ยงเพราะการบริโภคไนเตรตในปริมาณที่สูงเกินไปอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ (เช่น เสี่ยงต่อการเกิดสารก่อมะเร็งในบางสภาวะ)

วิธีแก้ปัญหานี้ ของเกษตรกรก่อนเก็บเกี่ยว 1-2 วัน มักจะมีการ “เลี้ยงด้วยน้ำเปล่า” เพื่อให้พืชดึงไนเตรตที่ค้างอยู่ในต้นมาใช้จนหมด

สารเคมีกำจัดศัตรูพืช หลายคนเข้าใจผิดว่าผักไฮโดรโปนิกส์ “ปลอดสารพิษ” (Organic) 100% แต่จริงๆ แล้วไฮโดรโปนิกส์ คือการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน แต่ยังคงสามารถใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารกันเชื้อราได้หากมีการระบาดของโรค

ความปลอดภัย ขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณของผู้ปลูกว่ามีการเว้นระยะการเก็บเกี่ยวหลังจากฉีดพ่นสารตามที่กำหนดหรือไม่

มีโลหะหนัก ในระบบไฮโดรโปนิกส์ เราสามารถควบคุมคุณภาพน้ำได้ดีกว่าการปลูกในดินบางพื้นที่ ดังนั้นความเสี่ยงเรื่องโลหะหนัก (เช่น แคดเมียม หรือตะกั่ว) มักจะ ต่ำกว่า ผักที่ปลูกในดินที่ปนเปื้อน

สรุปคือ ผักไฮโดรโปนิกส์ทานได้ปลอดภัย ตราบใดที่ผู้ผลิตมีการจัดการไนเตรตก่อนเก็บเกี่ยวที่ดี และเราล้างทำความสะอาดก่อนทานทุกครั้ง ผักไฮโดรโปนิกส์ไม่ได้มีสารพิษในตัวเอง แต่มีโอกาสพบสารตกค้างได้หากจัดการไม่ถูกวิธี

อ้างอิงจาก  https://pantip.com/topic/34704634
https://www.opsmoac.go.th/nonthaburi-article_prov-preview-441291791907


บทความอื่นที่น่าสนใจ

10 วิธีปลูกผักสวนครัวในกระถาง

10 วิธีปลูกผักสวนครัวในกระถาง

วิธีปลูกผักสวนครัวในกระถาง

ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นทุกวัน การมีผักสวนครัวไว้กินเองที่บ้านกลายเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือคอนโด ก็สามารถปลูกผักไว้กินเองได้ง่าย ๆ เพียงแค่มีกระถาง ดินดี ๆ และแสงแดดพอเหมาะ ก็เริ่มต้นเป็นเกษตรกรตัวน้อย ๆ ได้แล้วค่ะ

การปลูกผักสวนครัวในกระถางไม่เพียงช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังทำให้เราได้กินผักสด สะอาด ปลอดภัยจากสารเคมี แถมยังเป็นกิจกรรมผ่อนคลายที่ช่วยเติมความสุขในแต่ละวันอีกด้วย บทความนี้ได้รวบรวม 10 วิธีปลูกผักสวนครัวในกระถาง ยอดนิยม ที่ปลูกง่าย โตไว เหมาะสำหรับมือใหม่ มาให้ลองทำตามกันแบบทีละขั้นตอนค่ะ

ปลูกผักชี

1. วิธีปลูกผักชี

เริ่มจากนำดินปลูกมาตากให้แห้ง แล้วเอาไปผสมกับปุ๋ยคอกที่เตรียมไว้ จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์ผักชีมาบดเบา ๆ ให้แตกออกเป็น 2 ส่วน แล้วแช่น้ำไว้ 3 ชั่วโมง นำมาผึ่งลมอีกครั้ง ก่อนคลุกเมล็ดกับทรายและขี้เถ้า แล้วปลูกลงในกระถาง คลุมหน้าดินด้วยฟาง ตามด้วยรดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะเกินไป

2. วิธีปลูกต้นหอม

ขั้นตอนแรกคือนำเปลือกถั่วลิสงบดและผสมกับดินร่วน จากนั้นนำดินใส่ในกระถางปลูก แล้วนำต้นหอมมาตัดตั้งแต่รากขึ้นไปยังลำต้นประมาณ 1.5-2 นิ้ว ให้เหลือท่อนเล็ก ๆ ก่อนปักชำลงในกระถางที่เตรียมไว้ รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หลังจากใบงอกแข็งแรงแล้ว ให้เปลี่ยนมารดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้งก็พอ

วิธีปลูกพริก

3. วิธีปลูกพริก

นำเมล็ดพริกไปแช่น้ำไว้ 1 วัน ผึ่งให้แห้ง แล้วหันไปผสมดินร่วน ทราย และปุ๋ยหมัก เพื่อเทลงในกระถางเพาะกล้า จากนั้นหย่อนเมล็ดพริกลงไปปลูกในดิน ดูแลรดน้ำให้ต้นโตสูงประมาณ 6 นิ้ว คัดเลือกเอาต้นกล้าที่แข็งแรงที่สุดไปปลูกในกระถางที่มีดินร่วนปนทรายและปุ๋ยหมัก รดน้ำเช้า-เย็น และตั้งให้โดนแดด

4. วิธีปลูกกะเพรา

หลังจากทำกับข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้ายังมีต้นกะเพราเหลืออยู่ อย่าเพิ่งทิ้งค่ะ ให้นำก้านมาลิดใบออกจนหมด และตัดฐานก้านออกเพียงเล็กน้อย จากนั้นนำไปปักลงในกระถางที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยคอก รดน้ำเช้า-เย็นให้ชุ่มแต่อย่าแฉะ และตั้งให้โดนแดด

5. วิธีปลูกมะนาว

ก่อนอื่นต้องนำเมล็ดมะนาวมาล้าง ตากให้แห้ง และแช่ในน้ำเย็นอีก 1 คืน จากนั้นห่อเมล็ดด้วยกระดาษทิชชู นำไปใส่กล่องที่มีฝาปิด คอยพรมน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ รอให้รากงอกภายใน 2-3 วัน แล้วค่อยย้ายเมล็ดมาปลูกในกระถางที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยคอก รดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะ และตั้งกระถางให้โดนแดดรำไร

6. วิธีปลูกผักบุ้ง

คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งที่สมบูรณ์ที่สุดมาปลูกลงในดินร่วนผสมปุ๋ยคอก แล้วรากจะงอกออกมาภายใน 2-3 วัน จากนั้นควรดูแลเรื่องความชื้นของดินเป็นพิเศษ เพราะผักบุ้งเป็นพืชที่ชอบความชื้นมาก อย่าปล่อยให้ขาดน้ำเด็ดขาด มิเช่นนั้นต้นจะตายได้ รออีกแค่ 1 เดือน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตมากินได้เลยค่ะ

7. วิธีปลูกแตงกวา

นำดินร่วนปนทรายมาผสมกับปุ๋ยหมักในอัตราส่วนที่เท่า ๆ กันในกระถางปลูก จากนั้นนำเมล็ดที่สมบูรณ์ลงไปปลูกในกระถางประมาณ 4-5 เมล็ด เมื่อต้นเริ่มโตเพียง 5-7 เซนติเมตร ให้เลือกต้นที่แข็งแรงเก็บไว้ แล้วถอนต้นที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไป หาไม้หลักมาปักให้ต้นเลื้อย รดน้ำที่โคนต้นให้ชุ่ม นำมาตากแดดวันละ 6 ชั่วโมง และใส่ปุ๋ยบำรุงดิน

8. วิธีปลูกมะกรูด

นำเมล็ดมะกรูดมาล้างน้ำแล้วตากให้แห้ง เพาะลงในกระถางที่มีดินร่วนปนทรายผสมปุ๋ยคอก เมื่อมีใบงอกออกมา 3-4 ใบ ให้ย้ายมาปลูกในถุงเพาะ รอให้ต้นแข็งแรงแล้วค่อยย้ายลงไปปลูกในกระถางที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยคอก รดน้ำแค่ตอนเช้าเท่านั้น และนำมาตั้งให้โดนแดดวันละ 8 ชั่วโมง

9. วิธีปลูกผักกวางตุ้ง

เริ่มจากการนำดินร่วมมาผสมปุ๋ยคอกในกระถางปลูกซะก่อน จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์กวางตุ้งที่สมบูรณ์ที่สุด มาหยอดลงในหลุมดินขนาด 1.5 เซนติเมตร กลบดินทับ และรดน้ำให้ชุ่ม และตั้งให้โดนแดด กวางตุ้งก็จะเจริญงอกงามพร้อมให้เก็บกิน

10. วิธีปลูกมะระ

มะระเป็นพืชรสขมที่ใคร ๆ ก็เบือนหน้าหนี แล้วรู้หรือไม่ว่ามะระนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าที่เราคิด แถมยังปลูกง่ายและโตไวอีกด้วย เพียงแค่นำเมล็ดพันธุ์ 1-2 เมล็ด มาปลูกลงในกระถางที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยคอก ดูแลรดน้ำวันละ 1 ครั้ง และเมื่อต้นเริ่มงอกก็อย่าลืมหาไม้หลักมาปักให้ต้นเลื้อยด้วยนะคะ

จะเห็นได้ว่า การปลูกผักสวนครัวในกระถางไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นผักชี ต้นหอม พริก กะเพรา หรือแม้แต่มะนาว มะกรูด และมะระ ก็สามารถปลูกเองได้ง่าย ๆ ขอแค่ใส่ใจเรื่องดิน น้ำ และแสงแดดอย่างเหมาะสม ผักก็จะเติบโตงอกงาม พร้อมให้เราเก็บมาปรุงอาหารสด ๆ จากหน้าบ้าน

นอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว ยังช่วยให้เรามั่นใจในคุณภาพอาหารที่กินเข้าไปทุกวันอีกด้วย ที่สำคัญคือได้ความภูมิใจเล็ก ๆ ทุกครั้งที่เห็นต้นไม้ค่อย ๆ โตจากฝีมือตัวเอง

ใครที่กำลังลังเลอยู่ ลองเริ่มจากผักง่าย ๆ สัก 1–2 ชนิดก่อนก็ได้ค่ะ แล้วคุณจะรู้ว่าการปลูกผักไว้กินเองนั้น ทั้งสนุก ทั้งคุ้มค่า และอาจกลายเป็นงานอดิเรกที่คุณหลงรักโดยไม่รู้ตัว

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://home.kapook.com/view153814.html


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เปิดรายละเอียดประกัน 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง คุ้มไหม ?

เปิดรายละเอียด ประกัน 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง คุ้มไหม ?

เปิดรายละเอียดประกัน 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง คุ้มไหม

หลายคนที่กำลังมองหาประกันรถยนต์คงเคยสงสัยว่า ประกัน 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง และแตกต่างจากประกันชั้นอื่น ๆ อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประกันชั้น 1 ที่คุ้มครองครอบคลุมมากกว่า แต่ก็มีค่าเบี้ยสูงกว่ามาก บทความนี้จะมาเปิดรายละเอียดประกัน 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง คุ้มไหม  กับการทำต่อหรือไม่ และเหมาะกับใครที่สุด

ประกัน 2+ คืออะไร ?

ประกันรถยนต์ประเภท 2+ จัดอยู่กึ่งกลางระหว่างประกันชั้น 1 และประกันชั้น 2 โดยให้ความคุ้มครองหลัก ๆ เกี่ยวกับอุบัติเหตุรถชนรถและภัยจากการสูญหายหรือไฟไหม้ จุดเด่นคือให้ความคุ้มครองที่มากกว่าประกันชั้น 2 หรือ 3+ แต่มีค่าเบี้ยที่ถูกกว่าประกันชั้น 1 ทำให้หลายคนมองว่าเป็นทางเลือกที่สมดุลทั้งด้านราคาและความคุ้มครอง

ประกัน 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง?

สำหรับผู้ที่อยากรู้รายละเอียดว่าประกัน 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง โดยทั่วไปแล้วจะครอบคลุมดังนี้

  • คุ้มครองความเสียหายต่อรถของผู้เอาประกัน ในกรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบก เช่น รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์
  • คุ้มครองคู่กรณี ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน หากผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิด
  • คุ้มครองการสูญหายหรือไฟไหม้ของรถ ซึ่งถือเป็นความคุ้มครองที่ประกัน 2 ธรรมดาไม่มี
  • คุ้มครองกรณีรถถูกโจรกรรม ไม่ว่าจะเป็นทั้งคันหรือบางส่วน
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้โดยสาร ตามวงเงินที่กำหนด
  • คุ้มครองความเสียหายจากภัยธรรมชาติบางกรณี เช่น น้ำท่วม ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบริษัทประกัน

ความแตกต่างจากประกันประเภทอื่น

แม้ความคุ้มครองจะดูใกล้เคียงกับประกันชั้น 1 แต่ประกัน 2+ ยังมีข้อจำกัดอยู่ โดยจะคุ้มครองความเสียหายก็ต่อเมื่อเกิดจากการชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น หากรถชนเสาไฟฟ้า ตกถนนหรือชนกำแพง ประกันจะไม่จ่าย ต่างจากประกันชั้น 1 ที่ครอบคลุมทุกกรณี ส่วนเมื่อเทียบกับประกัน 3+ ประกัน 2+ มีความได้เปรียบเพราะเพิ่มความคุ้มครองกรณีไฟไหม้และสูญหายเข้ามาด้วย

ประกัน 2+ เหมาะกับใคร ?

การเลือกทำประกันแต่ละประเภทควรพิจารณาตามการใช้งานจริง หากคุณขับรถในเมือง ใช้เส้นทางที่มีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุบนถนนร่วมกับยานพาหนะอื่น ๆ การทำประกัน 2+ อาจเพียงพอและคุ้มค่า อีกทั้งเหมาะสำหรับรถที่มีอายุการใช้งานหลายปี ซึ่งค่าเบี้ยประกันชั้น 1 อาจสูงเกินความจำเป็น แต่หากเป็นรถใหม่ป้ายแดงหรือยังมีมูลค่าสูง ประกันชั้น 1 อาจเป็นทางเลือกที่มั่นใจกว่า

ประกัน 2+ คุ้มไหม ?

คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ ประกัน 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง และคุ้มค่าหรือไม่ คำตอบขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของแต่ละคน หากต้องการความคุ้มครองที่ครอบคลุมพอสมควร แต่ไม่อยากจ่ายค่าเบี้ยสูงเหมือนประกันชั้น 1 ประกัน 2+ ถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะให้การคุ้มครองหลัก ๆ เกี่ยวกับอุบัติเหตุรถชนรถ สูญหาย และไฟไหม้ในราคาที่เข้าถึงง่าย

ประกัน 2+ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ใช้รถที่ต้องการความคุ้มครองครอบคลุมในราคาประหยัด เมื่อเข้าใจแล้วว่าประกัน 2+ ก็จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรทำต่อหรือเปลี่ยนไปใช้ประกันชั้นอื่น โดยรวมแล้ว หากคุณมองหาความคุ้มค่าระหว่างราคาและการคุ้มครอง ประกัน 2+ ก็ถือเป็นคำตอบที่ไม่ควรมองข้าม


บทความอื่นที่น่าสนใจ

รู้หรือเปล่าว่า “ปลาร้า” เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่?

รู้หรือเปล่าว่า “ปลาร้า” เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่?

ปลาร้า

         ปลาร้า หรือ ปลาแดก ในภาษาอีสาน เป็นอาหารท้องถิ่นภาคอีสาน ของไทย และ ลาว รวมถึง บางส่วนของเวียดนาม โดยมักทำจากปลาน้ำจืดขนาดเล็ก เช่น ปลาสร้อยขาว ปลากระดี่มาหมักกับรำข้าวและเกลือ แล้วบรรจุใส่ไห โดยทั่วไปจะหมักไว้ 7-8 เดือน และนำมารับประทานได้ หรือ นำไปปรุงอาหารอย่างอื่น เช่น ส้มตำ เป็นต้น โดยส้มตำที่ใส่ปลาร้า นั้นจะเรียกว่า ส้มตำลาว หรือ ส้มตำ ปลาร้าโดยในบางที่มีค่านิยมว่า หมักให้เกิดหนอนจะยิ่งเพิ่มรสชาติยิ่งขึ้นจากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่าปลาร้า เป็นอาหารของวัฒนธรรมอีสานมานานกว่า4,000 ปีแล้ว โดยพบวัสดุที่คล้ายกับไหหมักปลาร้า

         ปัจจุบัน การทำปลาร้าได้พัฒนาขึ้นไปสู่ระดับสากลมากขึ้น มีปลาร้าพาสเจอร์ไรซ์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนด้วย หรือปลาร้าอนามัย แต่ส่วนใหญ่ ปลาร้าก็ยังนิยมทำแบบเดิม โดยตักขายเป็นน้ำหนักตามตลาดสดต่าง ๆ

“ปลาร้า” เป็นอาหารที่แพร่หลายในเอเชียอาคเนย์มีกินกันทุกแห่งในดินแดนที่วัฒนธรรมมอญ-เขมร ได้เคยผ่านเข้าไป เมื่อ 2,000 ปี หรือ 3,000 ปีมาแล้ว

ทำไมคนโบราณจึงเกิดทำปล้าร้ากินกันขึ้นมา?

ตอบว่า เพราะธรรมชาติในหลายประเทศในเอเชียอาคเนย์อำนวยหรือบังคับให้ทำปลาร้า

ภูมิภาคนี้ตกอยู่ในเขตมรสุม ในระหว่างต้นฝนก็มีน้ำมาก แต่พอเข้าต้นหน้าแล้ง น้ำก็เริ่มลด ระยะนี้เป็นเวลาที่ปลาเล็กปลาน้อยขึ้นมากตมแก่งต่างๆ หรือตามแม่น้ำลำคลอง คนก็จับปลาเอามากิน แต่ปลามันมากเกินกว่าที่จะกินหมดได้ทัน จะทิ้งก็เสียดาย จึงเอาใส่เกลือเก็บไว้กินได้ตลอดปีแต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังใส่เกลือไม่ทัน ปลาเริ่มจะขึ้นและมีกลิ่นถึงจะมีกลิ่น ก็ยังใส่เกลือเก็บไว้กินจนได้เลยอร่อยเพราะกลิ่นปลา ต่อมาจะเอาปลามาทำปลาร้าจึงปล่อยให้ปลาขึ้นและเริ่มมีกลิ่น แล้วจึงเอามาใส่เกลือทำปลาร้ากลายเป็นวิธีทำปลาร้าที่ถูกต้องไป

ที่ผมว่าปลาร้าเป็นเรื่องของวัฒนธรรมมอญ-เขมรนั้น พิสูจน์ได้ด้วยความจริง เพราะมอญ-เขมรทุกวันนี้ก็ยังกินปลาร้ากันอย่างเอกอุ คือเข้ากับข้าวเกือบทุกอย่างใช้กินเป็นประจำเหมือนคนไทยใช้น้ำปลายำแตงกวาเมืองเขมรเขายังใส่ปลาร้า นอกจากนั้นก็ยังใส่แกงใส่ผัดอื่นๆอีกมากในเมืองไทย แถวๆอำเภอชั้นนอกของสุพรรณบุรีและตามอำเภอของอยุธยาที่ใกล้กับสุพรรณ คนไทยก็ยังใช้ทำกับข้าวแบบนี้ คือเจือปนไปทั่ว เพราะสุพรรณนั้นได้ตกอยู่ใต้อิทธพลวัฒนธรรมของมอญ ที่เรียกว่าทวาราวดีนั้นมาก

แกงบอน, แกงบวน, แกงขี้เหล็ก

เป็นกับข้าวมอญ เพราะเข้ากับปลาร้าทั้งนั้น ดินแดนอื่นๆ ที่เคยอยู่ใต้วัฒนธรรมมอญ-เขมร นั้นได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา and ลาว 

เวียดนามนั้นมีปลาร้า ถึงจะผสมสับประรดลงไปแบบเค็ม หมากนัสก็ยังเป็นปลาร้า ดังที่ได้กล่าวมาแล้วลาวเรียกปลาร้าว่า”ปลาแดก” ทำไม?

ตอบว่า “แดก”นั้น เป็นกิริยาอย่างหนึ่งในภาษาไทยแปลว่า อัดหรือยัดอะไรเข้าไปในภาชนะ เช่น ไห จนแน่นที่สุดเท่าที่จะอัดเข้าไปได้ คนที่ใช้กิริยาอย่างนี้ในการกินอาหาร จึงเรียกในภาษไทยว่า แดก อีกเช่นเดียวกันพม่านั้นก็ยังมีมอญอยู่ จึงมีปลาร้ากินส่วนมาเลเซียนั้นวัฒนธรรมมอญ-เขมร เฉียดๆไป แต่ก็มีอะไรคล้ายๆปลาร้ากินเหมือนกันปลาร้านั้นมีกลิ่น เพราะทำด้วยปลาที่เริ่มเน่า ปลาร้าจึงมีชื่อว่า เหม็น

ปลาร้าพันห่อด้วย ใบคาคาก็เหม็นคาวปลา คละคลุ้ง นอกจากนั้น หากอะไรที่กลิ่นไม่ดี เราก็พูดกันว่า “มีกลิ่นทะแม่งๆ”

“ทะแม่ง” เป็นภาษามอญ แปลว่า ปลาร้าทางด้านโบราณคดี ปลาร้าจึงเป็นสิ่งกำหนดขอบเขตของวัฒนธรรมมอญ-เขมรปลาร้าอยู่ที่ไหน วัฒนธรรมมอญ-เขมร เคยอยู่ที่นั่นและวัฒนธรรมมอญ-เขม่ร นั้น ยังมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงเหนือชีวิตของคนจำนวนมากในเอเซียอาคเนย์การกินหมากที่เคยแพร่หลายไปทั่ว ก็เนื่องอยู่ในวัฒนธรรมนี้ มีขนบธรรมเนียมและประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการกินหมากอยู่มากภาษาเวียดนามปัจุบัน ก็เป็นภาษาที่อยู่ในกลุ่มภาษามอญ-เขมรและอื่นๆอีกมากอย่าไปดูถูกปลาร้า

ปลาร้ามีประโยชน์มากในทางโภชนาการ เพราะมีโปรตีนสูง เป็นประโยชน์แก่ผู้ยากไร้ หาแหล่งโปรตีนจากอื่น เช่น ทีโบนสเต็คไม่ได้

นอกจากนั้นก็ยังมีวิตามิน K ซึ่งได้จากปลาเน่าหรือเริ่มจะเน่า

ที่มา :  ที่นี่.คอม


บทความอื่นที่น่าสนใจ

บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย เรียบหรู อบอุ่น อยู่สบาย ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่

บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย เรียบหรู อบอุ่น อยู่สบาย ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่

บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย

บ้าน…ไม่จำเป็นต้องหรูหราจนเอื้อมไม่ถึง แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ทำให้เรา “อยากกลับมาอยู่” ทุกวัน
บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย จึงกลายเป็นคำตอบของคนยุคใหม่ที่มองหาความลงตัวระหว่างความทันสมัย ความเรียบง่าย และความอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

ด้วยดีไซน์ที่ผสมผสานเส้นสายโมเดิร์นเข้ากับวัสดุและโทนสีที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ บ้านสไตล์นี้จึงดูเรียบหรูแบบไม่เยอะ อยู่ได้นานไม่ตกเทรนด์ และยังตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเล็ก คนทำงาน หรือผู้สูงอายุ ตัวบ้านเน้นความโปร่ง โล่ง แสงธรรมชาติเข้าถึงง่าย ช่วยให้บ้านเย็นสบายและประหยัดพลังงานไปในตัว

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักเสน่ห์ของ บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย ว่าทำไมถึงเป็นบ้านในฝันของใครหลายคน ตั้งแต่แนวคิดการออกแบบ รูปแบบการตกแต่ง ไปจนถึงเหตุผลที่ทำให้บ้านสไตล์นี้ “อยู่สบายจริง” และเหมาะกับการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันอย่างแท้จริงรับสร้างบ้าน

สำหรับบ้านหลังนี้ออกแบบ โดย : แกลง กิดากร ก่อสร้าง

บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย

บ้านหลังนี้เป็น บ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย ที่ให้ความรู้สึกเรียบหรูตั้งแต่แรกเห็น ตัวบ้านออกแบบให้มีเส้นสายที่ชัดเจน แต่ไม่แข็งกระด้าง ด้วยการผสมผสานโทนสีขาว ครีม และน้ำตาลไม้ ช่วยเพิ่มความอบอุ่น ทำให้บ้านดูน่าอยู่และเป็นมิตรกับผู้อยู่อาศัยทุกวัย

หลังคาทรงปั้นหยาซ้อนระดับ มุงด้วยกระเบื้องสีเทาเข้ม ช่วยเพิ่มมิติให้ตัวบ้านและยังเหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย ระบายน้ำฝนได้ดี พร้อมชายคาที่ยื่นออกมาอย่างพอดี ช่วยบังแดดและฝน ทำให้ภายในบ้านเย็นสบายมากขึ้น ตัวผนังภายนอกตกแต่งด้วยไม้ระแนงแนวตั้ง สลับกับผนังปูนเรียบ เพิ่มลูกเล่นให้บ้านดูทันสมัย แต่ยังคงความอบอุ่นแบบบ้านร่วมสมัย

บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย

หลังคาทรงปั้นหยาซ้อนระดับ มุงด้วยกระเบื้องสีเทาเข้ม ช่วยเพิ่มมิติให้ตัวบ้านและยังเหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย ระบายน้ำฝนได้ดี พร้อมชายคาที่ยื่นออกมาอย่างพอดี ช่วยบังแดดและฝน ทำให้ภายในบ้านเย็นสบายมากขึ้น ตัวผนังภายนอกตกแต่งด้วยไม้ระแนงแนวตั้ง สลับกับผนังปูนเรียบ เพิ่มลูกเล่นให้บ้านดูทันสมัย แต่ยังคงความอบอุ่นแบบบ้านร่วมสมัย

บริเวณหน้าบ้านออกแบบให้โปร่งโล่ง มีเฉลียงและบันไดทางเข้าใช้งานสะดวก ประตูบานเลื่อนกระจกขนาดใหญ่ช่วยเปิดรับแสงธรรมชาติ ทำให้ภายในบ้านสว่าง ไม่อึดอัด และยังเชื่อมต่อพื้นที่ภายนอกกับภายในได้อย่างลงตัว หน้าต่างกระจกทรงสูงบริเวณด้านข้างช่วยเพิ่มการระบายอากาศ ทำให้บ้านถ่ายเทลมได้ดี อยู่สบายตลอดทั้งวัน

บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย

อีกหนึ่งจุดเด่นคือการออกแบบช่องลมและผนังบล็อกช่องแสง ที่ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัว แต่ยังคงให้แสงและลมผ่านเข้ามาได้อย่างพอเหมาะ เหมาะกับการอยู่อาศัยจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเล็ก คู่รัก หรือผู้สูงอายุ

บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย

ภายในบ้านออกแบบในสไตล์ โมเดิร์นร่วมสมัย ที่เน้นความโปร่ง โล่ง และใช้งานได้จริงตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป โถงกลางเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ขนาดกว้าง เชื่อมต่อระหว่างห้องนั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร และทางเดินไปยังห้องต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว ทำให้บ้านดูไม่อึดอัด เหมาะกับการใช้ชีวิตของครอบครัวยุคใหม่

พื้นบ้านปูด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้แผ่นใหญ่ ผิวเรียบมัน โทนสีอ่อน ช่วยสะท้อนแสงให้ภายในดูสว่างและสะอาดตา ดูแลรักษาง่าย เหมาะทั้งบ้านที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือเลี้ยงสัตว์ ผนังทาสีขาวเรียบ ช่วยให้บ้านดูโล่ง โปร่ง และสามารถตกแต่งเพิ่มเติมได้หลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้ โทนอบอุ่น หรือของตกแต่งสไตล์มินิมอล

ฝ้าเพดานเป็นแบบเรียบ ติดตั้งไฟดาวน์ไลต์อย่างเป็นระยะ ให้แสงสว่างกระจายทั่วทั้งห้อง เพิ่มความรู้สึกอบอุ่นในช่วงกลางคืน และยังดูทันสมัยในตอนกลางวัน ประตูและวงกบเลือกใช้โทนสีไม้ ช่วยตัดกับผนังสีขาวได้อย่างพอดี เพิ่มความรู้สึกอบอุ่นแบบบ้านร่วมสมัย ไม่ดูแข็งจนเกินไป

ห้องครัวของบ้านหลังนี้ออกแบบในสไตล์ โมเดิร์นร่วมสมัย ที่เน้นความเรียบ สะอาด และใช้งานได้จริงเป็นหลัก พื้นที่ครัวเป็นรูปตัวแอล (L-shape) ช่วยให้การจัดวางอุปกรณ์เป็นสัดส่วน เดินทำอาหารสะดวก ไม่อึดอัด เหมาะทั้งการทำอาหารทุกวันและการใช้งานครัวแบบจริงจัง

เคาน์เตอร์ครัวใช้ท็อปสีดำเรียบ ช่วยตัดกับผนังกรุด้วยกระเบื้องสีขาว ทำให้ครัวดูสะอาดตาและดูแลรักษาง่าย บริเวณผนังด้านหลังเคาน์เตอร์ตกแต่งด้วยกระเบื้องซับเวย์สีขาว เรียงแนวนอน เพิ่มลูกเล่นให้ครัวดูทันสมัย แต่ยังคงความคลาสสิก ไม่ตกเทรนด์

ตู้ครัวเลือกใช้โทนลายไม้ธรรมชาติ ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับพื้นที่ครัว ตัดกับโทนสีขาวของผนังได้อย่างลงตัว ทั้งตู้ล่างและตู้แขวนถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย มีพื้นที่จัดเก็บเพียงพอ ช่วยให้ครัวเป็นระเบียบ ไม่รกตา

โดยรวมแล้ว บ้านหลังนี้สะท้อนแนวคิดของ บ้านสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย ได้อย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของดีไซน์ที่เรียบง่าย แต่ดูดี มีความอบอุ่น อยู่สบาย และตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ได้อย่างลงตัว เป็นบ้านที่ไม่เน้นความหรูหราเกินจำเป็น แต่ให้ความรู้สึก “อยู่แล้วสบายใจ” ในทุกมุมของบ้าน

“รับสร้างบ้าน ออกแบบ ต่อเติมงานทุกชนิด by แกลง กิดากร ก่อสร้าง”


บทความอื่นที่น่าสนใจ

เขาช่องลม จ.นครนายก ดินแดนกรีนโซนที่อยากชวนไปสูดบรรยากาศดีๆ

เขาช่องลม จ.นครนายก ดินแดนกรีนโซนที่อยากชวนไปสูดบรรยากาศดีๆ

เขาช่องลม จ.นครนายก

เที่ยวใกล้กรุง ชมธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ “เขาช่องลม” สถานที่ท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติที่เขียวขจีของจังหวัดนครนายก ชมลำธารและสายน้ำสุดชิล วันเดียวก็เที่ยวได้

เขาช่องลม จ.นครนายก  เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่ซ่อนตัวอยู่ภายในพื้นที่ของ เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก หลายคนอาจเคยมาเที่ยวเขื่อนแห่งนี้แล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าด้านในยังมีหุบเขาและลำธารสวย ๆ ที่ต้องนั่งเรือเข้าไปถึงจะได้สัมผัส

เขาช่องลม จ.นครนายก

จุดเด่นของเขาช่องลม คือทิวทัศน์ของภูเขาสูงสลับซับซ้อน ทุ่งหญ้าเขียวขจี และลำธารน้ำใสที่ไหลผ่านกลางหุบเขา บรรยากาศโดยรวมให้ความรู้สึกเหมือนหลุดออกจากเมืองใหญ่ เข้าไปอยู่ในโลกของธรรมชาติแบบแท้จริง

ถ้าช่วงไหนรู้สึกเหนื่อย เบื่อรถติด เบื่อเสียงแจ้งเตือนมือถือ เขาช่องลมคือสถานที่ที่พาเรา “ช้าลง” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ที่นี่ไม่มีห้าง ไม่มีร้านกาแฟหรู ไม่มีความวุ่นวาย มีแค่เสียงน้ำไหล เสียงลมพัด และสีเขียวที่สบายตา การได้เดินเล่น สูดอากาศสดชื่น และปล่อยใจให้ว่างสักพัก ช่วยรีเซ็ตพลังใจได้ดีแบบไม่ต้องพยายามอะไรเลย

ช่วงที่สวยที่สุดของเขาช่องลมคือ ฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว (ประมาณมิถุนายน–พฤศจิกายน)

เขาช่องลม จ.นครนายก

การเดินทางไปเขาช่องลมไม่ยากอย่างที่คิด

  • จากกรุงเทพฯ ขับรถประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง ก็ถึงเขื่อนขุนด่านปราการชล จากนั้นต้อง นั่งเรือของเขื่อน เข้าไปยังจุดเขาช่องลม ใช้เวลาประมาณ 10–15 นาที
  • การนั่งเรือถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ เพราะระหว่างทางจะได้ชมวิวเขื่อน น้ำกว้าง และภูเขาที่โอบล้อม ให้ฟีลเหมือนเริ่มต้นผจญภัยเบา ๆ ก่อนถึงจุดหมาย

ถ้าคุณกำลังมองหาที่เที่ยวธรรมชาติใกล้กรุงเทพฯ ที่ไปง่าย ใช้เวลาไม่นาน แต่ได้พักใจแบบเต็ม ๆ เขาช่องลม นครนายก คือคำตอบที่ไม่ควรมองข้าม วันหยุดหน้า ลองเก็บกระเป๋า ปิดแจ้งเตือนมือถือ แล้วปล่อยใจให้ธรรมชาติดูแลคุณสักวัน รับรองว่าคุ้มค่ากับการเดินทางแน่นอน


บทความอื่นที่น่าสนใจ