บทความเกษตร » เลี้ยงกบมือใหม่ เริ่มยังไงดี? สรุปครบในบทความเดียว เข้าใจง่าย

เลี้ยงกบมือใหม่ เริ่มยังไงดี? สรุปครบในบทความเดียว เข้าใจง่าย

2 มีนาคม 2026
35   0

เลี้ยงกบมือใหม่ เริ่มยังไงดี? สรุปครบในบทความเดียว เข้าใจง่าย

เลี้ยงกบมือใหม่

ช่วงนี้หลายคนเริ่มหันมาสนใจการเลี้ยงสัตว์ไว้กินเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร หนึ่งในสัตว์ที่น่าสนใจ เลี้ยงง่าย โตไว และใช้พื้นที่ไม่มาก ก็คือ “กบ” นั่นเอง

หลายคนอาจคิดว่าเลี้ยงกบต้องมีบ่อใหญ่ ต้องลงทุนเยอะ หรือดูแลยาก แต่ความจริงแล้ว มือใหม่ก็เริ่มได้ แค่มีบ่อปูนเล็ก ๆ พื้นที่ว่างข้างบ้าน และความตั้งใจจริง คุณก็สามารถเลี้ยงกบไว้ทำต้มยำ ผัดเผ็ด หรือทอดกระเทียมกินเองได้แล้ว การเลี้ยงกบไม่ได้ยากอย่างที่คิด” และสามารถเริ่มต้นได้ทันทีแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องลงทุนหนัก

ทำไมกบจึงเป็นสัตว์ที่น่าเลี้ยง

กบเป็นสัตว์ที่น่าเลี้ยงด้วยเหตุผลหลายประการดังต่อไปนี้

  • กบเป็นอาหารที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย ทั่วทุกภาคของไทยนิยมบริโภคโปรตีนสูง รสชาติดี ทำอาหารได้หลายรูปแบบ
  • กบธรรมชาติลดปริมาณลงมาก ทำให้ปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องตลาดหรือการจำหน่าย โดยเราสามารถจำหน่ายกบที่โตเต็มที่(ประมาณ 4-6 ตัว ต่อกิโลกรัม) ได้ประมาณกิโลกรัมละ 60-80 บาท) และปัจจุบันประเทศไทยสามารถส่งกบออกไปจำหน่ายต่างประเทศทั้งฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม เป็นต้น ซึ่งจะได้ราคาสูงกว่านี้มาก และในปัจจุบันการเลี้ยงกบส่วนใหญ่ยังอยู่ในมือของผู้เกษตรกรรายย่อย ยังไม่มีผู้ผลิตรายใหญ่เข้ามาผูกขาดการเลี้ยงทำให้ผู้เลี้ยงรายย่อยยังมีอำนาจต่อรองในตลาดพอสมควร เมื่อเปรียบเทียบการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจบางชนิดเช่น สุกร และไก่ และไม่ต้องกังวลเรื่องการนำกบจากต่างประเทศมาตีตลาดยกเว้นกบธรรมชาติจากลาว และเขมร ซึ่งมีปริมาณไม่มากนัก
  • กบช่วยจับแมลงกินเป็นอาหาร จึงช่วยลดปริมาณแมลงศัตรูพืชได้อีกทางหนึ่ง
  • เศษส่วนเหลือจากการชำแหละและแปรรูปสามารถนำไปทำเป็นเครื่องใช้ได้หลายชนิด เช่น รองเท้า กระเป๋า เครื่องดนตรี เครื่องในกบสามารถนำไปทำอาหารสัตว์เลี้ยง หรือปุ๋ยได้
  • สามารถเลี้ยงได้หลากหลายรูปแบบตามความเหมาะสมของเกษตรกรแต่ละราย เป็นได้ทั้งอาชีพหลัก อาชีพรอง อาชีพเสริม หรือเลี้ยงไว้บริโภคในครัวเรือนเพื่อประหยัดรายจ่าย

รูปแบบการเลี้ยงกบ

  • การเลี้ยงกบแบบไม่ครบวงจร
         เป็นการเลี้ยงกบโดยการนำลูกกบที่มีอวัยวะครบสมบูรณ์ (มีขาครบสี่ขาแล้ว) อายุเริ่มจากวันฟักออกจากไข่ประมาณ 1 เดือน ที่ได้จากธรรมชาติหรือจากฟาร์มเลี้ยงกบมาปล่อยลงบ่อเลี้ยง แล้วจัดการเลี้ยงดูไปประมาณ 4-6 เดือนก่อนจะจับขาย รูปแบบนี้เหมาะสำหรับเกษตรกรที่เริ่มต้นเลี้ยงหรือเลี้ยงปริมาณเล็กน้อย เพราะไม่ต้องใช้ต้นทุนสูงมาก คืนทุนเร็ว และไม่ต้องใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์มากนัก เป็นการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ ก่อนที่จะลงทุนในรูปแบบครบวงจรต่อไป
  • การเลี้ยงกบแบบครบวงจร
    เป็นการเพาะพันธุ์กบเลี้ยงเอง โดยการจัดการเลี้ยงดูพ่อแม่พันธุ์ นำมาผสมพันธุ์เพื่อเพาะลูกกบ แล้วนำลูกกบมาเลี้ยงดูเองจนกระทั่งจับขาย เป็นรูปแบบการเลี้ยงที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ใช้ทุนสูงขึ้น ใช้ความชำนาญมากขึ้น เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ผ่านการเลี้ยงในรูปแบบแรกมาแล้ว และมีความมั่นใจว่าจะเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องมีการลงทุนด้านสิ่งก่อสร้างเพิ่มขึ้น หากทำไม่นานแล้วเลิก ก็ไม่คุ้มกับการลงทุนด้านสิ่งก่อสร้าง

กบที่พบในประเทศไทยนั้นมีถึง 34 ชนิด และในต่างประเทศอีกหลายชนิด ซึ่งรวมแล้วไม่น้อยกว่า 100 ชนิด กบบางชนิดมีขนาดที่ใหญ่มาก บางชนิดมีขนาดปานกลาง และบางชนิดก็มีขนาดเล็ก แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ สำหรับผู้ที่สนใจควรเสาะหาพันธุ์เพี่อนำมาเลี้ยงกันหลาย ๆ ชนิด พันธุ์กบที่จะแนะนำต่อไปนี้สามารถเลี้ยงได้ในเมืองไทย ซึ่งมีทั้ง กบพันธุ์พื้นเมือง และกบจากต่างประเทศที่มีคุณสมบัติเหมาะกับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศในบ้านเรา ดังต่อไปนี้

1.กบจาน ( Rana tigerina Daudin)

เป็นกบขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ ตัวที่โตเต็มที่ยาวประมาณ 5 นิ้ว ขนาด ประมาณ 4 ตัวต่อกิโลกรัม ผิวมีสีน้ำตาลปนเขียว อาจจะแตกต่างกันบ้างตามแหล่งที่ อยู่อาศัย ลักษณะโดยทั่วๆ ไปสังเกตได้คือ ขาหน้าสั้นอยู่ระหว่างไหล่กับตา ปุ่มกระดูกเท้าล่างไม่แหลมคม มีสีคล้ำและมีลายพาดสีจาง ๆ ตรงริมฝีปาก ใต้คางอาจมีจุดหรือลายริ้วตรงคอหอย ด้านหลังมีสีเขียวอมน้ำตาล มีจุดสีดำเป็นจำนวนมาก

2.กบนา (Rana rugulosa Wiegmann)

เป็นกบขนาดกลางตัวที่โตเต็มที่ยาวประมาณ 5 นิ้ว ขนาดประมาณ 6 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม ผิวสีน้ำตาลปนดำ อาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยตามแหล่งที่อยู่อาศัย ลักษณะโดยทั่ว ๆ ไปที่สังเกตได้คือ ขาหน้าและขาหลังมีขนาดยาวปานกลาง ส่วนนิ้วมีแผ่นหนัง ระหว่างนิ้วเกือบสุดปลาย ปลายนิ้วไม่มีแผ่นยึดเกาะ ปลายนิ้วเท้ามีปุ่มเล็กน้อย ไม่มีปุ่มที่กระดูก ฝ่าเท้า ด้านหลังมีแถบสีดำขาดเป็นตอน ๆ ประมาณ 10 แถว ขอบในดวงตาแคบกว่าเปลือก ตาบน บริเวณหัวและลำตัวส่วนหลังมีสีน้ำตาล ขามีลายพาดขวาง มีสีน้ำตาลตลอด ใต้คางมีจุดเด่นสีเทา

3.กบภูเขา หรือเขียดแลว (Rana bythii Boulenaer)

เป็นกับพื้นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัวที่โตเต็มที่ขนาดประมาณ 3 กิโลกรัม ขึ้นไป ชาวบ้านเรียกกันอีกชี่อหนึ่งว่า กบคลอง ตามแหล่งอาศัย ลักษณะโดยทั่ว ๆ ไป ที่สังเกตได้คือ ปลายนิ้วโป้งนิ้วขาหน้าแยกออกจากกัน ผิวหนังด้านข้างไม่นูนโป่ง ไม่มีถุงลม ไม่มีแผ่นหนังที่นิ้วขาหน้าอันแรก ซึ่งยาวกว่านิ้วอันที่สอง แก้วหูห่างจากตาเป็นระยะทาง มากกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของตา กบเพศผู้จะมีเขี้ยวออกจากขากรรไกรล่างยืนยาว ส่วนเพศเมียจะสั้นกว่า มีตาโต ในบางท้องที่อาจมีเส้นพาดกลางหลัง จากริมฝีปากถึงส่วนก้น บางแหล่งไม่มี ที่ขามีลายพาดสีน้ำตาลเข้มตลอด ลำตัวมีสีน้ำตาลแดงหรือดำ ใต้คาง ใต้ท้องมีสีขาว-เหลือง ริมฝีปากบนและล่างมีจุดสีดำ พบมากแถบภาคเหนือและภาคใต้

4.กบบูลฟรอค (Rana catesbeiana show)

เป็นกบที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เข้าใจว่าใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา โตเต็มที่มีน้ำหนักมากกว่า 1 กิโลกรัมขึ้นไป ตัวที่โตมีความยาวถึง 8 นิ้ว ลำตัวกว้าง ส่วนหัวสีเขียว ส่วนหลังมีสีน้ำตาลเขียว ส่วนท้องมีสีขาวเหลือง ผิวหนังขรุขระมีปุ่มขนาดเล็กๆ อยู่ที่ส่วนหลัง ไม่มีสันข้างตัวแต่จะมีสันตรงด้านหลังของแก้วหู ที่ขามีจุดสีน้ำตาลประปราย บางท้องที่อาจมีสีคล้ำหรือดำ

เลี้ยงกบมือใหม่

การเลือกสถานที่เลี้ยงกบ

ถึงแม้ว่าเราจะสามารถเลี้ยงกบได้ในแทบทุนสถานที่ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดควรเลือกสถานที่ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

  • ควรอยู่ใกล้บ้านที่พักอาศัย เพื่อความสะดวกในการดูแล และลดปัญหาการลักขโมย
  • ควรอยู่บนพื้นที่ดอนสูงพอที่จะป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก ซึ่งจะทำให้กบหลบหนีออกจากบ่อเลี้ยงได้
  • ควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำสะอาดและมีปริมาณมากเพียงพอ เนื่องจากต้องมีการถ่ายน้ำบ่อเลี้ยงกบบ่อยๆ
  • ควรอยู่ที่ที่มีความสงบเงียบพอสมควร ถ้ามีเสียงดังมากจะทำให้กบตกใจกลัว ไม่ยอมออกจากที่หลบซ่อนเพื่อออกมากินอาหาร อาจทำให้อดอาหารตายได้
  • ในกรณีที่ไม่ได้เพาะพันธุ์ลูกกบเลี้ยงเอง ควรอยู่ใกล้แหล่งเพาะพันธุ์ลูกกบจำหน่าย เพื่อความสะดวกในการจัดหาลูกกบมาเลี้ยง
  • ควรอยู่ใกล้แหล่งที่สามารถหาอาหารเลี้ยงกบได้ง่าย หรือมีสถานที่จำหน่ายอาหารเลี้ยงกบ
  • ควรอยู่สถานที่ที่มีกบในธรรมชาติเหลืออยู่ไม่มากและอยู่ใกล้ชุมชนที่นิยมบริโภคกบโดยไม่เลือกว่าเป็นกบธรรมชาติหรือกบเลี้ยง เพราะโดยธรรมชาติของคนไทยจะนิยมเลือกบริโภคที่มาจากธรรมชาติมากกว่าถ้าเลือกได้
  • ควรอยู่ในสถานที่ที่ประชาชนมีอัธยาศัยไมตรีดี ไม่มีการลักเล็กขโมยน้อย ปลอดภัยจากมิจฉาชีพ ซึ่งจะเป็นปัญหาบั่นทอนจิตใจของผู้เลี้ยงทำให้เกิดความท้อแท้ได้

รูปแบบของบ่อและการสร้างบ่อ

เราสามารถเลี้ยงกบได้ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ ซึ่งมีวิธีการทำและข้อดีข้อเสียต่างกันดังต่อไปนี้

1. บ่อดิน

นิยมใช้แต่เดิมมา ขนาดของบ่อตามความเหมาะสม โดยสร้างผนังบ่อสูงประมาณ 1.20-1.50 เมตร ด้วยอิฐบล็อก คอนกรีต กระเบื้อง สังกะสีหรือไม้ไผ่ผ่าซีก ขุดบ่อน้ำตรงกลาง ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้กบกระโดดลงเมื่อตื่นตกใจ และใส่พืชน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำในร่องร้อนเกินไป และจัดหาวัสดุให้กบได้ใช้หลบซ่อน เช่น ยางรถยนต์ กระเบื้องลอน อิฐบล็อก ท่อน้ำ และกระบอกไม้ไผ่ และควรปลูกพืชผักสวนครัวเช่น ตะไคร้ กระเพรา โหระพา เพื่อให้เป็นร่มเงาป้องกันความร้อน และใช้เป็นเครื่องปรุงอาหารได้

ข้อเสียของบ่อแบบนี้คืออาจมีการรั่วซึมของบ่อน้ำ กบหลบซ่อนอยู่ในรูหรือจำศีลโดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวต่อหน้าฝน บางครั้งอาจทับกันทำให้ตายได้ จึงมีการพัฒนาเป็นแบบบ่อคอนกรีตซึ่งสามารถป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้

2.บ่อคอนกรีต

บ่อเลี้ยงกบควรจะสร้างด้วยคอนกรีต หรือวัสดุอี่น ๆ ที่มีความแข็งแรงพอสมควร สามารถป้องกันไม่ให้กบหนี และป้องกันศัตรูจากภายนอกไม่ให้เข้าไปทำลายกบได้ บ่อเลี้ยง กบที่ดีควรมีลักษณะดังนี้คือ

  • บ่อรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ควรมีความกว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร ส่วนบ่อกลม ควรมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 เมตร
  • บ่อรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทำชานบ่อทางด้านกว้างทั้ง 2 ด้านให้ชานบ่อยาว 30 เชนติเมตร กว้าง 1.5 เมตร โดยให้ชานลาดเอียงสู่กลางบ่อ ส่วนทางด้านยาวทำลาดเอียงสู่ท่อระบายน้ำ ส่าหรับบ่อกลมพื้นบ่อควรลาดเอียงสู่จุดศูนย์กลางของบ่อซึ่งเป็นที่ระบายน้ำทิ้งมีดวามลึกประมาณ 12 เชนติเมตร
  • คันบ่อ ควรสูงอย่างน้อย 60 เซนติเมตร และกั้นด้วยตาข่ายเพื่อป้องกันกบกระโดดออกจากบ่อเลี้ยง
  • หลังคาควรมีหลังคาคลุมบ่อเลี้ยงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเนื้อที่บ่อหลังคาจะช่วยบดบังแสงแดดและป้องกันมิให้กบตกใจด้วย

สำหรับการสร้างบ่อเลียงกบด้วยคอนกรีตนั้น หลังจากการสร้างบ่อเสร็จน้ำในบ่อจะมีสภาพเป็นด่างมากยังไม่เหมาะที่จะใช้เลี้ยงกบ ให้แก้ไขโดยใช้สารส้มหนัก 1 กิโลกรัม ต่อน้ำในบ่อ 1 ลูกบาศก์เมตร แช่ทิ้งไว้ 3-4 วัน จึงถ่ายน้ำทิ้งแล้วขัดให้สะอาดด้วยแปรง ตากบ่อให้แห้งเติมน้ำใหม่ลงไปก็เริ่มใช้เลี้ยงกบได้ ข้อควรระวังดืออย่าตากบ่อคอนกรีต ไว้นานจะทำให้บ่อแตกร้าวได้

อาหารและการให้อาหาร

  • ใช้อาหารปลาดุก ให้อาหารกบช่วง เช้า-เย็น โดยวางไปบนพลาสติกด้านล่างคอนโด เสริมผักบุ้งหั่นฝอย ทุก 2-3 วัน ต่อครั้ง ใส่น้ำ 2 คอนโด (ชั้นที่ 1 และ 2) เปลี่ยนถ่ายน้ำทุก 2-3 วัน
  • ล้างคอนโดให้สะอาดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์
  • ใช้ไฟส่องล่อแมลงให้กบกินเป็นอาหารเสริม เลี้ยงประมาณ 20 วัน แยกคัดขนาดกบ

เลี้ยงกบมือใหม่

การจับและการตลาด

 1. การจับ

การจับกบทำได้หลายวิธี เช่น ใช้สวิงคลุมกันกบกระโดดหนี แล้วทยอยจับจนหมด และใช้ไซดักบนลานบ่อ กบจะเข้าไชในเวลากลางคืน ตอนเช้าจึงเลือกกบ ที่ได้ขนาดออกจำหน่าย

2. การลำเลียง

ก่อนการบรรจุกบเพื่อลำเลียงจำหน่าย ควรให้กบอดอาหารเสียก่อน จะช่วยลด อัตราการตายได้มาก ลำเลียงโดยใช้กล่องกระดาษเจาะรูด้านข้างและด้านบนให้มีขนาดพอที่อากาศ ผ่านได้ ภายในบรรจุกบช้อนกันไม่เกิน 2 ชั้น ปิดฝามัดให้แน่น ในระหว่างการลำเลียงควรรักษา อุณหภูมิ หรือใช้รถปรับอากาศ และควรมีฟองน้ำชุบน้ำพอชื้นใส่ลงรวมกับกบด้วย

การจำหน่าย

การซื้อขายกบในประเทศไทยราคาจะขึ้นกับสถานที่และฤดูกาล ในฤดูฝนที่มีกบจากธรรมชาติออกสู่ตลาดมาก ราคาก็จะตกลงบ้างและจะแพงขึ้นในฤดูหนาวและฤดูแล้วที่มีกบออกสู่ตลาดน้อยแต่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 60-100 บาท ส่วนตลาดต่างประเทศในปัจจุบันมีการส่งออกทั้งในรูปกบมีชีวิตและชิ้นส่วนแช่แข็ง โดยส่วนใหญ่จะส่งออกไปที่ฮ่องกง

เลี้ยงกบมือใหม่  ไม่จำเป็นต้องเริ่มใหญ่ ไม่ต้องทำฟาร์ม ไม่ต้องเสี่ยงลงทุนหลักหมื่น แค่เริ่มจากบ่อเล็ก ๆ ทดลองเลี้ยงดูสักรุ่นหนึ่ง เรียนรู้ไปพร้อมกับประสบการณ์จริง คุณจะค่อย ๆ เข้าใจธรรมชาติของกบ และปรับวิธีเลี้ยงให้เหมาะกับบ้านของตัวเอง


บทความอื่นที่น่าสนใจ